ตอนที่ 138 : ภาค2:ตอนที่ 38 ช่วงเวลาที่แสนสบาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 231
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    28 ม.ค. 62

       เสี่ยวเอ้อพาจางซื่อหลงอี้หยางและอี้หยินไปส่งที่หน้าห้องชั้นสี่ ก่อนที่เขาจะขอลากลับลงไปทำธุระอย่างอื่นจึงพูดขึ้น “เนื่องจากผู้ดูแลห้องไม่สบายเราเลยจัดหาสาวงามอื่นมาแทน คุณชายคงไม่ว่าอะไรนะครับ”



       จางซื่อหลงพยักหน้ารับรู้ สำหรับเขาแล้วจะเป็นใครก็ช่างแค่คนมาคอยดูแลจะมีหรือไม่มีก็มีค่าเท่ากัน



       พอเห็นว่าจางซื่อหลงไม่ว่าอะไร เสี่ยวเอ้อจึงขอตัวลงไปทำธุระอย่างอื่น



       จางซื่อหลงเปิดประตูเข้าไป ขณะเดียวกันนั้นมีหญิงสาวก้มหน้าย่อตัวคำนับเล็กน้อย “ยินดีต้อนรับสู่ห้องพักโรงเตี้ยมหงส์หยกทองเจ้าค่ะ”



       นางเงยหน้าขึ้นทั้งเบิกตากว้าง เมื่อเห็นลูกค้าที่มาเช่าห้องเป็นคนที่คุ้นตา “เจ้า!”



       จางซื่อหลงขมวดคิ้ว อาการของนางราวกับว่าเคยรู้จักเขา “แม่นางมีอะไรรึ?”



       “ปะ.. เปล่าเจ้าค่ะ! ไม่มีอะไร แค่รู้สึกคุ้นหน้าคุณชายเท่านั้นเหมือนจะเคยเห็นที่ไหน” นางพูดตู่ไปทั่ว



       อี้หยินทำเสียงเอ้ขึ้นมาแล้วพูด “ท่านพี่! ข้าก็ว่าแม่นางท่านนี้เสียงคุ้นๆเหมือนใครซักคน”



       “ใช่ๆ ข้าก็คิดเหมือนกับอี้หยินเหมือนเป็นเคยรู้จักกันที่ไหนซักแห่ง” อี้หยางจับปลายค้างครุ่นคิด



       จางซื่อหลงพูดขึ้น “แม่นาง! เราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่า”



       นางทำเสียงอ่ำอึ้งก่อนจะพูด “เออ.. อาจจะเคยเจอกันที่เมืองท้งเต้าก็ได้ ข้าเคยไปที่นั่นมาเจ้าค่ะ” จากนั้นนางรีบแนะนำตัวเปลี่ยนเรื่อง “ข้าชื่อหยางมี่มาแทนคนที่ดูแลประจำห้องซึ่งนางไม่สามารถมาได้เนื่องจากป่วยกระทันหันเจ้าค่ะ”



       จางซื่อหลงเดินดูรอบๆตัวของนางอย่างครุ่นคิดแล้วพูด “แม่นางเป็นผู้เล่นใช่รึเปล่าเนี่ย!”



       “ชะ.. ใช่เจ้าค่ะ บังเอิญข้าฝึกตำราสายอาชีพก็เลยมาอยู่ที่เมืองเจิ้งโจวค่ะ” หยางมี่พูดอธิบายแต่ในใจระแวดระวังกลัวจางซื่อหลงจะจำได้ แท้ที่จริงแล้วหยางมี่เป็นไอดีอีกไอดีหนึ่งของอาเหม่ยซึ่งเป็นหน้าตาที่แท้จริงของนาง ผิวขาวหน้าหวานและหมวยเช่นเดิมแต่สัดส่วนไม่ได้ดีเหมือนกับอาเหม่ย อาเหม่ยรู้จักจางซื่อหลงอี้หยางและอี้หยินในตอนที่ลงทะเบียนฝึกลมปราณและฝึกวิชาตัวเบาหลังจากนั้นไม่กี่วันนางก็ขอร่วมเดินทางมากับจางซื่อหลงเพื่อมาประจำอยู่ที่สำนักลมปราณสาขาท้งเต้า เมื่อถึงเวลาผลัดเปลี่ยนเวรนางก็จะมาเป็นผู้เล่นเหมือนคนทั่วไป ใครจะไปรู้ว่ายุทธภพมันช่างกลมนักจนสามารถเวียนให้มาพบคนอย่างจางซื่อหลงซะได้



       จริงๆแล้วพนักงานจะมาเล่นเกมได้จะต้องได้รับการอนุมัติจากบริษัทเสียก่อนมิเช่นนั้นจะเป็นการผิดกฎของบริษัทในเรื่องเกี่ยวกับข้อมูลของลูกค้าที่อาจจะรั่วไหลหรือไม่ก็มีข้อได้เปรียบในการรู้ข้อมูลการเล่นมากกว่าผู้เล่นทั่วไปและที่สำคัญพนักงานที่มาเล่นเกมจะไม่มีสิทธิ์ได้ลงประลองยุทธ์ในศึกชิงจ้าวยุทธภพไม่ว่ากรณีใดทั้งสิ้นจะมาเล่นได้ก็แค่สนุกหรือหารายได้เสริมเท่านั่น



       “ข้ารู้แล้ว!” จางซื่อหลงร้องลั่นเหมือนนึกอะไรได้



       ในขณะที่หยางมี่ตกใจ ‘เขารู้รึเนี่ย! ไม่จริงน่า~’



       “ต้องใช่แน่ๆ เจ้า...” จางซื่อหลงกำลังจะพูดด้วยสีหน้ามั่นอกมั่นใจ



       “ใช่! ข้าคืออาเหม่ยแล้วยังไงล่ะ!” หยางมี่ร้อนตัวพูดออกมาพร้อมกันกับจางซื่อหลงที่พูด “เจ้ามาหารายได้ใช่ไหมล่า~”



       เอ้!!!! ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกัน



       จางซื่อหลงมองหยางมี่ตั้งแต่หัวจดเท้าไม่ต่างจากอี้หยางอี้หยินเท่าใดนัก ‘ใช่อาเหม่ยจริงๆเหรอ =_=! ’



       หยางมี่ตกตะลึงไม่คิดว่าตนจะร้อนตัวเผลอพูดแสดงตัวออกไป “อ้าว! เจ้าไม่รู้ว่าเป็นข้างั้นรึ!”



       ทุกคนแทบจะพูดเป็นเสียงเดียวกัน “ใครมันจะไปรู้กันล่ะ!!!”



       สุดท้ายหยางมี่ทำสีหน้าเขินอายไม่รู้จะพูดอะไรต่อ จนจางซื่อหลงถามขึ้น “แล้วพนักงานอย่างเธอมาเล่นเกมได้ยังไงกันเนี่ย”



       ไม่ใช่แค่จางซื่อหลงที่สงสัยแต่มีสองคนสงสัยมากกว่าคืออี้หยางกับอี้หยางก็เพราะรูปร่างน่าตาระหว่างหยางมี่กับอาเหม่ยแม้จะออกหมวยๆแต่ดูยังไงก็เป็นคนละคนกันจะมีคล้ายกันก็คือน้ำเสียงเท่านั้นที่อี้หยางกับอี้หยินจดจำมันได้



       หยางมี่เลยต้องนั่งอธิบายไปเป็นพัก จางซื่อหลงพอจะเข้าใจอยู่แต่อี้หยางอี้หยินนี่สิไม่รู้จะอธิบายยังไงให้เข้าใจเพราะเป็นเอไอจึงไม่รู้ว่าเล่นสองไอดีนั้นคืออะไร จนต้องเดือดร้อนถึงจางซื่อหลงที่ต้องโม้ไปตามเรื่องตามราว



       อี้หยางกับอี้หยินเริ่มถึงบางอ้อ “ที่แท้พี่สาวก็สามารถเปลี่ยนร่างได้นี่เอง...” จางซื่อหลงอธิบายให้ฟังว่าอาเหม่ยก็เหมือนกับพวกปีศาจหมาป่าที่เปลี่ยนร่างได้นั่นเองทั้งสองพี่น้องเลยเริ่มจะเข้าใจขึ้นมา



       “พี่สาวเป็นปีศาจหรือคะ” อี้หยินถามอย่างใสซื่อ



       หยางมี่โบกมือทั้งส่ายหน้า “ไม่ใช่อย่างนั้นคะ พี่เป็นมนุษย์ที่เปลี่ยนร่างได้เฉยๆ” นางพูดไปตามน้ำตามที่จางซื่อหลงพูดเอาไว้



       “อ้าวๆๆ จะยังไงก็ช่าง ตอนนี้ข้าอยากจะดูให้ทั่วห้องซักหน่อยว่ามีห้องอะไรบ้าง” จางซื่อหลงเปลี่ยนเรื่อง เขาอยากจะไปอาบน้ำแร่แช่น้ำอุ่นๆซะมากกว่าเพราะเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ห้องที่เขาพึ่งเข้ามาเป็นห้องรับแขกส่วนห้องนอนห้องอาบน้ำจะต้องเข้าไปด้านในอีก



       ว๊าววว!!! จางซื่อหลงอี้หยางและอี้หยินทำตาลุกแวววาวห้องด้านในมันช่างสมกับราคาหนึ่งตำลึงทองเสียจริง



       ห้องพักกว้างขว้างสมดังคำของเถ้าแก่มีเตียงนอนนุ่มนิ่มหรูหราให้สี่เตียงถ้าเฉลี่ยกันสี่คนก็คนละประมาณ 25 ชั่งเห็นจะได้แต่จางซื่อหลงก็ยังรู้สึกว่ามันแพงถึงจะสมราคาก็เถอะ ตรงกลางห้องมีโต๊ะเก้าอี้ฝังมุกสละสลวยไว้นั่งเล่นพูดคุยกันแล้วในห้องยังมีกลิ่นหอมของดอกไม้หลากพันธุ์ที่สูดดมแล้วให้ความรู้สึกสดชื่นโล่งโปร่งอย่างบอกไม่ถูก มีห้องอาบน้ำที่อยู่รวมกันกับบ่อน้ำแร่อุ่นๆที่สามารถนั่งแช่ในบ่อได้สบายๆมากกว่าห้าคน



       “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวก่อนนะคะ” หยางมี่เมื่อทำธุระเสร็จสรรพก็จะออกไปข้างนอกที่ห้องรับแขกหน้าที่ของนางคือการคอยช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าเท่านั้น เมื่อนางเสร็จธุระจึงต้องคอยอยู่ที่ห้องรับแขกเผื่อลูกค้ามีอะไรไม่สะดวกจะได้รายงานเถ้าแก่และจัดสรรมาให้



       “เดี๋ยวก่อน! เธอไม่อยากมาเล่นน้ำกับพวกเราเหรอ” จางซื่อหลงพูดไปตามมารยาทไหนๆก็เคยรู้จักกัน



       “ไม่หรอกค่ะ บ่อน้ำเป็นของลูกค้า ลูกจ้างอย่างข้ามีหน้าที่อำนวยความสะดวกเท่านั้น ข้าขอตัวก่อนนะคะ” หยางมี่พูดจบก็เดินออกไปทั้งคิดในใจ ‘ฉันเป็นผู้หญิงจะไปเล่นน้ำกับนายได้ยังไงกันล่ะตาเบือก’ ช่วงหลังๆนางพยายามเริ่มพูดเจ้าค่ะเจ้าคะให้น้อยลงเพราะมันเป็นหางเสียงของอาเหม่ย ตอนนี้นางเป็นหยางมี่จึงต้องเปลี่ยนหางเสียงใหม่เพื่อไม่ให้ใครจดจำนางตอนที่เป็นอาเหม่ยได้



       จางซื่อหลงไม่สนใจหยางมี่เท่าใดนักอย่างว่าก็แค่ชวนตามมารยาท เมื่อหยางมี่ออกไป เขาก็ถอดชุดผู้เล่นเริ่มต้นที่เขาสวมมันตั้งแต่เริ่มเล่นเกมมา เขาลงไปในบ่อน้ำแร่ ส่วนอี้หยางอี้หยินก็ไม่รอช้าลงไปเล่นในบ่อน้ำด้วย



       “ท่านพี่! ข้าช่วยถูหลังให้นะครับ,คะ” อี้หยางอี้หยินพูดพร้อมกันในขณะที่จางซื่อหลงทำเสียงอืมหันหน้าเกาะขอบบ่ออย่างสบายใจ ช่างเป็นช่วงเวลาที่แสนสบาย พวกเขาได้หยุดพักในเกมจริงๆซักที



       “มาๆๆ อี้หยางอี้หยินเดี๋ยวข้าถูหลังให้พวกเจ้าบ้างนะ” จางซื่อหลงพูดด้วยน้ำเสียงอันอบอุ่น เขารู้สึกว่าอี้หยางกับอี้หยินเป็นพี่น้องของเขาจริงๆ



       อี้หยางอี้หยินหันมามองหน้ากันแล้วหันไปตอบด้วยความรู้สึกอบอุ่น “ครับ,ค่ะ” สองพี่น้องยิ้มแก้มปริ นอกจากปู่ของพวกเขาที่ตายไปแล้วก็มีจางซื่อหลงนี่แหละที่เปรียบได้กับพี่ชายแท้ๆของพวกเขาเสมอมาและจะเป็นตลอดไป



       มีเสียงหัวเราะคิกคักพูดคุยกันอย่างสนุกสนานที่อบอวลไปด้วยความสุขเล็ดลอดออกมาข้างนอกห้องจนถึงห้องรับแขก...



       หยางมี่อมยิ้มแล้วพูดเปรยออกมา “ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นกับเอไอสินะ มันช่าง.. ดูสวยงามเสียจริง… ” นางชุกคิดบางอย่างได้ขึ้นมาแล้วพูด “คุณพ่อ! นี่ใช่ไหมที่ท่านต้องการ เปิดโลกใบใหม่ให้กับทุกๆคนและเติมเต็มในส่วนที่ทุกคนต้องการ หนูเริ่มจะเข้าใจความคิดของท่านแล้วคะ” มีน้ำตาแห่งความซาบซึ้งไหลออกมาจากดวงตาของนาง



       ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร จางซื่อหลงสวมชุดที่พึ่งซื้อมาราวกับจอมยุทธ์พเนจร เขาส่องดูตัวเองในกระจก “ดูๆไปเราก็ดูดีเหมือนกันแฮะ ฮ่ะๆๆๆ” เขาเปลี่ยนสไตล์จากตอนแรกที่รวบมัดผมขึ้นเปลี่ยนมาเป็นปล่อยผมปะบ่าดูแล้วหล่อใช่ย่อย ผ้าพันคอผ้าพันแขนผ้าคาดเอวผูกเชือกยิ่งดูยิ่งเหมือนยอดยุทธ์พเนจรเสียจริง



       อี้หยางรวบผมผูกผ้า อี้หยินรวบผมปักปิ่น ทั้งสองสวมชุดสีขาวแถบแดงเช่นเดิมดูเหมือนพวกเขาจะโปรดปานชุดแบบนี้เป็นพิเศษจางซื่อหลงเลยซื้อเพิ่มให้ พอใส่ครบชุดน่ารักน่ายอกนัก



       มีเสียงพิณบรรเลงเพราะพริ้งผ่านเข้ามาในห้อง



       จางซื่อหลงนึกขึ้นได้ว่าจะมีการขับกล่อมดนตรีกับสาวงามร่ายรำเวลาหกโมงเย็น นี่ก็คงถึงเวลานั้นแล้ว “จริงสิ!” เขาลืมไปเสียสนิทว่ายังไม่ได้เปิดอ่านตำราวิชายุทธ์รูปเล่มสีเงิน เขาไม่รอช้าหาที่นั่งรีบเปิดอ่านทันที



ตำราวิชายุทธ์เป็นเล่มสีเงินบนหน้าปกหนาเขียนไว้ว่า “วิชายุทธ์พิณสวรรค์”


เนื้อหาในเล่ม…


หน้าที่ 1
  วิชายุทธ์พิณสวรรค์
  ผู้ฝึกสามารถฝึกได้เพียงคนเดียวไม่สามารถถ่ายทอดได้

เงื่อนไขของผู้ฝึก
  เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้นขึ้นไป

  ต้องมีพิณผีพา

ผู้ฝึกต้องใช้
  สัดส่วนพลังกาย 400

  สัดส่วนกำลังภายใน 400

หน้าที่ 2
  วิชายุทธ์พิณสวรรค์ เป็นวิชายุทธ์ที่ใช้ทั้งพลังกายและกำลังภายในดีดบรรเลงเสียงพิณไพเราะเพราะพริ้งดุจเสียงบรรเลงเพลงจากสรวงสวรรค์ สามารถบรรเลงเสียงพิณให้ศัตรูเข้าสู่สภาวะหลับไหล บรรเลงเสียงพิณเสริมพลังให้กับพรรคพวกของตน บรรเลงเสียงพิณความคุมสิ่งที่ไร้ชีวิตให้ดุจมีชีวิต สามารถใช้กำลังภายในสร้างบาเรียปกป้องตนเอง และสร้างพลังคลื่นทำลายล้างได้อย่างมหาศาล ทั้งนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและค่าพลังวัตรของผู้ฝึก

หน้าที่ 3
  ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้น สามารถใช้ เพลงพิณนิทรา เสียงที่ทำให้ศัตรูเข้าสู่สภาวะหลับไหล


  ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกลาง สามารถใช้ เพลงพิณเทพพิทักษ์ เสียงที่เสริมพลังโจมตีและป้องกันให้กับพรรคพวกเท่ากับพลังวัตรของผู้ฝึก ถ้าพรรคพวกอยู่ในรัศมี 20 เมตรเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า


  ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูง สามารถใช้ เพลงพิณปลุกวิณญาณ เสียงที่สามารถปลุกสิ่งที่ไร้วิณญาณให้เคลื่อนไหวดุจมีชีวิตได้ เมื่อใช้ อาญาสวรรค์ลงทัณฑ์ สิ่งที่ถูกปลุกให้มีวิญญาณจะจู่โจมไปยังเป้าหมายทันที


  เมื่อบรรเลงเพลงพิณสวรรค์จะสิ้นเปลืองพลังกายและกำลังภายใน 1 หน่วยต่อ 18 วินาที ทั้งนี้ผู้ฝึกสามารถสัมผัสสิ่งมีชีวิตและไร้ชีวิตเมื่อดีดคลื่นเสียงพิณบรรเลงไปถึง ขอบเขตขึ้นอยู่กลับการฝึกฝน


หน้าที่ 4
  ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้น

  สามารถใช้คัมภีร์ยุทธ์ โล่สวรรค์เทพพิทักษ์ สร้างบาเรียปกป้องตัวเองรัศมี 3 เมตร สิ้นเปลืองกำลังภายใน 100 หน่วย ต่อ 6 วินาที

  สามารถใช้คัมภีร์ยุทธ์ เสียงพิณทัณฑ์สวรรค์ สร้างคลื่นเสียงยิงออกไปไม่จำกัด ความเสียหายเท่ากับพลังวัตร สิ้นเปลืองกำลังภายใน 100 หน่วยต่อ 1 ครั้ง


  ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกลาง

  สามารถใช้คัมภีร์ยุทธ์ ปราการณ์สวรรค์ สร้างบาเรียปกป้องพวกพ้องรัศมีขึ้นอยู่กับการฝึกฝน สิ้นเปลืองกำลังภายใน 400 หน่วย ต่อ 6 วินาที


  ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูง

  สามารถใช้คัมภีร์ยุทธ์ เสียงพิณคลื่นสวรรค์ สร้างคลื่นเสียงทำลายทุกอย่างที่อยู่ด้านหน้าให้ย่อยยับเท่ากับ 4 เท่าของพลังวัตร ระยะที่ถูกทำลายขึ้นอยู่กับการฝึกฝน สิ้นเปลืองกำลังภายใน 1,000 หน่วย


หน้าที่ 5-7

  เป็นเนื้อเพลงพิณนิทรา เพลงพิณเทพพิทักษ์ เพลงพิณปลุกวิญญาณ...


_ _ จบ  _ _



       จางซื่อหลงอ่านจบครุ่นคิดในใจ ‘สมแล้วที่เป็นตำรายุทธ์ระดับปรมาจารย์ วิชายุทธ์พิณสวรรค์ใช้ได้หลากหลายและขึ้นอยู่กับการฝึกฝน จะว่าง่ายก็ง่ายจะว่ายากก็ยาก ดูเหมือนว่าจะต้องเน้นเพิ่มการโจมตีด้วยพลังวัตร ถ้าอี้หยินได้ฝึกคงก้าวผ่านเป็นผู้ฝึกยึทธ์ขั้นสูงได้แน่’ เขาเก็บตำรายุทธ์ไว้ในกระเป๋าลุกขึ้นพูด “ที่เหลือก็คือหาพิณผีพาให้กับอี้หยินสินะ”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

417 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 27 มกราคม 2562 / 07:55
    ขอบคุณครับ
    #393
    0