ตอนที่ 144 : ภาค2:ตอนที่ 44 การประลองยุทธ์เจิ้งโจว 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 219
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    27 ก.พ. 62

       เสียงประกาศก้องกังวาล “ผู้ชนะของกลุ่มหนึ่งคือ โข่วหลงงง!!”



       โข่วหลงโค้งคำนับให้กับเจ้าเมืองทั้งสามที่อยู่บนอาสน์สูงใหญ่ ในขณะที่ตั๋งเต่อเจ้าเมืองเจิ้งโจวแย้มยิ้มที่มุมปากราวกับล่วงรู้อยู่แล้วว่าโข่วหลงจะต้องเป็นผู้ชนะเข้ารอบแปดคน



       ส่วนเจ้าเมืองทั้งสองไท้จี้กับฮวนไห่ทำสีหน้าเรียบนิ่งที่ไม่เป็นไปตามคิด ทั้งรู้อยู่แล้วว่าวิชายุทธ์เส้าหลินนั้นเลิศล้ำแต่ไม่คาดว่าจะสามารถสยบจอมยุทธ์นับร้อยได้ด้วยเวลาไม่นานนัก



       เสียงร้องเฮดังไปทั่วทั้งสนาม ผู้คนต่างยกย่องโข่วหลงหัวหน้าหน่วยลาดตระเวน ชนะคนนับร้อยไม่ให้เสียชื่อผู้ที่ถูกทาบทามว่าจะเป็นผู้ชนะของปีนี้



       “ฮึๆ สมแล้วที่ถูกทาบทามว่าจะเป็นผู้ชนะ” เป็นหมื่นภูผาที่พูด เขานั่งกอดอกชมการประลอง ข้างๆเขามีเตี้ยนหยี่นั่งอยู่ด้วย



       หมื่นภูผาพูดขึ้นอีกครา “คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าเราสามารถใช้กระบวนท่าของเพลงยุทธ์โดยที่ไม่ต้องเรียกใช้ก็ได้” เพราะที่ผ่านมาเขาจะเรียกใช้เพลงยุทธ์ตลอดโดยไม่สนที่จะฝึกกระบวนท่าของเพลงยุทธ์ที่จะสิ้นเปลืองแค่พละกำลังเท่านั้น



       “เอ้! นายท่านไม่รู้จริงๆหรือคะ” เตี้ยนหยี่หันมาถามด้วยสายตาสงสัย หมื่นภูผาไม่รู้ได้ยังไงในเมื่อมันเป็นพื้นฐานของการฝึกยุทธ์เลยก็ว่าได้



       ไม่ใช่แค่หมื่นภูผาเท่านั้นที่ไม่รู้แม้แต่ผู้เล่นแทบทุกคนก็ไม่รู้เรื่องนี้เช่นเดียวกันนั่นอาจจะเป็นเพราะพวกเขาได้ฝึกตำราสายอาชีพก็เป็นได้เลยขาดคนชี้แนะ ทั้งที่จริงแล้วจะใช้เพลงยุทธ์ได้ต้องฝึกกระบวนท่าให้ชำนาญเสียก่อนจากนั้นเรียกใช้ชื่อของเพลงยุทธ์จึงจะสำเร็จวิชายุทธ์ที่ฝึก



       ความแตกต่างระหว่างการเรียกใช้เพลงยุทธ์กับใช้แค่กระบวนท่าของเพลงยุทธ์ เมื่อเรียกใช้เพลงยุทธ์จะสิ้นเปลืองพละกำลังกับกำลังภายในแล้วความเร็วกับความรุนแรงของกระบวนท่าจะเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว ในขณะที่การใช้กระบวนท่าของเพลงยุทธ์จะสิ้นเปลืองแค่พละกำลังเท่านั้นส่วนความเร็วและความรุนแรงจะเท่ากับค่าสถานะพื้นฐานของคนคนนั้นนั่นเอง



       เตี้ยนหยี่อธิบายให้หมื่นภูผาฟังถึงความแตกต่างแล้วเขาเริ่มจะเข้าใจมากขึ้น



       มีเสียงข้อความเข้ามา! หมื่นภูผารีบเปิดอ่าน



       เมื่อเห็นหมื่นภูผาอ่านเสร็จเตี้ยนหยี่จึงถาม “มีเบาะแสเพิ่มไหมคะนายท่าน”



       “ดูเหมือนว่าจอมโจรเหลียงซันจะไม่ได้อยู่ในเขตเมืองนี้แล้วน่ะนะ หลังจากที่มีเหล่าจอมยุทธ์ตามไล่ล่า ครั้งสุดท้ายมีคนพบเขาใช้วิชาตัวเบาที่เหยียบนภาบนท้องฟ้าออกจากเมืองไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ” หมื่นภูผาจับปลายคางอย่างครุ่นคิด



       “เอ้! นายท่าน นั่นมันทางไปหุบเขาลี้ลับนิคะ” เตี้ยนหยี่ทำสีหน้าตื่น หุบเขาลี้ลับเป็นเขตแดนที่ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงล้ำเข้าไปเนื่องจากเป็นพื้นที่ลึกลับ มีตำนานเล่าขานว่าเพียงแค่ก้าวเข้าไปในเขตก็ยากจะหันหลังกลับมาได้ซึ่งเป็นสถานที่อันตรายรวมทั้งประหลาดยิ่งนัก



       “ถูกต้อง! มีความเป็นไปได้สูงว่าที่นั่นอาจจะเป็นที่กบดานของจอมโจรเหลียงซัน แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าติดตามไปแม้กระทั่งทหารหน่วยลาดตระเวนยังต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางนี้ นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่มีผู้ใดสามารถจับกุมจอมโจรผู้นี้ได้” หมื่นภูผาเริ่มกระจ่างแล้วว่าเหตุใดรางวัลนำจับจึงสูงถึง 50 ตำลึงทองเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่อยู่ในบัญชีดำของกองสืบสวนประจำเมือง



       ขณะเดียวกันเสี่ยวเจ่อประกาศเปิดตัวผู้ประลองยุทธ์ของกลุ่มที่สอง “ในตอนนี้ขอเชิญทุกท่านพบกับ.. ผู้เข้าร่วมการประลองเพลงยุทธ์กลุ่มที่สอง.. เข้าสู่สนามประลองได้เลยครับ!”



       ประตูบานใหญ่ถูกเปิดอีกครั้งพร้อมกับเสียงตีกลองและเสียงเฮะฮะของเหล่าทหารตามท่วงทำนองดังอึกทึก เหล่าจอมยุทธ์กว่าสามร้อยทะยานร่างสู่สนามประลองจับจองพื้นที่กันเนืองแน่นเต็มถนัดตา



       มู่เจียงฉีกยิ้มที่มุมปากกำมือแน่น เขามั่นใจมากว่าจะเป็นผู้ชนะในรอบนี้



       เสี่ยวเจ่อประกาศเสียงดังราวกับเสียงของระฆังที่ถูกตีเพื่อเริ่มการประลอง “การประลองเพลงยุทธ์กลุ่มที่สอง! ผู้ที่หยุดยืนอยู่บนเวทีเป็นคนสุดท้ายเท่านั้นที่จะเข้ารอบ! เริ่มการประลองได้!”



       ย๊ากกก!! ย๊ากกก!!



       เคร้งคร้าง! เคร้งคร้าง! แกร้งงง! แกร้งง!



       เสียงเข้าปะทะกันดังไปทั่วทั้งสนาม อาวุธถูกนำมาใช้ตามความสามารถและความถนัดของแต่ละคน เสียงเรียกใช้เพลงยุทธ์ของเหล่าจอมยุทธ์ดังอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน ไม่มีใครยอมใครด้วยแต่ละคนเชื่อมั่นในฝีมือของตนแทบทั้งสิ้น



       มู่เจียงเผยแววตามาดมั่น พุ่งเข้าหาคู่ต่อสู้ที่อยู่ตรงหน้า



       เพลงหมัดมังกรแหวกว่ายวารี!



       เพลงหมัดร่ายรำไหลลื่นผ่านอากาศราวกับว่าปลาที่แหวกว่ายอยู่ท่ามกลางคลื่นทะเลไม่หวั่นเกรง แต่พลังของหมัดกับทรงพลังยิ่งกว่าที่ตาเห็นราวกับราชามังกรผู้โกรธเกรี้ยวมุ่งเข้าหาเหยื่อ หมัดพุ่งพร้อมกับร่างที่ทะยานเข้าหาเป้าหมายผู้ใกล้ถึงฆาต



       จอมยุทธ์ผู้เป็นเป้าหมายถึงกับทำสีหน้าตื่น แต่มุมปากกับแสยะยิ้มช่างต่างจากสีหน้ายิ่งนัก



       ชั่วพริบตา! ปรากฎลูกตุ้มเหล็กผูกเชือกพุ่งเข้าใสเท้าทั้งสองข้างของมู่เจียงจากด้านหลังจนทำให้เขาเสียหลัก



       “อะไรกัน!” ยังไม่ทันที่มู่เจียงหันกลับไปมองด้วยความตกใจ ปรากฎเงาพุ่งจากด้านข้าง



       เพลงเจ็ดบาทาไร้ต้าน!



       หนักหน่วงรวดเร็วราวกับถูกจู่โจมครั้งเดียวแต่โดนโจมตีถึงเจ็ดครั้งไปทั่วร่าง



       มู่เจียงไม่อาจรับมือไว้ได้ทัน ร่างของเขากระเด็นออกนอกเวทีการประลองไปอย่างง่ายดาย ในขณะที่ป้ายการประลองยุทธ์แตกสลายไปเมื่อออกนอกพื้นที่การประลอง



       ม้ายยย! มู่เจียงร้องลั่นจนแทบน้ำตาจะเล็ด เขาพ้ายแพ้โดยที่ยังไม่ได้ลงมือกับใครเลยด้วยซ้ำ



       ชายสามคนที่ร่วมมือกันจ้องมองมู่เจียงทั้งฉีกยิ้มและหัวเราะออกมา “ฮ่ะๆๆ เด็กใหม่สินะเจ้าน่ะ จะชนะการประลองไม่ใช่แค่ล้มคู่ต่อสู้ให้ได้อย่างเดียวหรอกนะ แต่ต้องใช้สมองด้วย”



       นี่พวกมันกำลังบอกกับเขาว่า ไม่มีสมองรึเนี่ย!



       ไม่ใช่มู่เจียงเท่านั้นที่รู้สึกอย่างนั้น กลุ่มของเซียนจื่อแทบทุกคนที่อยู่เชียร์มู่เจียงอยู่ข้างสนามแต่กลับไม่มีโอกาสได้ลุ้นเลย ต่างพากันจับขมับอับอายแทน มู่เจียงพลาดพลั้งง่ายเกินไปแล้วจริงๆ



       “ข้าจำได้แล้ว! นั่นมันสามเซียนลอบกัด” ชายผู้หนึ่งตะโกนออกมา ทำให้หลายคนเริ่มจำได้คลับคล้ายคลับคลาขึ้นมาบ้าง



       “สามเซียนลอบกัดที่แม้แต่โข่วหลงยังต้องหืดขึ้นคอเมื่อปีที่แล้วน่ะเหรอ” ชายอีกคนพูดขึ้นเขาได้ยินคำร่ำลือของสามเซียนลอบกัดมาอีกที



       “ใช่! เป็นพวกเขาแน่นอน แม้วิชายุทธ์จะไม่เลอเลิศแต่ความฉลาดพลิกแพลงมีไหวพริบของพวกเขาเป็นของจริงทั้งยังจู่โจมเป้าหมายโดยไม่ให้ทันได้ตั้งตัวด้วยจึงเป็นที่มาของฉายาสามเซียนลอบกัด ในปีที่แล้วแม้แต่โข่วหลงยังรับมือยากเลย ไม่รู้พวกเขาทำอย่างไรถึงได้อยู่กลุ่มสองเหมือนกันนี่สิแปลกยิ่งกว่า มันไม่น่าจะเป็นไปได้ว่าพวกเขาจะได้อยู่กลุ่มเดียวกันถึงสองปีซ้อน” ชายคนที่ตะโกนออกมาในคราแรกครุ่นคิด



       พอกลุ่มของเซียนจื่อได้ยินเช่นนั้นก็ทำสีหน้าอึ้งทึ่ง ถ้าเป็นอย่างที่ชายคนนั้นพูดจริงๆการที่มู่เจียงจะพ่ายแพ้ก็ไม่น่าจะแปลกอะไร ขนาดโข่วหลงที่จัดว่าเป็นยอดยุทธ์ยังรับมือกับสามเซียนลอบกัดได้อย่างยากเย็นเลย



       เซียนจื่อมีความคิดหนึ่งแล้นเข้ามาในหัว ถ้าได้สามซียนลอบกัดมาร่วมมือกับเขาด้วยล่ะก็คงดีไม่ใช่น้อย แม้ฝีมือจะไม่ยอดยุทธ์แต่สมองยังไงก็น่ากลัวกว่าพละกำลังเป็นไหนๆ



       ในช่วงที่ผู้คนต่างพูดคุยกันถึงที่มาของฉายา สามเซียนลอบกัดก็จัดการจอมยุทธ์ที่เป็นเป้าหมายไปมากกว่าสามสิบคนแล้ว



       เมื่อมีเสียงพูดคุยกันหนาหูเกี่ยวกับสามเซียนลอบกัด ทั้งผลงานในสนามยังจัดว่าดีกว่าผู้อื่นทำให้สามเซียนลอบกัดกลายเป็นจุดเด่นขึ้นมา และเป็นที่แน่นอนว่าสามเซียนลอบกัดอยู่ในสายตาของสองโฆษกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว



       เสี่ยวเจ่อเอ่ยขึ้น “จอมยุทธ์สามคนที่ร่วมมือกัน ถ้าผมจำไม่ผิดพวกเขาคือสามเซียนลอบกัดที่ปะทะกับโข่วหลงจนเกือบรับมือไม่ไหวเมื่อปีที่แล้วใช่หรือเปล่าครับนั่น”



       “ใช่จริงๆครับ ผ่านมาหนึ่งปีแล้วดูเหมือนพวกเขาจะพัฒนาฝีมือไปมากเลยนะครับ” เตี่ยวหู่พูดเสริม



       “เท้าที่จู่โจมไปยังเป้าหมายอย่างแม่นยำ นั่นเป็นการโจมตีถึงเจ็ดครั้งจนตาแทบจะมองตามไม่ทัน เป็นเพลงยุทธ์ขั้นต้นแต่กลับสามารถใช้ได้ถูกจังหวะอย่างดีเยี่ยมเลยนะครับ ชื่อของเพลงยุทธ์คือเพลงเจ็ดบาทาไร้ต้านครับ” เสี่ยวเจ่ออธิบายอย่างผู้เชี่ยวชาญเพลงยุทธ์ ขณะเดียวกันหนึ่งในสามเซียนลอบกัดใช้เพลงเจ็ดบาทาไร้ต้านจัดการส่งจอมยุทธ์ผู้หนึ่งกระเด็นออกไปนอกเวที



       “ถ้าผมจำไม่ผิดหนึ่งในสามเซียนลอบกัดผู้นี้นามว่าฟูเหย่นะครับ” เตี่ยวหู่พูดขึ้นเสียงก้องกังวาล



       “ทุกคนเห็นการหลบหลีกของอีกคนหนึ่งในสามเซียนลอบกัดไหมครับ นั่นคือกระบวนท่าของเพลงยุทธ์มัจฉาหลบลี้ท่องคงคาครับ เป็นเพลงยุทธ์ขั้นสูงที่ไม่มีกระบวนท่าจู่โจม มีแต่ท่วงทำนองหลบหลีกการจู่โจมเท่านั้นครับ” เสี่ยวเจ่ออธิบาย ในขณะที่หนึ่งในสามเซียนผู้นั้นใช้เพียงแค่กระบวนท่าแต่กับหลบหลีกคมอาวุธได้ราวกับปลาเล็กที่แหวกว่ายในแม่น้ำหลบหลีกหนีเร้นปลาใหญ่ที่มุ่งจับเหยื่อก็ไม่ปาน



       “หนึ่งในสามเซียนลอบกัดผู้นี้มีนามว่าเหวินตี้ครับ ในปีที่แล้วดวลกับโข่วหลงตัวต่อตัวในรอบแรกครับ” เตี่ยวหู่จดจำชื่อได้อย่างแม่นยำ จากนั้นจึงพูดต่อ “ส่วนอีกคนผู้ใช้อาวุธจู่โจมระยะไกลนามว่าเยว่ซือ เขาผู้นี้ถนัดใช้อาวุธลับเป็นที่สุด ชอบจู่โจมคู่ต่อสู้โดยไม่ให้ทันได้ตั้งตัวเลยครับ”



       สามเซียนรอบกัดประสานงานกันได้อย่างลงตัวมีทั้งรุกทั้งรับกวาดต้อนเหล่าจอมยุทธ์จนมุมตกเวทีไปอย่างง่ายดาย บางคนพลาดท่าโดนอาวุธลับของเยว่ซือจนบาดเจ็บสาหัส บางคนถูกเพลงเจ็ดบาทาไร้ต้านกับเพลงสิบสองหมัดจ้าวพายุของฟูเหย่ล้มหมอบพ่ายแพ้สลบไปก็มี



       เพลงหมัดสิบสองจ้าวพายุประกอบด้วยท่วงท่าสิบสองหมัดที่ปล่อยออกไปอย่างรวดเร็วจนมิอาจต้านทานได้ ถึงแม้จะเป็นเพลงยุทธ์ขั้นต้นแต่พออยู่ในมือของฟูเหย่กับสัมแดงผลไม่ต่างจากวิชายุทธ์ขั้นสูงเลยทีเดียว



       ส่วนเหวินตี้ไม่ได้มีเพียงแค่เพลงยุทธ์มัจฉาหลบลี้ท่องคงคาเท่านั้นแต่ยังมีกระบวนท่าที่ใช้ปัดป้องเปิดจู่โจมคู่ต่อสู้จนแน่นิ่งคาสนามประลองไปแบบงงๆทั้งที่ฝ่ายตรงข้ามไล่ต้อนอยู่แท้ๆ เพลงยุทธ์นั้นมีชื่อว่าเพลงพญาคชสารพิโรธ เป็นเพลงยุทธ์ขั้นปรมาจารย์ที่ทะลายการปกป้องของฝ่ายตรงข้ามได้เพียงแค่ขยิบตาและจู่โจมเป้าหมายหนักแน่นรุนแรงราวกับพญาคชสารที่กำลังคลุ้มคลั่ง



       เวลาผ่านไป…



       ในสนามประลองหลงเหลือเพียงสามเซียนลอบกัดหยุดยืนอยู่บนสนามเท่านั้น เยว่ซือกับฟูเหย่ทำลายป้ายการประลองเพลงยุทธ์ของตนเอง สุดท้ายเหลือเพียงเหวินตี้ที่ผ่านเข้ารอบของกลุ่มที่สอง



       หมื่นภูผาที่ดูการประลองมาโดยตลอดถึงกับเอ่ยปากชมสามเซียนลอบกัด “ไม่นึกเลยว่าพวกเขาจะประสานงานกันได้ดีถึงเพียงนี้ คนหนึ่งสามารถจู่โจมจากระยะไกลได้อย่างแม่นยำ อีกคนใช้เพียงแค่เพลงยุทธ์ขั้นต้นก็สามารถชนะคู่ต่อสู้ได้ และอีกคนหลบหลีกหาจังหวะตอบโต้ไม่ให้อีกฝ่ายทันได้ตั้งตัว แม้ไม่ได้โดดเด็นทางด้านเชิงยุทธ์เหมือนกับโข่วหลงแต่กับหาจุดอ่อนของคู่ต่อสู้แล้วจู่โจมราวกับลอบกัดเมื่อสบโอกาส พลิกแพลงใช้สมองมากกว่าใช้พละกำลัง จิตใจเยือกเย็นนิ่งเฉยต่างจากสีหน้าที่แสร้งตื่นตระหนกทำให้ฝ่ายตรงข้ามตายใจได้อย่างแนบเนียน” หมื่นภูผานิ่งอยู่พักหนึ่งจึงพูด “พวกเราต้องดึงพวกเขามาร่วมงานให้ได้” เขาคิดอย่างเดียวกับเซียนจื่อไม่มีผิดเพี้ยนราวกับว่ามีความคิดแบบเดียวกัน ในขณะที่เตี้ยนหยี่ก็เห็นด้วยถ้ากลุ่มภูผาสวรรค์ได้สามเซียนลอบกัดเข้ามาร่วมมือ ภารกิจค้นหาตำรายุทธ์เกาทัณฑ์พิชิตมารจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมมือ



       เจ้าเมืองทั้งสามที่นั่งบนอาสน์สูงใหญ่ถึงกับหางคิ้วกระตุก ทหารกล้าที่อยู่ในกลุ่มสองพ่ายแพ้ให้กับสามเซียนลอบกัดไปอย่างง่ายดายเกินไปแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าฝีมือของสามเซียนลอบกัดพัฒนาฝีมือไปมากเมื่อเปรียบเทียบกับการประลองยุทธ์ในปีที่ผ่านมา และเป็นที่แน่นอนว่าโข่วหลงจะต้องเจอกับเหวินตี้ในรอบถัดไป



       ตั๋งเต๋อเจ้าเมืองเจิ้งโจวพูดขึ้น “ในปีที่แล้วสามเซียนลอบกัดร่วมมือกันต่อสู้กับโข่วหลงจนเกือบพ่ายแพ้แต่ทว่าปีนี้เจอกันตัวต่อตัวกับเหวินตี้ หวังว่าโข่วหลงคงจัดการไม่ยากเย็นนักใช่ไหมเออหม่า”



       เออหม่าทำสีหน้าเรียบนิ่ง “น่าจะเป็นเช่นนั้นครับ” ถึงตอบไปอย่างนั้นเพื่อไม่ให้เจ้าเมืองเป็นกังวลแต่ในใจลอบคิดว่ามันผิดแปลกเมื่อเห็นสีหน้ามั่นใจของเหวินตี้ที่ยืนอยู่บนสนามทั้งที่รู้อยู่ว่าจะต้องไปเจอกับโข่วหลงในรอบถัดไป เขาคิดว่าเหวินตี้ต้องมีบางอย่างที่ยังไม่ได้งัดออกมาใช้เป็นแน่ คงต้องมาดูกันว่าเหวินตี้จะมีไม้เด็ดอะไรในการประลองรอบต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

417 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:30
    รออี้หยางออกโรงง
    #405
    0
  2. วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:23
    ขอบคุณครับ
    #404
    0