ตอนที่ 145 : ภาค2:ตอนที่ 45 การประลองยุทธ์เจิ้งโจว 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 212
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    8 มี.ค. 62

       เมื่อได้ผู้ชนะของกลุ่มสอง กลุ่มที่สามก็ถูกเรียกเข้าสู่เวทีประลองยุทธ์ ครั้นเสี่ยวเจ่อประกาศเริ่มการประลอง จอมยุทธ์กว่าสามร้อยต่อสู้กันชุลมุน เพลงยุทธ์ถูกงัดออกมาใช้แสดงฝีมือกันอย่างถ้วนทั่วโดยไม่มีใครยอมใครเลยแม้แต่นิดเดียว



       ผ่านไปพักใหญ่เหลือจอมยุทธ์เพียงแค่กระหยิบมือ หนึ่งในจอมยุทธ์เหล่านั้นกับมีคนหนึ่งที่โดดเด่นเขาคือเล่ยเจียงผู้เคยวางแผนนำยอดฝีมือไล่ต้อนจับตัวจอมโจรเหลียงซันนั่นเอง(ปรากฎตัวในตอนที่ 3 เหยียบเมฆา)



       เล่ยเจียงกำดาบตวัดร่ายรำเพลงยุทธ์ลึกล้ำ แต่เขากับใช้เพียงแค่สันดาบตวัดใส่คู่ต่อสู้แทนคมดาบอย่างมีชั้นเชิง



       ไท่จี้เจ้าเมืองท่งเต้าเบิกตากว้างกับเพลงยุทธ์ที่คุ้นตา “ศิษย์สำนักดาบจันทรา!”



       “โอ้! นั่นรึเพลงดาบของสำนักดาบจันทรา” ตั๋งเต๋อเจ้าเมืองเจิ้งโจวจ้องมองเล่ยเจียงด้วยความสนอกสนใจ เขาหัวเราะเฮอะๆแล้วพูด “ช่างบังเอิญนักที่ไต้เท้าไท่จี้ได้พบกับศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน”



       “ดีจริงๆ วันนี้จะได้เห็นเพลงดาบอันลือชื่อ เพลงดาบจันทราดับตะวัน” ฮวนไห่เจ้าเมืองหูเป่ยกล่าวด้วยความยินดี



       ไท่จี้หัวเราะฮ่ะๆ “อาจจะไม่มีโอกาสเห็นก็ได้ แม้จะเป็นศิษย์สำนักเดียวกันใช่ว่าทุกคนจะมีสิทธิ์ได้ฝึกวิชายุทธ์ขั้นปรมาจารย์จากสำนักได้โดยง่าย”



       ฮวนไห่ลดสีหน้าทำเป็นเรียบนิ่งแต่ลึกๆคาดหวังไว้ในใจ เขาเคยรู้มาว่าศิษย์สำนักใหญ่ทั้งห้าถ้าต้องการฝึกวิชายุทธ์ขั้นปรมาจารย์ต้องผ่านหนึ่งพันภารกิจของสำนักเสียก่อนจึงมีโอกาสได้สัมผัสยุทธ์ชั้นยอดประจำสำนัก



       ไทจี้แย้มยิ้มก่อนพูดขึ้น “ถ้าท่านอยากเห็นเพลงดาบจันทราดับตะวันจริงๆ ไว้มีโอกาส ข้าผู้นี้จะสำแดงให้ท่านได้ชมก็แล้วกัน”



       ฮวนไห่ส่ายหน้าโบกมือ “ท่านพูดมาตั้งหลายปี ยังหาโอกาสที่ว่าไม่ได้เลย” เป็นจริงอย่างว่าต่างคนต่างมีภาระหน้าที่ต้องแยกย้ายกันไปดูแลเมือง ครั้นจะพบปะกันเยี้ยงงานประจำปีอย่างนี้หาโอกาสได้ยากยิ่ง



       “เอาน่า เอาน่า งั้นพวกเราก็มาภาวนาให้จอมยุทธ์ดาบผู้นี้มีเพลงยุทธ์ชั้นยอดอย่างว่ามาก็แล้วกัน ข้าอยากรู้นัก วิชายุทธ์ของสำนักดาบจันทรากับเส้าหลิน เมื่อต้องมาประลองกันแล้วผลจะเป็นเยี้ยงไร” ตั๋งเต๋อก็อยากเห็นเพลงดาบอันลือชื่อเช่นเดียวกัน แต่เขาก็ยังมั่นใจว่าโข่วหลงจะต้องรับมือไหวอย่างแน่นอน



       “ฮ่ะๆๆ เอางั้นก็ได้ แต่ข้าขอบอกก่อนนะ ผู้ที่ผ่านหนึ่งพันภารกิจล้วนมิอาจดูเบาได้” ไทจี้พูดราวกับล่วงรู้ว่าตั๋งเต๋อกำลังคิดอะไรอยู่



       ขณะที่เจ้าเมืองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ในเวทีการประลองก็เหลือจอมยุทธ์เพียงแค่สองคนและหนึ่งในนั้นคือเล่ยเจียง



       เตี่ยวหู่หนึ่งในโฆษกประจำสนามพูดเสียงกึกก้อง “หลังจากที่ผ่านการต่อสู้กันอย่างดุเดือดของผู้ประลองนับร้อย ตอนนี้ในสนามเหลือผู้ประลองเพียงสองคนเท่านั้นครับ”



       เล่ยเจียงร่ายรำกระบวนยุทธ์พริ้วไหวรับการจู่โจมของฝ่ายตรงข้ามผู้ใช้กระบี่ได้อย่างเหนียวแน่น



       เสี่ยวเจ่อผู้เชี่ยวชาญเพลงยุทธ์อธิบายให้ผู้รับชมได้ฟัง “ผู้ประลองที่ใช้ดาบใช้กระบวนท่าเพลงยุทธ์ของสำนักดาบจันทราครับ เป็นกระบวนท่าที่ใช้รับมากกว่ารุกของเพลงยุทธ์ขั้นต้นเพลงดาบปิดจันทรา ส่วนผู้ประลองที่ใช้กระบี่ใช้กระบวนท่าของเพลงยุทธ์ขั้นกลางสิบแปดสำนักยอดยุทธ์เพลงกระบี่คร่ำครวญครับ”



       เพียงชั่วพริบตาเล่ยเจียงเปลี่ยนกระบวนท่าจากรับมาเป็นรุก ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามต้องเปลี่ยนกระบวนท่าตั้งรับแทน แต่ทั้งสองในตอนนี้กับใช้เพียงแค่กระบวนท่าของเพลงยุทธ์ปะทะกันเท่านั้น



       เสี่ยวเจ่อเห็นดังนั้นจึงรีบอธิบาย “ผู้ใช้ดาบเปลี่ยนมาใช้กระบวนท่าของเพลงยุทธ์ขั้นกลางเพลงดาบจันทร์ส่องนภาซึ่งเป็นกระบวนท่ารุกมากกว่ารับครับ ส่วนผู้ใช้กระบี่ยังคงใช้กระบวนท่าของเพลงกระบี่คร่ำครวญรับมือเช่นเดิมครับ



       เล่ยเจียงขมวดคิ้วมุ่น จอมยุทธ์กระบี่ผู้นี้มิอาจดูเบาได้ คิดได้ดังนั้นจึงเรียกใช้เพลงยุทธ์



       เพลงดาบจันทราเด็ดดาว!



       กระแสลมปราณไหลเวียนผลักดันกำลังภายในออกมาใช้ หลอมรวมร่างกายกับดาบเป็นหนึ่งเดียว กระบวนของเพลงยุทธ์ที่ร่ายรำทำให้ทุกท่วงท่าของเล่ยเจียงราวกับพระจันทร์เต็มดวงที่ล่องลอยดูเด็ดอยู่บนท้องนภา ดาบที่เปล่งแสงราวกับแสงสว่างของจันทรายามค่ำคืนถูกตวัดเข้าปะทะกับกระบี่ของฝ่ายตรงข้ามเหมือนกับว่าแสงจันทร์กำลังจะบดบังดวงดาวประหนึ่งจะถูกเด็ดออกจากท้องฟ้า



       จอมยุทธ์กระบี่มิอาจจะต้านรับด้วยกระบวนท่าอย่างเดียวไว้ได้จึงเรียกใช้เพลงยุทธ์ขั้นสูงออกมาปะทะเช่นเดียวกัน



       เพลงกระบี่วิหคเริงลม!



       กำลังภายในรวมเป็นหนึ่งกับกระบวนท่าหลบหลีกพริ้วไหวราวกับวิหคที่โบยบินอยู่ท่ามกลางอากาศ พลิกแพลงเปลี่ยนทิศทางได้ดั่งใจนึก เพลงกระบี่ร่ายรำตวัดเข้าปะทะดาบเสียงดังเช้งช้างไม่หยุดหย่อน



       แต่ทว่าจอมยุทธ์กระบี่กับรับรู้ได้ถึงความรุนแรงและความรวดเร็วของเพลงดาบจันทราเด็ดดาวได้อย่างแจ่มชัดจนยากที่จะรับมือเอาไว้ได้



       เสียวเจ่อวิเคราะห์เพลงยุทธ์ของผู้ประลองออกมาให้ทุกคนได้ฟังอีกครั้ง “เพลงดาบจันทราเด็ดดาวเป็นเพลงยุทธ์ขั้นสูงที่หลอมรวมเอากระบวนท่าของเพลงดาบปิดจันทรากับเพลงดาบจันทร์ส่องนภาเข้าไว้ด้วยกันจึงสามารถใช้ได้ทั้งรุกและรับ ความรุนแรงและความรวดเร็วจะเหนือกว่าเพลงยุทธ์ขั้นต้นกับขั้นกลางอยู่มากครับ แต่ผู้ใช้จะต้องแรกกับการสิ้นเปลืองของพละกำลังกับกำลังภายในเป็นเท่าตัวด้วยเช่นเดียวกันครับ


       ส่วนเพลงกระบี่วิหคเริงลมเป็นหนึ่งในเพลงยุทธ์ขั้นสูงของสิบแปดสำนักยอดยุทธ์ครับ เพลงยุทธ์จะเน้นการหลบหลีกรวดเร็วและโต้กลับอย่างฉับพลันครับ”



       ปะทะกันไม่นานจอมยุทธ์กระบี่กับเพลี่ยงพล้ำล้มกลิ้งไปกับพื้นสนาม เล่ยเจียงไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือพุ่งทะยานร่างกำดาบเข้าจี้ที่ลำคอของจอมยุทธ์กระบี่ผู้นั้นทันที



       จอมยุทธ์กระบี่รู้ว่าตนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้จึงเอ่ยขึ้น “ข้ายอมแพ้แล้ว!” ขณะเดียวกันเล่ยเจียงลดดาบลง



       จอมยุทธ์กระบี่กล่าวขึ้นทั้งคารวะ “เพลงดาบของสำนักดาบจันทราล้ำลึกสมคำร่ำลือ ไว้ถ้ามีโอกาสข้าน้อยหลิวปี่จะขอให้ท่านชี้แนะให้อีกครา”



       เล่ยเจียงรับคารวะแล้วพูด “มิได้ มิได้ ถ้าพลังปราณเท่ากันข้าเล่ยเจียงอาจรับมือท่านได้ยากเย็นนัก ท่านอายุยังหนุ่มยังแน่นต่อไปภายหน้าคนทั่วยุทธภพคงรู้จักนามของท่านหลิวปี่เป็นแน่” จริงอย่างที่เล่ยเจียงพูด อายุของหลิวปี่จัดว่ายังน้อยแต่กับใช้เพียงแค่กระบวนท่ารับมือเขาได้ ถ้าเขาไม่ใช้กำลังภายในที่เกิดจากทักษะลมปราณระดับสี่ช่วยเสริมเพลงยุทธ์คงยากที่จะตัดสินแพ้ชนะได้



       “ขอบคุณที่ยั้งมือ ข้าน้อยหลิวปี่ขอตัว” พูดจบหลิวปี่ทำลายป้ายการประลองร่างจึงกลายเป็นแสงพุ่งออกนอกพื้นที่



       “ผู้ชนะของกลุ่มสามคือ เล่ยเจียงงง!!” เป็นเตี่ยวหู่ประกาศเสียงกึกก้องกังวาล แม้จะไม่รู้ชื่อของเล่อเจียงในตอนต้น แต่เขาได้ยินทุกคำพูดในสนามที่เล่ยเจียงกับหลิวปี่สนทนากัน



       ผู้ที่รู้จักเล่ยเจียงต่างโห่ร้องส่งเสียงเชียร์กันสนุกสนาน แม้พึ่งมาอยู่เมืองเจิ้งโจวไม่ถึงปีแต่ชื่อเสียงกับเป็นที่รู้จักในกลุ่มของผู้มีฝีมือยอดยุทธ์



       กลุ่มของเซียนจื่อกับหมื่นภูผาดูแล้วจะให้ความสนใจกับวิชายุทธ์ของสำนักดาบจันทรายิ่งนักเพราะไม่ถึงปีผู้เล่นส่วนใหญ่ที่ไปฝึกยุทธ์ยังห้าสำนักก็คงเดินทางมายังเมืองเจิ้งโจวเพื่อมาหาทำภารกิจหรือเร็วสุดก็ไม่เกินหกเดือน ฉะนั้นพวกเขาจึงอยากจะศึกษาวิชายุทธ์ของห้าสำนักเพื่อเตรียมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในวันข้างหน้า



       ฮวนไห่เจ้าเมืองหูเป่ยพูดขึ้นอย่างเสียดาย “เลยไม่ทันได้รู้! ว่าจอมยุทธ์ดาบผู้นี้ได้ฝึกเพลงดาบจันทราดับตะวันมาหรือไม่”



       ไท่จี้กั่วหัวเราะแล้วอมขำ “ใจเย็นๆ อย่างไรเสียเมื่อเขาเจอกับคนของข้าในรอบหน้าคงได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่เป็นแน่”



       “ดูแล้วกลุ่มที่สี่คงเป็นนายทหารยอดฝีมือของท่านที่แอบแฝงอยู่ด้วยสินะ” ตั๋งเต๋อพูดแล้วหัวเราะอย่างรู้เท่าทัน แต่ก็อยากรู้ว่านายทหารผู้นี้ใช้วิชายุทธ์แบบใดถึงทำให้ไท่จี้ดูมั่นอกมั่นใจนัก



       ไท่จี้ฉีกยิ้มที่มุมปากหัวเราะหึๆ “ประเดี๋ยวพวกท่านก็จะได้เห็นกันแล้ว”



       ไม่นานผู้ประลองเพลงยุทธ์ของกลุ่มสี่ก็ถูกเรียกออกมาอยู่บนพื้นที่เวทีการประลอง แล้วโฆษกก็ประกาศเสียงดังกึกก้องให้เริ่มการต่อสู้ จอมยุทธ์กว่าสามร้อยไม่มีผู้ใดคิดจะออมฝีมือ ต่างสำแดงเพลงยุทธ์เข้าปะทะกันอย่างพัลวัน ด้วยเวลาไม่นานจึงเหลือยอดฝีมือไม่ถึงสิบ แต่หนึ่งในจอมยุทธ์เหล่านั้นกับมีจอมยุทธ์ร่ายรำเพลงทวนที่โดดเด่น



       พอได้ยินเสียงโฆษกทั้งสองพูดกันเสียงกึกก้องเมื่อเห็นกระบวนท่าของเพลงยุทธ์ ทำเอาทุกคนรอบสนามไม่เว้นแต่เจ้าเมืองเจิ้งโจวกับเจ้าเมืองหู่เปยถึงกับอยากจะร้องออกมาเป็นเสียงเดียวกัน



       ศิษย์สำนักทวนท่องเมฆา!!!



       มีเพียงไท่จี้เจ้าเมืองท่งเต้าเท่านั้นที่ไม่แสดงสีหน้าตื่นเลยแม้แต่น้อย




       ทุกคนส่วนใหญ่ต่างพากันขบคิด ปีนี้เป็นปีอะไรกันหนอจึงปรากฎศิษย์สองในห้าสำนักใหญ่อันลือชื่อถึงสองคนทั้งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตั้งแต่มีการจัดประลองประจำปีขึ้นมา เพราะศิษย์ทั้งห้าสำนักไม่ใคร่จะสนใจการประลองอย่างนี้สักเท่าใดนัก ส่วนใหญ่จะเก็บตัวอยู่ในสำนักเสียเป็นส่วนมาก แต่ทุกคนกับหารู้ไม่ว่าอีกไม่นานการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปภายหน้าจะมีศิษย์จากสำนักทั้งห้าอยู่เกลื่อนกลาดไปทั่วทั้งยุทธภพอันเป็นความต้องการในอดีตที่ปรมาจารย์ยอดยุทธ์ห้าสหายผู้ก่อตั้งสำนักอยากที่จะให้เกิดขึ้นเพื่อสืบสารวิชายุทธ์ชั้นยอด ดาบ ทวน กระบี่ พลองและขวานศึกให้คงอยู่ต่อไปมิให้สาบสูญ



       จอมยุทธ์ทวนศิษย์สำนักทวนท่องเมฆาราวกับต้องการสำแดงวิชายุทธ์ให้เป็นที่ประจักษ์เลยไม่หมกเม็ดเพลงยุทธ์ไว้เลยแม้แต่น้อย ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอย่างเสี่ยวเจ่อถือโอกาสอธิบายเพลงยุทธ์ไม่หยุดหย่อน



       เพลงทวนสองลักษณ์!



       เป็นเพลงยุทธ์ขั้นต้นใช้กำลังภายในหลอมรวมเป็นหนึ่งพลิกแพลงสองรูปแบบ ลักษณ์ที่หนึ่งใช้ทวนตวัดฟาดก่อกวนฝ่ายตรงข้ามใช้ความได้เปรียบจากความยาวของอาวุธให้เป็นประโยชน์ถึงแม้ตวัดฟาดโดนศัตรูไม่ถึงตายแต่ย่อมได้รับบาดเจ็บ เมื่อสบโอกาสแปรเปลี่ยนเป็นลักษณ์ที่สองทิ้มแทงจุดตาย อาศัยความรุนแรงและรวดเร็วสังหารศัตรูมิให้ทันรู้ตัวพลิกแพลงได้หลากหลาย แทงสั้นแทงยาว จับกลางด้ามจับท้ายด้าน ยืดหยุ่นราวกับทวนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย



       เพลงทวนท่องผ่านเมฆา!



       เป็นเพลงยุทธ์ขั้นกลางแต่ลึกล้ำยิ่งนัก เป็นการผสมผสานวิชาตัวเบากับวิชาทวนประจำสำนัก ร่างกายเคลื่อนไหวดุจปุยเมฆ จู่โจมและก่อกวนศัตรูร่ายรำเพลงยุทธ์กลางอากาศ ใช้ทวนเปลี่ยนทิศทางเคลื่อนไหว เพลงทวนระดับกลางแต่ฝึกฝนยากยิ่ง เป็นเพลงยุทธ์ใช้พลิกแพลงตามสถานะการณ์



       เพลงทวนเมฆาพลิกผลัน!



       เป็นเพลงยุทธ์ขั้นสูงร่ายรำกระบวนยุทธ์เสริมกำลังภายในพลิกผลันแปรเปลี่ยนคาดเดาได้ยาก ดูช้ากับเร็ว ดูเร็วกับช้า  ดูรุนแรงกับแผ่วเบา ดูแผ่วเบากับรุนแรง ดูเหมือนรับกับรุก ดูเหมือนรุกกับรับ ราวกับเมฆที่พลิกผลันไหลเวียนเปลี่ยนแปรไปไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้ฝ่ายตรงข้ามรับมือลำบากนัก



       จบคำอธิบายของเสี่ยวเจ่อในเวทีการประลองหลงเหลือเพียงผู้ประลองเพียงสองคนเท่านั้น หนึ่งจอมยุทธ์ทวนกับอีกหนึ่งจอมยุทธ์ดาบ แต่ดูแล้วเป็นความตั้งใจของจอมยุทธ์ทวนศิษย์สำนักทวนท่องเมฆาซะมากกว่าที่เหลือจอมยุทธ์ดาบเอาไว้ และทุกคนก็เข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นเมื่อจอมยุทธ์ทวนผู้นั้นเรียกใช้เพลงยุทธ์ที่ทำให้ผู้คนทั้งสนามถึงกับตื่นตะลึง



       เพลงทวนเมฆาไร้ลักษณ์!



       พลังปราณไหลเวียนผลักดันกำลังภายในแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็วแปรเปลี่ยนอากาศโดยรอบเป็นเมฆหมอกไปทั่วอาณาบริเวณกว่ายี่สิบเมตรล้อมรอบจอมยุทธ์ดาบเอาไว้ พริบตาร่างกายของจอมยุทธ์ทวนพริ้วจางหายไปมิอาจสัมผัสได้ราวกับไร้รูปลักษณ์ไร้ตัวตนประหนึ่งกลายเป็นเมฆหมอกเคลื่อนไหวปะปนไปมา



       ไม่นานปรากฎสายหมอกหวั่นไหวจู่โจมจอมยุทธ์ดาบไร้ทิศไร้ทางไร้รูปลักษณ์สมดังชื่อเพลงทวนเมฆาไร้ลักษณ์



       อ๊ากกก! จอมยุทธ์ดาบร่างกระเด็นกระดอนออกจากอาณาบริเวณเขตเมฆหมอก



       ไม่มีผู้ใดรู้ได้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับจอมยุทธ์ดาบในเมฆหมอกนั่น แต่แล้วร่างของจอมยุทธ์ทวนเดินออกมาพร้อมกับที่เมฆหมอกจางหายไปในขณะที่ร่างของจอมยุทธ์ดาบกลายเป็นแสงออกจากนอกเวทีการประลองเพราะบาดเจ็บสาหัส



       เตี่ยวหู่ใช้เสียงกึกก้องไถ่ถาม “ท่านจอมยุทธ์มีนามว่าอะไร?” การเข้าร่วมการประลองเพียงแค่รับป้ายเข้าร่วมไปเท่านั้นจึงไม่มีการบอกชื่อเสียงเรียงนาม



       จอมยุทธ์ทวนยืนสง่าพูดน้ำเสียงแจ่มชัด “ข้าเป็นองครักษ์ของเจ้าเมืองท่งเต้านามว่าเสวียนเต๋อ” แม้จะพูดไม่ดังมากแต่ผู้คนต่างได้ยินพร้อมกับเสียงฮือฮารอบสนามไม่ขาดสายเมื่อรู้ว่า เสวียนเต๋อเป็นนายทหารตัวแทนจากเมืองท่งเต้า



       เตี่ยวหู่รู้ความแล้วจึงประกาศ “ผู้ชนะของกลุ่มสี่คือ เสวียนเต๋อออ!!”



       “ที่แท้ผู้ชนะก็คือองครักษ์ของเจ้าเมืองท่งเต้านั่นเองครับ ดูท่าทางปีนี้นายทหารที่มาจากเมืองท่งเต้ามิอาจจะดูเบาได้เลยครับ เป็นที่แน่นอนแล้วว่าในรอบที่สามจะเป็นการประลองระหว่างศิษย์สำนักดาบจันทรากับศิษย์สำนักทวนท่องเมฆา โปรดติดตามกันต่อไปครับ” เสี่ยวเจ่อพูดเสริมเพื่อให้เสวียนเต๋อดูโดดเด่นขึ้นมาเพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับชมในรอบต่อไป



       มีเสียงเชียร์ผู้ที่รู้จักเสวียนเต๋อและผู้เดินทางมาจากท่งเต้าดังขึ้นเป็นย่อมๆ ในขณะที่ไท่จี้พยักหน้าให้กับเสวียนเต๋อที่มองขึ้นมาด้วยความยินดี เสวียนเต๋อคำนับไปยังอาสน์ของเจ้าเมืองก่อนที่จะเดินออกจากพื้นที่



       บัดนี้เสวียนเต๋อได้กลายเป็นที่สนใจและจดจำของใครหลายๆคนไปแล้วโดยปริยาย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

417 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 8 มีนาคม 2562 / 17:30

    ขอบคุณครับ

    #407
    0
  2. วันที่ 8 มีนาคม 2562 / 17:26

    รออออออ
    #406
    0