จอมยุทธ์ก๋วยเตี๋ยวท่องยุทธจักร

ตอนที่ 147 : ภาค2:ตอนที่ 47 การประลองยุทธ์เจิ้งโจว 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 251
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    27 มี.ค. 62

       อี้หยางทะยานร่างขึ้นสู่บนเวทีการประลองปะปนไปกับเหล่าจอมยุทธ์กว่าสามร้อยคน ทุกคนจับจองพื้นที่ของตนอยู่เต็มไปทั่วทั้งสนาม



       อี้หยางตัวเล็กกว่าผู้อื่นด้วยอายุยังเยาว์วัยแต่กับไม่เป็นที่สังเกตของผู้ชมรอบสนามด้วยจำนวนของเหล่าจอมยุทธ์ดูละลานตาไปหมดนั่นเอง



       ทุกคนตั้งท่าเตรียมรับมือ ในขณะที่หลายคนเตรียมจู่โจม รอก็เพียงแค่สัญญาณให้เริ่มลงมือเท่านั้น



       เสี่ยวเจ่อประกาศเสียงดังกึกก้องเริ่มการประลอง “การประลองเพลงยุทธ์กลุ่มที่แปด! ผู้ที่หยุดยืนอยู่บนเวทีเป็นคนสุดท้ายเท่านั้นที่จะเข้ารอบ! เริ่มการประลองได้!”



       เสียงเข้าปะทะกันจ้าละหวั่นดังไปทั่วทั้งสนาม ต่างคนต่างใช้เพลงยุทธ์ของตนไม่คิดจะยั้งมือให้แก่กันเลยแม้แต่น้อย อาวุธถูกใช้ตามความถนัดของแต่ละคน แต่ทว่ากับไม่มีผู้ใดจะเข้าไปสู้กับอี้หยางเลยแม้แต่คนเดียวเพราะส่วนใหญ่คิดว่าอี้หยางเป็นเพียงแค่เด็กเลยไม่อยากลงมือให้เสียศักดิ์ศรีของตัวเอง



       อี้หยางทำแค่เตรียมพร้อมรับมือ ในขณะที่แต่ละคนต่างวิ่งผ่านไปผ่านมาต่อหน้าต่อตาของเขาเพื่อไปลงมือกับผู้อื่นที่ดูน่าจะสมน้ำสมเนื้อยิ่งกว่า



       อี้หยางยิ้มแห้งๆก่อนจะเอามือเกาศรีษะ ถ้าไม่มีใครเข้ามาจู่โจมเขา เขาก็ไม่คิดที่จะเข้าไปจู่โจมผู้อื่นด้วยเช่นเดียวกัน “จะเอายังไงดีหว่า =_= ”



       อี้หยางอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเป็นท่านพี่จางจะทำเยี้ยงไรต่อกันแน่ แต่ก็มีความคิดแวบหนึ่งเข้ามาเป็นเสียงของจางซื่อหลงบอกว่า ก็รอให้พวกมันจัดการกันเองโดยที่เราไม่ต้องลงมือให้เปลืองแรงซะก็หมดเรื่อง พอสบโอกาสก็จัดการพวกมันซะให้หมด ภาพของจางซื่อหลงท้าวเอวหัวเราะร่า เรื่องขี้โกงเนี่ยขอให้บอกเถอะ



       อี้หยางเผลอแสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายก่อนจะรีบสลัดความคิดเหล่านี้ทิ้งไป “เฮอ.. ท่านพี่จางไม่ได้ชั่วร้ายอย่างนั้นซักหน่อย” แต่หารู้ไม่ว่าจางซื่อหลงร้ายยิ่งกว่านั้น ประเภทใช้แรงน้อยได้ประโยชน์มากต้องยกให้บุรุษผู้นี้



       ไม่นานผู้ประลองยุทธ์จากสามร้อยก็เหลือไม่ถึงครึ่ง จนผู้ชมรอบสนามเริ่มจะสังเกตเห็นอี้หยางกันบ้างแล้ว ว่ามีเด็กอายุประมาณสิบสามปีอยู่ปะปนกับผู้เข้าร่วมการประลองได้อย่างไรกัน



       “เฮ้ย! นั่นมันเด็กนี่! ไปอยู่ตรงนั้นได้ยังไง”



       “จริงๆด้วย ตอนแรกข้านึกว่าคนแคระซะอีก”



       “เฮ้! เจ้าหนูรีบออกมาเร็วเข้า! ตรงนั้นมันอันตรายนะ!”



       มีหลายเสียงตะโกนลงไปด้วยความเป็นห่วง ผู้ชมรอบสนามเริ่มพูดกันเสียงดังจนระงมไปทั่ว ในขณะที่อี้หยางยืนเงอะๆงะๆไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากเสียงอาวุธปะทะกันในสนามเท่านั้น



       ตั๋งเต๋อเจ้าเมืองเจิ้งโจวพอเห็นดังนั้นรีบเรียกนายทหารองครักษ์ “ไปตามผู้รับผิดชอบสนามประลองมา ทำไมเด็กถึงเข้าไปอยู่ในเวทีการประลองได้” น้ำเสียงพูดเคร่งขรึมราวกับต้องการรู้ความให้ได้ว่าทำไมผู้ดูแลสนามประลองจึงหละหลวมปล่อยให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องขึ้นมาในเวทีการประลองยุทธ์



       “ครับ!” องครักษ์รับคำหนักแน่นรีบปลีกตัวออกไปทันที



       ผู้ชมทั้งสนามกำลังงงงันว่าเด็กมาอยู่บนเวทีได้อย่างไรกัน โฆษกทั้งสองเตี่ยวหู่กับเสี่ยวเจ่อถึงจะเห็นอยู่ก่อนหน้านั้นแล้วแต่กับไม่สามารถพูดประกาศออกมาได้ เนื่องด้วยอาจไปรบกวนผู้ประลองยุทธ์ในสนาม จึงต่างพากันเงียบงุมไว้รอให้ผู้ควบคุมสนามเข้ามาจัดการจะดีกว่า



       ไม่นานองครักษ์มาพร้อมกับผู้รับผิดชอบควบคุมดูแลสนามประลอง ครั้นพูดคุยได้พักหนึ่งจึงกระจ่างแจ้ง



       “อืมอย่างนี้เองรึ ที่แท้โข่วหลงเป็นคนนำเด็กคนนั้นเข้ามา” ตั๋งเต๋อเข้าใจเรื่องทั้งหมดแต่ก็ยังไม่หายสงสัยว่า ทำไมโข่วหลงจึงรับรองให้เด็กผู้นี้เข้ามาร่วมการประลองด้วย ถึงอย่างไรมันก็ไม่ได้มีกฎห้ามให้เด็กเข้าร่วมการประลองซะด้วยสิ



       ไท่จี้กับฮวนไห่หัวเราะฮ่ะๆ หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนเจิ้งโจวโข่วหลง คิดพิเรนอะไรกันถึงให้เด็กเข้ามาร่วมการประลองด้วย ในขณะที่ตั๋งเต๋อทำสีหน้าเรียบนิ่งไม่ได้ออกความเห็นอะไรไม่ต่างจากเออหม่าที่ยืนเงียบงันอยู่ด้านหลัง



       นายทหารผู้หนึ่งโบกธงสีเขียวเป็นสัญญาณให้โฆษกทั้งสองได้รู้ว่าไม่มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในสนาม



       หมายความว่าอะไร! โฆษกทั้งสองหน้านิ้วคิ้วขมวด



       มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น!



       เด็กที่ยืนอยู่ในสนาม.. คือผู้เข้าร่วมการประลองงั้นรึ!



       ในขณะที่ทุกคนให้ความสนใจอี้หยางที่อยู่ในสนาม อีกมุมหนึ่งของสนามเกิดการนองเลือดขึ้น



       “ฮ่ะๆๆ ฝีมือไม่เลวนี่ จัดการพวกข้าไปได้ถึงห้าคน” ชายร่างกำยำพูดขึ้นในขณะที่จ้องมองไปยังชายหนุ่มไว้เคราที่สภาพร่างกายเต็มไปด้วยความบอบช้ำหายใจหืดหอบถูกรายล้อมไปด้วยเหล่าจอมยุทธ์นับสิบคน



       มือข้างขวาของชายหนุ่มไว้เครากุมแขนข้างซ้ายที่จับกระบี่ห้อยโตงเตงราวกับว่าไม่สามารถขยับได้ มีเลือดไหลออกจากหัวไหล่ไปจนสุดปลายกระบี่หยดติ๋งๆลงพื้นและที่มุมปากมีเลือดไหลออกมาแต่ไม่ถึงกับอาการสาหัส



       ที่แท้ชายร่างกำยำไม่ใช่ใครอื่นเป็นผู้ที่เข้ามาหาเรื่องอี้หยางตอนที่พักอยู่ในห้องเก็บตัวหมายเลขแปดนั่นเอง ส่วนชายหนุ่มไว้เคราคือผู้ที่พูดสอดแทรกต่อว่าชายกำยำที่มาหาเรื่องรังแกเด็ก(ตอนที่ 42)



       “พวกเจ้าเล่นหมาหมู่จะสมศักดิ์ศรีอะไร.. ใยเจ้าจึงไม่มาดวลตัดสินกับข้าตัวต่อตัวกันเล่า” ชายไว้เคราจ้องมองแสยะยิ้มทั้งเอามือขวาเช็ดเลือดที่มุมปาก



       ชายร่างกำยำหัวเราะหึๆอย่างไม่แยแส “ที่ข้าไม่ลงมือเองเพราะฝีมืออย่างเจ้าไม่ต้องถึงมือข้าต่างหากล่ะ” ชายร่างกำยำยิ้มเหี้ยมก่อนพูด “จัดการมันซะ!”



       เหล่าจอมยุทธ์ที่รายล้อมพุ่งทะยานร่างพร้อมกับอาวุธของตน ชายหนุ่มไว้เคราพยายามฝืนจับกระบี่ยกขึ้นเพื่อปกป้องตัวเอง แต่ดูแล้วยังไงก็ไม่สามารถปกป้องอาวุธทั้งหมดของเหล่าจอมยุทธ์เอาไว้ได้



       ชายร่างกำยำแสยะยิ้มราวกับว่าสิ่งเหล่านี้ได้ถูกตัดสินเอาไว้แล้วตั้งแต่ต้น



       เพลงยุทธ์หมัดเหล็กท่องวายุ!



       จู่ๆหมัดเหล็กเข้าปะทะกับอาวุธของเหล่าจอมยุทธ์รอบทิศทางราวกับพายุหมุน จนแต่ละคนกระเด็นกลับไปคนละทิศคนละทาง



       “อะไรกัน!” ชายร่างกำยำจ้องมองอี้หยางอย่างไม่วางตา



       ผู้ชมรอบสนามอ้าปากค้าง เจ้าเมืองทั้งสามขมวดคิ้ว โฆษกทั้งสองไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ในขณะที่เออหม่าพูดเปรยออกมา “วิชายุทธ์ของบุรุษไร้นาม...”


       ---


       “อะ.. อึบ! อี้หยิน! เห็นอะไรบ้างรึเปล่า” หยางมี่เกร็งไปทั้งตัวให้อี้หยินเหยียบบนบ่าของนาง



       “เห็นค่ะ! แต่ยังไม่เห็นพี่อี้หยางเลย” อี้หยินจ้องมองไปยังสนามประลองที่ผู้ประลองยุทธ์กำลังปะทะกันอย่างชลมุน ด้านหน้าของพวกนางเต็มไปด้วยผู้คนที่มาชมการประลองกันอย่างเนืองแน่นเต็มไปหมด



       “อะ.. อี้หยิน ขะ.. ข้าจะไม่ไหวแล้วน๊า” หยางมี่พูดเร่งเหมือนว่านางจะรับน้ำหนักอี้หยินไว้ไม่ไหว



       “แป๊บนึง! พี่มี่.. อีกประเดี๋ยวพี่อี้หยางอาจจะมาทางฝั่งนี้ก็ได้” อี้หยินพูดเหมือนมั่นใจ



       แต่แล้ว..



       อ๊าาา!!  ทั้งสองร้องซะลั่นพากันล้มลงนอนกองไปกับพื้น



       ทั้งสองร้องโอดโอย หยางมี่พูดบ่น “โอ๊ย~ ดีอย่างนี้ไม่ไปส่งอี้หยางตั้งแต่แรกก็ดี กลับมาอีกทีคนเต็มไปหมดเลย”



       ในคราแรกผู้คนยังมากันไม่มาก พอใกล้เริ่มงานประลองจากคนเดินพลุกพล่านไปมาก็ต่างรีบพากันจับจองที่นั่ง เนื่องจากปีนี้ผู้คนมากันอย่างเนืองแน่นที่นั่งชมการประลองไม่เพียงพอจนต้องออกมายืนข้างนอกกันอย่างแออัดเห็นบ้างไม่เห็นบ้างแต่ก็อาศัยฟังจากโฆษกสองคนพูดสิ่งที่เกิดขึ้นในสนามและจินตนาการกันเอาเอง



       “ถ้าพวกเราได้ที่สูงๆก็คงดีนะคะ จะได้เห็นทั่วทั้งสนามเลย” เป็นอี้หยินพูด



       หยางมี่ได้ยินจึงคิดออก “นั่นสินะ! ข้ารู้แลัวว่าเราจะหาที่สูงๆได้จากที่ไหน” พูดจบนางฉีกยิ้มออกมา



       ผ่านไปไม่นาน…



       “เป็นยังไงล่ะ! จากตรงนี้ถึงจะไกลหน่อยแต่ก็เห็นได้ทั้งสนามเลยนะ” หยางมี่พูดขึ้น นางพอใจกับสถานที่ตรงนี้ยิ่งนัก



       “โห! พี่มี่ฉลาดจริงๆ ดีกว่าข้างล่างต้องเยอะ” อี้หยินพูดชม หยางมี่พานางขึ้นมานั่งบนหลังคา ถึงจะไกลไปหน่อยแต่ก็เห็นผู้ประลองยุทธ์ในสนามจนถ้วนทั่ว “แต่เอ้.. ดูเหมือนจะมีคนอื่นที่คิดเหมือนกับเราด้วยนะคะ” นางหันไปมองชายสองคนคุมผ้าปกปิดมิดชิดอยู่ไม่ห่างจากพวกนางมากนัก



       “เป็นธรรมดาล่ะ ก็คนข้างล่างมันเยอะนี่น๊า” หยางมี่ไม่ได้ใส่ใจชายทั้งสองมากนัก นางชี้ให้อี้หยินดูอี้หยางที่อยู่ไกลออกไปกำลังปะทะกับผู้ประลองยุทธ์กว่าสิบคน “นั่นไงอี้หยาง! กำลังรับมือกับคนพวกนั้นอยู่ เห็นไหม!”



       อี้หยินมองตามมือที่ชี้ เห็นผู้ประลองยุทธ์กว่าสิบคนกำลังจู่โจมอี้หยางกันอย่างหนักหน่วง “เอ้! ทำไมคนพวกนั้นถึงช่วยกันรุมพี่อี้หยางกันล่ะคะ”



       “การประลองแบบเหลือคนเดียวก็อย่างนี้แหละ ร่วมมือกันชั่วคราวเพื่อผลประโยชน์หลังจากนั้นก็ห้ำหั่นกันเอง” หยางมี่พูดขึ้นราวกับเป็นเรื่องปกติ “ถ้าผ่านตรงนี้ด้วยตัวคนเดียวไปไม่ได้ รอบหน้าก็ไม่ต้องพูดถึงกันแล้ว”



       อี้หยินคิดตามเป็นจริงอย่างว่า ถ้าอี้หยางผ่านผู้ประลองยุทธ์เหล่านี้ไปไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงรอบหน้าเลยเพราะคนที่ผ่านรอบแรกของแต่ละกลุ่มล้วนแล้วเป็นยอดฝีมือที่มิอาจมองข้ามได้ทั้งสิ้น แต่ถึงอย่างไรนางก็ยังมั่นใจในฝีมือพี่ชายของนางว่าต้องผ่านรอบนี้ไปได้อย่างแน่นอน



       ชายคุมผ้าสองคนพูดคุยกัน...



       ชายคุมผ้าผู้หนึ่งหันมามองหยางมี่กับอี้หยิน “จะดีหรือขอรับ ที่ท่านปล่อยให้สองคนนั่นรับรู้การมีอยู่ของพวกเราน่ะขอรับ”



       ชายคุมผ้าอีกคนตอบ “หยานเซิน.. ดูเหมือนว่าเจ้าจะขี้ระแวงเกินไปแล้วนะ ที่นี่ไม่ใช่แดนธรรมะหรือแดนเทพมารซักหน่อย” แสงของพระจันทร์สาดส่องเผยให้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของเขา ที่แท้ชายผู้นี้คือประมุขพรรคเมฆานามว่าจอมมารเมฆขาวนั่นเอง(เผยตัวในภาค1 ตอนที่93)



       “มิได้นะขอรับ อย่าลืมสิขอรับว่าพวกเรามาที่นี่เพื่อสิ่งใด” หยานเซินพูดในขณะที่สาดส่องสายตาไปทั่วอย่างระแวดระวัง



       “เรื่องตำรายุทธ์ต้องห้ามของวัดเส้าหลินน่ะรึ อย่ากังวลมากไปน่า มันยังไม่ใช่ตอนนี้หรอก...” จอมมารเมฆขาวทำเสียงหึทีหนึ่งก่อนจะสนอกสนใจการประลองในสนามยุทธ์ “ตอนนี้ข้าสนใจวิชายุทธ์ของเจ้าหนูนั่นมากกว่า ในคลังข้อมูลของพวกเรากับไม่ปรากฎกระบวนท่าเหล่านี้เลย หรือจะเป็นวิชายุทธ์ที่พึ่งคิดค้นมาใหม่กันนะ น่าสนใจจริงๆ”



       “ท่านประมุข...” หยานเซินพูดได้แค่นั้นก็พูดไม่ออก พอเห็นสีหน้าประมุขแล้วเขาถอนหายใจทีหนึ่ง ‘ดูท่าคงต้องรอจนกว่าจะสิ้นสุดการประลองเสียล่ะกระมังเรื่องอื่นคงค่อยว่ากันทีหลัง’

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

417 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 23:46
    ขอบคุณครับ
    #412
    0
  2. วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 20:50
    อี้หยางมาเเร้วว
    #411
    0