ตอนที่ 146 : ภาค2:ตอนที่ 46 การประลองยุทธ์เจิ้งโจว 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 226
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    16 มี.ค. 62

       ตั๋งเต๋อหัวเราะฮ่ะๆ พูดขึ้น “มิน่าเล่า ไต้เท้าไท่จี้ถึงได้มั่นใจนักว่าปีนี้อาจจะเป็นคนของเมืองท่งเต้าที่จะเป็นผู้ชนะ ที่แท้ก็แอบซ่อนเพชรเม็ดงามเอาไว้นี่เอง”



       ไท่จี้หัวเราะอย่างไม่ปกปิดแล้วพูด “ยังหรอก ยังหรอก คงต้องรอดูว่าจะผ่านศิษย์สำนักดาบจันทราเล่ยเจียงผู้นั้นไปได้หรือเปล่า ถ้าเขาไม่ได้ฝึกเพลงดาบจันทราดับตะวันมาแล้วล่ะก็คงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเสวียนเต๋ออย่างแน่นอน”



       “นั้นสินะ...” ตั๋งเต๋อเหมือนจะเห็นด้วย ถ้าเล่ยเจียงฝึกวิชายุทธ์ชั้นยอดของสำนักดาบจันทรามาแล้วล่ะก็คงเดาไม่ได้เลยว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ชนะ คงต้องวัดกันที่ความแข็งแกร่งของพลังปราณ การชิงจังหวะและการพลิกแพลงเท่านั้น



       ขณะที่ตั๋งเต๋อกับไท่จี้กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ฮวนไห่กับทำหน้านิ้วคิ้วขมวดเพราะคนที่เขาส่งเข้าร่วมประลองเพลงยุทธ์ที่ปะปนอยู่ในกลุ่มที่ผ่านมาทั้งสี่กลุ่มตกรอบไปโดยที่ฝีมือไม่ติดฝุ่นผู้อื่นเอาเสียเลย เขาลอบถอนหายใจพูดแผ่วเบา “ไม่มีใครเลยที่ใช้ได้.. คงมีแต่เจ้าเท่านั้นแล้วแหละนะ.. หลู่ซู่


       ---


       ในขณะที่การประลองเพลงยุทธ์ของกลุ่มห้ากำลังดำเนินไปอยู่นั่น เกิดความวุ่นวายขึ้นในเมือง ผู้คนนับร้อยแออัดกันอยู่หน้ากองสืบสวน



       “อ้าวคนต่อไป.. อะไรหาย!” นายทหารจดบันทึกรับแจ้งความถามขึ้นราวกับรู้อยู่แล้วว่าคนเหล่านี้ต้องการมาแจ้งความอะไร ในขณะที่ข้างๆก็มีนายทหารอีกห้าคนช่วยกันรับแจ้งความจดบันทึกกันจนมือหงิกมืองอ



       “คนต่อไป.. อะไรหาย!” นายทหารทั้งหกพูดประโยคเดิมๆ ตั้งแต่เข้ามาประจำการที่กองสืบสวนไม่เคยใช้คนจดบันทึกมากมายขนาดนี้มาก่อน เพราะโดยปกติจะใช้นายทหารเพียงคนเดียวในการรับแจ้งความ แต่ทว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เกินกว่าคำว่าไม่ปกติจนเกินไปแล้ว



       “ลุงเห็นหน้าตามันหรือเปล่า?”



       “เอ่อ~ ไม่เห็น”



       “แล้วรู้ได้ยังไงว่าเงินถูกขโมยไป”



       “ก็ข้ารู้สึกว่ามีคนมาฉกของในกระเป๋าน่ะสิ ไม่ใช่ครั้งเดียวนะ เหมือนมันฉกรัวๆด้วย พอหันหลังไปดู มันก็หายไปแล้ว”



       ในคราแรกที่มีคนมาแจ้งความนายทหารรับเรื่องก็หัวเราะราวกับจะไม่เชื่อ ฉกกระเป๋าตั้งหลายครั้งอย่างรวดเร็ว พอหันไปกับไม่พบผู้ใด บ้างก็ว่าเหมือนมีลมพัดผ่านไปมา พอเริ่มมีคนมาแจ้งความมากเข้านายทหารรับแจ้งความก็ถึงกับหัวเราะไม่ออก



       “งั้นเดี๋ยวลุงเข้าไปตรวจลายนิ้วมือแฝงด้านในก็แล้วกัน” นายทหารก้มหน้าก้มตาบันทึกแล้วเรียก “คนต่อไป.. อะไรหาย!” เขาเงยหน้าขึ้นเห็นเด็กผู้หญิงร้องไห้สะอึกสะอื้น



       นายทหารรับแจ้งความส่ายหัว เจ้าหัวขโมยผู้นี้ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็ก ผู้เฒ่าผู้แก่ คนพิการ แม้แต่คนอนาถาก็ไม่เว้น



       สาวน้อยสะอื้นพูด “อมยิ้ม.. อมยิ้มของข้าหายไปห้าอันค่ะ ซซิกซแซ” พูดจบเอามือปาดน้ำตา



       ถึงจะเป็นแค่ของเล็กน้อยหรือของไม่มีค่าขึ้นชื่อว่าถูกขโมยไปย่อมต้องมีความผิด นายทหารจดบันทึกชื่อกับของที่หาย เขามองหน้าสาวน้อยอีกคราแล้วพูด “เดี๋ยวเจ้าไปตรวจรอยนิ้วมือแฝงด้านในต่อก็แล้วกันว่าจะตรงกับผู้อื่นหรือเปล่า ยังไงเสียพวกเรากองสืบสวนจะเอาอมยิ้มมาคืนเจ้าให้ได้ไม่ต้องห่วงหรอกนะ” เขาพยายามปลอบใจให้สาวน้อยหยุดสะอึกสะอื้น



       “จริงๆนะคะ!” สาวน้อยเผยแววตาแห่งความหวัง



       นายทหารยืดอกพูดหนักแน่น “แน่นอน! ข้าขอเอาหัวของเจ้าหัวขโมยเป็นประกันเลย”



       ได้ผลเกินคาดสาวน้อยหยุดสะอื้นไห้เปลี่ยนเป็นร่าเริงขึ้นมาราวกับได้ของรักของห่วงกลับคืน “งั้นข้าขอตัวก่อนนะคะ”



       นายทหารพยักหน้าก่อนจะเรียกคนต่อไป ในขณะที่สาวน้อยกำลังเดินเข้าไปด้านในเพื่อตรวจหาหลักฐานลายนิ้วมืออยู่นั้น นางกับชะงักเล็กน้อยก่อนที่จะหันมามองนายทหารคนนั้นอีกครั้งอย่างสงสัย “เอ้! ปกติเค้าจะเอาหัวตัวเองเป็นประกันไม่ใช่เหรอ =_=!...”



       เด็กอย่างไรก็เป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ แค่ถูกพูดเอาใจนิดหน่อยก็ลืมเรื่องที่ผ่านมาซะแล้ว ยังไม่ทันที่นางจะได้คิดอะไรนางก็ถูกเรียกให้เข้าไปในห้องเก็บหลักฐานเหมือนกับคนอื่นที่มาแจ้งความ


       ---


       ที่กองสืบสวนในห้องสืบสวนมีกองเอกสารเต็มไปหมด นายทหารผู้หนึ่งกำลังตรวจเอกสารผู้มาแจ้งความด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “บ้าจริงๆ แค่ไม่กี่ชั่วยามกับมีเจ้าทุกข์นับพันคน ถ้าหัวหน้ากลับมาคงไม่เชื่อแน่ๆ” นายทหารผู้นี้รักษาการแทนเท่านั้น เนื่องจากหัวหน้ากองสืบสวนอยู่ที่สนามประลองกับเจ้าเมือง



       นายทหารเก็บหลักฐานผลักประตูเข้ามาพร้อมเอกสารตรวจสอบลายนิ้วมือ “ผลออกมาแล้วครับ! ลายมือที่แฝงอยู่บนกระเป๋าของทุกคนเป็นฝีมือของหัวขโมยคนเดียวกันครับ”



       “ว่ายังไงนะ! เจ้าจะบอกว่าคนนับพันที่ถูกล้วงกระเป๋าเป็นฝีมือจากหัวขโมยเพียงแค่คนเดียวเองงั้นรึ” นายทหารผู้ตรวจสอบเอกสารถึงกับทำสีหน้าตื่น มันยากจะเชื่อได้ว่าเป็นฝีมือเพียงแค่คนเดียวเพราะที่เขาตั้งข้อสันนิษฐานในเบื้องต้นมันน่าจะเป็นแก๊งหัวขโมยกลุ่มใหญ่ที่มาจากต่างเมืองเพื่อฉวยโอกาสในช่วงที่มีผู้คนมารวมตัวกันหนาแน่นในงานประจำปีแบบนี้ กลุ่มที่อาระวาดได้ขนาดนี้ที่เขาคิดไว้น่าจะเป็น กลุ่มหัวขโมยดอกดำ



       กลุ่มหัวขโมยดอกดำ ทุกคนในกลุ่มจะมีสัญญลักษณ์เป็นรอยสักดอกสีดำห้าแฉก ไม่สามารถระบุจำนวนที่แน่นอนของกลุ่มหัวขโมยพวกนี้ได้ เวลาลงมือไร้ร่องรอยหาตัวและตามจับได้ยากเย็นนัก หัวขโมยกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะอาระวาดอยู่ในแดนมังกรซะมากกว่า แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงมือในครั้งนี้



       นายทหารเก็บหลักฐานตอบอีกครั้งอย่างมั่นใจ “พวกเราตรวจสอบไม่ผิดแน่ครับ คดีที่เกิดขึ้นทั้งหมดในไม่กี่ชั่วยามมานี้เกิดจากคนคนเดียวครับ พวกเราตั้งชื่อให้กับหัวขโมยผู้นี้ว่า จอมโจรไร้เงา เพราะไม่มีผู้ใดเห็นแม้แต่เงานอกจากลายนิ้วมือที่แฝงบนกระเป๋าของเหยื่อทั้งหมดเท่านั้นครับ”



       อีกทางด้านหนึ่ง…



       จางซื่อหลงในร่างชายแก่กำลังดูดอมยิ้มจวบๆอย่างสบายใจเดินตามถนนเส้นทางไปสนามการประลองยุทธ์ ดูแล้วอมยิ้มไม่ใคร่จะเหมาะกับรูปลักษณ์ในตอนนี้ของเขาสักเท่าใดนักยิ่งดูก็ยิ่งไม่ต่างจากเฒ่าทารกเอาซะเลย



       อยู่ๆระบบก็แจ้งเข้ามาในหัว “ผู้เล่นจางซื่อหลงบรรลุเงื่อนไขได้รับฉายา จอมโจรไร้เงา เพิ่มอัตราสำเร็จของทักษะหัวขโมยขึ้นอีกสิบเปอร์เซ็น”



       จางซื่อหลงเกาหัวงกๆ “ได้ยังไงกันหว่า =_=? หรือว่าเป็นเพราะเราดูดอมยิ้ม” เขาคิดไปซะอย่างนั้น แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามเขาหัวเราะหึๆอย่างชั่วร้ายเหมือนเคย “เพิ่มขึ้นอีกสิบเปอร์เซ็นเหรอ รวมทักษะหัวขโมยที่เราบรรลุระดับสามก็เป็นสี่สิบเปอร์เซ็น อย่างนี้เท่ากับว่าฉกเงินในกระเป๋าไม่เกินสี่ครั้งก็ได้มาแล้วสินะ”



       ก่อนหน้านี้จางซื่อหลงในร่างชายแก่ใช้กายาไร้เงาเพื่อฝึกและทดลองใช้ทักษะหัวขโมยโดยไม่เลือกว่าเหยื่อจะเป็นผู้ใด เด็กน้อย หนุ่มสาว ผู้เฒ่าแม่แก่ คนพิกลพิการหรือคนอนาถาก็ล้วนถูกฉกสิ่งของกันทั้งสิ้น จางซื่อหลงไม่ได้โลกสวยถึงขนาดต้องเป็นคนดีเพราะนี่คือเกมทุกคนยังมีความโลภโกรธหลงด้วยกันทั้งนั้น ในเกมศึกชิงจ้าวยุทธภพผู้แข็งแกร่งและยอดยุทธ์เท่านั้นถึงจะอยู่รอดได้ในยุทธภพ



       ในช่วงแรกที่จางซื่อหลงพยายามจะฉกเอาของจากกระเป๋าของคนอื่น โดยปกติเราจะไม่สามารถเปิดกระเป๋าของผู้อื่นได้ เขาลองผิดลองถูกหลายครั้งจนรู้ว่าใช้แค่เพียงมือสัมผัสไปยังกระเป๋าของคนอื่นเท่านั้นแล้วจะได้ของแบบสุ่ม



       จางซื่อหลงต้องฉกถึงสิบครั้งจึงจะได้ของแบบสุ่มไม่เป็นเงินก็สิ่งของหนึ่งชิ้นที่อยู่ในกระเป๋าของเป้าหมาย หลังจากที่ทำซ้ำๆเขาจึงบรรลุทักษะหัวขโมยเป็นระดับสองอัตราความสำเร็จจึงเพิ่มขึ้นเหลือแค่ฉกไม่เกินแปดครั้งจึงจะมีของติดไม้ติดมือมา พอบรรลุทักษะเป็นระดับสามฉกไม่เกินเพียงหกครั้งจึงได้ของจากกระเป๋าผู้อื่น แล้วในตอนนี้เขาได้รับฉายาเป็นจอมโจรไร้เงาฉะนั้นถ้าฉกเอาของผู้อื่นจะไม่เกินสี่ครั้งก็สำเร็จแล้ว



       แต่ทว่าในตอนนี้ไม่ว่าเขาจะพยายามฉกของจากผู้อื่นมากเท่าใด ทักษะหัวขโมยก็ยังคงหยุดอยู่ที่ระดับสามเหมือนเดิม เขาจึงเลิกที่จะฝึกแล้วตัดสินใจไปยังสนามประลองยุทธ์เพื่อดูอี้หยางว่าเป็นอย่างไรบ้าง ในขณะเดียวกันเขาก็ดูดอมยิ้มจวบๆเดินไปด้วย



       จางซื่อหลงเดินมาเรื่อยๆก็พบกับผู้คนที่แออัดกันเนื่องแน่น “เค้าทำอะไรกันหว่า?” เขาจ้องมองอย่างสู่รู้



       ขณะนั้นเองมีสาวน้อยเดินออกมาจากฝูงชน จางซื่อหลงจึงกวักมือเรียก “เฮ้! นังหนู!”



       สาวน้อยหันไปหันมาชี้ที่ตัวเอง “ท่านตา! เรียกข้ารึ”



       “ก็เจ้าน่ะแหละ จะใครเล่า” ชายแก่พูดพร้อมกวักมือให้เข้ามาใกล้ๆ “ขอถามหน่อย ข้างในมีอะไรเหรอ ทำไมผู้คนมาออแอกันเยอะจัง”



       สาวน้อยมองชายแก่ที่อมอมยิ้มด้วยสีหน้าประหลาดตาแต่ก็ตอบ “คนเหล่านี้มาแจ้งความค่ะ ท่านตาไม่รู้เหรอคะว่าตอนนี้มีหัวขโมยไร้เงาออกอาระวาดอยู่น่ะ ขนาดข้ายังโดนมันขโมยอมยิ้มไปตั้งห้าอัน มันช่างชั่วช้านัก ขนาดเด็ก คนชรา คนพิกลพิการหรือคนอนาถาก็ไม่เว้น แต่ท่านตาไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะหน่วยพิสูจน์หลักฐานเก็บลายนิ้วมือของมันไว้เรียบร้อยแล้ว อีกไม่นานต้องจับตัวมันได้แน่ๆ ข้าล่ะอยากจะเห็นหน้ามันนัก” สาวน้อยกำมือแน่นพูดอย่างเคืองใจ



       จางซื่อหลงอ้าปากค้างไม่ใช่เพราะถูกสาวน้อยต่อว่า แต่ในเกมนี้มีหน่วยพิสูจน์หลักฐานลายนิ้วมือด้วยหรือ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเขาต้องเดือดร้อนเป็นแน่ ‘ฉิบ.. งานเข้า! เราพลาดเสียแล้ว ลายนิ้วมือบ่งบอกตัวตนได้และเป็นหลักฐานที่ดิ้นไม่หลุด เราต้องทำอะไรซักอย่าง’



       “ขอบใจมากนะหนู อ้าวนี่รางวัล” จางซื่อหลงยื่นอมยิ้มให้หนึ่งอันด้วยสีหน้าแย้มยิ้ม



       นางรับเอามาดูอย่างพินิจแล้วเงยหน้าจะขอบคุณ “อ้าว! ท่านตาหายไปไหนแล้ว!” แต่กับไร้วี่แววชายแก่เมื่อครู่โดยที่นางก็ไม่ได้คิดไปไกลถึงขนาดว่า คนที่นางพูดคุยคือจอมโจรไร้เงา นางเพียงแค่ทำสีหน้างงงันเท่านั้น



       จางซื่อหลงคิดที่จะแก้ไขเรื่องที่เกิดขึ้นจากหนักให้เป็นเบาเลยล้มเลิกที่จะไปยังสนามประลองยุทธ์เพราะปัญหาในตอนนี้สำคัญยิ่งกว่า


       

       ที่สนามประลองยุทธ์…



       ในที่สุดก็ได้ผู้ชนะการประลองเพลงยุทธ์ของกลุ่มห้า เป็นชายร่างใหญ่ราวกับมวยปล้ำเขาใช้ขวานคู่ขนาดใหญ่จัดการเหล่าจอมยุทธ์ราวกับพายุที่กำลังคลั่ง ไม่มีผู้ใดต้านทานพละกำลังอันมหาศาลของเขาได้ด้วยเพลงพายุคลั่งขวานคู่ทบทวี เป็นวิชายุทธ์ทรงพลังที่น้อยคนนักจะสามารถฝึกได้ เป็นเพลงยุทธ์ระดับปรมาจารย์ของสิบแปดสำนักยอดยุทธ์ที่เพิ่มพูนด้วยทักษะลมปราณระดับสี่ นามของเขาคือ จอมยุทธ์ขวานคู่หยุนตง



       ในเวลาต่อมาการประลองเพลงยุทธ์ของกลุ่มหกก็จบลง ซึ่งทำเอาสีหน้าของฮวนไห่เจ้าเมืองหูเป่ยถึงกับฉีกยิ้มจนปากไม่หุบ สมแล้วที่เขาไว้เนื้อเชื่อใจ ผู้ชนะคือหัวหน้าองครักษ์หลู่ซู่ ใช้เพลงยุทธ์ระดับสูงลือชื่อของสำนักบู๊ตึ๊ง เพลงกระบี่ไท้เก๊ก แม้กระบวนท่าแช่มช้าออกทีหลังแต่กับสยบได้ทั่วหล้า แปรผันเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด ใช้อ่อนสยบแข็ง ใช้ความสงบนิ่งสยบเคลื่อนไหว



       ส่วนการประลองเพลงยุทธ์ของกลุ่มเจ็ด ผู้ที่ผ่านเข้ารอบเป็นจอมยุทธ์สายทวนใช้วิชายุทธ์ระดับสูงหนึ่งในสิบแปดสำนักยอดยุทธ์ เพลงทวนมัจฉาน้อยท่องคลื่นสมุทร กระบวนยุทธ์พลิกแพลงแปรเปลี่ยนตามกระบวนท่าของศัตรู เขาช้าเราช้า เขาเร็วเราว่องไว เขาหนักหน่วงเราหนักแน่น ดุจปลาตัวน้อยแหวกว่ายตามคลื่นมหาสมุทรได้โดยไม่หวาดหวั่นปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ นามของเขาคือ ต้าซื่อ


       ---


       อี้หยางกำลังทำจิตใจให้สงบตามเคล็ดวิชา ใช้ประสาทสัมผัสทั้งหกสัมผัสสิ่งที่อยู่รอบตัว เขาสามารถหยุดนิ่งได้นานนับชั่วโมงนี่คือพื้นฐานของเพลงยุทธ์ที่มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นในยุทธภพ เพลงยุทธ์หมัดเหล็กท่องวายุ เป็นเพลงยุทธ์ที่เซียนหมัดเหล็กเป็นผู้คิดค้นขึ้นมาจนร่างกายสามารถรับการโจมตีรอบทิศทางได้เองตามสัญชาตญาณแต่ก็มีขีดจำกัดของจำนวนครั้งสูงสุดได้เพียง 30 ครั้งเท่านั้น แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะตอบโต้กับฝ่ายตรงข้าม



       ผู้ควบคุมการประลองของกลุ่มแปด พูดเสียงกึกก้องให้ทุกคนไปรวมตัวกันที่ประตูทางออกเพื่อไปยังเวทีการประลองยุทธ์ที่อยู่ด้านนอก “เมื่อประตูถูกเปิดออกให้ทุกคนรีบเร่งไปจับจองพื้นที่บนสนามประลองได้เลยนะครับ”



       ทุกคนจับจ้องประตูบานใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้าโดยมีนายทหารหลายนายยืนขว้างกั้นเอาไว้



       เมื่อเห็นสัญญาณ! เสี่ยวเจ่อประกาศเปิดตัวผู้ประลองยุทธ์ของกลุ่มที่แปด “ในตอนนี้ขอเชิญทุกท่านพบกับ.. ผู้เข้าร่วมการประลองเพลงยุทธ์กลุ่มที่แปด.. เข้าสู่สนามประลองได้เลยครับ!”



       ประตูบานใหญ่ถูกเปิดออก! เหล่าผู้เข้าร่วมการประลองต่างรีบเร่งทะยานร่างเพื่อไปจับจ้องพื้นที่บนสนาม ในขณะที่กลองศึกถูกตีจากสี่ทิศพร้อมกับนายทหารในสนามต่างส่งเสียงจังหวะเฮอะฮะหนักแน่นตามท่วงทำนองปลุกความฮึกเหิมในกายของเหล่าจอมยุทธ์ให้ตื่นขึ้น เสียงเฮจากผู้ชมทั้งสนามดังสะเทือนเลือนลั่นด้วยการประลองรอบนี้จะเป็นผู้ใดกันที่จะเป็นคนที่แปดเพื่อเข้าสู่รอบแปดคนสุดท้ายกันแน่      

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

417 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 17 มีนาคม 2562 / 13:54
    อี้หยางจะมาเเล้ว เย่!
    #410
    0
  2. วันที่ 17 มีนาคม 2562 / 10:16
    ขโมยอมยิ้ม...
    #409
    0
  3. #408 TNZ2828 (@Nlc0894948666) (จากตอนที่ 146)
    วันที่ 16 มีนาคม 2562 / 23:17
    เมื่อไหร่จะไปวัดเส้าหลินอีกครับ
    #408
    0