โทรจิต...สะกิดรัก

ตอนที่ 3 : จะจ้องหน้ากันอีกนานไหม ?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 52
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    3 เม.ย. 64

 

 

 

ระหว่างที่ผู้บริหารสูงสุดของโรงแรมระดับห้าดาวอยู่ที่โรงพยาบาล  เขาแทบจะไม่กล้าเดินออกไปนอกห้องผู้ป่วยเลย  เพราะทุกครั้งที่เขาเดินผ่าน
ผู้หญิง  ไม่ว่าเธอจะเป็นเด็ก  วัยรุ่น วัยกลางคน  หรือคนแก่ก็ตาม เสียงความคิดของพวกเธอทั้งหลายจะดังก้องในสมองของธามเมธีทุกครั้ง  จนเขาถึงกับ
ปวดศีรษะเลยทีเดียว !
               ชายหนุ่มเป่าปากออกมาด้วยความโล่งอกที่ในที่สุด  ธีธัชกับธีรฉัตรก็พาเขากลับมานอนในห้องผู้ป่วยพิเศษสักที เขาจะได้ไม่ต้องได้ยินความคิดของ
ผู้หญิงคนอื่นซึ่งเขาไม่รู้จักอีก
               ...พรุ่งนี้จะได้กลับบ้านสักที  เขาคงต้องทำตัวให้ชินกับ  พรสวรรค์  ที่ได้รับมาเสียแล้ว  อีกอย่างการได้รู้ความคิดของฝ่ายหญิง  ก็จะทำให้เขารู้
ความต้องการของลูกค้าและพนักงานที่เป็นผู้หญิงมากขึ้นด้วย  เขามีแต่ได้กับได้...

 

ขณะเดียวกันทางฝั่งของตำรวจสาวที่นอนอยู่อีกห้อง  ก็รู้สึกไม่ต่างกับชายหนุ่มเท่าใดนัก  เนื่องจากความคิดของผู้ชายทุกคนก็ดังก้องอยู่ในหัว
ของเธออย่างไม่หยุดหย่อน จนเธอทนไม่ไหว  ต้องหยิบหูฟังมาฟังเพลงจากโทรศัพท์มือถือ  เพื่อกลบเกลื่อน  เสียง  ที่เจ้าหล่อนไม่อยากได้ยิน
               ...เดี๋ยวก็ชินน่า  ยายหนูญ่า การได้ยินเสียงความคิดของผู้ชายก็เป็นผลดีกับอาชีพของเธอไง  จะได้รู้เท่าทัน
เล่ห์เหลี่ยมของพวกผู้ร้าย และหาหลักฐานเอาผิดพวกมันได้ง่ายขึ้น...  ผู้กองสาวปลอบตัวเองในใจ

 

ธามเมธีลุกขึ้นจากเตียง  และเดินออกมาจากห้องผู้ป่วย  ไปยังโถงทางเดินของโรงพยาบาล  เพราะตลอดทั้งคืนเขานอนไม่หลับ  ทั้งพลิกตัวไปมา
ก็แล้ว  ฟังเพลงก็แล้ว แต่ก็ยังไม่เข้าสู่ห้วงนิทราสักที
               “อยากกินเค้กไอติม  แฮมเบอร์เกอร์ มันฝรั่งทอด  ข้าวผัดอเมริกันจังเลย  ” เสียงปริศนาของหญิงสาวคนหนึ่งดังก้องในสมองของซีอีโอหนุ่ม
               เขารีบหันขวับไปยังที่มาของเสียง  ทว่ากลับมีอะไรบางอย่างมาชนแผ่นอกของเขาเข้าอย่างจัง
               ตุบ !
               “เธอนี่เอง !”  ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นเมื่อก้มลงมองสิ่งที่มากระแทกร่างของเขา
               “นะ...นาย”  เป็นเสียงของตำรวจสาวคู่กรณีของเขา  ที่หนีตายจากคนร้ายมาพร้อมกัน  และทั้งสองก็กระโดดลงไปยังใต้น้ำ ก่อนที่ฟ้าจะผ่าลงมาที่
ผืนน้ำนั่นเอง
              “อ้าว !  คุณผู้กองญาญ่า  เอ๊ย !  หนูญ่า นั่นเอง”  ธามเมธีจำใบหน้าของเจ้าหล่อนได้แม่นยำ
              “แล้วนายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
            “แล้วเธอล่ะ  ทำไมถึงเดินออกมาที่นี่  ตอนนี้ มันดึกแล้วนะ...ไม่กลัวผีมาหลอกหรือไง แฮ่ !”  เขาลากเสียงให้ฟังดูน่ากลัวในประโยคสุดท้าย  ราวกับตอนนี้ทั้งคู่กำลังอยู่ในหนังผีหรือหนังสยองขวัญสักเรื่อง
              ทว่าความตั้งใจที่จะทำให้ตำรวจหญิงนักบู๊กลัวจนหัวหดก็ต้องมอดลงไป  เพราะทิพยดาไม่รู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย  แถมยังตอบคำถามเขา
อย่างฉะฉานอีกด้วย
              “ก็ฉันนอนกระสับกระส่ายไปมาอยู่หลายชั่วโมงแล้ว  แต่ทำยังไงก็ไม่หลับ  ฉันเลยเดินออกมานอกห้องนี่ละ”
              “เพราะคุณอยากกินเค้กไอติม  ข้าวผัดอเมริกัน  มันฝรั่งทอด และก็อะไรน่า...อืม...นึกไม่ออกอะ...อ้อ นึกออกแล้ว  แฮมเบอร์เกอร์  ใช่ไหมล่ะ ?  
ธามเมธีทำท่าครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง  กว่าจะนึกออก
              “เดี๋ยวนะ !  นายรู้ได้ยังไง  ฉันยังไม่ได้พูดเรื่องนี้กับใครเลยนะ”  ทิพยดาถามเสียงหลง  หัวคิ้วย่นเข้าหากันด้วยความงุนงง
              “เอ่อ...คือ...เอ่อ...คือ...เอ่อ...”  ฝ่ายที่ถูกถามไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี
              “โอ๊ย !  ตกลงวันนี้ฉันจะรู้มั้ยเนี่ยว่า  ทำไมนายถึงรู้ความต้องการของฉัน”  มือปราบสาวชัก รมณ์  เสีย ไม่รู้จะอ้ำอึ้งอะไรกันนักหนา
              “ถ้าบอกแล้วเธอจะเชื่อฉันเหรอ”  ว่าพลางเม้มริมฝีปากเข้าหากัน  บ่งบอกถึงความไม่มั่นใจในสิ่งที่จะเอ่ยถึง
              “นายก็ลองบอกมาก่อนสิ  แล้วฉันจะตัดสินเองว่าควรเชื่อนายหรือไม่”  น้ำเสียงของตำรวจสาวขาลุยแฝงความรำคาญอย่างเห็นได้ชัด
              ...ถ้าจะบอกว่าฉันได้ยินเสียงความคิดของเธอ  ยายหนูญ่าจะหาว่าฉันบ้าไหมเนี่ย...  คนที่ถูกกดดันให้พูดคิดอยู่ในใจ
              “นี่นายได้ยินเสียงความคิดของฉันเหรอ”  หญิงสาวโพล่งขึ้นมาทันควัน
              “ฉันยังไม่ได้พูดเลยนะ ยะ...อย่าบอกนะว่าเธอก็ได้ยินความคิดของฉันด้วยเหมือนกัน”  เขาพูดตะกุกตะกักด้วยความตกใจ
              “ชะ...ใช่”  เจ้าหล่อนถึงกับพูดติดอ่างเลยทีเดียว  ก่อนจะถามต่อว่า  “อย่าบอกนะว่า นายได้ยินเสียงความคิดของผู้หญิงทุกคนเลยน่ะ”
              “ใช่”  เขาพยักหน้า 
              “เดี๋ยวนะ !  หรือว่าเหตุการณ์ฟ้าผ่าที่คลองนั่น  เราทั้งคู่จึงได้ยินเสียงความคิดของคนที่เป็นเพศตรงข้ามกับตนเอง”  ชายหญิงทั้งสองโพล่งออกมา
แทบจะพร้อมกัน
              “ผู้ชายก็จะอ่านความคิดของผู้หญิงได้”  ชายหนุ่มเอ่ยอย่างช้า ๆ   “ส่วนผู้หญิงก็...”
              “จะได้ยินความคิดของผู้ชาย”  หญิงสาวในชุดคนไข้ของโรงพยาบาลรีบเสริมต่อทันที
              “นายรู้มั้ยว่าตลอดเวลาที่อยู่ในโรงพยาบาล  ฉันได้ยินเสียงความคิดของผู้ชายในทุกช่วงวัยเลย  จนฉันต้องพยายามหลีกเลี่ยงในสถานที่ที่มีผู้ชาย
เยอะ ๆ  น่ะ” ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์สาวอธิบาย
              “ฉันก็เหมือนกัน  ในหัวของฉันก็มีแต่เสียงของผู้หญิงหลากหลายวัยวนอยู่ในสมองของฉันตลอดเลย”  นักธุรกิจหนุ่มพูดรัวเร็ว
              ทว่ายังไม่ทันที่ทั้งคู่จะสนทนาอะไรกันมากไปกว่านี้  เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
             “คนไข้คะ !  มาส่งเสียงดังอะไรกันตรงนี้  รบกวนคนไข้คนอื่นค่ะ  รีบกลับห้องเดี๋ยวนี้ค่ะ”  พยาบาลหน้าดุ รูปร่างท้วม  ใส่แว่นตากรอบหนา  ไล่คนป่วยทั้งสอง
              ผู้ซึ่งมีสัมผัสพิเศษทั้งสองคน  จึงต้องรีบเดินกลับไปพักผ่อนที่ห้องของตนอย่างเสียไม่ได้  และก่อนที่ต่างฝ่ายจะกลับห้องของตนเอง  ทั้งสอง
ก็มองตากันอย่างคนที่มีความรู้สึกดี ๆ  ให้แก่กัน...

 

หลังจากผู้บริหารสูงสุดของโรงแรมระดับห้าดาวออกจากโรงพยาบาลมาได้ไม่นาน  ธามเมธีก็รีบไปสะสางงานในส่วนของตนที่โรงแรมต่อทันที  เมื่อชายหนุ่มเข้าไปทำงานในห้องได้สักพัก  เสียงอินเตอร์คอมในห้องทำงานของเขาก็ดังขึ้น  พร้อมกับที่กรรัมภา  เลขานุการส่วนตัวของเขาเข้ามารายงานเรื่อง
การตกแต่งภายในของอาคารหลังใหม่  ซึ่งทางโรงแรมได้สร้างขึ้นเพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น  และหลังจากชายหนุ่มเลือกแบบผ้าม่านที่จะใช้ตกแต่งอาคารหลังใหม่ของโรงแรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว  เจ้าของโรงแรมก็ให้กรรัมภานำแบบที่เขาต้องการไปให้แก่ผู้ที่ทำการคิดและวางแผนในการออกแบบ
ตกแต่งภายในอาคารต่อไป
             จากนั้นธามเมธีก็วุ่นอยู่แต่กับงาน...งาน...และก็งาน  จนแทบไม่มีเวลาจะกระดิกกระเดี้ยตัวไปไหนเลย  จนกระทั่งงานทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย  
เขาจึงไปผ่อนคลายสมองด้วยการไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสของโรงแรม
          

 “ขอโทษนะคะ  ฉันมาขอพบคุณธามเมธี  ภาคินวงศ์ เจ้าของโรงแรมค่ะ”   ทิพยดาเอ่ยกับพนักงานต้อนรับของโรงแรม
              “ไม่ทราบว่า นัดไว้หรือเปล่าครับ ?”  พนักงานหนุ่มถาม
             “ไม่ได้นัดค่ะ”
             “รอสักครู่นะครับ”  ชายหนุ่มว่า พลางต่อสายไปยังเลขา ฯ ส่วนตัวของผู้บริหารหนุ่ม
             ตำรวจสาวยืนรออยู่ครู่ใหญ่  ก็มีพนักงานสาวคนหนึ่งพาเธอไปหาบุคคลที่เจ้าหล่อนต้องการพบ
             “เชิญค่ะ คุณธามเมธี  อยู่ที่ห้องฟิตเนสค่ะ”

 

ร่างใหญ่ในชุดกีฬาสีเขียวกำลังเดินอยู่บนลู่วิ่ง  เขาปรับความเร็วของเครื่องให้อยู่ในระดับปานกลาง  เพราะเขาเพิ่งออกจากโรงพยาบาล  จึง  
ไม่อยากออกกำลังกายหักโหมจนเกินไป  สักพักใหญ่หูของเขาได้ยินเสียงฝีเท้าของใครคนหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลัง  ชายหนุ่มจึงหันขวับไปยังที่มาของเสียง
            “เธอต้องการพบฉัน  มีเรื่องอะไรหรือเปล่า ?”  ผู้บริหารสูงสุดของโรงแรมในเครือภาคินกรุ๊ปเอ่ยกับผู้มาเยือน
            “ก่อนอื่นฉันต้องขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการก่อนค่ะ  ฉัน...ร้อยตำรวจเอกหญิงทิพยดา  ไดอานา หรือหนูญ่า’  จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ  หรือ
ดีเอสไอ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” เธอว่า  พลางยื่นมือขวามาข้างหน้าชายหนุ่ม
            “ส่วนผม...ธามเมธี  ภาคินวงศ์ หรือ  ธาม   ผู้บริหารสูงสุดของโรงแรมในเครือภาคินกรุ๊ป  ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ  คุณผู้กองหนูญ่า”  เขาแนะนำตัว
พลางจับมือทักทายอีกฝ่าย
            ความจริงแล้วในวันที่ธามเมธีออกมาจากโรงพยาบาล  เขาก็สอบถามชื่อและข้อมูลเบื้องต้นของตำรวจสาวคนนี้จากพนักงานฟรอนต์ของโรงพยาบาล  
เมื่อเขาได้ข้อมูลของเธอมาแล้ว จึงลองพิมพ์ชื่อของผู้กองสาวลงไปในอินเทอร์เน็ต  ก็พบว่าเธอเป็นตำรวจสาวลูกครึ่งไทย-นอร์เวย์  จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ  ตามที่หญิงสาวบอกเขาในวันนั้นจริง ๆ 
          ที่สำคัญตำรวจหญิงคนนี้ยังมีผลงานจับกุมผู้ร้ายในคดีใหญ่ ๆ มามากมาย  เช่น  คดีฆาตกรรม คดียาเสพติด  และล่าสุด คือคดีโจรกรรมรถยนต์รายใหญ่ที่เพิ่งจับกุมนายกระทิง  ผู้เป็นหัวหน้าแก๊งได้เมื่อสัปดาห์ก่อนนั่นเอง !
           “เอ่อ...จริงสิคะ  คุณธาม ฉันยังไม่ได้จ่ายค่าเสียหายที่ฉันขับรถชนท้ายรถเบนซ์ของคุณเลยค่ะ”  หญิงสาวเปลี่ยนสรรพนามที่เคยเรียกชายหนุ่มให้ดู
สุภาพขึ้น  เพราะขณะนี้เขาเป็นเจ้าของโรงแรมซึ่งอยู่ในชุดสูทที่ดูมีสง่าราศีอย่างยิ่ง  จนเธอไม่กล้าที่จะเรียกเขาว่า  นาย  และพูดจาต่อล้อต่อเถียงกับเขาอย่างที่เจ้าหล่อนเคยทำ   
           “คุณต้องการค่าเสียหายเท่าไรคะ ?”  ว่าพลางล้วงหยิบกระเป๋าสตางค์มาเปิดดู
           “ไม่เป็นไรหรอกครับ  คุณหนูญ่า  ฉัน  ไม่สิ...ผม...ไม่ต้องการให้คุณชดใช้ค่าเสียหายแล้ว”  ชายหนุ่มเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกหญิงสาวเหมือนกัน
           “อ้าว !  ทำไมถึงเปลี่ยนใจแล้วล่ะคะ  ก็ตอนนั้นคุณยังทะเลาะกับฉันเรื่องอุบัติเหตุอยู่เลยนี่”  คู่กรณีสาวสงสัย
           “ก็ตอนนั้นผมยังไม่รู้นี่ครับ  ว่าผู้ต้องสงสัยที่คุณหนูญ่าสะกดรอยตาม  จะเป็นผู้ร้ายขึ้นมาจริง ๆ  จนผมได้หนีตายไปพร้อมกับคุณนั่นแหละ”  
กระแสสำเนียงของเขาอ่อนโยนดุจสายลม ฟังแล้วหัวใจของเจ้าหล่อนพลันอ่อนยวบอย่างห้ามตนเองไม่อยู่
           ...ไม่น่าเชื่อ ผู้หญิงที่สวย  น่ารัก  หุ่นดีขนาดนี้ จะเป็นตำรวจไปได้  ถ้าบอกว่าเป็นดาราหรือนางแบบยังดูน่าเชื่อมากกว่าเลย... ธามเมธีครุ่นคิด
          “เอ่อ คุณธามคะ ถึงคุณจะไม่เอาเรื่องฉัน แต่ฉันก็ไม่สบายใจอยู่ดี เอาอย่างนี้มั้ย  ฉันขอเป็นคนเอารถเบนซ์ของคุณไปซ่อมที่อู่ซ่อมรถของเพื่อนฉันที่อยู่ในละแวกนี้ดีกว่าค่ะ  ถือเป็นการไถ่โทษ  อย่าปฏิเสธเลยค่ะ”
           เมื่อเจ้าของโรงแรมได้ยินถ้อยคำที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ  และรู้สึกผิดของหญิงสาวตรงหน้า  เขาก็ยอมทำตามความปรารถนาของเธอ 
           “ตกลงครับ ผมจะให้คุณเอารถของผมไปซ่อมที่อู่ของเพื่อนคุณละกัน”
           “โอเคค่ะ” เจ้าหล่อนยิ้มละไม  “เอาละค่ะ  จุดประสงค์ที่ฉันมาที่นี่  เพราะต้องการสอบถามข้อมูลของ นายเหมันต์   มือขวาคนสนิทของเสี่ยพินิจที่
เข้ามาพักในโรงแรมของคุณ  เพราะเสี่ยพินิจเป็นผู้ร้ายที่ฉันสงสัยว่าอาจจะเป็นหัวหน้าแก๊งนันทิ  แก๊งโจรกรรมรถยนต์รายใหญ่และนำเข้ารถหรูหนีภาษี
ผิดกฎหมายที่ทางตำรวจกำลังตามล่าอยู่  แต่ยังหาหลักฐานเอาผิดมันไม่ได้ค่ะ”  น้ำเสียงและสายตาของทิพยดาบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นอย่างชัดเจน 
           “อ๋อ เข้าใจแล้วครับ...งั้น...เราไปคุยที่ห้องรับแขกวีไอพีละกันครับ  คุณตำรวจ” 

 

“คุณธามคะ  นี่จ่าสิบตำรวจเอกเกรียงไกร  ธรรมทาน  ตำรวจคู่หูของฉันเองค่ะ”  ทิพยดาผายมือไปทางชายวัยสี่สิบต้น ๆ  ใบหน้ากลมโต  ตาชั้นเดียว 
จมูกแบน  รูปร่างอ้วนอย่างเห็นได้ชัด  ธามเมธีทักทาย  พลางโค้งศีรษะให้คู่หูของผู้กองสาว
           หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก  ดีเอสไอ   ทั้งสองคน ขอประวัติและข้อมูลส่วนตัวของนายเหมันต์  ลูกค้าที่เคยมาพักในโรงแรมภาคินธานี ย่านบางเขน  เรียบร้อยแล้ว  เกรียงไกรก็โพล่งขึ้นมาอย่างนึกได้
           “เออ...แล้วเรื่องอุบัติเหตุล่ะครับ  คุณธามตกลงกับผู้กองเรียบร้อยหรือยังครับ”
           “เรียบร้อยแล้วครับ  ผมจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ  จากคุณหนูญ่าครับ  เพราะมันเป็นเหตุสุดวิสัย  และคนที่พวกคุณตามอยู่ก็เป็นคนร้ายจริง ๆ 
ไม่มีใครตั้งใจขับรถไปชนรถคนอื่นหรอกครับ...และคุณหนูญ่าก็รับผิดชอบด้วยการเอารถของผมไปซ่อมที่อู่ซ่อมรถของเพื่อนซึ่งอยู่แถวนี้ครับ” ผู้บริหารสูงสุดของโรงแรมพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
           “เดี๋ยวนะครับ ไม่ทราบว่าคุณกับผู้กองไปสนิทกันตั้งแต่เมื่อไรครับ”  จ่าวัยกลางคนถาม พลางมองชายหญิงที่เคยเป็นคู่กรณีกันสลับกันไปมาอย่างงุนงง
           “เอ่อ...คือผมกับคุณหนูญ่ายังไม่ได้สนิทกันนะครับ  แค่คุยกันเข้าใจแล้ว...ก็เท่านั้นเองครับ”  ธามเมธีเป็นฝ่ายตอบ
           “เอิ่ม...ดู ๆ ไปแล้ว  ผู้กองกับคุณธาม  ก็ดูเหมาะสมกันดีอย่างกับกิ่งทองใบหยกเลยนะครับ”  เกรียงไกรพูดไปพลาง  ยิ้มไปพลาง“  หยุดพูดเดี๋ยวนี้
เลย  จ่า !  ถ้าไม่อยากเจ็บตัว”  ผู้หญิงที่ถูก แซว’  ถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างเอาเรื่อง
           ทันใดนั้นเสียงความคิดของซีอีโอหนุ่มก็ดังเข้าไปในสมองของตำรวจสาว  ทำให้การคุยกันทาง  โทรจิต  ระหว่างธามเมธีกับทิพยดา  เริ่มขึ้นจนได้
           …ยายหนูญ่านี่ โหดไม่ใช่เล่นเลย  น่าสงสารแฟนหนุ่มของเธอในอนาคตจัง  ไม่รู้ใครจะเป็นผู้โชคร้ายคนนั้น...
           ...เขาเรียกว่าโชคดีต่างหากค่ะ  คุณธาม ใช้คำให้ถูกด้วยนะคะ...  เธอย่นจมูกใส่คนที่แอบนินทาหล่อนในใจ
           นี่คุณแอบฟังสิ่งที่ผมคิดใช่มั้ยเนี่ย  คุณหนูญ่า... เขาส่งค้อนวงใหญ่ให้เธอ
        ...ไม่ได้แอบฟังค่ะ  แต่ความคิดของคุณมันเข้ามาในสมองของฉันเอง  จะทำไงได้คะ...  เธอทำหน้าทะเล้นใส่เขา  เป็นผลให้อีกฝ่ายสวนกลับโดยการตีหน้าขรึมใส่เธอ
           …ชาตินี้ผมขออยู่เป็นโสดไปตลอดชีวิตดีกว่า  จะได้ไม่ต้องฟังเสียงความคิดของผู้หญิงจอมกวนเช่นคุณ...
           ...คุณธาม !  นี่คุณหาว่าฉันกวนประสาทคุณเหรอ...  ทิพยดาทำจมูกฟุดฟิดด้วยความหงุดหงิด  พลางทำปากยื่นอย่างแสนงอน  แต่สักพักเจ้าหล่อนก็
ดีดนิ้วดังเปาะราวกับมีความคิดดี ๆ  ผุดขึ้นมาในหัว 
          …คุณไม่ต้องอยู่เป็นโสดไปตลอดก็ได้นะ  คุณธาม  คุณก็แค่มีคนรักเป็นผู้ชายเท่านั้นเอง ปัญหาทุกอย่างก็จะหมดไป  คุณจะได้ไม่ต้องรำคาญกับ
ความคิดจุกจิกของผู้หญิงไง...
          ...จะบ้าเหรอ คุณหนูญ่า  ผมชอบผู้หญิง  ไม่ได้ชอบผู้ชาย...  ชายหนุ่มถลึงตาใส่อย่างเอาเรื่อง
          ...จริงเหรอ... เธอยิ้มล้อเลียน
          ...จริงแท้แน่นอน...
          พฤติกรรมของชายหญิงทั้งสอง  ทำให้เกรียงไกรถึงกับขมวดคิ้วด้วยความงุนงง  มองสองฝ่ายสลับกันไปมาหลายครั้ง  พลางเกาหัวแกรก ๆ  จนเขา
อดรนทนไม่ไหว  ต้องโพล่งถามออกมาเป็นบทเพลงเลยทีเดียว
        “พวกคุณจะจ้องหน้ากันอีกนานไหม  ผมยังอยู่ตรงนี้นะครับ  อย่าเห็นผมเป็นหัวหลักหัวตอเลยครับ”  ตำรวจยศจ่าสิบตำรวจเอกร้อง พลางโยกตัวไปตามจังหวะเพลง ทำให้ธามเมธีกับทิพยดารีบขอโทษเขาแทบจะพร้อมกัน 
          แล้วจ่าร่างอ้วนก็เอ่ยวาจาออกมา  “พวกคุณไม่คิดจะพูดกันสักคำเลยเหรอครับ  แสดงออกทางสีหน้าและท่าทางอย่างเดียว  หรือพวกคุณกำลังคุยกันทาง
โทรจิตอยู่ครับ ?” 
          ชายหญิงทั้งสองตอบพร้อมกันว่า  ใช่  ทำเอาคนถามงงเป็นไก่ตาแตก
          “ถ้าเป็นปลากัด จ้องกันขนาดนี้ท้องไปนานแล้ววว” คนที่  งงเป็นไก่ตาแตก  ลากเสียงยาว
          ธามเมธีจึงต้องรีบเปลี่ยนเรื่องคุย  “แหม ดูคุณจ่าสนิทกับคุณหนูญ่าจังเลยนะครับ”
          “ก็ใช่น่ะสิ ก็ผมกับผู้กองทำงานเข้าขากันนี่ครับ” เกรียงไกรเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ “ตอนแรกก็ไม่คิดว่าเราจะมาเป็นตำรวจคู่หูกันหรอกครับ  เพราะ
เธอเป็นผู้หญิงที่ดูบอบบางมาก  ดูไม่เหมือนตำรวจเลย”
          “ไม่ใช่จ่าเกรียงไกรคนเดียวนะคะ  ที่คิดว่าฉันไม่เหมือนตำรวจน่ะค่ะ  เพื่อนตำรวจอีกหลายคนก็คิดแบบนั้นค่ะ”  ตำรวจสาวที่ถูกกล่าวถึงเอ่ยเสริม  
พลางยิ้มละไม
          “ถ้าฉันบอกใครว่าเป็นตำรวจ  โดยที่ไม่ชูตราให้เขาดู  คนอื่นก็คงไม่เชื่อฉันหรอกค่ะ...ดีไม่ดีฟังแล้วอาจจะคิดว่าฉันเป็น  ต.ร.ป.   ก็ได้  ใครจะไปรู้” 
ทิพยดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนัก
          “ต.ร.ป. คืออะไรเหรอครับ ?” ผู้ฟังทวนอักษรย่ออย่างงงงวย
          “คุณธามลองทายมาก่อนสิคะ”  แววตาเจ้าหล่อนซุกซนเล็กน้อย
          “โห !  ยากนะเนี่ย หรือจะเป็น...ตำรวจไปรษณีย์ครับ” ชายหนุ่มเดา
          “ตำรวจไปรษณีย์ มันมีที่ไหนกันล่ะคะ  เขามีแต่บุรุษไปรษณีย์ค่ะ”  คนตั้งคำถาม  ยกมุมปากขึ้นคล้ายจะยิ้มขำ
          “โอเค ยอมแล้วคร๊าบบบ”  เขายกธงขาว
          “เฉลยค่ะ ต.ร.ป.  ก็คือ  ตำรวจปลอม  ยังไงล่ะคะ”  น้ำเสียงของเธอออกจะยียวนกวนประสาทเล็กน้อย
          จบคำ  คนที่ฟังคำเฉลย  ถึงกับหัวเราะพรืดออกมาทันที 
          ...ยายหนูญ่าก็น่ารักดีแฮะ !  มีมุขตลกกับเขาด้วย  คือดีอะ... 
          แล้วหัวใจเจ้ากรรมของผู้บริหารหนุ่มก็พองโตขึ้นมาอย่างที่เขาไม่สามารถควบคุมตนเองได้  ราวกับลูกโป่งที่อัดแน่นไปด้วยก๊าซ  ไม่ระเบิดออกมาเสียที
          ...เอ๊ย !  เป็นอะไรไปเนี่ย  ตาธาม อย่าคิดอะไรบ้า ๆ  แบบนี้อีก  เข้าใจไหม...  ชายหนุ่มต่อว่าตนเองในใจ 
          ฉับพลันเสียงโทรศัพท์มือถือของทิพยดาก็ดังขึ้น  ขัดจังหวะการสนทนาของทั้งสามลงโดยพลัน
          “ผู้กอง ! คุณกับจ่าเกรียงไกร  รีบมาหาผมที่กรมสอบสวนคดีพิเศษตอนนี้เลย  ด่วนที่สุดนะ” น้ำเสียงของปลายสายดูเคร่งเครียด  จริงจัง
          “ได้ค่ะ  สารวัตร” เธอรับคำสั่งผู้บังคับบัญชา
          “ฉันกับจ่าเกรียงไกรต้องขอตัวก่อนนะคะ  ขอบคุณสำหรับความร่วมมือค่ะ  คุณธาม” ผู้กองสาวพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ เป็นมิตร
          “ขอไปนั่งในหัวใจของเขาหรือครับ  ผู้กอง” จ่าคู่หูแซว
          “บ้าน่ะ  จ่า !” ตำรวจสาวนักบู๊ตีที่ต้นแขนของลูกน้องดังเพียะ  เพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายที่ลูกน้องของเธอเอ่ยถึง  นักธุรกิจหนุ่ม   คนนั้น
           

ธามเมธีมองตามแผ่นหลังของหญิงสาวไปจนลับสายตา  ด้วยอารมณ์เสียดายอย่างบอกไม่ถูก  เมื่อชายหนุ่มเดินออกมาจากห้อง  พลันได้ยินเสียง
ใส ๆ ของหญิงสาวคนหนึ่งดังมาทางเบื้องหลังของเขา
           “พี่ธามชอบตำรวจสาวคนนั้นใช่มั้ย”
           “ยายเทียรา !  นายทิว !  มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย”  พี่ชายคนโตถามด้วยสีหน้างุนงง
           “ก็เทียรากับพี่ทิว  เห็นพี่ธามกับคุณหนูญ่าตั้งแต่อยู่ในห้องฟิตเนสแล้วล่ะคะ  ตอนที่พี่ธามกับเธออยู่ด้วยกัน  ขอบอกเลยว่าเคมีเข้ากันม๊ากมาก 
ดูแล้วหว๊านหวาน...หวานจนน้ำตาลยังยอมแพ้เลย”  ธีรฉัตรลากเสียงยาวอย่าง  อิน  จัด  แล้วเอ่ยต่อ “ท่าทางเธอจะมีใจให้พี่อยู่ไม่น้อยนา” น้องสาวคนเล็กเชียร์ว่าที่พี่สะใภ้
           “ผมก็คิดเหมือนยายเทียรานะ  พี่  ตั้งแต่เกิดมาพี่ธามยังไม่เคยมีแฟนเลยนี่  ทำไมไม่ลองจีบเธอดูละคร๊าบ”  ธีธัชสนับสนุน
           “ใช่แล้ว  สเปกซ์ของพี่ธาม  ชอบผู้หญิงสวยธรรมชาตินี่”  น้องนุชสุดท้องพูดอย่างแข็งขัน 
           “พอ ๆ  ไม่ต้องพูดมากเลยทั้งสองคน  พี่จะขึ้นห้องไปอาบน้ำแล้ว”  ธามเมธีเป็นฝ่ายตัดบท  แต่ก่อนที่พี่ชายคนโตจะเดินจากไป  เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
           “คุณหนูญ่าครับ คุณรู้ตัวไหมว่าคุณเป็นผู้หญิงที่สวยอยู่แล้ว  สวยธรรมชาติ ไม่ต้องแต่งหน้าก็สวยครับ...คุณจะรังเกียจไหมถ้าผมจะขอคุณ
เป็นแฟนครับ”   ธีรฉัตรพยายามเก๊กเสียงให้เหมือนผู้ชายมากที่สุด
           “ไม่รังเกียจเลยค่ะ  เพราะฉันก็ชอบคุณตั้งแต่ครั้งแรกที่เราได้พบกันค่ะ”  ธีธัชก็พยายามทำเสียงอ่อนเสียงหวานให้เหมือนผู้หญิง
           “พอเลย ๆ  หยุดล้อเลียนพี่เสียที...”  คนที่ถูกล้อเลียนค้อนปะหลับปะเหลือก      

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น