ตอนที่ 143 : ภาค2:ตอนที่ 43 การประลองยุทธ์เจิ้งโจว 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 238
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    19 ก.พ. 62

       ผู้คนเริ่มหลั่งไหลพากันเข้ามาอย่างเนื่องแน่นเพื่อรอชมการประลองยุทธ์ และที่ขาดกันไม่ได้เลยคือการพนันขันต่อที่มีให้เห็นอยู่ทั่วบริเวณงานประลอง



       เสียงดนตรีบรรเลงครึกครื้น สาวงามนับร้อยยิ้มแย้มร่ายรำตามจังหวะดนตรีอยู่บนเวทีการประลองกว้างขว้างเตรียมเปิดงาน นายทหารยืนรายล้อมรอบชิดติดขอบสนามป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไป



       เหล่าเจ้าเมืองทั้งสามนั่งบนอาสน์สูงใหญ่สมฐานะ ไท่จี้เจ้าเมืองท่งเต้านั่งฝั่งขวา ฮวนไห่เจ้าเมืองหูเป่ยนั่งฝั่งซ้าย ส่วนที่นั่งตรงกลางเป็นตั๋งเต๋อเจ้าเมื่องเจิ้งโจว เหล่าทหารองครักษ์ยืนคุ้มกันอย่างไม่ละสายตาวางมือราวกับว่าเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ



       “เออหม่า เจ้าเปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันนะ ดูแล้วท่าทางปีนี้มียอดฝีมือจากต่างแดนมากโขเลยทีเดียว” ตั๋งเต๋อพูดขึ้น



       “ไม่หรอกครับ ลูกผู้ชายพูดแล้วจะไม่คืนคำ” ชายวัยกลางคนแต่ใบหน้าดูผุดผ่องเผยความน่ายำเกรงที่อยู่ภายในด้วยวรยุทธ์ที่สูงส่งนามว่าเออหม่าพูดจามั่นคงหนักแน่นแม้แต่เจ้าเมืองเจิ้งโจวตั๋งเต๋อยังเกรงใจให้เกียรติเขาผู้นี้ยิ่งนัก เดิมทีเออหม่าเป็นอดีตหลวงจีนวัดเส้าหลินผู้เลิศด้วยวรยุทธ์ เขาผ่านด่านสิบแปดอรหันต์ทองคำลงจากเขาเส้าซื่อ ท่องยุทธภพไปทั่วหล้าเพิ่มพูนความกล้าแกร่ง สุดท้ายกลับมาบ้านเกิดที่เมืองเจิ้งโจวเข้าร่วมการประลองยุทธ์ประจำปีแล้วเป็นผู้ชนะทั้งเพลงยุทธ์และคัมร์ภีร์ยุทธ์ ตั๋งเต๋อเห็นแล้วเข้าตาถูกใจ พอรู้ว่าเป็นศิษย์เก่าวัดเส้าหลินด้วยยิ่งยินดี จึงแต่งตั้งเป็นองครักษ์ส่วนตัวทำหน้าที่ไม่เคยตกหล่นบกพร่องภายหลังได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้ารักษาเมืองในเวลาต่อมา



       “ฮ่าๆๆ นั่นสินะ เออหม่าเมื่อพูดออกไปแล้วจะไม่คืนคำ” ตั๋งเต๋อหัวเราะชอบใจเพราะนิสัยของเออหม่านี้นี่เองจึงทำให้เขาไว้ใจหัวหน้ารักษาเมืองผู้นี้ยิ่งนัก “เมื่อเออหม่าไม่อยู่ในสนาม เห็นทีปีนี้ผู้ชนะการประลองคงไม่พ้นโข่วหลงหัวหน้าหน่วยลาดตะเวนไปได้เป็นแน่”



       ฮวนไห่เจ้าเมืองหูเป่ยแสร้งเป็นกระเอมไอ “อะแฮ่ม! ปีนี้อย่าเบาใจไป อาจจะเป็นทีของทหารกล้าจากเมืองหูเป่ยก็เป็นได้นะ ฮึๆ” ฮวนไห่เผยแววตาเชื่อมั่นในฝีมือทหารของตนที่ส่งเข้าร่วมการประลอง



       ตั๋งเต๋อหัวเราะเหอะๆ “ดูเหมือนว่าปีนี้ไต้เท้าฮวนไห่จะเอาความมั่นใจมาเกินร้อย ชักอยากเห็นฝีมือทหารกล้าผู้นั้นซะแล้วสิ” ตั๋งเต๋อหันไปทางไท่จี้ “แล้วใต้เท้าไท่จี้จะไม่พูดอะไรหน่อยรึ”



       ไท่จี้ฉีกยิ้มก่อนจะพูด “แม้ปีนี้เมืองท่งเต้าจะส่งนายทหารเข้าร่วมการประลองถึงสามสิบนาย แต่มีเพียงหนึ่งเท่านั้นที่เป็นตัวเต็ง เรียกได้ว่าปีนี้อาจจะเป็นปีทองของข้าก็ได้”



       ตั๋งเต๋อเอามือตบที่หัวโต๊ะดังปับ “บ๊ะ! ให้มันได้อย่างนี้สิ! อีกหนึ่งมีความมั่นใจ ส่วนอีกหนึ่งมีตัวเต็งซ่อนเร้นอยู่ในกลุ่ม งั้นไม่ต้องเสียเวลาให้มากความ เริ่มงานประลองได้!” ราวกับคำประกาศิตเจ้าหน้าที่โบกธงส่งสัณญาณ



       สาวงามยิ้มแย้มเต้นระบำออกจากเวทีการประลองไหลลื่นราวกับซ้อมกันมานับปี



       เสียงกลองลั่นจากทั้งสี่ทิศทางของสนามประลองดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง เหล่านายทหารกล้าในสนามทำเสียงเฮอะฮะเป็นจังหวะตามท่วงทำนองลั่นกลองที่ตีราวกับปลุกใจให้ฮึกเหิมก่อนออกศึกสมรภูมิรบ



       “ฮ่ะๆๆๆ ผ่านมาหลายปีเหล่าทหารรักษาเมืองเจิ้งโจวหนักแน่นองอาจไม่เคยเปลี่ยนแปลง” ฮวนไห่เอ่ยปากชม



       “เกิดเป็นชายชาติทหารต้องให้สมดั่งชายชาตรีอาบเลือดกลางสนามรบ ราวกับราชสีห์แม้ตัวต้องตายก็ไม่คิดหวาดหวั่น… ” ตั๋งเต๋อพูดไม่ทันได้จบ



       ไท่จี้พูดขึ้นเสริมคำ “นี่คือคำกล่าวของบรรพบุรุษรักษาเมืองแต่ก่อนเก่า สืบสารความคิดมาตั้งแต่ครั้งยังไม่ได้ก่อตั้งเป็นเมืองเจิ้วโจว... ท่านพูดมานับร้อยครั้งจนข้าจำได้แล้วนะนั่น”



       ตั๋งเต๋อหัวเราะเฮอะๆ “ก็นี่แหละ! ที่ทำให้ทหารรักษาเมืองเจิ้งโจวกล้าแกร่งและองอาจได้มาจนถึงบัดนี้ไงล่ะ”



       สิ้นสุดโหมกลองศึกเสียงโฆษกประกาศลั่น



       “ยินดีต้อนรับเข้าสู่ลานประลองฝีมือของเหล่าชาวยุทธ์ในงานประจำปีเมืองเจิ้งโจววว!!”



       “ข้าน้อยเสี่ยวเจ่อ



       “ข้าน้อยเตี่ยวหู่



       โฆษกทั้งสองพูดสลับกันไปมา “พวกเราทั้งสองจะมาเป็นพิธีกรผู้ดำเนินรายการการประลองยุทธ์! เสริมความสนุก! วิเคราะห์วิชายุทธ์! และติดตามความเคลื่อนไหวให้ทุกคนได้รับทราบกันนะครับ!”



       ทั้งสองพิธีกรอยู่คนละฟากฝั่งของลานประลองยุทธ์บนหอสูงที่ทางผู้จัดงานตระเตรียมไว้ให้นั่นเอง และเป็นที่แน่นอนพวกเขาสามารถใช้วิชายุทธ์คลื่นพลังเสียงได้



       “เตียวหู่! ในการแข่งขันเพลงยุทธ์นี่มันเป็นอย่างไรกันหรือครับ”



       “เฮอะๆๆๆ ชื่อก็บอกตรงตัวอยู่แล้วนะครับว่าใช้ได้แค่เพลงยุทธ์หรือกระบวนท่าเท่านั้น โดยห้ามใช้คัมร์ภีร์ยุทธ์น่ะครับ”



       “อ้าว! แล้วพวกเราจะรู้ได้ยังไงล่ะครับว่าจะไม่มีผู้เข้าร่วมการประลองคนใดแอบใช้คัมร์ภีร์ยุทธ์ประเภทเสริมพลังน่ะครับ”



       “นั่นเป็นเรื่องที่ง่ายไปใหญ่เลยครับ เพราะผู้เข้าร่วมการประลองทุกคนจะต้องมีป้ายเข้าร่วมเพลงยุทธ์ที่สามารถตรวจจับได้ว่าใครแอบใช้คัมภีร์ยุทธ์ครับ เมื่อทำผิดกฎ! ป้ายจะแตกสลายไปเองแล้วส่งผู้ประลองคนนั้นออกจากนอกสนามโดยที่พวกเราไปต้องทำอะไรเลยครับ”



       “อธิบายได้ตรงจุดจริงๆครับ แต่ผมขอเสริมให้อีกหน่อย นอกจากป้ายจะแตกสลายเพราะถูกแอบใช้คัมภีร์ยุทธ์แล้ว ยังรวมไปถึงผู้เข้าประลองที่บาดเจ็บสาหัสหรือสลบไปด้วยนะครับ”



       “เสี่ยวเจ่อ! พอจะบอกได้ไหมครับว่า รูปแบบการประลองเพลงยุทธ์เพื่อหาผู้ชนะนั้นเป็นอย่างไรครับ”



       “ในปีนี้เนื่องจากมีผู้เข้าร่วมการประลองมากกว่าทุกปี เราจึงแบ่งการประลองเป็นสี่รอบ ในรอบแรกเราจะแบ่งเป็นแปดกลุ่ม และในแต่ละกลุ่มจะต้องต่อสู้กันในสนามประลองยุทธ์และมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่จะได้เข้ารอบ”



       “แล้วในแต่ละกลุ่มมีประมาณกี่คนครับ”



       “สามร้อยกว่าคนได้ครับ”



       “สามร้อย!!” เตี่ยวหู่ร้องลั่นออกมาอย่างเป็นธรรมชาติดึงดูดความสนใจให้ผู้ชมรอบสนามถึงกับหน้าตื่นพูดคุยกันอย่างไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่พิธีกรทั้งสองพูด นี่มันมีคนเข้าร่วมมากกว่าทุกปีถึงสิบเท่า!! แต่ก็สมเหตุสมผลอยู่เนื่องจากสนามประลองที่จัดในปีนี้มีรัศมีกว้างขว้างกว่าร้อยเมตรนั่นเอง



       ในสนามประลองยังมีบอร์ดขนาดใหญ่ที่แบ่งเป็นกลุ่มของผู้เข้าร่วมการประลองในแต่ละสายเพื่อให้เห็นว่าในแต่ละรอบทั้งสี่รอบใครจะเจอกับใครจนถึงรอบชิงชนะเลิศ



       “และแล้วในตอนนี้.. เวลาที่ทุกท่านรอคอยก็มาถึง..” เตี่ยวหู่ประกาศเสียงก้องกังวาลพร้อมกับเสียงลั่นกลองศึกทั้งสี่ทิศดังอึกทึกปลุกใจให้ฮึกเหิม



       “ในตอนนี้ขอเชิญทุกท่านพบกับ.. ผู้เข้าร่วมการประลองเพลงยุทธ์กลุ่มที่หนึ่ง.. เข้าสู่สนามประลองได้เลยครับ!” เป็นเสี่ยวเจ่อประกาศเปิดตัวผู้เข้าร่วมการประลองเพลงยุทธ์



       ประตูบานใหญ่ถูกเปิดออกจากกันซ้ายขวา เสียงกลองศึกพร้อมกับเสียงเฮอะฮะของเหล่าทหารกล้าในสนามดังเป็นท่วงทำนองหนักแน่นไม่หยุดหย่อน



       เหล่าจอมยุทธ์กว่าสามร้อยทะยานร่างขึ้นสู่สนามประลองจับจ้องพื้นที่สำหรับตน ทุกคนสามารถใช้อาวุธของตนได้อย่างไม่จำกัดขอเพียงใช้กระบวนท่าหรือเพลงยุทธ์เท่านั้น



       แต่ทว่าในเนื้อที่ของสนามประลองทั้งหมดกับยังชายผู้หนึ่งให้โดดเด็นจนเห็นได้ชัด



       “ตอนนี้กลางสนามเกิดอะไรกันขึ้นครับ!” เสี่ยวเจ่อพูดเสียงก้องกังวาลดึงความสนใจให้ทุกคนมองไปยังสนามประลอง ผู้คนรอบสนามพูดคุยกันเสียงเอิกเกริก



       ชายคนนั้นถูกรายล้อมไปด้วยจอมยุทธ์กว่าร้อยคนโดยมีเขาเป็นจุดศูนย์กลาง ชายมาดเข้มจับพลองยาวตั้งท่าเตรียมรับมือจากรอบทิศทาง เขาคือโข่วหลงที่ถูกทาบท่ามว่าจะได้เป็นผู้ชนะในปีนี้นั่นเอง



       “ดูเหมือนว่าคนที่ถูกล้อมจะเป็นโข่วหลงนะครับ ท่าจะลำบากแล้วนะครับนั่น” เตี่ยวหู่พูดขึ้น ในขณะที่ยังไม่เริ่มการประลองแต่แรงกดดันจากจอมยุทธ์นับร้อยกับถาโถมเข้าใส่โข่วหลงแต่เพียงผู้เดียว เป็นที่แน่นอนว่าจอมยุทธ์ร้อยกว่าคนจากสามร้อยมีเป้าหมายเดียวกันคือต้องการล้มโข่วหลงที่เป็นตัวเต็งออกไปให้พ้นทาง



       ฮวนไห่เจ้าเมืองหูเป่ยหัวเราะฮ่ะๆ “ดูท่าแล้วโข่วหลงตัวเต็งของเมืองเจิ้งโจวจะมีปัญหาแล้วนะนั่น”



       ไท่จี้เจ้าเมืองท่งเต้าพูดเสริม “จากรูปการแล้ว ปีนี้เห็นทีผู้ชนะคงไม่พ้นเป็นคนของเมืองท่งเต้าหรือไม่ก็คนของเมืองหูเป่ยเป็นแน่ ฮ่ะๆๆ”



       ตั๋งเต๋อหัวเราะเฮอะๆทั้งที่สถานการณ์น่าจะเสียเปรียบ “พวกท่านอย่าดูเบาไป คนที่ผ่านด่านสิบแปดอรหันต์มาได้ไม่มีใครธรรมดาหรอกนะ” ตั๋งเต๋อแย้มยิ้มพูดขึ้นอีกครา “ใช่หรือเปล่าล่ะ เออหม่า..”



       เออหม่ายิ้มเล็กๆ “ครับ”



       เสี่ยวเจ่อหนึ่งในโฆษกสนามประลองประกาศลั่น “การประลองเพลงยุทธ์กลุ่มที่หนึ่ง! ผู้ที่หยุดยืนอยู่บนเวทีเป็นคนสุดท้ายเท่านั้นที่จะเข้ารอบ! เริ่มการประลองได้!”



       ย๊ากกก! ย๊ากกก! ย๊ากกก!



       เคร้งคร้าง! เคร้งคร้าง! เคร้งคร้าง!



       อ๊ากก!!!



       เสียงเข้าปะทะราวกับสงครามที่ปะทุขึ้นดังกันจ้าละหวั่นไปทั่วทั้งสนามประลองยุทธ์ เริ่มมีแสงวูบวาบของผู้เข้าร่วมการประลองที่พลาดท่าบาดเจ็บสาหัสถูกส่งออกไปนอกสนาม ผู้ควบคุมสนามยุทธ์รีบรักษาอาการบาดเจ็บกันชุลมุน



       ในขณะที่จอมยุทธ์กว่าสองร้อยคนกำลังปะทะกันอย่างดุเดือดอยู่นั้นแต่กับไม่มีผู้ใดกล้าสอดมือเข้าไปยุ่งกับจอมยุทธ์นับร้อยที่กำลังรายล้อมโข่วหลงเลยแม้แต่คนเดียว นั่นเป็นเพราะการร่วมมือของจอมยุทธ์อย่างไม่เป็นทางการกลุ่มนี้อาจจะส่งผลดีต่อพวกเขาก็เป็นได้ แต่ก็ต้องเป็นหลังจากที่กำจัดโข่วหลงไปแล้วเสียก่อนเท่านั้น



       เหล่าจอมยุทธ์กำอาวุธของตนแน่นถนัด ยังไม่มีผู้ใดคิดกล้าลงมือก่อน สายตาจดจ้องคนที่อยู่ตรงหน้าคือโข่วหลงที่เป็นรองเพียงเออหม่าในปีที่แล้วเท่านั้น แล้วยังวิชายุทธ์ของเส้าหลินอีกที่มิอาจจะดูเบาได้ อีกในหนึ่งที่ไม่มีใครคิดลงมือเพราะกลัวพลาดท่าเสียทีกระเด็นออกไปนอกสนามก่อนนั่นเอง



       โข่วหลงฉีกยิ้มที่มุมปาก ถ้าเปรียบเทียบระหว่างด่านสิบแปดอรหันต์ทองคำที่รุกและรับอย่างมีแบบแผนกับจอมยุทธ์นับร้อยที่รวมตัวกันเฉพาะกิจแบบหลวมๆนี้แล้ว ด่านสิบแปดอรหันต์รับมือยากกว่าหลายสิบเท่า



       โข่วหลงปัดพลองไปด้านข้างก้าวเท้าย่างสามขุมไปทางซ้าย ขณะเดียวกันคนที่รายล้อมขยับตามโดยมีเขาเป็นจุดศูนย์กลาง



       โข่วหลงขมวดคิ้วลองขยับตัวไปทางขวา คนที่รายล้อมอยู่ก็ขยับตัวตามไปเช่นเดิมเป็นขบวน เขาแสยะยิ้มที่มุมปากจากนั้นเคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเร็วจนวงล้อมเสียรูป



       จอมยุทธ์ผู้หนึ่งได้จังหวะจึงพุ่งร่างพร้อมกระบี่แทงเข้าจากด้านหลัง



       แกร้งงง! พลองที่ทำจากไม้ชั้นดีตวัดเข้าใส่กระบี่ราวกับว่ามีตาอยู่ข้างหลัง



       เมื่อมีคนลงมือเป็นคนแรก คนที่สอง สาม สี่ ก็ตามเข้าไปจู่โจมติดๆ



       เสียงพลองรับอาวุธจากรอบทิศทาง เหล่าจอมยุทธ์ผลัดกันเข้าจู่โจม เพลงยุทธ์ถูกเรียกใช้อย่างจ้าละหวั่นสำแดงกระบวนยุทธ์ของแต่ละคน ผู้ชมรอบสนามเริ่มทำเสียงฮือฮาตื่นเต้น



       “เอาแล้วครับกลางสนามเริ่มเกิดการปะทะกันอย่างต่อเนื่องแล้วนะครับ” เสี่ยวเจ่อพูดพากษ์ขึ้นมาทันที



       “โข่วหลงจะรับมือกับเหล่าจอมยุทธ์ได้หรือไม่” เตี่ยวหู่พูดเสริม



       “แต่เดี๋ยวก่อน! โข่วหลงยังไม่ได้ใช้เพลงยุทธ์เลยนะครับ! แต่กับสามารถรับมือด้วยเพียงแค่กระบวนท่าเท่านั้น” เสี่ยวเจ่อทำหน้าตื่นขึ้นมาทันที เขาสามารถแยกแยะได้ว่าใครใช้กำลังภายในร่วมด้วยหรือใช้แค่เพียงพละกำลังเท่านั้น เขาคือผู้เชี่ยวชาญเพลงยุทธ์ตัวจริง ในขณะที่ทุกคนไม่วางตาไปจากสนามประลองเลยแม้แต่น้อย ต่างพากันจดจ้องไปยังโข่วหลงที่ใช้พลองราวกับมันมีชีวิต แปรเปลี่ยนพลิกแพลงรับมือการจู่โจมรอบทิศทาง



       ทันใดนั้นเองโข่วหลงหมุนพลองรอบตัวแล้วจับปลายพลองวาดออกไปเป็นวงกว้างจนเหล่าจอมยุทธ์กระโดดถอยกันแทบไม่ทัน



      “ข้าเล่นกับพวกเจ้ามามากพอแล้ว! จากนี้ไปพวกเจ้าเตรียมรับมือ!” โข่วหลงพูดชัดถ้อยชัดคำจับพลองกระชับมั่นกระแสลมปราณไหลเวียนไปทั่วร่าง



       เหล่าจอมยุทธ์ต่างทำสีหน้าตื่นตระหนกเพราะสัมผัสได้ถึงพลังปราณที่ไหลล้นออกมาจากร่างของโข่วหลง



       พลองยุทธ์เส้าหลิน!



       เพลงยุทธ์ชั้นเลิศของวัดเส้าหลินถูกเรียกใช้ กระแสปราณปะทุออกจากร่างหลอมรวมกับพลองเป็นหนึ่งไม่มีสอง เสียงฟาดพลองผ่านอากาศหนักแน่นไร้ต้านทาน รวดเร็วฉับไวไร้ผู้ต่อกร



      ผ่านไปได้เพียงไม่กี่อึดใจแสงวูบวาบออกจากสนามประลองไปแล้วกว่าสิบสาย เหล่าจอมยุทธ์ต่างตื่นตระหนกกับวิชายุทธ์ชั้นเลิศลือชื่อ พลองยุทธ์เส้าหลิน!



      เสียงเชียร์ดังกระหึ่มไปทั่วทั้งสนามรอบทิศทางกับว่าที่ผู้ชนะประจำปี โข่วหลง!! โข่วหลง!! โข่วหลง!! บุรุษผู้มีความมาดมั่น หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนประจำเมืองเจิ้งโจว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

417 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:01
    รอออๆๆๆๆ
    #403
    0
  2. วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:50
    รอติดตาม
    #402
    0