ตอนที่ 125 : ภาค2:ตอนที่ 25 เสียงพิณ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 256
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    11 ธ.ค. 61

       จางซื่อหลง อี้หยาง อี้หยิน ก้าวผ่านวาร์ปราวกับกำลังผ่านเข้าไปในม่านหมอก พอพ้นวาร์ปออกมาทุกคนต่างเบิกตากว้างตื่นตะลึง



       เมืองลอยฟ้า!



       พวกเขายืนอยู่บริเวณลานกว้างเส้นทางเข้าเมืองที่ลอยอยู่เหนือก้อนเมฆท่ามกลางนภาราวกับสรวงสวรรค์ชั้นฟ้า ไอเมฆหมอกจางๆกำลังไหลเวียนไปตามสายลมโบกพัดบนพื้นพอให้เห็นเส้นทางข้ามสะพานหินเก่าแก่กว้างกว่า 20 เมตรทอดยาวไปจนถึงบริเวณพื้นที่ประตูขนาดใหญ่ทางเข้าเมืองซึ่งมีฝูงหมาป่าขนสีน้ำตาลจับกลุ่มกันหนาแน่นนับร้อยตัวขว้างทางเอาไว้ราวกับว่าจะไม่ให้ผู้ใดผ่านไปได้โดยง่าย



       จางซื่อหลงหันกลับไปทางด้านหลัง บัดนี้ไม่เห็นวาร์ปที่พึ่งเดินผ่านเข้ามาเสียแล้ว มีแต่เพียงนภาอันกว้างใหญ่ไกลริบออกไปจนสุดลูกหูลูกตา  ถ้าเขากระโดดลงจากเมืองลอยฟ้าจะไปสุดยังผืนดินด้านล่างหรือเปล่านะ คิดแว๊บหนึ่งก็สลัดความคิดทิ้งออกไป แล้วใครบ้าที่ไหนจะโง่ลองกระโดดลงไปดูกันเล่า



       เสียงหมาป่าเห่าหอนเรียกขานกัน!



       ไม่นานพวกมันพากันวิ่งกู่ขึ้นสะพานมายังทิศทางที่จางซื่อหลง อี้หยาง อี้หยิน หยุดยืนอยู่ทันที



       จางซื่อหลงขมวดคิ้ว ‘พวกมันรู้ว่าเรามา!’ เขาพูดเสียงดังลั่น “อี้หยาง! อย่าปล่อยให้พวกมันผ่านสะพานมาได้!”



       “ครับ!” แทบจะในทันที! อี้หยางกระโจนร่างมุ่งสู่สมรภูมิตรงไปยังสะพานหินเก่าแก่ที่อยู่เบื้องหน้าอย่างไม่คิดกลัวเกรงฝูงหมาป่าขนสีน้ำตาลที่กำลังวิ่งกันเข้ามาเลยแม้แต่น้อย



       พลัน! ฝูงหมาป่าเปลี่ยนร่าง! กลายเป็นชายฉกรรจ์สวมใส่ชุดหนังหมาป่าขนสีน้ำตาลในมือกำดาบใหญ่เตรียมจู่โจมอี้หยางในระยะประชิดตัว



       ย๊ากกก! กลุ่มชายฉกรรจ์สวมชุดหนังสัตว์ต่างร้องคำรามอย่างบ้าคลั่ง



       พวกมันเปลี่ยนร่าง! อี้หยางเบิกตากว้างในขณะที่ข่มความตื่นตระหนกเอาไว้เพราะมันไม่ใช่เวลาจะมาตื่นกลัวไม่ต่างจากจางซื่อหลงกับอี้หยินที่ยืนจ้องมองอยู่ไกลๆ



       ยังไม่ทันได้หายตื่นตระหนก.. มีเสียงพิณบรรเลงพริ้วผ่านอากาศออกมาจากในเมือง



       “เสียงนี่! มัน!” จางซื่อหลงมีสีหน้าสะรึมสะรือราวกับคนกำลังจะหลับ ส่วนอี้หยางกับอี้หยินสะบัดหน้าไปมาพยายามข่มตาไม่ให้ง่วงนอน



       เสียงพิณผ่านอากาศพริ้วไหวไพเราะเพราะพริ้งราวกับเสียงจากสรวงสวรรค์ที่กำลังกล่อมหมู่มวลมนุษย์ให้เข้าสู่นิทรา



       จางซื่อหลง อี้หยาง อี้หยิน กำลังถูกเสียงพิณสะกดให้หลับ ในขณะที่กลุ่มชายฉกรรจ์ใกล้เข้ามาถึงในระยะจู่โจม ซึ่งอี้หยางจะต้องเป็นคนรับหน้าเป็นตัวชนคนแรกแต่ดูเหมือนว่าอี้หยางกำลังโซซัดโซเซฝืนตัวเองไม่ให้ล้มหลับลงไปกับพื้น



       จางซื่อหลงจองม้องอี้หยางที่กำลังจะเสียท่า “อะ.. อี้หยาง!” เขากำลังจะล้มลงอย่างฝืนมิได้เช่นกัน



       มาได้แค่นี้เองเหรอ!



       แล้วจางซื่อหลงก็หงายท้องล้มลงไปกับพื้นก่อนที่ตาของเขาจะค่อยๆหลับลงจนมืดมิด



       ไม่นะ.. เรากำลังจะตายหรือเนี่ย!



       “...”


       ---


       ---


       “อ๊ากกก! ท่านพี่~” อี้หยางร้องอย่างทรมานในขณะที่ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ใช้ดาบใหญ่ลุ่มฟันไปยังร่างของเขาจนนับไม่ถ้วน



       เลือดไหลท่วมไปทั้งตัวของอี้หยาง!



       “อี้หยาง!~” จางซื่อหลงร้องลั่นเขาทำได้เพียงแค่ยื่นมือออกไปจะคว้าเอาอี้หยางมาเท่านั้นแต่กับเอื้อมมือไปไม่ถึง



       “ท่านพี่!~ ช่วยข้าด้วย!” อีกทางด้านหนึ่งเสียงอี้หยินร้องเรียกพร้อมกับกำลังยื่นมือมาหาเขา



       พลัน! กลุ่มชายฉกรรจ์จับอี้หยินเอาไว้แล้วลุ่มฟันนางอย่างไร้ความปราณี



       เลือดไหลนองออกมาเต็มไปทั่วผืนดิน!



       “อี้หยิน!~” จางซื่อหลงร้องลั่นเรียกนางพร้อมกับนั่งคุกเข่ากำหมัดแน่นน้ำตาไหลอาบไปทั้งหน้าเมื่อไม่สามารถจะช่วยเหลือใครเอาไว้ได้แม้แต่คนเดียว



       จางซื่อหลงแหงนหน้าขึ้นตะโกนร้องก้องฟ้าราวกับฟ้าจะถล่มดินจะทะลาย “ม่ายยย~ ไม่!”


       ---


       “อี้หยาง! อี้หยิน!” จางซื่อหลงร้องลั่นสะดุ้งตื่นขึ้นมานั่งพร้อมกับได้สติ เขาเอามือกุมศรีษะในขณะที่มีความรู้สึกสับสนในใจ “ข้าฝันไปรึเนี่ย.. ทำไมมันถึงเหมือนจริงนักนะ”



       “ฮ่ะๆๆๆ ตื่นแล้วรึ!” เสียงชายแก่หัวเราะแล้วพูดขึ้น



       จางซื่อหลงหันไปมองชายแก่ผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ข้างๆ กำลังตกปลาหันหลังให้กับเขาอย่างสบายใจ



       “ที่นี่ที่ไหนเนี่ย! ข้าตายแล้วรึ!” จางซื่อหลงยังคงสับสน เขาจำได้ว่าเข้าไปในดันเจี้ยนแล้วถูกเสียงพิณสะกดให้หลับ จากนั้นก็มาอยู่ที่นี่ “อ่ะ! แล้วอี้หยางอี้หยินล่ะ”



       “ฮ่ะๆๆๆ อย่าพึ่งเอะอะไปพ่อหนุ่ม” ชายแก่หันมาทั้งหัวเราะชอบใจแล้วพูดขึ้น “เจ้ายังไม่ตายหรอก แต่ก็ใกล้เต็มทีแล้ว”



       จางซื่อหลงขมวดคิ้ว ตาแก่นี่พูดแปลกจริงแท้ บอกว่าเขายังไม่ตายแต่ใกล้จะตายยังไงกันแน่



       “แล้ว.. ที่นี่ที่ไหน? ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน?” จางซื่อหลงถามขึ้นอีกครั้งพร้อมกับจ้องมองชายแก่ที่หันหน้ากลับไปสนใจตกปลาตามเดิม



       “ที่นี่คือจิตสำนึกของเจ้ายังไงล่ะ” ชายแก่ตอบในขณะที่ปลากำลังตอดเหยื่อของเขาแต่กับไม่กระตุกมันขึ้นมา



       ‘จิตสำนึก?... อะไรวะ?’ จางซื่อหลงจ้องมองชายแก่ด้วยความคิดที่ซับซ้อน



       ชายแก่หัวเราะฮ่ะๆอย่างอารมณ์ดีก่อนจะพูดขึ้น “เจ้าเป็นผู้สืบทอดตำราฟื้นฟูจตุชีวาสินะ”



       “ใช่! ท่านรู้...” จางซื่อหลงตอบทั้งสีหน้าโง่งม



       “แน่นอน! ข้ารู้.. เพราะข้าคือส่วนหนึ่งของตำราฟื้นฟูจตุชีวาที่เจ้าฝึกอยู่ยังไงล่ะ” ชายแก่ปักเบ็ดไม้แล้วหันมาพูดจาจริงจัง “ตำราฟื้นฟูจตุชีวาไม่ได้มีแค่สูตรก๋วยเตี๋ยวกับวิชากายาไร้เงาอย่างที่เจ้าเข้าใจหรอกนะ”



       จางซื่อหลงผู้มีสีหน้าโง่งมกำลังคิดและทบทวนคำพูดของชายแก่ ที่นี่คือจิตสำนึกของเขากับชายแก่ที่พูดถึงเรื่องตำราฟื้นฟูจตุชีวาที่เขาฝึก หรือว่า!



       ข้าเข้ามาอยู่ในจิตใจของตัวเองหรือเนี่ย!



       ความคิดเริ่มกระจ่างจางซื่อหลงถามขึ้น “ที่ท่านพูดว่าตำราไม่ได้มีแค่สูตรก๋วยเตี๋ยวกับวิชากายาไร้เงาแสดงว่ามีวิชาอื่นอีกงั้นรึ”



       “ถูกต้อง.. ถูกต้อง..” ชายแก่ลูบที่หนวดของตนพร้อมทั้งหัวเราะหึๆ “บัดนี้เจ้าได้ทำตามเงื่อนไขจึงเข้ามาในจิตสำนึกแห่งนี้เพื่อปลดปล่อยเคล็ดวิชาที่ซ้อนอยู่”



       จางซื่อหลงทำสีหน้าตื่นเต้นเผยแววตาเป็นประกายออกมาอย่างไม่ปิดบัง “จริงดิ! ขอท่านอาวุโสช่วยชี้แนะข้าด้วย ว่าข้าต้องทำเช่นไรบ้าง”



       พลัน! สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป! รวมทั้งตัวของจางซื่อหลงเองด้วย



       จางซื่อหลงนั่งอยู่บนเก้าอี้ ด้านหน้าของเขามีก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชามวางอยู่บนโต๊ะ ในขณะที่ชายแก่ยืนเอามือไขว้หลังด้วยอาการสงบเยือกเย็น



       ชายแก่ร่ายยาวกล่าวถึงเคล็ดวิชา “สัมผัสก๋วยเตี๋ยวด้วยตา สัมผัสกลิ่นของมันด้วยจมูก สัมผัสรสด้วยลิ้น สัมผัสก๋วยเตี๋ยวด้วยปาก รวมเป็นหนึ่งอยู่ที่ใจ ปลดปล่อยออกไปทั่วร่าง ก่อเกิดทักษะพิเศษเฉพาะตัว ทักษะอมตะ



       “ทักษะ.. อมตะ” จางซื่อหลงพูดเปรยออกมาแล้วถามไถ่ “มันคือทักษะอะไรกัน ท่านอาวุโสโปรดชี้แนะ”



       ชายแก่หัวเราะฮึๆพูดขึ้น “ทักษะอมตะเสริมพลังจนถึงขีดสุดสี่เท่า ร่างกายแข็งแกร่งราวกับเหล็กที่แม้แต่อาวุธพิเศษระดับสองก็ยังไม่ระคายผิวเลยแม้แต่น้อย เป็นทักษะเฉพาะตัวของผู้ฝึกอาชีพจอมยุทธ์ก๋วยเตี๋ยว”



       จางซื่อหลงฟังจบอ้าปากค้างเท่าไข่ห่าน ถ้ามีทักษะนี่ไม่ใช่ว่าจะเป็นจ้าวยุทธภพเลยรึ นี่มันยิ่งกว่าซุปเปอร์แมนเสียอีก



       ชายแก่ยิ้มที่มุมปากราวกับรู้ความคิดของจางซื่อหลง เขาแสร้งทำเป็นกระเอมไอ “อะแฮ่ม! แต่มันก็มีข้อจำกัดอยู่นะ”



       จางซื่อหลงสะดุ้ง ขมวดคิ้วแล้วไต่ถาม “ขะ.. ข้อจำกัดอะไรกัน?”



       ชายแก่ทำสีหน้าเรียบนิ่ง “มันใช้ได้แค่หนึ่งนาทีเท่านั้น และระดับของเจ้าในตอนนี้ใช้ได้แค่ครั้งเดียวในหนึ่งวัน”



       จางซื่อหลงฟังแล้วถึงกับหน้าชา ว่าแล้วไงล่ะ พลังอันยิ่งใหญ่มาพร้อมกับเวลาอันน้อยนิด



       “รีบฝึกกันเถอะ! เวลาของข้าใกล้จะหมดแล้ว” ชายแก่พูดเร่งรัดร่างกายของเขาเริ่มจางลงโปร่งแสง



       จางซื่อหลงเห็นดังนั้นจึงรีบเร่งฝึกเคล็ดวิชา เขาทบทวนสิ่งที่ชายแก่พูดไว่ก่อนหน้านี้ ชายแก่ให้เขากินก๋วยเตี๋ยวในชามแล้วทำตามเคล็ดวิชา



       ชายแก่พูด “เมื่อเจ้ากินก๋วยเตี๋ยวจนหมด ให้รวมสัมผัสทุกอย่างไว้ที่ใจ แล้วพูดคำว่าปลดปล่อย ทักษะอมตะจะถูกใช้งานทันที”



       จางซื่อหลงกินก๋วยเตี๋ยวจนหมดลุกขึ้นยืนแล้วพูด “ปลดปล่อย” พลัน! ร่างกายของเขาเกิดความเปลี่ยนแปลงจนสัมผัสได้ราวกับว่าก๋วยเตี๋ยวที่เขากินหมดไปกำลังถูกเผาผลาญ กระดูกเส้นเอ็นเนื้อหนังของเขาราวกับกำลังร้องคำรามอย่างเกรี้ยวกราด พละกำลังของเขาเพิ่มทบทวีคูณเหลือล้นออกมา ร่างกายทั่วทุกขุมขนแข็งแกร่งให้ความรู้สึกดุจเทพเจ้าผู้อยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง



       “ฮ่ะๆๆๆ นี่มัน!” จางซื่อหลงหัวเราะออกมาราวกับว่าเขาสามารถที่จะยึดครองโลกทั้งใบก็ย่อมได้ แต่พอนึกถึงระยะเวลาของมันพลางส่ายหน้า มันช่างน้อยนิดนัก



       ร่างของชายแก่เลือนรางจนใกล้จะจางหายไป เขารีบพูดขึ้น “ถ้าใช้ทักษะนี้ ห้ามใช้กายาไร้เงาล่ะเพราะมันจะไร้ผลทันที” ร่างชายแก่หายไปจนหมดหลงเหลือคำพูดทิ้งท้าย “จงหมั่นฝึกการใช้ตะเกียบจนสามารถรับมือกับอาวุธทั่วไปได้ แล้วอย่าลืมหมั่นตวัดตะเกียบให้ตัดสายลม สุดท้ายแทงตะเกียบให้ทะลุหิน ไม่นานเราจะได้พบกันอีก ข้าขอให้เจ้าโชคดี!”



       ทุกอย่างเลือนรางหายไปราวกับคนที่กำลังตื่นจากความฝัน พลัน! จางซื่อหลงลืมตาขึ้นได้ยินเสียงของกลุ่มชายฉกรรจ์คำรามลั่นมาแต่ไกลอย่างชัดเจนพร้อมกับเสียงพิณที่ยังคงบรรเลงเพราะพริ้งพริ้วไหวมาตามสายลม



       แต่ทว่าบัดนี้เสียงพิณกับไม่สามารถสะกดให้เขาหลับได้ จางซื่อหลงใช้มือทั้งสองข้างอันทรงพลังตบไปยังพื้นดินทำให้ร่างของเขาพุ่งขึ้นไปกลางอากาศก่อนที่จะโรยตัวลงมาเหยียบบนพื้นอย่างมาดเท่ห์เก๊กหล่อ



       “ฮ่ะๆๆๆ ลุกยืนธรรมดาโลกไม่จดจำ!” จางซื่อหลงพูดจบพุ่งร่างราวกับผู้มีวิชาตัวเบายอดยุทธ์ด้วยพลังที่เพิ่มเป็นสี่เท่า ในขณะที่กลุ่มชายฉกรรจ์กำลังวิ่งใกล้ถึงตัวอี้หยางที่ล้มพับหลับนอนอยู่บนพื้นอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว      

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

417 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 12 ธันวาคม 2561 / 06:11
    ขอบคุณครับ
    #375
    0
  2. วันที่ 11 ธันวาคม 2561 / 23:35
    เป็นจอมยุทธ์ก๋วยเตี๋ยวได้จริงๆซะทีนะ555 ปกติใช้เเต่กายาไร้เงา
    #374
    0