Daddie'Z Home : คุณพ่อมือใหม่ในแดนซอมบี้

ตอนที่ 2 : EP.1 ผมอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีคุณ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 110
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    9 พ.ย. 61

Note's Story

ณ งานแต่งเล็กๆแห่งหนึ่ง



บาทหลวงกำลังทำพิธีสาบาน เจ้าบ่าว กับ เจ้าสาว หันหน้าเข้าหากัน แขกผู้ใหญ่มากมายที่มารวมงาน ต่างยิ้มแย้มด้วยความยินดี

"คุณโน๊ต คุณจะรับ คุณ ศิริวิภา เป็นภรรยา หรือไม่?"

"รับครับ"

เจ้าบ่าวหน้าคมเข้มในชุดทักซิโด้สีดำ แลดูภูมิฐานตอบรับบาทหลวงพร้อมส่งยิ้มให้หวานให้เจ้าสาว หน้าตาจิ้มลิ่มดูอ่อนเยาว์ เธอใส่ชุดเดสสีขาว ประโปรงยาวสลวยลากไปบนพื้น พร้อมผ้าคลุมผมสีขาวบาง พอให้เห็นหน้าลางๆ

"คุณศิริวิภา คุณจะรับ คุณโน๊ต เป็นสามีหรือไม่?"

"........"

เจ้าสาวเงียบ เธอก้มหน้าลงพร้อมเสียงครางหึงๆในลำคอ ฟังดูคล้ายเสียงสัตว์ร้าย แขนของเธอเริ่มเหี่ยวแห้ง ผิวหนังของเธอเริ่มซีดจางลงเรื่อยๆ ทำให้เห็นเส้นเลือดสีเขียวน่าสยดสยอง

“หลิน! หลิน! คุณเป็นอะไรไปอะ!?"

เจ้าบ่าวเขย่าตัวเจ้าสาวด้วยความตกใจ และเป็นห่วง สีหน้าของเขาดูวิตกอย่างมาก

"โอ่...ไม่...ไม่ๆๆๆๆ"

เจ้าบ่าวอุทานราวกับรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นทันใดนั้นเจ้าสาวก็แยกเขี้ยว พร้อมกระโจนใส่เจ้าบ่าวอย่างรวดเร็ว เจ้าบ่าวล้มลง พลันโดนเจ้าสาวกัดลงไปที่ลำคออย่างบ้าคลั่ง เลือดของเขาพุ่งกระฉูดออกมาเป็นปริมาณมาก หน้าของเขาแดงฉานไปด้วยเลือดที่กระเซ็นออกมาจากลำคอสาดไปบนทั่วหน้าเขา

"เฮือกก!!"

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝัน ในห้องปิดทึบที่แสนอบอ้าว คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นฉี่ สาปโชยไปทั่วฟ้อง เหงื่อผมออกท่วมตัวด้วยความหวาดผวา ผมยันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง แล้วจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่เพื่อคลายความวุ่ยวายในจิตใจ

"พู่ววว~! พู่ววว~!”

ผมเป่าปากยาวๆและพยายามหายใจช้าๆ มือซ้ายกุมที่ขมับ และพูดว่า

"อีกแล้วเหรอเนี้ย..!"

บ่อยครั้งที่ผมต้องเป็นแบบนี้ เป็นเวลานานปีที่ผมเอาแต่ฝันซ้ำไปซ้ำมาเกี่ยวกับเรื่องของเธอ ใช่ครับ ใช่ครับ หลินเป็นคนที่ผมรักมากที่สุด ถึงตอนนี้ก็ยังรักอยู่ แต่เธอไม่อยู่แล้ว เธอไปจากผมตลอดกาล ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น(โรคระบาด) ผมก็ฝันถึงเธอบ่อยมาก นับได้ประมาณอาทิตย์ละ 4 ครั้ง เธอยังวนเวียนอยู่ในหัวผมเสมอตลอดเสมอ ไม่ว่าเวลาไหน ไม่มีใครมาแทนที่เธอได้ แม้มันทรมานแต่อย่างน้อยผมก็ได้เจอกับคนที่ผมรัก ถึงจะเป็นแค่ในฝันก็เถอะ
ฟังดูเหมือนผมเป็นคนโรคจิตใช้มั้ยละ? ใช่ครับ ผมโรคจิต แต่ถ้าคุณมาอยู่จุดที่ผมอยู่ก็คงจะเป็นแบบนี้เหมือนกันแหละ เผลอๆ หนักกว่าผมด้วยซ้ำ คือสองปีมานี้ มันมีแย่มากๆเกิดขึ้น รัฐบาลได้ประกาศวาระฉุกเฉินขึ้นให้ประชาชนแถวภาคอีสานทั้งหมดอพยพออกจากพื้นที่ภายในหนึ่งวัน เพราะมีเชื่อโรคแพร่กระจายในบริเวณ อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เขาเรียกว่าเชื่อโซโทมอสซ่าอะไรซักอย่างนี่แหละ ชั่งมันเถอะ และใครที่โดนไอ้เชื้อนี้เข้าไปก็จะกลายเป็นผีดิบบ้าคลั่งเทียวไล่กินคนอื่นเขาไปทั่ว ฟังดูคล้ายๆซอมบี้นะ แต่มันเร็วกว่านิดนึง เอาเป็นว่าผมขอเรียกมันว่าซอมบี้แล้วกันง่ายดี ส่วนสาเหตุของเชื้อ คืออะไรผมไม่รู้หรอก ผมไม่ใช่หมอนิ กลับเข้าเรื่องอพยพต่อ เหตุการณ์มันเกิดเร็วมาก จนไม่มีใครได้ทันเตรียมตัว หลายคนที่มียานพาหนะ ก็สามารถอพยพได้ไม่ยาก ส่วนครอบครัวที่เป็นครอบครัวชั้นล่างและไม่มีรถไม่มีกำลังทรัพย์ ก็ต่างพากันตัดสินฆ่าตัวตายดีกว่าที่จะใช้ชีวิตในที่มีผีดิบสุดสยองแบบนี้ และครอบครัวผมก็เป็นหนึ่งในนั้น เราตัดสินใจฆ่าตัวตายพร้อมกันโดยการกินยานอนหลับในปริมาณมาก ครอบครัวผมตายอย่างสงบครับ แต่ผมไม่ตายและที่แย่กว่านั้นก็คือ พวกเค้ากลายเป็นซอมบี้ และ พวกเขาพยายามจะกินผม น่าเศร้าที่พ่อผมคือซอมบี้ตัวแรกที่ผมฆ่า จากนั้นก็แม่ผม คนข้างบ้าน จากนั้นก็... ชั่งเหอะ ผมไม่อยากพูดเรื่องนั้นอีกแล้ว มันน่าเศร้านะที่คุณต้องฆ่าคนที่คุณรัก แต่พวกเขาไม่ใช่คนที่คุณรู้จักอีกแล้ว คุณจำเป็นต้องฆ่าเค้าก่อนที่เค้าจะกินคุณทั้งเป็น พอทีๆ เปลี่ยนเรื่องคุยกันดีกว่า ผมว่านะครับ ในความโชคร้ายยอมมีความโชคดีเสมอ อย่างน้อยไฟฟ้าในหมู่บ้านนี้ก็ยังใช้ได้ และทั้งหมู่บ้านก็มีแค่ผมที่เป็นคนกับผีไม่กี่ตัว ผมจะทำอะไรก็ได้โดยไม่มีใครว่า ผมเดินแก้ผ้ากลางถนนยังได้เลย และเนื่องด้วยหมู่บ้านนี่มี บ้านเกือบๆ 90 หลัง ผมจะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ แต่สวนมากผมจะนอนในร้านค้า เพราะมันมีของกินเยอะดี แต่ตอนนี้ของหมดไปแล้ว เหลือแต่สบู่กับยาสระผม ซึ่งไม่จำเป็นเลย เพราะผมไม่อาบน้ำ เรียกง่ายๆโสโครกนั่นเอง ผมคงออกต้องไปหาค้นตู้เย็นตามบ้าน ว่ายังเหลืออะไรกินได้บ้าง จริงๆผมก็ไปมาหลายหลังแล้วละ แต่ส่วนมากจะไปหาพวกอุปกรณ์ต่างๆ พวกอาวุธ ดาบ จอม เสียม เครื่องอำนวยความสะดวกอะไรพวกนี้

"ไปใหนดีวะ?"

"บ้านน้าพงษ์ไง"

"ไปหาพ่อง!! บ้านไอ้พงษ์ มีแต่เบียร์เน่าๆ กินก็ไม่ได้ แถมเหม็นศพหมาเน่าอีก!"

"นี่กูไปมาแล้วเหรอเนี้ย!?"

"ก็ใช้หนะสิ มึงไปมาแล้ว"

"งั้นกูไปบ้านป้าศรีดีกว่า"

อย่าแปลกใจเลยครับ ผมกำลังคุยกับตัวเอง ก็ผมอยู่มีผมคนเดียวจะให้ผมคุยกับใครอะ

อีกมุมหนึ่ง..... ณ ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง

พ่อ แม่ และลูกสาว ได้วิ่งหนี อะไรบางอย่างมาแบบหัวซุกหัวซุน พวกเขาเข้ามาหลบในห้องน้ำ ณ ห้องสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ในอำเภอแก้งคร้อ ผู้เป็นพ่อปิดประตูและล็อคกลอนอย่างรีบร้อน



"แห้~!! แห้~!!"
[โคร่ม!! โคร่ม ตึกๆๆๆ]

เสียงผีดิบที่กรูกันเข้ามานับไม่ถ้วน มัน แผดเสียงครวญครางอย่างน่ากลัว ราวกับสัตว์ร้ายที่หิวโหย บางตัวใช้มือทุบประตูอย่างบ้าคลั่ง บ้างก็พยายามตระกายตัวขึ้นไปบนตัวพวกเดียวกัน ลูกสาวร้องไห้กอดเอวแม่แน่น แก้มอันขาวนวลทั้งสองข้างอาบไปด้วยน้ำตาแห่งความหวาดกลัว แม่ใช้มือบรรจงลูบที่หัวลูกสาวอย่างแผ่วเบา พลางพูดปลอบใจลูกไปด้วย เธอบอกลูกของเธอว่า "เราจะไม่เป็นไร" แต่จริงๆในใจเธอก็รู้ว่าคงไม่มีทางรอดออกไปได้ เพราะมีเพียงแค่ประตูที่หนา 10 เซนติเมตร้ท่านั้น ที่กันอยู่ระหว่างพวกเขาและผีดิบบ้าคลั่งที่พร้อมจะฉีกเนื้อพวกเขาเป็นเป็นชิ้นๆ

"แห้!! ฮ่า!!"

เสียงของผีดิบยังอยู่ต่อเนื่อง และพวกไม่มีที่ท่าว่าจะหยุด



ณ หมู่บ้านป่าเสี้ยว....

แอดดด ~

ผมค่อยๆเป็นประตูเข้าไปช้าๆ

ตึกๆ!!

ผมเคาะกำแพงบ้าน เพื่อดูว่าผีคนหรือผีดิบอยู่ในนี้หรือไม่ ถ้าเป็นผีดิบมันก็จะกระโจนเข้ามาหาผมทันที แต่ถ้าเป็นคน มันจะเงียบ แต่ที่นี่คงไม่มีคนหรอก ไม่เห็นคนมานานแล้วนะ เออ… ผมเดินขึ้นบันไดขึ้นไปชั้นสอง ผมสอดสายตา เพื่อสำรวจหาร่องรอยสิ่งมีชีวิตในพื้นที่โดยรอบ ข้างบนมีห้องนอนสองห้อง มีห้องแรกที่เป็นห้องนอนธรรมดา ก็ไม่ได้มีอะไรมาก แต่ผมให้ความสนใจไปที่อีกห้องหนึ่ง ที่มีเปลสำหรับเด็ก น่าจะเป็นลูกสาวของพี่ศรลูกป้าศรีละมั้ง แกได้ผัวฝรั่งอะครับ ผมเดินเข้าไปแล้วพบว่า ภายในตัวห้องประดับประดาไปด้วยสติ๊กเกอร์รูปดาว ไฟ LED สีนวลสบายตา ช่างชวนใครผ่อนคลายเหลือเกิน ผมทิ้งตัวลงนอนลงข้างๆเปลเด็กนั่น พร้อมกับมองไปที่ขวดนมเล็กๆที่วางอยู่ข้างๆ ความรู้สึกหดหู่ไหลเข้ามาในหัวอย่างเฉียบพลัน ผมตะแคงตัวกอดเข่าทั้งสองข้าง


“มันควรจะเป็นของเรานะหลิน.. ลูกของเราควรมีเปลแบบนี้นอผมเคยคิดไว้ว่า....สักวันเราจะมีลูกด้วยกัน มีบ้านหลังใหญ่ๆ ดูแลกันและกันไปจนแก่..แต่ว่า..คุณไม่อยู่แล้ว ผมทำอะไรไม่ได้แล้ว สวรรค์ทำไมถึงโหดร้ายกับผมแบบนี้ ทำไมว่ะ!? แม่งเอ้ย!!”


เรื่องเก่าๆย้อนเข้ามาในหัวทำให้ผมคลั่งแทบควบคุมตัวเองไม่ได้


“อ้าาาาา!!”


เพร้ง!!


ผมวิ่งไปเอาหัวพรุ่งชนกระจกจนแตก เพราะผมเชื่อว่าความเจ็บปวดทางกายทำให้ลืมความเจ็บทางใจได้ แต่มันไม่ช่วยเลย หัวผมแตก เลือดไหลอาบท่วมหน้าและเศษกระจกก็ฝังอยู่ตามหนังศรีษะผมเยอะมาก


“กลับมาหาผม คุณอยู่ไหน คุณอยู่ที่ไหน!? หลินได้โปรด ได้โปรดกลับมา”


ผมรู้ดีว่าตอนนี้จิตใจผมขุนมัวเหลือเกิน ผมคุมตัวเองไม่อยู่ ผมเชื่อว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่นานผมคงฆ่าตัวตายแน่ๆ สิ่งเดียวที่คิดได้ตอนนี้คือหาเพื่อนคุย เพราะเวลาอยู่คนเดียวผมจะฟุ้งซ้านประสาทหลอน ผมต้องเข้าเมืองเผื่อจะมีใครเหลืออยู่สักคนก็ยังดี แต่ก่อนอื่นเอาไอ้เปลเด็กทิ้งไปก่อนดีกว่า....






TO BE CONTINUED…..

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

2 ความคิดเห็น