ตอนที่ 139 : ภาค2:ตอนที่ 39 เปิดหูเปิดตา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 237
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    29 ม.ค. 62

       จางซื่อหลงทบทวนการบรรลุระดับจอมยุทธ์ของอี้หยางซึ่งก็เดาไม่ยากว่าเงื่อนไขคงต้องผ่านดันเจี้ยนให้ได้เป็นแน่ แต่เขาไม่รู้แน่ชัดว่าจะต้องผ่านดันเจี้ยนระดับปรมาจารย์ขึ้นไปหรือเปล่า



       จางซื่อหลงเปิดดูทักษะของตัวเอง เขาจ้องมองทักษะที่พึ่งได้มาจากชายแก่ในโลกจิตใต้สำนึก



       ทักษะอมตะ 0/1 (ทักษะพิเศษเฉพาะตัว)



       “อืม~ ใช้ได้แค่วันละครั้งแต่เหมือนว่าชายแก่จะบอก...” จางซื่อหลงนึกถึงคำที่ชายแก่พูด


       … ตอนนั้นชายแก่ทำสีหน้าเรียบนิ่งแล้วพูด “มันใช้ได้แค่หนึ่งนาทีเท่านั้น และระดับของเจ้าในตอนนี้ใช้ได้แค่ครั้งเดียวในหนึ่งวัน”...


       จางซื่อหลงเอากำปั้นทุบที่ฝ่ามืออย่างมั่นอกมั่นใจ “ใช่แล้ว! ถ้าเราเพิ่มระดับสายอาชีพน่าจะใช้ได้มากกว่าหนึ่งครั้งต่อวันเป็นแน่”



       มีเสียงคนเปิดประตูออกมาจากห้องน้ำ!



       “ท่านพี่! พวกเราพร้อมแล้วครับ” อี้หยางพูดขึ้น เขาเดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับอี้หยินที่แต่งตัวสวมชุดเสร็จสรรพเรียบร้อย



       จางซื่อหลงทำสีหน้าแย้มยิ้ม “งั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ”



       “ท่านพี่! เราชวนพี่สาวไปเที่ยวด้วยกันได้ไหมคะ” อี้หยินพูดขึ้น



       จางซื่อหลงครุ่นคิดเล็กน้อยถ้ามีเพื่อนไปเที่ยวกันเยอะๆก็น่าจะสนุกดีโดยเฉพาะอี้หยินจะได้มีเพื่อนหญิงเดินเที่ยวไปด้วยจะได้ไม่เหงา “อืม~ เอางั้นก็ได้”


       ---


       “ไม่ได้ค่ะ!” หยางมี่ปฏิเสธทันทีแบบไม่ต้องคิดเมื่อจางซื่อหลงออกปากชวนไปเที่ยว



       “ทำไมหรือคะ” อี้หยินเอ่ยถามเริ่มจะรู้สึกผิดหวังนิดๆ



       หยางมี่ลูบศรีษะของอี้หยินแล้วพูด “เพราะว่าพี่ต้องทำงานนิคะ เขาจ้างเรามาเราก็ต้องทำงานให้สมกับค่าจ้างค่ะ จะหนีไปเที่ยวไม่ได้นะคะ”



       อี้หยินรู้สึกผิดหวังสีหน้าละห้อย ก็นางเป็นคนออกปากให้จางซื่อหลงมาชวนนี่หน่า



       จางซื่อหลงเห็นอี้หยินมีสีหน้าผิดหวังจึงพูดขึ้น “ไหนๆเธอก็ต้องคอยดูแลพวกเราอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ จะไปเที่ยวด้วยกันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนี่” พูดจบเขายิ้มให้กับอี้หยินพร้อมทั้งขยิบตา ยังไงเสียต้องชวนหยางมี่ไปให้ได้



       อี้หยินพูดเสริมเปลี่ยนเป็นสีหน้าแย้มยิ้ม “ใช่ค่ะ! พี่สาวต้องดูแลพวกเราอยู่แล้ว งั้นไปด้วยกันนะคะ”



       หยางมี่ส่ายหน้าพูด “ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ แต่ขอบเขตการดูแลของพี่มันอยู่เฉพาะในห้องนี้เท่านั้นนะคะ”



       อี้หยินทำหน้าจ๋อยด้วยจนปัญญา



       จางซื่อหลงแสยะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ อยู่ๆเขาก็เข้าไปอุ้มหยางมี่ขึ้นมาซะอย่างนั้น



       “อ้าาา~ นายทำอะไรของนายเนี่ย! ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ!” หยางมี่ร้องด้วยความตกใจจนใช้สำเนียงภาษาของโลกภายนอก



       “อี้หยาง! อี้หยิน! ประเดี๋ยวพวกเราไปเจอกันข้างนอกนะ” จางซื่อหลงพูดจบยังไม่ทันที่อี้หยางกับอี้หยินจะได้ตอบรับ



       กายาไร้เงา! ฟลิ้ววว!



       จางซื่อหลงเคลื่อนไหวร่างอย่างรวดเร็วราวกับลมพัด ผ่านเสี่ยวเอ้อกับเถ้าแก่ที่อยู่เคาเตอร์ด้านล่างจนแต่ละคนถึงกับแปลกใจ



       จู่ๆลมพัดออกมาจากไหนกันล่ะเนี่ย =_=! =_=! ก็ในโรงเตี้ยมไม่มีประตูหรือหน้าต่างด้านหลังเลยนี่หน่า? หรือลมบ้าหมูวนอ้อมออกมากันแน่?!



       “อ้าาา~” หยางมี่ร้องเสียงลากยาว นางไม่ทันได้รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าออกมาอยู่นอกโรงเตี้ยมแล้วมากกว่า 300 เมตร “ฉันบอกให้นายปล่อยฉันเดี๋ยวนี่นะ ตาทึ่ม!”



       ตุบ!



       โอ้ยยย!



       จางซื่อหลงก็ซื่อเสียจริงพอนางบอกให้ปล่อยก็ปล่อยลงมาซะดื้อๆจนก้นของนางจ้ำเบ้าไปกับพื้น “ตาบ้าเอ้ย!”



       จางซื่อหลงนั่งยองๆ มองหน้าหยางมี่พร้อมกับยิ้มกริ่มออกมา “ไปๆ คราวนี้เธอก็ไปเที่ยวกับอี้หยินได้แล้ว”



       “บอกว่าไปไม่ได้ก็ไปไม่ได้สิ! ตื้ออยู่ได้…” นางเริ่มสังเกตเห็นผู้คนบริเวณโดยรอบกำลังจ้องมองมายังนางกับจางซื่อหลงที่ทำราวกับคู่รักกำลังง้องอนกัน นางไม่ทันรู้ตัวเลยว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่กำลังพลุกพล่านเดินเข้าไปเที่ยวกันในงานอย่างอุ่นหนาฝาคลั่ง



       “นี่ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกันเนี่ย” นางพูดกับตัวเองในขณะที่จางซื่อหลงกำลังยักคิ้วหลิ่วตามองมา นางทำสีหน้าบึ้งตึง “ฝีมือนายสินะ!”



       “ท่านพี่!!” อี้หยางกับอี้หยินตะโกนมาแต่ไกลเมื่อเห็นจางซื่อหลงกับหยางมี่



       จางซื่อหลงลุกขึ้นโบกไม้โบกมือยิ้มปากกว้าง ^0^ แต่สำหรับหยางมี่ยังคงทำหน้าตาบูดบึ้ง =_=^



       พออี้หยางกับอี้หยินมาถึงหยางมี่พูดกับจางซื่อหลง “ข้าขอตัวกลับไปทำงานต่อนะคะ”



       “เดี๋ยวก่อน!” จางซื่อหลงพูดทักท้วงไว้แต่ดูเหมือนว่าหยางมี่จะไม่หันกลับมา “ถ้าเธอ.. เออ.. ถ้าเจ้าจะกลับไปที่โรงเตี้ยม เถ้าแก่อาจเข้าใจผิดได้ว่าเจ้าหนีออกมาเที่ยวได้นะ”



       คำพูดของจางซื่อหลงทำให้นางหยุดเดิน



       “งั้นเจ้าต้องส่งข้ากลับไปเดี๋ยวนี้” นางหันกลับไปพูดกับจางซื่อหลง แต่ทว่า… จางซื่อหลงอี้หยางกับอี้หยินเดินไปยังงานจนเห็นเพียงแค่แผ่นหลังอยู่ไกลๆ นางเริ่มรู้สึกหัวร้อนขึ้นมาตะโกนเรียกไล่หลังไป “นี่เจ้า! จะหนีไปไหนรีบส่งข้ากลับไปเดี๋ยวนี้นะ!”



       อี้หยินได้ยินเสียงหยางมี่ตะโกนไล่หลังมาจึงพูด “ท่านพี่! ทำแบบนี้จะดีหรือคะ พี่สาวท่าทางโกรธใหญ่เลย”



       จางซื่อหลงขยิบตาพูดทั้งฉีกยิ้ม “ไม่ต้องห่วงหรอกอี้หยิน นางทำงานเคร่งเครียดพาออกมาเปิดหูเปิดตาบ้างประเดี๋ยวก็คงจะดีขึ้น เจ้าน่ะช่วยดูแลนางอีกแรงด้วยก็แล้วกัน”



       “ค่ะท่านพี่! ข้าจะช่วยดูแลนางเอง” อี้หยางพูดยิ้มแก้มปริ



       จางซื่อหลงเอามือขยี้หัวของนาง “เด็กดีจริงนะเจ้าเนี่ย ฮ่ะๆๆๆ”



       “ท่านพี่! ผมข้าจะยุ่งหมดแล้วนะ… ” อี้หยินทำสีหน้าเรียบนิ่ง =_=



       อี้หยางหยุดเดิน เขาเห็นป้ายที่เขียนประกาศไว้หน้างาน “ท่านพี่! มาดูนี่สิครับ!”



       จางซื่อหลงหันไปดูป้ายประกาศ “มีอะไรรึอี้หยาง!”



       “อืม~ มีการประลองเพลงยุทธ์กับคัมภีร์ยุทธ์ด้วยหรือเนี่ย!” จางซื่อหลงพูดออกมาเมื่ออ่านป้ายประกาศหน้างาน อ่านยังไม่ทันจบเขาเบิกตากว้าง “ผู้ชนะการประลองเพลงยุทธ์จะได้กุญแจอัญมณีและผู้ที่ชนะการประลองคัมภีร์ยุทธ์จะได้แผนที่ดันเจี้ยน”



       จางซื่อหลงหันไปพูดกับอี้หยาง “อี้หยาง! ถึงเวลาที่เจ้าจะได้แสดงฝีมือแล้ว”



       อี้หยางได้ยินถึงกับกำมือแน่น “ข้าจะไม่ทำให้ท่านพี่ผิดหวังครับ!”



       “เอ้! ท่านพี่! เขาเขียนไว้ว่าจะเริ่มประลองยุทธ์หลังจากที่จุดพุเฉลิมฉลองงานประจำปีเจิ้งโจวสิ้นสุดลง เวลายามสองนะคะ” อี้หยินอ่านข้อความให้ฟัง



       จางซื่อหลงจับปลายค้างอย่างครุ่นคิด “ยามสองเหรอก็ประมาณสามทุ่มสินะ.. งั้นพวกเราก็ไปเดินเที่ยวกันก่อนดีกว่า”



       จางซื่อหลงกำลังจะจูงแขนอี้หยางกับอี้หยินเขัาไปในงาน



       แต่ทว่า.. หยางมี่กับยืนท้าวเอวใบหน้าบูดบึ้งขว้างทางเอาไว้ “ไปส่งข้าที่โรงเตี้ยมเดี๋ยวนี้นะ!” นางยังตื้อไปเลิก



       จางซื่อหลงส่งซิกให้กับอี้หยินและอี้หยาง ราวกับรู้ใจกันสองพี่น้องฉีกยิ้มกว้างทั้งพยักหน้ารับ



       แทบจะในทันทีที่อี้หยินกับอี้หยางกระโดนเข้าจับแขนคนละข้างของหยางมี่แล้วดึงเข้าไปในงาน



       “พี่สาว! พวกเราไปเที่ยวกันเถอะค่ะ” อี้หยางพูดขึ้นใบหน้าแย้มยิ้ม



       “ใช่ครับ! พวกเรารีบเข้าไปดูกันเถอะว่าในงานมีอะไรบ้าง” อี้หยางพูดเสริมยิ้มปากกว้าง



       “ดะ.. เดี๋ยวก่อน!...” หยางมี่พูดไม่ทันจบก็ถูกทั้งสองลากเข้าไปในงานเสียแล้ว



       จางซื่อหลงส่ายหน้าพูดเบาๆ “เฮ้อ~ ยัยนี่ฤทธิ์เยอะจริงๆ หวังว่าอี้หยินกับอี้หยางจะเอานางอยู่นะ” เขาเป็นกังวลเล็กน้อย



       แต่ทว่าสิ่งที่จางซื่อหลงกังวลกับศูนย์เปล่า…



       “อี้หยิน! อี้หยาง! ดูตรงนั้นสิ มีกายากรรมต่อตัวด้วย ไปดูกันเถอะ” หยางมี่ลากตัวอี้หยินกับอี้หยางไปด้วยความตื่นเต้นในขณะที่สองพี่น้องยังไม่ทันยินยอมพร้อมที่จะไป



       อี้หยินร้องลั่น “พี่สาวค่ะ! หนูยังดูละครลิงได้แค่แป๊บเดียวเองนะ”



       “ข้าด้วย! กำลังดูเชิดหุ่นกระบอกอยู่เลยครับ” อี้หยางถูกลากตัวไปทั้งที่ไม่ได้สมัครใจเช่นกัน



       หยางมี่ไม่ได้สนใจฟังใครซะเลย เอาแต่ไปนู้นไปนี่ไม่หยุด “โห! ตรงนั้นมีคนพ่นไฟออกมาด้วย ไปดูกันเถอะ” ยังดูกายกรรมต่อตัวไม่เท่าไรนางก็ลากตัวอี้หยินกับอี้หยางไปอีกเสียแล้ว



       “อีกแล้วเหรอ!! ท่านพี่จางช่วยพวกเราด้วย!!” อี้หยินกับอี้หยางร้องออกมาพร้อมกันแต่ก็ไม่สามารถจะหยุดยั้งหยางมี่เอาไว้ได้เลย



       จางซื่อหลงอยากจะจับขมับตัวเอง เขาก็ไล่ตามนางแทบจะไม่ทันเช่นเดียวกัน คิดผิดหรือคิดถูกกันแน่ที่พานางมาด้วย



       เมืองเจิ้งโจวทั้งเมืองเต็มไปด้วยแสงสว่างไสวของงานรื่นเริงประจำปี ผู้คนอุ่นหนาฝาคลั่งเต็มไปตามท้องถนน พ่อค้าแม่ขายมีสีหน้ายิ้มระรื่นขายดิบขายดีราวกับเทน้ำเทท่า มีการแสดงต่างๆไปตามรายทางทั่วทั่งเมือง ผู้คนมากมายหลั่งไหลมาจากเมืองท้งเต้ากับเมืองหูเป่ยรวมทั้งเหล่ายอดยุทธ์เพื่อมารับชมรวมถึงมาประลองยุทธ์แสดงฝีมือของตนให้ประจักษ์รู้ทั่วกันว่ายอดยุทธ์ผู้ใดกันแน่จะได้รางวัลใหญ่ในปีนี้


       ---


       ที่สำนักเจ้าเมืองเจิ้งโจว ณ หอสูงชมจันทร์…



       “ฮ่ะๆๆ ดูแล้วปีนี้น่าจะคึกคักกว่าทุกๆปีนะ ได้ยินว่ามียอดฝีมือเดินทางมาเพื่อประลองยุทธ์ในครั้งนี้ไม่ใช่น้อยเลย” ชายผู้หนึ่งยืนจิบน้ำชาอยู่หน้าระเบียงหอสูงชมจันทร์ เขามองลงไปยังสนามประลองยุทธ์ขนาดใหญ่เบื้องล่างซึ่งตอนนี้เริ่มมีผู้คนมากมายกำลังยืดเส้นยืดสายรอคอยการประลองยุทธ์ที่ใกล้จะมาถึงในอีกไม่ช้า



       “มาๆๆ เข้ามานั่งข้างในก่อน” ชายอีกคนไว้หนวดเคราคมเข้มท่าทางภูมิฐานพูดเรียกชายที่ยืนจิบน้ำชาอยู่หน้าระบียง “ดูเหมือนว่าท่านไท่จี้เจ้าเมืองท้งเต้าจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ ข้าได้ยินมาว่าปีนี้ท่านจะส่งคนของท่านลงไปประลองถึงสามสิบคนเชียวรึ”



       ไท่จี้เจ้าเมืองท้งเต้าทำสีหน้าเรียบนิ่งพูดขึ้นทั้งยังยืนอยู่ที่เดิม “ก็อย่างที่รู้! ใครจะไปสู้ยอดยุทธ์ของเมืองเจิ้งโจวที่อยู่ติดเขตแดนวรยุทธ์วัดเส้าหลินได้กันเล่า” พูดจบหันเดินกลับไปนั่งเก้าอี้ตรงกันข้ามกับชายที่ไว้หนวดเคราคมเข้มน่าเกรงขาม



       ชายหนวดเคราคมเข้มผู้นี้คือเจ้าเมืองเจิ้งโจวนามว่าตั๋งเต๋อ เขาหัวเราะหึๆยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาซด



       “ข้ารู้มาว่ายอดฝีมือไร้พ้ายของท่าน หัวหน้ารักษาเมืองเออหม่าปีนี้ประกาศไม่ลงแข่ง เลยเป็นเหตุให้เหล่ายอดยุทธ์มากันมากจนล้นหลามคงไม่ใช่เป็นเพียงแค่ข่าวลือซินะ” ไท่จี้พูดไถ่ถามสีหน้าจริงจัง



       ตั๋งเต๋อถอนหายใจ “นี่ก็สิบปีมาแล้วที่ชายหนุ่มชุดขาวไร้นามลึกลับสร้างความปราชัยให้กับเออหม่าในครานั้น จนกระทั้งถึงวันนี้เออหม่าพัฒนาฝีมือไปมากเป็นผู้ชนะไร้พ่ายถึงสิบปี การรอคอยไม่ยอมหวนกลับ บุรุษไร้ชื่อไร้นามไม่มีวี่แววกลับมาให้แก้มือ เออหม่าจึงขอวางมือจากการประลองในที่สุด”



       “นี่หัวหน้ารักษาเมืองของท่าน ยังคงจำฝังใจถึงขนาดนั้นเชียวหรือ” ไท่จี้พอจะเริ่มจดจำเรื่องที่เลือนลางไปแล้วกว่าสิบปีนั้นได้ขึ้นมา



       คุยยังไม่ทันได้จบมีคนเข้ามารายงาน “ท่านใต้เท้า! ใต้เท้าฮวนไห่มาถึงแล้วครับ”



       “ท่านฮวนไห่เจ้าเมืองหูเป่ยมาถึง! รีบเชิญเข้ามา!” ตั๋งเต๋อพูดเสียงหนักแน่นทำเอาผู้ที่มารายงานรีบหันหลังออกไปอย่างรนรานเพื่อเชื้อเชิญฮวนไห่เจ้าเมืองหูเป่ยให้เข้ามาด้านใน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

417 ความคิดเห็น

  1. #395 St-one (@St-one) (จากตอนที่ 139)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:14
    เปิดการ์ด อัญเชิญ ลิง
    #395
    0
  2. วันที่ 29 มกราคม 2562 / 21:06
    ขอบคุณครับ
    #394
    0