โทรจิต...สะกิดรัก

ตอนที่ 2 : สายฟ้ากับจูบแรก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 68
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    29 มี.ค. 64

 

 

ธามเมธีในชุดสูทสีกรมท่า  ดูเด่นสะดุดตากลบทุกคนภายในห้อง  เขาเดินขึ้นไปบนเวทีในห้องประชุมของโรงแรมภาคินธานีที่ย่านบางเขน กรุงเทพ ฯ  จากนั้นเขาเปิดไมโครโฟน  แล้วแถลงวิสัยทัศน์  รวมถึงแผนงานสำหรับบริหารกิจการโรงแรมและรีสอร์ตในเครือภาคินกรุ๊ป  ให้ทุกคนได้รับรู้
                    “ผมหวังว่าโรงแรมในเครือภาคินกรุ๊ปจะสร้างความสุขให้กับลูกค้าทุก ๆ คนที่เข้ามาใช้บริการนะครับ”  หนุ่มเจ้าของโรงแรมพูดปิดท้าย  ตามด้วยเสียงปรบมือเกรียวกราวของผู้ฟังทั้งห้อง  และก่อนที่ธามเมธีจะก้าวออกจากห้องประชุม  ก็มีกรรมการบริษัทสองคนเข้ามาคุยกับเขา
                    “คุณธามเมธี  ไม่คิดจะขยายสาขาโรงแรมไปต่างประเทศบ้างหรือครับ” 
                   “ไม่ล่ะครับ  ผมว่าแค่ดูแลสาขาในประเทศไทยก็แทบจะไม่มีเวลาแล้ว...ผมอยากมีเวลาให้พ่อ  แม่ และน้อง ๆ  บ้างครับ”  เขาตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
                   “แหม ! น่าเสียดายจัง  คนหนุ่มไฟแรงอย่างคุณเนี่ย  น่าจะขยายสาขาโรงแรมเพิ่มอีกนะ  โรงแรมในเครือของเราต้องไปได้ไกลกว่านี้สิ"  กรรมการบริษัทหนึ่งในสองคน  พยายามปลุกความทะเยอทะยานในตัวชายหนุ่ม
ให้พลุ่งพล่านขึ้นมา
                  “ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ  ไว้ผมจะเก็บไว้พิจารณานะครับ”  ผู้บริหารสูงสุดของโรงแรมเอ่ยอย่างสุภาพ  แม้ว่าเขาจะไม่มีความคิดอย่างที่อีกฝ่ายบอกเลยแม้แต่น้อย       

ท้องฟ้าสีส้มเข้มราวกับไข่แดง  เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่ายามอาทิตย์อัสดงใกล้มาถึงแล้ว  ‘ธามเมธี  ภาคินวงศ์’  ผู้บริหารสูงสุดของโรงแรมและรีสอร์ตในเครือ  ภาคินกรุ๊ป  คนปัจจุบันลงมาจากลิฟต์  เดินตรงดิ่งมาที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของโรงแรม  เพื่อมาสอบถามพนักงานถึงความเป็นไปของโรงแรม  และการบริการของพนักงานว่าเป็นที่พอใจของลูกค้าหรือไม่  ถ้ามีปัญหาอะไรจะได้รีบแก้ไขได้ทันท่วงที  ส่วนจุดที่สะดุดตามากที่สุดนั้น  อยู่บน
ฝาผนังเหนือเคาน์เตอร์มีรูป  ดอกเบญจมาศ’  ซึ่งเป็นดอกไม้แห่งความสำเร็จแกะสลักอยู่ในเนื้อไม้  อันเป็น สัญลักษณ์  ของโรงแรมนั่นเอง    
             กิจการโรงแรมและรีสอร์ทของครอบครัว  ภาคินวงศ์’  ก่อตั้งมาได้เกือบสี่สิบปีแล้ว  โดยโรงแรมแห่งแรกที่ก่อตั้งขึ้นมา  คือ โรงแรมภาคินธานี  ในกรุงเทพฯ  (ย่านบางเขน)   ซึ่ง  คุณธีระ’  กับ  คุณธดาภรณ์’  ผู้เป็นบิดาและมารดาของธามเมธีสร้างมาด้วยกันกับมือ  จากนั้นจึงขยายกิจการไปในต่างจังหวัดมากขึ้น  จนกระทั่งปัจจุบันกิจการในเครือภาคินกรุ๊ปได้มีโรงแรมและรีสอร์ททั้งหมด ๗ แห่งอยู่ในประเทศไทย  คือ ที่กรุงเทพ ฯ  (ย่านบางเขน)  กาญจนบุรี  พัทยา  หัวหิน ภูเก็ต  เชียงใหม่  และเชียงราย 
               ซึ่งในเวลานี้  ธามเมธี  บุตรชายคนโตของครอบครัวได้มาสานต่อกิจการแทนบิดามารดาที่เพิ่งวางมือไปได้ไม่นาน  ส่วนบุตรชายคนรอง  คือ  ธีธัช’  มีบริษัทสถาปนิกเป็นของตนเอง  และบุตรสาวคนเล็ก  คือ  ธีรฉัตร  เด็กสาวมัธยมปลายผู้น่ารัก  มีความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็นช่างถ่ายภาพมืออาชีพ


ในเวลาเดียวกันทิพยดาก็ได้รับแจ้งจากสายข่าวว่ามีเบาะแสของ  ‘แก๊งนันทิ’  ซึ่งเป็นแก๊งโจรกรรมรถยนต์รายใหญ่ที่ตำรวจสาวกำลังตามสืบ  อยู่ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านบางเขน  มือปราบสาวพร้อมกับจ่าคู่หูจึงรีบรุดไปยังสถานที่นั้นทันที  เธอเห็น เหมันต์  คนสนิทของเสี่ยพินิจนั่งเคี้ยวข้าวตุ้ย ๆ  อย่างเอร็ดอร่อยในร้านอาหารแห่งหนึ่งของห้าง  ไม่กี่อึดใจอาหารก็หมดเกลี้ยงภายในพริบตา แล้วเป้าหมายของเธอก็จ่ายเงินและเดินออกจากร้านไป  ตำรวจทั้งสองสะกดรอยตามเขาไปโดยไม่ให้ฝ่ายนั้นรู้ตัว  กระทั่งมาถึง โรงแรมภาคินธานี  ซึ่งอยู่ในย่านเดียวกันนั่นเอง  
              เหมันต์เข้าไปที่เคาน์เตอร์ของโรงแรม  จัดการเช็คอินเข้าห้องพัก  แล้วพนักงานในชุดฟอร์มของโรงแรมก็พาเขาขึ้นลิฟต์ไปส่งถึงห้อง  เมื่อเห็นว่าเป้าหมายลับสายตาไปแล้ว  ทิพยดากับเกรียงไกรก็เดินเข้าไปแสดงตัวกับพนักงานที่นั่งอยู่ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ  พร้อมชูตราสัญลักษณ์ให้ดู  เพื่อจะสอบถามว่าคนที่พวกเขาตามมาพักอยู่ห้องไหนและชั้นไหน  เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วทิพยดากับเกรียงไกรจึงสอบถามเรื่องห้องพักกับพนักงาน  ปรากฏว่ามีห้องว่างในชั้นเดียวกับนายเหมันต์พอดี  แต่ห่างออกไปประมาณสี่ห้อง  ตำรวจทั้งสองไม่รอช้า  รีบเช็คอินเข้าพักในโรงแรมทันที 

ทิพยดารู้สึกหงุดหงิดอย่างมาก  เพราะตะวันชิงพลบไปแล้ว  แต่นายเหมันต์ยังไม่ติดต่อพินิจสักที  เธอจึงเดินลงมาด้านล่างของโรงแรม  และหางตาของหญิงสาวก็เหลือบไปเห็นคนสนิทของพินิจนั่งจิบไวน์อยู่ในห้องอาหาร  เพลิดเพลินไปกับรสชาติของเครื่องดื่มบนโต๊ะ  ตำรวจสาวที่แอบมองเขาอยู่ห่าง ๆ  ก็ทำทีค่อย ๆ  เดินชมบรรยากาศอันร่มรื่นในยามค่ำคืนบริเวณจุดชมวิวของห้องอาหาร  เสียงเพลงรักอันหวานซึ้งที่เปิดคลอเบา ๆ  ช่างไพเราะเพราะพริ้งเสียเหลือเกิน 
               ผู้กองสาวกับจ่าเกรียงไกรสังเกตการณ์เป้าหมายอยู่นานพอสมควร  ทว่าไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด  นายเหมันต์ยังคงนั่งไขว่ห้างหลับตาอย่างมีความสุข  จนทั้งสองเกือบจะถอดใจอยู่แล้ว 
               ...เฮ้อ !  ท่าทางวันนี้จะมาเสียเที่ยวแล้ว  ยายหนูญ่า... 
              จนกระทั่งมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์  จุดประกายความหวังของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ทั้งสองขึ้นมาอีกครั้ง  นายเหมันต์คุยโทรศัพท์กับใครคนหนึ่ง  แล้วเดินออกจากห้องอาหารไป  เธอกับจ่าคู่หูจึงแอบตามไปโดยไม่รอช้า
               คนสนิทของหัวหน้าแก๊งไปคุยกับปลายสายที่บันไดชั้นล่าง  ซึ่งเป็นมุมที่ปลอดคน  ด้วยบรรยากาศมืดและวังเวงมาก  ทิพยดาแอบเอี้ยวหูฟังการสนทนาตรงมุมบันไดชั้นสอง
              “ว่าไงครับ  ตอนนี้เฮียอยู่ที่ไหน”  เหมันต์พูดทางโทรศัพท์ด้วยความเป็นห่วง  “เดี๋ยวผมจะไปหาเฮียตอนนี้เลย  รอผมก่อนนะครับ”   
              เขาพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรน  “อื้อ...โอเคครับ  ผมจะทำตามที่เฮียสั่งทุกอย่าง” 
             หลังจบการสนทนาทางโทรศัพท์  เหมันต์ก็เดินออกจากโรงแรมไปขึ้นรถ  เธอและตำรวจคู่หูรีบขึ้นรถเก๋งสีดำ  สะกดรอยตามเป้าหมายไปห่าง ๆ เพื่อไม่ให้เขาจับได้ 
              แต่สัญชาตญาณของเหมันต์เตือนให้เขารู้ตัวว่า  มีคนกำลังสะกดรอยตามรถของเขาอยู่   ผู้ที่ถูกตาม  จึงเหยียบคันเร่งจนมิด  เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายไล่ตามมาได้ทัน !
              ทิพยดาซึ่งทำหน้าที่เป็นคนขับรถก็ไม่รอช้า  เหยียบจนมิดไมล์  ไล่กวดผู้ร้ายไปอย่างกระชั้นชิด !  ทว่าระหว่างทางมีรถเบนซ์สีบลอนด์เงินคันหนึ่งเลี้ยวรถมาพอดี  ทำให้ตำรวจสาวชะลอรถไม่ทัน  รถของเธอจึงชนเข้าที่ท้ายรถคันนั้นอย่างจัง  ทำให้หญิงสาวต้องหยุดรถอย่างกะทันหันเพื่อมาเจรจากับคู่กรณี  ทำให้พลาดโอกาสในการติดตามผู้ต้องสงสัย...   

ผู้บริหารสูงสุดของโรงแรมในเครือภาคินกรุ๊ป  ก้าวขึ้นรถเบนซ์สีบลอนด์เงินคันงาม  พลางถอดเนกไท  และปลดกระดุมคอออกเพื่อระบายความร้อน  วันนี้ธามเมธีจะกลับคฤหาสน์ของครอบครัวในย่านรัตนาธิเบศร์  จังหวัดนนทบุรี  เขาขับรถออกไปด้วยสีหน้าผ่อนคลาย  ไร้ซึ่งความกังวลใด ๆ ทั้งสิ้น  เพราะโรงแรมในเครือของเขาทั้งเจ็ดแห่ง  ต่างก็มียอดกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  อีกทั้งยังได้รับคำชมจากลูกค้าหลายท่านว่า  พนักงานบริการดี  พูดจาสุภาพ 
ไม่แสดงสีหน้าหรือท่าทางที่บ่งบอกว่าอารมณ์เสีย  เมื่อเจอลูกค้าบางท่านที่เรื่องมากเลย
                ทว่าเมื่อรถแล่นไปบนถนนที่ทอดยาวได้สักพัก  หางตาของชายหนุ่มก็เหลือบไปที่กระจกมองหลัง  เห็นรถเก๋งสีดำคันหนึ่งอยู่ข้างหลังรถของเขา  รถคันนั้นขับมากระชั้นชิดชายหนุ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ  คนที่ถูกตาม’  จึงรีบเร่งความเร็ว  และหลบเข้าไปในซอยซึ่งเป็นทางลัดออกสู่ถนนใหญ่  ทำให้ฝ่ายที่ตั้งใจสะกดรอยตามเขามาสับสน  เพราะซอยนั้นมีทางแยกที่สลับซับซ้อนราวกับอยู่ในเขาวงกตก็ไม่ปาน  เป็นผลให้ธามเมธีหลบหนีจากผู้ที่ไม่หวังดีต่อเขาได้สำเร็จ  เขาจึงเป่าปากออกมาด้วยความโล่งใจ 
               “เห็นทีคราวที่แล้ว  เราคงไม่ได้คิดมากไปเองแล้วละ  มีคนสะกดรอยตามเรามาจริง ๆ  ด้วย”  เขาพึมพำกับตนเอง
               แต่เขาก็โล่งใจได้ไม่นาน  เพราะเมื่อชายหนุ่มเลี้ยวรถออกไปสู่ถนนใหญ่  กลับมีแรงกระแทกอัดเข้าที่กระโปรงหลังรถคู่ใจของเขาเสียงดังสนั่น
              โครม !     

เสียงเคาะกระจกรถดังขึ้น  ธามเมธีรีบหันขวับไปยังที่มาของเสียง  ก็เห็นว่ารถของฝ่ายคู่กรณีไม่ใช่รถเก๋งสีดำที่เขาเจอเมื่อครู่  ชายหนุ่มจึงคลายใจ  ยอมลงจากรถมาคุยกับคู่กรณี
               “ขอโทษนะคะ  คุณ  พอดีฉันขับรถตาม  ผู้ที่ต้องสงสัย  ว่าเป็นคนร้ายอยู่น่ะคะ  เลยเหยียบซะมิดเลย”  ตำรวจสาวยิ้มแหย ๆ  รู้สึกผิดอยู่ครามครันที่ตนเองทำให้รถของ   อีกฝ่ายเสียหาย
              “เธอเป็นตำรวจหรือไง”  เจ้าของโรงแรมหนุ่มกอดอกถาม 
              “ใช่ค่ะ  ฉันเป็นตำรวจจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ  หรือ  ดีเอสไอ  ค่ะ” ทิพยดาเอ่ย พลางชูตราของทางราชการให้ชายหนุ่มเห็นกับตา
              “อย่าบอกนะว่า  เธอคอยสะกดรอยตามฉันตลอดเวลา  และรถคันสีดำที่ขับตามฉันเมื่อกี้  ก็เป็นพวกเดียวกับเธอด้วย”  ผู้บริหารหนุ่มขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย
              “ไม่ใช่นะคะ  ฉันกับจ่าไม่ได้สะกดรอยตามคุณค่ะ  เรากำลังตามผู้ต้องสงสัยอยู่”  เธอรีบกล่าวแก้ความเข้าใจผิด
              “ผู้ต้องสงสัยน่ะ  ใครเหรอครับ ?” ชายหนุ่มจ้องคู่กรณีสาวอย่างไม่วางตา
              “บอกไม่ได้ค่ะ  เป็นความลับของทางราชการ”
              “นี่ไง  เจตนาเธอไม่บริสุทธิ์  ไม่อย่างนั้นเธอคงบอกฉันแล้วล่ะ  ว่าผู้ต้องสงสัยเป็นใครกันแน่”  หนุ่มร่างสูงชี้หน้าอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว  
              “ฉันรู้นะว่าตำรวจอย่างพวกเธอคิดจะขอตรวจรถของฉัน  แล้วยัดยาเสพติดเข้าไปในรถ  เพื่อให้ฉันเสียค่าปรับให้เธอใช่มั้ยล่ะ” ประโยคท้ายซีอีโอหนุ่มเอ่ยเสียงเข้ม
              “เอ๊ะ !  ฉันก็บอกนายไปแล้วไง  ว่ามันเป็นความลับของทางราชการ  บอกใครไม่ได้” ตำรวจสาวชักมีน้ำโห
              “และฟังนะ  คนอย่างหนูญ่าไม่มีวันทำอะไรบ้า ๆ  อย่างที่นายเข้าใจหรอก”  ทิพยดาหลุดพูดชื่อเล่นของตนเองออกมาให้เขาได้ยิน
              “เอ่อ...คุณสองคน  ใจเย็น ๆ นะครับ  ค่อย ๆ  พูด ค่อย ๆ...”  จ่าสิบตำรวจเอกเกรียงไกรอดรนทนไม่ไหว  ต้องทำหน้าที่เป็น  กรรมการ  ห้ามมวย  ก่อนที่ชายหญิงทั้งสองจะทะเลาะกันมากไปกว่านี้  แต่เขายังพูดไม่ทันจบประโยค  คู่กรณีทั้งสองฝ่ายก็เอ่ยออกมาแทบจะพร้อมกัน
             “เงียบ !” คำสั้น ๆ แต่แฝงไปด้วยพลังบางอย่างที่ทำให้กรรมการห้ามมวย  ถึงกับหงอ  พูดอะไรไม่ออกเลยทีเดียว  เขาจึงทำได้เพียงยืนนิ่งเป็นรูปปั้นอยู่อย่างนั้น  ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว
             “ไม่ต้องแก้ตัวหรอก  เธอต้องการเงินเท่าไรก็บอกมาได้เลย  ฉันยินดีจ่ายตามที่เธอต้องการ  ขอแค่อย่ามาสะกดรอยตามฉันอีกก็พอ”   แววตาของธามเมธีบ่งบอกว่ากล่าวหาอย่างเห็นได้ชัด
             “นี่นาย  ฉันฟ้องนายข้อหาหมิ่นประมาทเจ้าพนักงานได้เลยนะ”  ทิพยดาเท้าสะเอวอย่างเอาเรื่อง  “แล้วนายเคยไปมีปัญหาหรือขัดผลประโยชน์ใครเขาหรือเปล่าล่ะ  ถึงมีคนจ้องจะทำร้ายนายน่ะ  คิดดูให้ดีนะ  อย่าเหมารวมว่าเป็นฝีมือของตำรวจอย่างเดียว”  เธอว่า  พลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้ชายหนุ่ม  จ้องตาเขาอย่างไม่เกรงกลัวเลยสักนิด
              ผู้บริหารหนุ่มถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วครู่  จะว่าไปแล้ว  คำพูดของเธอก็ดูมีเหตุผลอยู่  เขาอาจจะไปขัดแข้งขัดขาใครเข้าโดยที่เขาไม่รู้ตัวก็ได้  บางทีเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจไม่ได้ขับรถตามเขา  แต่กำลังไล่ล่าคนร้ายตามที่ฝ่ายนั้นอ้างมาก็เป็นได้
             “เอาละ  ขอให้เรื่องมันจบแค่นี้เถอะ  ฉันไม่อยากทะเลาะกับเธอแล้ว  เราโทร. เรียกประกันมาเคลียร์เรื่องอุบัติเหตุดีกว่า”  คู่กรณีหนุ่มคร้านที่จะเถียงกับหญิงสาวอีกต่อไป 
             “โอเค  ตามนั้น”  ตำรวจสาวตกลง
             “ก็แค่นี้ละครับ...พวกคุณสองคนคุยกันดี ๆ  แต่แรก...เรื่องมันก็จบแล้วครับ”  เกรียงไกรบ่นพึมพำ
             “อย่าบ่นเป็นคนแก่เลย  จ่ายังไม่แก่สักหน่อย  แค่สี่สิบกว่าเอง”  ผู้กองทิพยดาแขวะตำรวจคู่หู
             “อย่าพูดเรื่องอายุได้มั้ยครับ  ผู้กอง อายุเป็นเพียง...ตัวเลข...ครับ”  ตำรวจชั้นผู้น้อยกระซิบเสียงเบา  เมื่อเอ่ยประโยคสุดท้าย
              ซีอีโอหนุ่มกอดอก  พลางพินิจใบหน้าจิ้มลิ้มที่ออกไปทางลูกครึ่งตะวันตกอย่างตั้งอกตั้งใจ  “อืม...ดู ๆ ไปแล้วหน้าเธอก็คล้ายญาญ่า  อุรัสยา  เสปอร์บันด์  นางเอกชื่อดังอันดับต้น ๆ ของประเทศไทยเลยนะเนี่ย  ชื่อเล่น
ก็คล้าย...หนูญ่า  ญาญ่า...เธอว่าไหม ?”
             “...มันเรื่องส่วนตัวของฉัน  ฉันขอไม่ตอบนายนะ”  เจ้าหล่อนจงใจเน้นเสียง  พลางเชิดหน้าหยิ่งผยองใส่ชายหนุ่ม  แต่ไม่กี่อึดใจเธอก็ชะงัก  และฉุกใจกับคำพูดของเขา  “ว่าแต่นายรู้ชื่อเล่นของฉันได้ยังไงเนี่ย ?” หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย  “หรือนายแอบสืบประวัติของฉัน ?”
               “นี่เธอจะบ้าเหรอ  เราเพิ่งเจอกันครั้งแรกเอง  ฉันจะสืบประวัติของคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนได้ยังไงละ”  นักธุรกิจหนุ่มว่า  พลางยิ้มขำ  
             ...เออ  ก็จริงของเขา ตานั่นยังไม่รู้จักตัวตนของเธอด้วยซ้ำ...  ทิพยดาคิด  พลางสะบัดศีรษะแรง ๆ  เพื่อขับไล่ความคิดเพ้อเจ้อให้ออกไปจากสมอง  จนผมยาวดัดลอนพันรอบลำคอระหง  ทว่าวินาทีต่อมาผู้กองสาวก็ต้อง
เอียงคอด้วยความฉงน  เมื่อคู่กรณีหนุ่มเอ่ยประโยคหนึ่งออกมา
             “ก็เธอเป็นคนพูดชื่อเล่นของเธอออกมาให้ฉันได้ยินเองนี่นา”
             “ตอนไหนไม่ทราบ”  คู่กรณีสาวถลึงตาใส่อีกฝ่าย
             “ก็ตอนที่เธอบอกว่า...ฟังนะ  คนอย่างหนูญ่าไม่มีวันทำอะไรบ้า ๆ  อย่างที่นายเข้าใจหรอก”  ธามเมธีเอ่ย  พลางดัดน้ำเสียงและทำท่าทางให้เหมือนเจ้าหล่อนมากที่สุด
             “เหรอ  ฉันไม่เห็นรู้ตัวเลย”  หญิงสาวที่ถูกล้อเลียนเสทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้    
             “เออ...ว่าก็ว่าเถอะครับ  ผมว่าหน้าของคุณก็เหมือนพระเอกละครเหมือนกันนะเนี่ย”  เกรียงไกรวิเคราะห์ใบหน้าของธามเมธี
             “ละครลิงน่ะสิไม่ว่า  เชอะ !”  หนูญ่าสะบัดเสียงใส่นักธุรกิจหนุ่ม  พลางแลบลิ้นปลิ้นตาใส่อีกฝ่ายอย่างเย้ยหยัน
             ทว่าระหว่างที่พวกเขากำลังถกเถียงกันเรื่องที่ใครหน้าเหมือนดาราคนไหนนั้น  พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาเสียก่อน
             ปัง ! ปัง ! 
             ลูกกระสุนเฉี่ยวศีรษะของหนูญ่าไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด  ทั้งสามจึงหันไปยังที่มาของเสียง  ก็เห็นมอเตอร์ไซค์สี่ห้าคันมุ่งตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่  ผู้กองสาวกับจ่าร้างอ้วนจึงหยิบปืนที่เหน็บไว้ข้างเอวมายิงสวน
กับคนร้าย  ธามเมธีได้แต่ก้มหลบให้พ้นวิถีกระสุน  ท่าทางคุณตำรวจคงสะกดรอยตามผู้ต้องสงสัยอยู่จริง ๆ  เพราะลูกตะกั่วพุ่งตรงมายังทิศทางที่ตำรวจสาวยืนอยู่ !
             ...วันนี้เป็นวันซวยของเขาจริง ๆ  !  เขาไม่อยากเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่นะ... 
             ครืน ! ซู่ !
             เสียงฟ้าร้องดังสะเทือนเลื่อนลั่น  ตามมาด้วยห่าฝนชุดใหญ่  ร่างของธามเมธี  ทิพยดา และเกรียงไกร  ต่างเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำฝน
             “จ่า !  ฉันกับจ่าต้องแยกกันหนีแล้ว ไม่งั้นพวกเราเสร็จพวกมันแน่”  ทิพยดาหันไปทางเกรียงไกร  “ส่วนฉันจะพาตาคนนี้หนีไปเอง”  พูดพลางส่งสายตามายังชายหนุ่มคู่กรณี
             ตาคนนี้  ที่ถูกเอ่ยถึง  ก็รีบเออออตามอย่างรวดเร็ว  เพราะเขาไม่มีอาวุธปืนที่จะใช้ต่อสู้กับคนร้ายเลย !
             “นี่นาย  รับไป !”  ตำรวจสาวว่า พลางส่งปืนให้กับซีอีโอหนุ่ม
              เมื่อเขารับอาวุธมาแล้ว  ทั้งสองก็พากันหนีพวกผู้ร้ายไปตามทางเท้าซึ่งอยู่ริมถนน  ชายหนุ่มที่พอจะมีวิชาการต่อสู้อยู่บ้างก็ใช้หมัด  ศอก  เข่า  จัดการกับคนร้าย  จนมันสลบเหมือดไปคนหนึ่ง  แต่พอเขาหันไปมองตำรวจสาว 
ผู้บริหารหนุ่มก็ต้องนิ่งอึ้งด้วยความงุนงง  เพราะเห็นทิพยดาใช้ขาเกี่ยวกระหวัดรัดคอของผู้ร้ายคนหนึ่งแล้วทุ่มมันลงไปบนพื้น  จากนั้นเธอก็ใช้เท้าเตะไปที่ข้อพับขาของชายร่างกำยำสองคนและใช้กำปั้นเสยเข้าที่ปลายคางของ
พวกมันจนแน่นิ่งไป
             “เธอทำได้ยังไงเนี่ย !”  ชายหนุ่มเอ่ยอย่างทึ่งจัด  ขณะที่มองเธอกระโดดไปยังกำแพง  แล้วเอี้ยวตัวเล็งวัตถุสีดำมะเมื่อมไปยังชายคนร้ายอีกสองคน  แล้วลั่นไก 
              ปัง ! ปัง !  ปัง !
              กระสุนเข้าที่จุดสำคัญบริเวณลำคอ  และหน้าอก พวกมันล้มลง  และแน่นิ่งไปในทันใด !
               ...เธอเป็นญาติกับเฉินหลงหรือเปล่าเนี่ย  ลีลาบู๊ถึงได้จัดเต็มขนาดนี้ !...
               ชายหนุ่มถึงกับอ้าปากค้างกับฝีมือในการต่อสู้ของหญิงสาว  เพราะเธอสามารถจัดการผู้ร้ายได้ถึงห้าคนภายในเวลาไม่กี่นาที  ซึ่งต่างจากเขาที่เพิ่งต่อยให้พวกมันสลบได้เพียงคนเดียวเท่านั้น...
               ส่วนคนร้ายที่ยังเหลืออีกสามสี่คน  ก็ยังไล่ตามชายหญิงทั้งสองไม่เลิก  จนทั้งคู่มาหยุดอยู่บริเวณราวเหล็กริมคลอง  ที่มองลงไปก็เห็นแต่ผืนน้ำที่กระเพื่อมเป็นวงกลม  เนื่องจากสายฝนซึ่งเทลงมาอย่างหนักนั่นเอง...
              “เราต้องโดดแล้วละ  นาย  ไม่มีทางเลือกแล้ว !”  หญิงสาวตัดสินใจเฉียบขาด  พลางจับมือชายหนุ่มกระโดดลงน้ำพร้อมกัน
               ตูม 
               ร่างของทั้งคู่หายลงไปในคลอง  และดำดิ่งลงไปยังใต้น้ำ !
             ธามเมธีซึ่งกลั้นหายใจใต้น้ำไม่ไหว  และใกล้จะหมดลมหายใจ  เพราะเขาไม่ได้ดำน้ำอึดเหมือนกับทิพยดา  ซึ่งผ่านการฝึกฝนจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจหญิงมาเป็นอย่างดี  ตำรวจสาวจึงรีบประทับริมฝีปากอันอวบอิ่มเข้ากับเรียวปากบางได้รูปของเขา  เพื่อให้ชายหนุ่มมีอากาศหายใจอย่างไม่รอช้า  ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่สายฟ้าฟาดลงมายังผืนน้ำที่ยังกระเพื่อมอยู่พอดี !
                เปรี้ยง !  เปรี้ยง !
                ภาพที่ทั้งสอง  จูบ  กันใต้น้ำเพื่อต่อชีวิตให้กันนั้น  ราวกับภาพสโลว์โมชันในละครโทรทัศน์ไม่มีผิดเลย  ทั้งยังมีสายฟ้าที่สว่างวาบและกระแสน้ำซึ่งเย็นเฉียบเป็นพยานด้วยแล้ว  ช่างเป็นฉากที่สุดแสนจะโรแมนติก
จริง ๆ...  
               ยิ่งไปกว่านั้นเขาและเธอกลับไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด  เนื่องจากกระแสไฟฟ้ามักวิ่งไปตามผิวน้ำมากกว่าที่จะลงไปใต้น้ำ !
               ปาฏิหาริย์จริง ๆ ที่ทั้งสองกระโดดลงไปยังใต้น้ำก่อนที่จะเกิดฟ้าผ่า  ไม่อย่างนั้นร่างคงดำเป็นตอตะโกเหมือนกับคนร้ายสามสี่คนซึ่งอยู่ใกล้กับคลองในระยะสามสิบเมตรไปแล้ว !
               ตึ้กตั้ก ๆ !
               ธามเมธีหัวใจเต้นระรัวอย่างห้ามตนเองไม่อยู่  ความรู้สึกประหลาดจู่โจมเขากะทันหัน  มันรู้สึกหวิว ๆ  แปลก ๆ ทว่าอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก... 
               ส่วนทิพยดาก็รู้สึกราวกับตนเองเป็นเจ้าหญิงที่ได้จุมพิตกับเจ้าชายรูปงาม  หัวใจเจ้ากรรมพลันอ่อนยวบ  ร่างกายอ่อนระทวยอย่างห้ามตนเองไม่อยู่...
               จนชายหนุ่มพาร่างของเธอขึ้นมาจากน้ำได้สำเร็จ  เขาหอบหายใจถี่กระชั้นด้วยความเหน็ดเหนื่อย  และทิ้งตัวลงไปนอนที่พื้นหญ้าริมคลองพร้อมกับตำรวจสาวสุดสวย  ทั้งคู่มองที่ดวงตาของกันและกัน  มองทะลุไปถึงหัวใจที่รับรู้ได้ถึงความรู้สึกซึ่งแปรเปลี่ยนไปจากครั้งแรกที่พวกเขามีปากเสียงกัน  จากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว
               ชายหญิงทั้งสองต่างตกอยู่ในภวังค์  ก่อนที่เปลือกตาของพวกเขาจะปิดลงพร้อมกัน  ด้วยความอ่อนเพลียจากการเอาชีวิตรอดจากเงื้อมมือของพญามัจจุราชมาได้อย่างหวุดหวิด...      

หญิงสาวรู้สึกตัวอีกทีเมื่อเธอนอนอยู่บนเตียงในห้องสีขาวสะอาดสะอ้านห้องหนึ่ง  ทิพยดาเหลียวมองไปรอบ ๆ  ก็เห็นพยาบาลสาวกำลังออกมาจากเตียงผู้ป่วย
ในห้องเดียวกัน  และก่อนที่เธอจะปิดม่าน  ทิพยดาก็ทันเห็นชายหนุ่มอีกคนซึ่งอยู่ในชุดผู้ป่วยเช่นกัน
               …เป็นคนคนเดียวกับที่เผชิญชะตากรรมร่วมกับเธอ  และที่เจ้าหล่อนเอาลมจากปากเธอไปใส่ในปากของเขาใต้น้ำเพื่อช่วยชีวิตเขา  และนั่นก็เป็น  จูบ  แรกของเธอเลย !…
               “ผู้กองฟื้นแล้ว !” เกรียงไกรเอ่ยออกมาด้วยความดีใจ  ทำให้เพื่อนตำรวจชายหญิงอีกสามสี่คนปรี่เข้าไปหาเธอที่เตียงด้วยรอยยิ้ม
               “ไม่เป็นไรแล้วนะคะ  ผู้กอง” หมวดวาสิฏฐี  หนึ่งในลูกทีมของทิพยดา  เป็นคนเอื้อนเอ่ย
               “ผู้กองทิพยดานี่  ทำบุญมาด้วยอะไรครับเนี่ย  ขนาดถูกฟ้าผ่ายังรอดชีวิตมาได้”  น้ำเสียงของหมวดภูมินทร์  บ่งบอกว่า ทึ่ง   อย่างเห็นได้ชัด
               “นี่หมวด  ฉันไม่ได้ถูกฟ้าผ่าจัง ๆ  ซะหน่อย สายฟ้ามันฟาดลงไปที่ผิวน้ำ  แต่ฉันดำลงไปใต้น้ำ  กระแสไฟฟ้าเลยลงไปไม่ถึงตัวฉัน  ไม่เห็นต้องทึ่งอะไรเบอร์นั้นเลย หมวดภู”
               ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ไปเยี่ยมตำรวจสาว  ต่างก็หัวเราะคิกอย่างขำขันกับน้ำเสียงที่ดูจะ  โอเวอร์  ของผู้หมวดหนุ่ม
               ...ถ้าผู้กองทิพยดาตายจริง ๆ  ก็คงดีไม่น้อย  เพราะเราอาจจะได้เลื่อนขั้นและมาแทนที่เธอ  เป็นตำรวจที่สารวัตรบารมีไว้วางใจให้ทำงานสำคัญ ๆ บ้าง...  ประโยคนี้ภูมินทร์คิดในใจ
               แต่  คนที่ถูกพูดถึงในใจ  กลับได้ยินชัดเจนทุกคำ  แล้วหันมามองเขาอย่างระแวง
               “หมวดภูมินทร์ !  นายอยากให้ฉันตายขนาดนั้นเลยเหรอ”  ผู้กองสาวสุดสวยที่ขณะนี้อยู่ในชุดผู้ป่วย  โพล่งออกมาด้วยเสียงอันดังก้อง
               ตำรวจหนุ่มได้แต่นิ่งอึ้งระคนงงงวย  ว่าเหตุใดเธอจึงพูดกับเขาเช่นนี้ 
               ...สมองของเจ้าหล่อนคงได้รับความกระทบกระเทือนล่ะมั้ง... 
               “สมองฉันไม่ได้กระทบกระเทือนนะ  หมวด  ฉันไม่คิดเลยว่าหมวดจะกล้าพูดกับฉันแบบนี้”  ทิพยดาสวนกลับ  แต่แล้วเธอก็ต้องชะงัก  เมื่อหญิงสาวสังเกตว่า  ปาก  ของชายหนุ่มไม่ได้ขยับเลยแม้แต่น้อย  มีเพียงคำพูดของเขาเท่านั้นที่ลอยเข้ามาในหัวของเธอ
               ...หรือว่า  นั่นไม่ใช่คำพูด  แต่เป็นเสียงความคิดของเขา...
               จากนั้นเธอก็ได้ยินเสียงความคิดของจ่าเกรียงไกร  แทรกเข้ามาในสมอง
               ...ผู้กองของเราเป็นอะไรเนี่ย  ท่าทางต้องให้หมอมาตรวจเพิ่มหน่อยแล้ว  คงไม่ต้องเรียกจิตแพทย์มาหรอกนะ...
               และเสียงความคิดของตำรวจชายอีกสามคนก็พรั่งพรูเข้ามาหาหญิงสาวอย่างไม่ขาดสาย  ทำนองว่าเป็นห่วงอาการป่วยของเธออยู่ไม่น้อย  แต่น่าแปลกที่เสียงความคิดของวาสิฏฐี  ผู้หมวดสาวเพียงคนเดียวที่มาเยี่ยมเธอ 
เจ้าหล่อนกลับไม่ได้ยินเสียงความคิดของรุ่นน้องสาวเลย  ไม่ว่าทิพยดาจะพยายามอ่านความคิดของเธอเพียงใดก็ตาม !
               ...หรือฉันจะได้ยินแต่เสียงความคิดของผู้ชายเท่านั้นนะ...  ผู้กองสาวพราวเสน่ห์คิด
               “เอาละ  ขอบคุณทุกคนที่มาเยี่ยมฉันนะ  ตอนนี้ฉันขอพักผ่อนก่อนนะ  ง่วงมาก ๆ เลย”  เธอแกล้งหาว  เพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่าตนต้องการนอนหลับจริง ๆ  เมื่อได้ยินดังนั้นแล้ว  เพื่อนตำรวจของเธอก็ร่ำลาหญิงสาว  และ
พากันออกจากห้อง  ปล่อยให้คนป่วยได้พักผ่อนอย่างเต็มที่  

ทางด้านของธามเมธีที่นอนอยู่ไม่ห่างจากทิพยดาเท่าใดนัก  ก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา  เพราะเขาได้ยินเสียงพูดคุยจากเตียงข้าง ๆ  แม้เสียงจะไม่ดังมาก  แต่หูของเขาก็จับใจความได้ว่า  พวกเขามาเยี่ยม  ผู้กอง  คนหนึ่ง  เขาจึงพยายาม
เอี้ยวตัวมองหาคนป่วยที่เป็นตำรวจ  และชายหนุ่มก็สะดุดตากับใบหน้าเล็กที่เรียวสวยและจิ้มลิ้มของหญิงสาวคนหนึ่ง  ที่เพิ่งเผชิญสถานการณ์เสี่ยงตายกับเขามาอยู่หมาด ๆ และที่เขาเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดเจนก็เพราะว่า  
คนที่มาเยี่ยมเจ้าหล่อนนั้นพวกเขาปิดม่านไม่สนิท
               “ตาธาม ! เป็นยังไงบ้างลูก”  ธดาภรณ์  หญิงวัยราวห้าสิบปี  ซึ่งผิวหน้ายังคงเต่งตึงไม่แพ้สาว ๆ  วัยสี่สิบ ว่าพลางเดินเข้ามาสวมกอดบุตรชายคนโต
               “ผมไม่เป็นไรแล้วครับ  ไม่ต้องเป็นห่วงครับ  แม่...ผมจะอยู่กับแม่ไปอีกนาน ๆ  เลย” ชายหนุ่มพูด  พลางทำเสียงออดอ้อนราวกับเด็กเล็ก ๆ  
               ไม่กี่อึดใจ  ธีระ ชายผู้มีอายุราวหกสิบปี  แต่ใบหน้ายังดูไม่แก่มากนัก  ราวกับเขาเพิ่งอายุแค่ห้าสิบปีเท่านั้นเองก็เดินเข้ามาภายในห้อง
               “คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองจริง ๆ  นะ ตาธาม”
               “ผมเป็นคนดวงแข็งครับ  พ่อ ไม่เป็นอะไรง่าย ๆ  หรอกครับ”  คนที่นอนอยู่บนเตียงพูดทีเล่นทีจริง
               “พี่ธามเป็นคนดี  ผีคุ้มอยู่แล้วครับ ทั้งพระทั้งผีไม่ยอมปล่อยให้พี่ชายของผมเป็นอะไรไปหรอก”  ธีธัช  หรือ   ทิว’  น้องชายคนรองของธามเมธี  เขาเป็นหนุ่มมาดเข้ม  ใบหน้าคมคาย อายุน้อยกว่าพี่ชายคนโตสามปี 
              “ว้า ! ถ้าเทียราเข้าโรงพยาบาลแบบพี่ธามนี่  แม่กับพ่อจะเป็นห่วงเทียราเหมือนที่เป็นห่วงพี่ธามมั้ยนา”  ธีรฉัตร  หรือ  เทียรา  น้องนุชสุดท้องซึ่งเป็นที่รักของคนในบ้าน  เธอเป็นคนตัวเล็ก  ขาสั้น ผิวขาว  ดวงหน้าเป็น
รูปไข่  เจ้าหล่อนเป็นคนน่ารัก  และร่าเริง  สดใสอยู่เป็นนิตย์  กระเง้ากระงอด
             “แม่กับพ่อก็รักลูกทั้งสามคนเท่ากันแหละ  ยายเทียร่า ไม่ต้องมาน้อยใจเลย” ธดาภรณ์กับธีระยีหัวบุตรสาวอย่างเอ็นดู
             สักพัก  พยาบาลสาวสวยก็เข้ามาตรวจอาการของธามเมธี  ซึ่งเพิ่งฟื้นขึ้นมาไม่นาน  จู่ ๆ ชายหนุ่มก็ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่สาวเอ่ยอะไรออกมาบางอย่าง
             ...ผู้ชายอะไรหล่อบาดใจชะมัด  ดวงตาสองชั้นคมกริบ  วงหน้าก็ล้อหล่อ  จมูกก็โด่ง  แถมปากยังเป็นกระจับอีก  น่ากินอะ... 
             คนไข้หนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับสะดุ้งสุดตัว  และถอยกรูดไปชิดกับผนัง  ถ้าเขาละลายไปกับเนื้อปูนได้  เขาคงทำไปแล้ว...
            “มะ...เมื่อกี้คุณพยาบาลพูดอะไรน่ะครับ”  ชายหนุ่มเอ่ยอย่างตะกุกตะกัก
            “หือ...ดิฉันยังไม่ได้พูดอะไรเลยนะคะ  คนไข้  ดิฉันแค่มาตรวจอาการของคุณเฉย ๆ ค่ะ”  หญิงสาวในชุดสีขาวงุนงง
            “ใช่จ๊ะ  ตาธาม คุณพยาบาลเขายังไม่ได้พูดอะไรสักคำเลยนะ”  ผู้เป็นมารดายืนยัน  รวมถึงบิดาและน้อง ๆ ทั้งสองคนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน
             ...ตาธาม  คงไม่ได้เป็นบ้าหรอกนะ  ไม่ ๆ ๆ ๆ...  มารดาของธามเมธีกังวลอยู่ในใจ
            ...หรือพี่ธาม  จะอยู่ในน้ำนานเกินไปนะ  หรือว่าเพราะเหตุการณ์ฟ้าผ่านั่น  ทำให้พี่ชายเรามีอาการแปลก ๆ  หรือผีจะเข้าสิงพี่เรานะ  สงสัยต้องพาพี่ธามไปหาหมอผีซะแล้วล่ะ...  เทียราคิดเลยเถิดไปใหญ่
           ...สงสัยต้องให้คุณหมอมาเช็คประสาทของคนไข้แล้วล่ะ...  พยาบาลสาวคิดอีกครั้ง
             คราวนี้ธามเมธีจับจ้องที่ใบหน้าทุกคนนิ่ง  ก็สังเกตว่าไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลย  แล้วเสียงที่เขาได้ยินก็มีแต่เสียงของผู้หญิงทั้งนั้น  แต่เสียงของบิดากับน้องชาย  เขากลับไม่ได้ยินแต่อย่างใด !
             …หรือว่าหลังจากเหตุการณ์ฟ้าผ่า  จะทำให้เขา อ่านใจ  ผู้หญิงได้ !…      

     

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น

  1. #1 lek1319 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 มีนาคม 2564 / 10:05

    สนุกดีครับ ผมชอบ

    #1
    0