บุบผาเยียวยาใจ

ตอนที่ 9 : ไม่กล้ารับเจ้าค่ะไม่กล้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,349
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 597 ครั้ง
    18 พ.ค. 63

พรรคหยิ๋นมี่ชั่งทำให้ผู้คนตื่นตะลึงได้ดียิ่งนัก สถานที่ดีเลิศเช่นนี้ ก็ยังเก็บมาไว้ให้เป็นสมบัติของคนในพรรคเพื่อใช้ร่วมกันได้

"ในตำราที่ข้าได้ให้พวกเจ้าทั้งสองไป เข้าใจโดยเบื้องต้นแล้วใช่หรือไม่?"

อาจารย์หวางถามศิษย์น้อยทั้งสองคน

"ขอรับ/เจ้าค่ะ"

"สำหรับวรยุทธ์แล้ว การมีกำลังภายในที่แข็งแกร่ง คือการวัดความสูงต่ำของความสามารถที่มี การใช้วิทยายุทธ์ต่างๆมารวมกับกำลังภายในและพลังธาตุ จะเป็นการโจมตีที่คู่ต่อสู้ยากที่จะต่อกรได้ หากเราสามารถผนวกมันให้เข้าด้วยกันได้ดี"

เฟิงหยูกล่าวกับลูกศิษย์ของตน และก็เงียบลงให้อาจารย์หวางได้กล่าว

"ส่วนพลังธาตุนั้นคือการดึงเอาพลังของธรรมชาติมาเก็บไว้กับตัวให้ได้มากที่สุด ระดับหนึ่งถึงสิบเป็นตัวบอกระดับอย่างชัดเจนแล้ว ว่าร่างกายมีจุดกักเก็บพลังที่สามารถบรรจุพลังไว้ได้มากน้อยเพียงใด"

เซียงฮวาพยักหน้าแล้วยกมือถามอาจารย์ของตนเองอย่างสงสัย

เฟิงหยูที่รู้ว่าเป็นเครื่องหมายของการขออนุญาตถาม จึงใช้พลังลมปราณบอกสหายของตนเองผ่านทางนี้

อาจารย์หวางที่ได้ยินอย่างนั้นก็ "เชิญถาม"

"มี How to 'ทำอย่างไรให้ฝึกได้ก้าวหน้ากว่าคนทั่วไป' หรือไม่เจ้าคะ?"

"อ่ะแหม หมายถึง วิธีการ"

เมื่อเฟิงหยูทำหน้าที่การแปลส่งให้สหายทางลมปราณแล้ว อาจารย์หวางจึงได้พยักหน้า แล้วกล่าวบอกลูกศิษย์ของตนด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยนสีสักนิด ในทางความคิดก็ไม่ได้มองว่านางจะผิดแผกประการใด

"ดี ที่เจ้าบอกให้ข้าทำใจล่วงหน้าไว้บ้างแล้ว" เมื่อพูดกับเฟิงหยูทางลมปราณเสร็จ ก็ตอบเซียงฮวา

"การก้าวให้เร็วกว่าคนอื่น คือการฝึกให้มากกว่าคนอื่นเสมอ ทุกคนมีต้นทุนที่ไม่เท่ากัน ในเมื่อเจ้ามีพร้อมเช่นนี้แล้ว ก็จงฝึกให้หนัก เพื่อเป็นการตอบแทนเบื้องบนที่ได้ให้เจ้ามาอย่างไม่คิดว่ามันจะลำเอียงเช่นนี้"

"เจ้าค่ะ/ขอรับ"

เมื่อเห็นเด็กน้อยทั้งสองของตนพยักหน้ารับ เฟิงหยูก็หยิบหยกดูดซับพลังธาตุขึ้นมาให้กับเฮยหลง

"เอาหยกสีนิลที่อาให้เจ้าไว้ก่อนหน้านี้ขึ้นมาสิ เจ้ารอง"

เฟิงหยูถามหาหยกที่ภายนอกเป็นสิ่งที่ช่วยในการดูดซับพลังธาตุให้เร็วขึ้นเท่านั่น และน้อยคนนักที่จะรู้ว่าหยกชิ้นที่เซียงฮวาถือครองอยู่ สามารถปกปิดพลังเร้นลับในร่างกายที่ไม่อยากให้ผู้ใดได้รู้ได้อีกด้วย

"ในระหว่างที่กำลังดูดซับพลังปราณ ควรนำมาวางไว้ในตำแหน่งชีพจรด้านที่เจ้าได้กรีดเลือดนาบไปกับศิลาปลุกพลัง"

เซียงฮวาเมื่อได้ยินดังนั่นจึงลองเอามาทดลองนาบกับชีพจรตรงข้อมือดู

"เช่นนั้นล่ะ! บทเรียนของวันนี้คือดูดซับพลังธาตุ นั่นคือที่นั่งของพวกเจ้าทั้งสอง"

สองศิษย์ต่างเพศเมื่อได้ยินได้เห็นดังนั้น จึงเดินไปยังประจำที่ของตน แล้วนั่งลงขัดสมาธิตามคำชี้แนะของอาจารย์

"เดี๋ยววันนี้ข้าจะเป็นอาจารย์ให้เซียงฮวาเอง เจ้าไปเป็นอาจารย์ให้เฮยหลงเถอะ"

อาจารย์หวางพยักหน้าแล้วเดินไปนั่งข้างๆเฮยหลง เพื่อเป็นการที่จะได้ช่วยเหลือได้ทัน หากมีข้อผิดพลาดอันใดเกิดขึ้นระหว่างการดูดซับพลังธาตุครั้งแรก

"หลับตาลง ทำใจให้สงบ แล้วกำหนดจิตให้เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ"

เซียงฮวาเมื่อได้ยินท่านอาบอกเช่นนั้นก็พยักหน้าแล้วหลับตาลง พยายามทำให้ใจของตนเองสงบ นึกถึงโมเม้นท์ตอนที่ได้ไปร่วมทริปปฏิบัติธรรมกับสมาคมคุณนายของหม่อมแม่

นอกจาก ยุบหนอ พองหนอ ตอนนั้นพระอาจารย์บอกว่าอย่างไรนะ?

อ่อ! ว่างเปล่า ไม่ยึดติด

เมื่อคิดได้ดังนั้นเซียงฮวาก็ไม่คิดสิ่งใดอีกเลยนอกจากปล่อยสมองให้มีแต่ความว่างเปล่า ค่อยๆจมดิ่งลงสู่ห้วงสมาธิลึกลงเรื่อยๆ 

ในมุมมองของคนภายนอกอย่างอาจารย์ทั้งสอง ที่กำลังเฝ้ามองลูกศิษย์เฉพาะกิจของตนอยู่ นั่งจิบชายังไม่ถึงเพียงสองจอกด้วยซ้ำ ก็เห็นการเปลี่ยนแปลงรอบตัวของเด็กน้อยทั้งสองแล้ว

เซียงฮวาที่ตอนนี้ถอดจิตออกไปแล้วก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ตนเองอยู่ในสถานที่ไหน แห่งหนใด เมื่อมองไปยังทิศทางข้างหน้าก็เห็นเพียงความว่างเปล่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

"อยู่ไหนแล้วเนี่ยตัวเรา"

เซียงฮวาลุกขึ้นยืน แล้วกอดอกคิดหนักว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี พลันแขนที่กอดไขว่กันไว้ก็รู้สึกว่ามันไม่เหมือนเดิม

"หืม ทำไมมือใหญ่" ยกแขนทั้งสองข้างของตนเองขึ้นมาดู เมื่อเห็นว่าแขนนั้นใหญ่กว่าเด็กแปดขวบที่ควรจะมี พอก้มลงมองส่วนล่าง ขาก็เรียวยาวดังในภพเดิมไม่มีผิด

"อุ๊!หุหุหุ นมก็ใหญ่ด้วยเว้ยเห้ยย" เมื่อคิดดังนั้นก็กระโดดโลดเต้นราวกับว่าตนเองถูกรางวัลเลขท้ายสามตัวเป็นครั้งแรกหลังจากที่ลองซื้อเล่นๆไปหลายครั้ง

ด้วยความที่ก่อนหน้านี้เซียงฮวาได้แต่มองไปที่ข้างหน้าของตน โดยไม่ได้หันกลับมามองที่ด้านหลังเลย จึงไม่เห็นว่านอกจากนี้ ยังมีคนอื่นอยู่ด้วยที่ไม่ใช่เพียงแค่นาง

"หา! คืออะไร ไม่เข้าใจ นี่มันร่างเด็กเรานี่"

ร่างเด็กที่เซียงฮวากล่าวถึงก็คือตัวนางที่กำลังหลับตานั่งสมาธิอยู่ เมื่อนางเดินไป หมายจะเขย่าร่างเล็กๆนั่นดู มือเรียวยาวที่ควรจะสัมผัสถูกวัตถุตรงหน้าได้ กลับทะลุผ่าน

"หรือฉันต้องกลับเข้าไปนั่งในร่างนี้ดังเดิม"

เมื่อคิดได้เช่นนั้นนางก็นั่งลง แล้วกลับเข้ามาที่ร่างเด็กของนาง หลับตาทำสมาธิอีกครั้ง สักพักก็รู้สึกราวกับว่าตนถูกดึงสู่ห้วงลึกของอะไรสักอย่างอีกครั้งหนึ่ง แม้ไม่ได้ลืมตามองดู แต่บรรยากาศรอบกายยังคงสัมผัสได้ว่าตนยังคงอยู่ที่เดิม และก็ไม่ได้เข้าร่างนี้ได้อย่างสมบูรณ์อีกเช่นกัน

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ก็แว่วว่าได้ยินเสียงของผู้หญิง ที่ราวกับว่ามันดังอยู่ในที่ไกลแสนไกล ดูเลื่อนลอยอย่างไรชอบกล

"เห็นหรือไม่ว่า? แม้แต่จิตและร่างของเจ้ายังไม่สามารถยึดกันได้เลย"

ตึง!!! เสียงคล้ายระฆังที่ถูกตีจนดังกังวาล เล่นเอาร่างจิตของเซียงฮวาแทบสะดุ้ง

"ท่านคือผู้ใดกัน มีตัวตนจริงๆหรือไม่?"

เซียงฮวาถามเจ้าของเสียงนั้นภายในจิต ถ้าหากนางลืมตาอยู่ตอนนี้ จะต้องเป็นภาพสายตาล้อกแล้กมองซ้ายทีขวาทีเพื่อหาเจ้าของเสียงอย่างแน่นอน

"มีแล้วอย่างไร ไม่มีแล้วอย่างไร หากมีแล้วจะทำสิ่งใด ไม่ทำสิ่งใด แล้วหากไม่มีเล่า จะทำสิ่งใด ไม่ทำสิ่งใด?"

ตึง!!!

"โห้! ยาวจัง" บ่นจบก็คิดตามคำพูดเลื่อนลอยนั่น เมื่อคิดว่าจุดแรกเริ่ม ที่พาตนมาสู่ในที่แห่งหนนี้คือสิ่งใด จึงตอบบออกไปอย่างมั่นใจ

"ไม่มีสิ่งใด ไม่ยึดติด มันคือความว่างเปล่า"

"แน่ใจได้อย่างไรว่ามันคือความว่างเปล่า ไม่เห็นสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเจ้าหรือ ว่ามันคือสิ่งใด"

ตึง!!!

จากตอนแรกที่เซียงฮวาคิดว่ามันคือความว่างเปล่า กลับกลายเป็นว่าพื้นที่ที่ตัวนางได้หยัดอยู่ ได้เปลี่ยนจากสีขาวกลายเป็นสีน้ำตาล พร้อมด้วยแผ่นดินทั้งหลายที่รายล้อม

ซึ่งภายนอกที่เฟิงหยูเห็น คือรอบๆตัวเซียงฮวานั้นกำลังดูดมวลสีน้ำตาลคล้ายฝุ่นให้ลอยล่องไปมารอบตัวนาง โดยมีร่างเล็กเป็นจุดศูนย์กลางของวงกลม

"หรือว่ามันคือโลกแห่งดิน?"

"หากคิดว่าดิน เจ้าสัมผัสได้ถึงไอร้อนจากผืนดินหรือไม่ ?"

ตึง!!!

เมื่อคิดว่ามันอาจจะเป็นจริงๆ และมันคงร้อน อยู่ๆเซียงฮวาก็สัมผัสได้เลยว่าตนเองร้อน และเหงื่อออกมากด้วย

"ความชื้นที่อาจซ่อนไว้อยู่เล่า มีหรือเปล่า?"

ตึง!!!

แต่ด้วยความ 'เอ่ะ' ทำให้เซียงฮวาไขว้เขว ว่ามันอาจจะเป็นความชื้นก็ได้ หลังจากคิดเช่นนั้น เหงื่อที่หลั่งไหลอยู่ก็กลายเป็นของเย็นเสียดกระดูกขึ้นมาทันที

"หากนี่เป็นความจริง เป็นเพราะว่ามันมีจริงๆ หรือเป็นเพราะว่ามันเป็นจินตนาการของเจ้า?

ตึง!!!

"ข้าว่าก็น่าจะจริงนะ มันทั้งร้อนทั้งหนาวเหน็บเช่นนี้"

"แน่ใจแล้วหรือว่านี่คือความจริง?"

ตึง!!!

เซียงฮวาร้อง'อ้าว'ออกมาในใจ ถ้างั้นมันคือการมโนเหรอ

"หากเจ้าว่าสิ่งนี้คือมโนภาพ แล้วเจ้าเห็นสิ่งใดที่อยู่รอบๆตัวเจ้าหรือไม่?

"หากข้าเป็นธาตุดิน ก็ต้องเป็นฝุ่น เป็นความร้อนเมื่อยามอาทิตย์แผดเผา เป็นความชื้นเมื่อเม็ดฝนพร่างพราวร่วงใส่ เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว"

"หากเจ้าคิดว่ามันเป็นความร้อน ดึงมาเก็บไว้หรือปล่อยมันดี?"

ตึง!!!

"มาขนาดนี้แล้ว ก็ต้องลองดูดมันแล้วแหละ!"

เมื่อคิดได้ดังนั้น เซียงฮวาก็ตั้งสมาธิ กำหนดจุดชีพจรตรงข้อมือให้ตื่นตัวพร้อมรับ ไม่นานร่างกายก็รู้สึกร้อนขึ้นมา

"ความร้อนคือสิ่งเดียวที่เจ้าต้องการจริงหรือ?ถ้าใช่จะพอแค่นี้หรือไม่ หรือถ้าไม่ใช่ จะดูดกลืนต่อไป?"

ตึง!!!

"เรามันคนมักน้อยไม่เป็นซะด้วยสิ! ดูดมาเลยทั้งความความร้อน ทั้งความชื้นนี่ละ!"

หลังจากจบความคิดนี้แล้ว อยู่ๆก็รู้สึกเหมือนคนธาตุไฟเข้าแทรก ทั้งๆที่ไม่เคยฝึกวิชา จนธาตุไฟเข้าแทรกจริงๆเลยสักครั้ง หยินและหยางปั่นป่วนไปหมด

"เกิดอะไรขึ้น?" เฟิงหยูที่เห็นเซียงฮวากระสับกระส่าย ก็นำหยกมาวางไว้ที่ชีพจรตรงข้อมือของเซียงฮวา

"รับรู้แล้วหรือไม่ ร้อนคือสิ่งใด? เย็นสิ่งใด?"

ตึง!!!

"รู้แล้วๆ! เข้าใจมากๆแล้วด้วย"

"หากรู้แล้ว พร้อมจะเผชิญกับความจริงนี้หรือไม่?หรือเต็มใจที่จะอยู่ในโลกของการลวงหลอกตัวเอง"

ตึง!!!

"พร้อมมาก พร้อมมากๆ"

"เป็นความร้อนเมื่อยามอาทิตย์แผดเผา เป็นความชื้นเมื่อเม็ดฝนพร่างพราวร่วงใส่ จำคำพูดนี้ของเจ้าเอาไว้ให้ขึ้นใจ หากมีวาสนาอาจพบพานกันอีก หากไร้แล้วไซร้ พันปีไม่พบ หมื่นปีไม่บรรจบคบหา"

ตึง!!!

เสียงระมังครั้งสุดท้ายได้ล่องลอยหายไปในที่ห่างไกล เมื่อเซียงฮวาค่อยๆกะพริบตา และลืมตาขึ้นมาในที่สุด

หืม!!!!

สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าตนนั้น คือเม็ดกลมๆสีน้ำตาลขนาดเท่าไข่มุกของคุณหญิงแม่ในชาติก่อนของตน กำลังหมุนวนรอบตัวเองช้าๆ 

เมื่อหันไปมองข้างๆตนว่าเฮยหลงเป็นเช่นไรบ้าง ก็เห็นว่าคนผู้นั้นกำลังหลับตาอยู่ ไข่มุกก้อนเท่ากัน แต่สีดำกลับดำสนิทใสจนสามารถสะท้อนเป็นเงาได้อยู่แล้ว เซียงฮวาให้สงสัย หรือเพราะอาจเป็นเพราะธาตุมืดของเฮยหลงด้วยหรือไม่ก็ไม่อาจรู้ได้

คิดมาถึงตรงนี้ เฮยหลงก็ค่อยๆกะพริบตาตัวเองขึ้นมา แล้วมองไปรอบๆอย่างที่เซียงฮวาทำก่อนหน้านี้ จากนั้นทั้งสองก็ส่งยิ้มให้กันเป็นเชิงบอกว่า

สำเร็จ!!!!

แปะๆๆๆๆๆๆ

เสียงปรบมือทำให้ทั้งสองมองไปยังที่มาของเสียง เป็นท่านอา และท่านอาจารย์ที่ปรบมือให้ตนอยู่

"ดียิ่ง เพียงไม่ถึงชั่วยามก็สามารถดึงเอาพลังจากธาตุดินเข้าสู่ร่างกายได้แล้ว ยอดเยี่ยมยิ่งนัก"

สีหน้าของคนพูดแสดงออกชัดว่าเด็กชายหญิงทั้งสองชั่งมีพรสวรรค์ยิ่ง

"จิ๊!ไม่กล้ารับเจ้าค่ะไม่กล้า คิกๆๆ"

พร้อมปิดปากหัวเราะออกมาเสียงใส

.

.

.

 


 

Pandanus23233

2020年05月17日

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 597 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

366 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #226 manbigbang (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2563 / 10:51
    มีถอดจิตด้วนขำไม่ไหว55
    #226
    0
  2. #7 CrescentMoonStar (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 21:29
    แม่แท้ๆของเซียงฮวาต้องเป็นเทพบุปผาตอนลงมาเกิดแน่ๆ ท่านพ่อไม่แน่ใจ ส่วนท่านอาน่าจะเป็นคนที่รักแม่แท้ๆของเซียงฮวา ไม่ก็อาจจะเป็นพ่อแท้ๆ//เดาทั้งนั้น แต่แม่เป็นเทพบุปผานี้ใช่แน่ๆ
    #7
    1
    • #7-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 9)
      18 พฤษภาคม 2563 / 18:19
      อูยยยย มือสั่นไปหมดเลย
      #7-1
  3. #6 Warina (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 20:36
    สนุกอยู่นะ เก็บๆๆๆๆ
    #6
    1
    • #6-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 9)
      18 พฤษภาคม 2563 / 18:19
      ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ
      #6-1
  4. #5 pook1819 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 16:06
    น่ารักทั้งคู่เลย
    #5
    1
    • #5-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 9)
      18 พฤษภาคม 2563 / 18:20
      ขอบคุณค่ะ
      #5-1