โทรจิต...สะกิดรัก

ตอนที่ 1 : ลุยเดี่ยว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 86
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    30 มี.ค. 64

 

 

ชายฉกรรจ์สามสี่คนย่องมาที่รถยนต์คันหนึ่งอย่างเงียบเชียบ  พลางใช้ชะแลงงัดประตูรถ  ทว่าล้มเหลวพวกเขาจึงหยิบสว่านไฟฟ้าขึ้นมาเพื่อทำการโจรกรรมรถยนต์อีกครั้งหนึ่ง  คราวนี้พวกมันทำสำเร็จก่อนจะสตาร์ตเครื่อง และเหยียบคันเร่งออกไปอย่างง่ายดาย  เนื่องจากเจ้าของรถคันนี้ไม่ได้ล็อกเกียร์  และไม่ได้ติดจีพีเอสแต่อย่างใด
                          พฤติกรรมของแก๊งขโมยรถกลุ่มนี้ไม่สามารถรอดพ้นสายตาของชายหญิงกลุ่มหนึ่งไปได้ พวกเขาสะกดรอยตามรถคันนั้นไปอย่างกระชั้นชิด  และเข้าจับกุมคนร้ายทันที       
                          “หยุดนะ !  นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ  มอบตัวซะเถอะ แกหนีไม่รอดแล้ว”  หญิงสาวคนหนึ่งตะโกนขู่ให้แก๊งของคนร้ายหยุดรถแต่โดยดี  ด้วยน้ำเสียงเข้มแข็ง  ทรงพลัง 
                         ซึ่งผู้หญิงคนที่ว่ามานั้นมีอายุยี่สิบเจ็ดปี  วงหน้าเล็กของหญิงสาวเรียวสวยและจิ้มลิ้มอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าของเจ้าหล่อนดูเป็นเด็กฝรั่งอย่างเห็นได้ชัด  เพราะเธอเป็นลูกครึ่งไทย-นอร์เวย์  ที่สำคัญหญิงสาวยังมีไฝสีดำ
เม็ดใหญ่อยู่ที่บริเวณลำคออย่างเห็นได้ชัด  ทั้งรูปร่างยังสูงโปร่ง  และหุ่นดีเหมือนกับนักแสดงระดับนางเอก  ผิวของเธอเป็นสีน้ำผึ้งอ่อน ๆ  ไม่ขาวหรือดำจนเกินไป  เส้นผมยาวดัดลอนกระดกไหวตามแรงของสายลมที่พัดผ่านมา  
คิ้วเรียวสวย นัยน์ตาคมสวยฉายแววมุ่งมั่นและจริงจัง  ส่วนจมูกของเธอก็โด่งได้รูป  และมีริมฝีปากอันอวบอิ่ม  เธอผู้นี้คือ  ‘ร้อยตำรวจเอกหญิงทิพยดา  ไดอานา  หรือ  ผู้กองหนูญ่า  ตำรวจสาวสวยลูกครึ่งไทย-นอร์เวย์  แห่งกรมสอบสวน
คดีพิเศษ  หรือ  ดีเอสไอ[1]  นั่นเอง
                         “มอบตัวดีกว่าน่า  ถ้าพวกแกไม่อยากถูกวิสามัญฆาตกรรม  ตายอย่างอนาถอยู่ที่นี่”  จ่าสิบตำรวจเอกเกรียงไกร  ธรรมทาน ตำรวจคู่หูของทิพยดา ซึ่งมีอายุสี่สิบปี  และอ้วนพุงพลุ้ย  ก็ผสมโรงเกลี้ยกล่อมให้คนร้ายมอบตัว
ด้วยอีกคน
                         ในขณะที่ผู้ร้ายอยู่ในวงล้อมของตำรวจนั้น  มอเตอร์ไซค์ห้าหกคันก็แล่นฉิวมาช่วยพวกของตน  พลางสาดกระสุนใส่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ล้อมจับอยู่ ทั้งสองฝ่ายยิงตอบโต้กันไปมาอย่างดุเดือด ทว่ากลับมีรถจักรยานยนต์
ของคนร้ายคันหนึ่งอาศัยจังหวะนั้นพา  นายกระทิง  ซึ่งเป็นหัวหน้าแก๊งทะยานหนีไปอย่างรวดเร็ว
                         ผู้กองสาว  กับ  จ่าคนสนิท  หลบกระสุนได้ทัน  และตำรวจสาวขอลุยเดี่ยว  ขี่มอเตอร์ไซค์ของจ่าคู่หูตามเป้าหมายไปอย่างกระชั้นชิด  ทั้งสองฝ่ายยิงสวนกันไปมา  จนเธอได้จังหวะขับรถจักรยานยนต์ปาดหน้าพาหนะ
ของคนร้าย  แล้วยิงเข้าที่หน้าอกด้านซ้ายของคนขับ  แม่นอย่างกับจับวาง  คนถูกยิงแน่นิ่งไปทันที !
                         ส่วนคนที่นั่งซ้อนรีบสาวเท้าวิ่งหนีตำรวจอย่างเร็วจี๋  แต่เขาก็ต้องล้มลงไปกองกับพื้น  เมื่อ
                         ปัง ! 
                        ตำรวจสาวเล็งไปที่ขาทั้งสองข้างของหัวหน้าแก๊ง  แล้วเหนี่ยวไกอย่างแม่นยำ  จนคนร้ายจนมุม 
                        ฟิ้ว !
                       ทันใดนั้นก็มีมีดเล่มหนึ่งเฉี่ยวผ่านติ่งหูของตำรวจสาวไป  จนเสียงของวัตถุแล่นผ่านแทรกเข้าไปในหูอย่างชัดเจน  เธอรีบหันขวับไปยังที่มาของมีดเล่มนั้น  เจ้าของมีดเล่มนั้นเป็นชายในชุดสีดำ  รูปร่างสมส่วน สวมหมวกกันน็อกปิดบังใบหน้า  มันกำลังเหวี่ยงมีดสั้นอีกเล่มไปยังทิพยดา
                        ฟิ้ว ! 
                        หากตำรวจหญิงกระโดดหลบได้ทัน  และจัดการกับผู้ร้ายคนนั้นจนมันสลบไป  พอเธอหันกลับมาอีกที  ผู้ร้ายซึ่งถูกยิงที่ขา  ก็กระโดดขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์หลบหนีไปได้  แต่ตำรวจอย่างเธอไม่ยอมให้คนร้ายหนีไปได้
ง่าย ๆ  หรอก  มือปราบสาวไล่กวดตามมันสองคนไปอย่างไม่ลดละ  พลางรัวกระสุนใส่ล้อรถจักรยานยนต์ของผู้ร้ายหวังให้มอเตอร์ไซค์ล้มลงกลางถนน  ทว่าฝ่ายนั้นรู้ทันไม่ยอมเสียทีง่าย ๆ  จนเมื่อทิพยดาได้จังหวะขับมอเตอร์ไซค์ไป
ขวางหน้าคนร้ายเอาไว้   ก่อนจะเหนี่ยวไกยิงตัดขั้วหัวใจของคนขับ  นัดเดียวจอด !  
                        และสิ่งที่ทำให้หัวหน้าแก๊งตกตะลึงอึ้งกิมกี่ก็คือ  ทิพยดากระโดดลอยตัวจากพาหนะของเธอไปยังรถจักรยานยนต์ของเป้าหมาย  แล้วอัดกำปั้นเข้าที่ชายคนร้ายซึ่งนั่งอยู่ด้านหลัง  จนมันหล่นลงบนพื้นถนน ! 
                       แต่กระทิงยังไม่สิ้นท่า  กลับคว้าก้อนหินที่อยู่บนพื้นถนนเขวี้ยงใส่ตำรวจสาว  โชคดีที่เธอเอี้ยวตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว  ก่อนจะม้วนตัวกระแทกเข่าเข้าที่หน้าท้องและต่อยเข้าไปที่ใบหน้าของผู้ร้ายลอบกัดอย่างสุดแรงเกิด !  
ทิพยดายิ้มอย่างผู้ชนะ  และสับกุญแจมือหัวหน้าแก๊งโจรกรรมรถยนต์ดังฉับ !
                      “ชอบลุยเดี่ยวตลอดเลยนะครับ  ผู้กอง” จ่าเกรียงไกรซึ่งตามมาทีหลัง  กระเซ้าหญิงสาว  “โอ้โห !  ผู้กองยิงปืนแม่นเวอร์  นัดเดียวเข้ากลางหัวใจเลย”  เขาหมายถึงชายคนร้ายอีกคนที่ถูกเธอวิสามัญเสียชีวิต
 

“ช่วยด้วยค่ะ  ช่วยด้วย !  ฉันถูกขโมยกระเป๋า”  หญิงผู้เสียหายวิ่งกระหืดกระหอบไล่กวดตามหัวขโมยไปอย่างไม่ลดละ
                     ชายหนุ่มคนหนึ่งได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังนั้นก็ไม่รอช้า  ล้วงหนังสติ๊กที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงสูท  นำก้อนหินที่ตกอยู่ริมถนนวางใส่สายร้อย  แล้วเล็งไปที่หัวขโมย
                      เป๊ะ !
                     เสียงก้อนหินแข็ง ๆ กระทบเข้ากับศีรษะของโจรวิ่งราวเข้าอย่างจัง  แม่นอย่างกับจับวาง ! แต่ชายฉกรรจ์ผู้บาดเจ็บกลับไม่หยุดวิ่งแต่อย่างใด  มันใช้มือคลำหัวป้อย ๆ  ก่อนจะส่งกระเป๋าใบนั้นให้กับชายร่างอ้วนคนหนึ่ง
                    หนุ่มพลเมืองดีรีบวิ่งไปดักหน้าคนร้าย  ก่อนจะชกเข้าที่ใบหน้าของหนุ่มร่างอ้วน  ทว่าฝ่ายนั้นหลบหมัดของเขาได้ทัน  และใช้เท้าถีบหน้าอกของชายหนุ่มจนเขาล้มตึงลงไปกับพื้น แต่ฝ่ายที่เสียทีก็ใช้ฝาถังขยะฟาดไปที่ศีรษะของ
ไอ้หัวขโมยจนมันเสียหลัก ก่อนที่พลเมืองดีจะตวัดเท้าเตะไปที่ลำตัวของอีกฝ่าย  จนมันร้องครางด้วยความเจ็บปวด
                    แต่ทันใดนั้นชายคนร้ายอีกคนที่ถูกชายหนุ่มยิงหนังสติ๊กใส่  ก็มาช่วยเพื่อนของมัน  หนุ่มพลเมืองดีจึงกระโดดไปยังกำแพงที่อยู่ข้าง ๆ ก่อนจะซัดเข้าที่ใบหน้าของคนร้ายทั้งสองพร้อมกัน  และเตะเข้าที่จุดยุทธศาสตร์ของผู้ร้าย
คนหนึ่งจนมันถึงกับจุก   ทรุดฮวบลงกับพื้นทันที !
                   หลังจากนั้นชายหนุ่มก็หมุนตัวไปนั่งที่คอของชายร่างอ้วน  และกระทุ้งข้อศอกเข้าที่ศีรษะของคนร้ายอย่างเต็มเหนี่ยว  จนคนถูกกระทุ้งถึงกับทรงตัวไม่ไหวเลยทีเดียว  ฝ่ายของพลเมืองดีที่เป็นต่อจึงต่อยเข้าที่ท้องน้อย  และตวัดขา
เตะเข้าที่ปลายคางของมัน  ชายหนุ่มขยับมุมปากเป็นรอยยิ้มเมื่อเห็นชายร่างอ้วนลงไปนอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ที่พื้น !
                  “ขอบคุณคุณธามมาก ๆ  นะคะ ที่ช่วยเอากระเป๋าของภาคืนมาจากไอ้หัวขโมยได้”  กรรัมภา เลขานุการส่วนตัวของชายหนุ่ม  พูดด้วยน้ำเสียงเนือย ๆ  พลางหอบหายใจถี่กระชั้น
                  “ด้วยความยินดีครับ  คุณภา”  เขายิ้มให้เธออย่างเป็นมิตร
                  “เจ้านายดูเท่มาก ๆ  เลยค่ะ...ที่ลุยเดี่ยวจับโจรด้วยตัวเอง”  เลขา ฯ สาวว่า  พลางชูนิ้วโป้งให้ฮีโร่หนุ่ม
                 ธามเมธี  ภาคินวงศ์  หรือ  ธาม  ผู้บริหารสูงสุดของโรงแรมและรีสอร์ทในเครือ  ภาคินกรุ๊ป  คนปัจจุบัน  ชายหนุ่มมีอายุยี่สิบเก้าปี  รูปร่างผอมสูง สวมใส่ชุดสูทสีครีม ฉายออร่าออกมาอย่างเห็นได้ชัด  แม้จะมีบาดแผลฟกช้ำ
จากการต่อสู้กับโจรวิ่งราวก็ตาม  ผิวของผู้บริหารหนุ่มขาวสะอาดสะอ้าน  โครงหน้าคมและหล่อกระชากใจสาว ๆ  ขนคิ้วบางละเอียดเรียงกันเป็นแนวนอนอย่างสวยงาม  ตาสองชั้นคมกริบดุจพญาเหยี่ยว  จมูกโด่งเป็นสัน  และมีริมฝีปากบนเป็นกระจับโค้งมน  ซึ่งถ้าผู้หญิงคนใดได้เห็นแล้วล่ะก็  จะต้องอิจฉาเขาอย่างแน่นอน !
                “คุณธามบาดเจ็บตรงไหนมั้ยคะ  ไปทำแผลที่โรงพยาบาลดีกว่าค่ะ”  กรรัมภาสำรวจร่างกายของเจ้านายด้วยความเป็นห่วง
                “ผมไม่เป็นอะไรมากหรอก  คุณกรรัมภา...ผมว่าเป็นความผิดของผมมากกว่าที่ทำงานจนดึกดื่น  คุณเลยต้องพลอยกลับดึกไปด้วย  จึงมาเจอเหตุการณ์แบบนี้”    
               “ไม่ใช่ความผิดของเจ้านายหรอกค่ะ  ช่วงนี้โรงแรมของเรากำลังรุ่ง  เจ้าของโรงแรมตั้งใจทำงานอย่างนี้  ภาพลักษณ์ของโรงแรมในเครือภาคินกรุ๊ปก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้นค่ะ...อีกอย่างภากับคุณธามก็กลับทางเดียวกันอยู่แล้วนี่คะ  แต่พอดี
วันนี้ภาแวะซื้อของใช้ส่วนตัวที่ร้านสะดวกซื้อแถวนี้  ก็เลยถูกโจรขโมยกระเป๋าไงคะ...ถ้าจะโทษว่าเป็นความผิดของใคร  โทษไอ้โจรวิ่งราวดีกว่าค่ะ”  กรรัมภาเอ่ยกับคุณธามด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายไร้กังวล
               พอดีกับแสงไฟที่ฉาบมายังใบหน้ากลมโตของเลขา ฯ สาว  ซึ่งบ่งบอกว่าเป็นคนเชื้อสายจีนอย่างชัดเจน  ตาชั้นเดียวเล็กตี่  คิ้วดกหนา  จมูกโด่งได้รูป  และริมฝีปากบางสีชมพูระเรื่อ  ซึ่งเป็นเสน่ห์อันน่าดึงดูดของเจ้าหล่อนอีกด้วย
              “คุณภาเป็นคนมองโลกในแง่ดีจังเลยนะครับ ก็ดีเหมือนกันเนอะ...จะได้ไม่เครียดจนเส้นเลือดในสมองแตกเป็นอัมพาต”  ประโยคท้ายธามเมธีเอ่ยเสียงสูง  ดวงตามีแววทะเล้นเล็กน้อย


ในห้องประชุมกว้างขวางของกรมสอบสวนคดีพิเศษ  ชายวัยห้าสิบปี  ท่าทางองอาจผึ่งผาย  ใบหน้าแต้มไปด้วยรอยยิ้ม  หันมามองตำรวจทุกคนด้วยสายตาชื่นชมและพึงพอใจเป็นอย่างมาก
               “พวกคุณทุกคนทำงานได้ดีมาก  ที่สามารถจับแก๊งโจรกรรมรถยนต์ของนายกระทิงได้ทั้งหมด...ไม่เสียแรงเลยที่ผมไว้ใจพวกคุณ”   พันตำรวจโทบารมี  ปรเมศวร์  ผู้อำนวยการศูนย์สืบสวน สะกดรอย  และการข่าว  แห่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ  เอ่ยจากใจจริง
                “ขอบคุณครับ/ค่ะ  สารวัตร” ตำรวจชายหญิงตอบรับคำชมอย่างพร้อมเพรียงกัน
               “ทีนี้ก็เหลือแค่  แก๊งนันทิ’  ขบวนการที่ทำการโจรกรรมรถยนต์  แล้วนำมาแยกชิ้นส่วนไปขายให้กับคู่ค้าที่ชายแดนของประเทศเพื่อนบ้าน  รวมทั้งทำธุรกิจรถหนีภาษี  ลักลอบนำเข้ารถหรูอย่างผิดกฎหมายอีกด้วย”  ผู้บังคับบัญชาเอ่ยด้วยน้ำเสียงมาดมั่น  ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความหนักใจ 
                “เฮ้อ ! แต่ปัญหาก็ติดอยู่ตรงที่...ทางเรายังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าใครคือหัวหน้าแก๊งนันทิตัวจริง” 
                “ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ  สารวัตร ดิฉันมีผู้ต้องสงสัยอยู่ในใจแล้ว  เชื่อว่าคงไม่เกินความสามารถของพวกเราที่จะหาหลักฐานเอาผิด  และรู้ตัวหัวหน้าแก๊งในเร็ววันค่ะ”  ทิพยดาพูดกับผู้บังคับบัญชาด้วยความมั่นอกมั่นใจ  
                “ผู้ร้ายมันก็เข้าใจตั้งชื่อแก๊งนะคะ  ชื่อภาษาบาลีซะด้วย  นันทิ[2] แปลว่าความเพลิน  คงทำงานผิดกฎหมายจนเพลิดเพลินเจริญใจยากจะกลับตัวกลับใจเสียแล้ว”
                “จริงด้วย ๆ”  ตำรวจชายหญิงหลายคนประสานเสียงกันอย่างเห็นด้วยสุด ๆ
               “โอเค  ผมฝากเรื่องนี้กับทุกคนไว้ด้วยนะ  วันนี้เลิกประชุมได้”  สารวัตรบารมียุติการประชุม


หนึ่งอาทิตย์ต่อมา
                 บ้านสีเหลืองอร่ามหลังย่อมชั้นเดียว  บริเวณรอบบ้านมีรั้วไม้สีน้ำตาลมิดชิด  มีบ่อปลาเล็ก ๆ  อยู่ใกล้ริมรั้ว  และปลูกต้นไม้เขียวครึ้มเต็มไปหมด  ชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งผลักประตูเข้าไปภายใน  สิ่งที่เห็นอันดับแรกคือห้องโถงกว้าง  โล่งโปร่ง  ตั้งโต๊ะกับเก้าอี้สำหรับให้คนนั่งกิน  ไอศกรีม’  สิบกว่าตัว  มุมหนึ่งมีโซฟาชุดใหญ่ตั้งอยู่ให้ลูกค้านั่งรอในกรณีที่คนเยอะจนไม่มีโต๊ะว่าง 
                 “ ไอ้ธาม !  ไม่ได้เจอกันตั้งนาน  เป็นยังไงบ้าง”  หนุ่มเจ้าของร้านไอศกรีม  เอ่ยทักเพื่อนด้วยความยินดี
                 “เราสบายดี  แล้วนายล่ะ  ฤทธิ์”  ธามเมธีถามกลับ
                 “แล้วนายเห็นแขนขาฉันอยู่ครบมั้ย”  ฤทธิ์ธาถาม
                 “ก็อยู่ครบนี่นา” 
                 “ถ้าอยู่ครบ ก็แปลว่าฉันสบายดี”  พูดพลางยักคิ้วแบบกวน ๆ 
                “ไอ้ฤทธิ์...นี่เราถามนายดี ๆ  นะ จะมากวน...เราทำไม”  ธามเมธีเอียงคออย่างฉุน ๆ  “ปากดีแบบนี้  เดี๋ยวจะเตะให้สลบกลางอากาศเลย”  พูดพลางยกขาข้างขวาขึ้น
                “ไม่เอาคร๊าบ ขอโทษครับ  คุณเพื่อน”  อีกฝ่ายยกมือไหว้ปลก ๆ  พลางร้องกรี๊ดเสียงดังราวกับปรอทแตก !
                “โอ๊ย !  จะกรี๊ดอะไรนักหนา  หูเราจะแตกอยู่แล้ว  กรี๊ดยิ่งกว่าผู้หญิงอีก...ถ้าเราไม่รู้จักนายมาก่อน  เราคงคิดว่านายเป็น  เก้ง  ไปแล้ว”  ชายหนุ่มรู้ดีว่าฤทธิ์ธาเป็นผู้ชายแท้  แมนทั้งแท่ง  เพราะเพื่อนของเขาคนนี้แต่งงานกับหญิงคนรักได้สองปีแล้ว
                 “ไอ้ธาม !  ไอ้ฤทธิ์ !  มีอะไรกันอะ ทำไมไอ้ฤทธิ์กรี๊ดเสียงดังขนาดนั้น” หนุ่มหน้าเข้ม  ร่างกำยำ  ที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาเอ่ยขึ้น
                 “ก็ไอ้ฤทธิ์น่ะสิ  พูดจากวนประสาท  จนเราอยากจะเตะก้านคอให้มันสลบรู้แล้วรู้รอดไปเลย”
                 “เออ...ใจเย็น ๆ น่า  ไอ้ธาม”  ศราวุธหัวเราะร่วน  “เอ...ไอ้กรยังไม่มาอีกเหรอ ?”
                 “มาแล้วคร๊าบ พัสกรสุดหล่อมาแล้ว”  ชายหนุ่มร่างเล็ก  หน้าตาจัดว่าพอใช้ได้  เอ่ยทักเพื่อนทั้งสามด้วยน้ำเสียงร่าเริง
                “มาเป็นคนสุดท้ายตลอดเลยนะ  ไอ้กร” ธามเมธีบ่น
                “อ้าว !  ก็ฉันเป็นคนเสมอต้นเสมอปลายไง  ไม่มีใครทำอย่างฉันได้หรอก”  พัสกรพูดกอดอก ด้วยความภาคภูมิใจ
                “มาช้าเสมอต้นเสมอปลายเนี่ยนะ”  ฤทธิ์ธาแขวะ
                “พอ ๆ เรามานั่งกินไอติม คุยกันตามประสาเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานานดีกว่า”  ธามเมธีเอ่ย 
                หลังหนุ่มเจ้าของร้านเรียกเด็กเสิร์ฟ  ให้นำไอศกรีมมาเสิร์ฟบนโต๊ะให้เพื่อนของเขาทั้งสามคน  ไม่กี่อึดใจไอศกรีมหวาน  เย็น  ชื่นใจก็มาวางตรงหน้าทุกคน
               “นี่คร๊าบไอศกรีมรสช็อกโกแลต  วานิลลา และโยเกิร์ตบลูเบอรี...เมนูขายดีของร้านฉัน”  ฤทธิ์ธารีบโฆษณาร้านตนเอง
               “โห !  น่ากินทั้งสามรสชาติเลย”  ธามเมธีกับศราวุธ  ทำตาวาวด้วยความสนใจ
              “เห็นแล้ว น้ำลายจะไหลเลย”  พัสกรพูด  พลางหยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดปาก  เพราะน้ำลายทำท่าจะไหลออกมาจริง ๆ
               “ถ้าชอบก็กินเยอะ ๆ  สิ  มื้อนี้เจ้าของร้านเลี้ยงเต็มที่” เจ้าของร้านไอศกรีมใจปล้ำ
               “โอเค เดี๋ยวฉันจะเหมาให้หมดร้านเลย”  ศราวุธเอาจริง
               “อืม...ไอ้ฤทธิ์ ร้านนายบรรยากาศดีนะ ดูโปร่งสบาย  เย็นตาเย็นใจ  ฟินสุด ๆ”  ผู้บริหารโรงแรมในเครือภาคินกรุ๊ปกวาดสายตาไปรอบ ๆ ร้านไอศกรีม
               “ขอบใจที่ชม เพื่อน”  ฤทธิ์ธาตอบรับคำชม
               “เออ...ว่าแต่ร้านไอติมนาย  ขายดีหรือเปล่า ?”  หนุ่มมาดเข้ม  หล่อล่ำถาม
               “ก็ขายดีนะ  ลูกค้าเยอะทุกวันเลย  ได้อยู่ในห้องแอร์แบบนี้ทุกวัน  ก็เย็นสบายดี”  น้ำเสียงของเจ้าของร้านฟังแล้วดูมีความสุข
               “นายเนี่ยก็แปลกเนอะ  ครอบครัวมีธุรกิจใหญ่โต  ทำไมไม่ไปสานต่อธุรกิจของครอบครัววะ  จะมาเปิดร้านไอติมให้เหนื่อยทำไม”  ศราวุธสงสัย
               “ก็ธุรกิจของครอบครัว  พี่สาวทั้งสองคนของฉันเป็นคนรับผิดชอบแล้ว  ฉันก็เลยอยากออกมาทำในสิ่งที่ฉันฝันไว้ตั้งแต่เด็กน่ะสิ”  ฤทธิ์ธาอธิบาย
               “ว่าแต่พวกนายทั้งสามคนน่ะ  ไอ้ธาม ไอ้วุธ  ไอ้กร  โรงแรมของพวกนายเป็นยังไงกันบ้าง ?”  เจ้าของร้านไอศกรีมถาม
               “ก็ราบรื่นดีนะ ผลกำไรของโรงแรมเพิ่มขึ้นจนเป็นที่น่าพอใจมาก  พนักงานโรงแรมของเราก็ขยันขันแข็ง  ซื่อสัตย์ และบริการลูกค้าเป็นอย่างดี”  ธามเมธีอธิบาย
               “ก็เรื่อย ๆ น่ะ ถึงจะไม่โด่งดังเหมือนโรงแรมในเครือของไอ้ธาม  แต่ก็ไม่ได้ย่ำแย่อะไร”  ศราวุธพูด
               “ฉันก็เหมือนกับไอ้วุธน่ะ”  พัสกรเอ่ยสั้น ๆ
               “อย่าพูดถึงเรื่องงานกันเลย...มากินไอติม  ฉลอง  ที่พวกเราได้กลับมาเจอกันอีกครั้งดีกว่า  เพราะตั้งแต่เข้ามหา’ลัย เราก็แทบไม่ได้เจอกันเลย”  เจ้าของกิจการที่บริหารโรงแรมจนโด่งดังกว่าใครเพื่อน  เปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างรวดเร็ว
               “กินไอติมฉลองเนี่ยนะ !”  ฤทธิ์ธางุนงง
              “ก็ใช่ไง  กินไอติมแล้วไม่เมา  แถมสดชื่นอีกต่างหาก  ดีกว่ากินเหล้าตั้งเยอะ...และที่สำคัญลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนด้วย”  ธามเมธีตอบคำถาม
              “กินไอติมช่วยชาติว่างั้น”  หนุ่มหน้าเข้มเอ่ย
              “ใช่ กินไอติมช่วยชาติ...ชน”  คนเริ่มเรื่องเอ่ย  พลางยกถ้วยไอศกรีมชนกับเพื่อนทั้งสาม 
             “เออวะ  ก็ดีเหมือนกัน”  ศราวุธกับพัสกร  ยิ้มเจื่อน ๆ 
              หลังจากผู้บริหารโรงแรมชื่อดังสังสรรค์กับเพื่อน ๆ  โดยปราศจากแอลกอฮอล์เรียบร้อยแล้ว  เขาก็เดินไปขึ้นรถ  ทว่าระหว่างนั้นชายหนุ่มรู้สึกเหมือนมีใคร  คอยสะกดรอยตาม  เขาอยู่  ชายหนุ่มจึงรีบหันขวับไปทางด้านหลังทันที  แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด !
              เขาคงคิดมากเองแหละ  สงสัยเขาอาจจะอ่านนวนิยาย  ดูละครโทรทัศน์หรือภาพยนตร์มากไป 

 

 


 


[2] นันทิ (นนฺทิ) แปลว่าความเพลิน  ความพอใจในอารมณ์ที่วิญญาณเข้าไปตั้งอาศัย  ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก (สุข ทุกข์ หรือเฉย ๆ)   ความจำได้หมายรู้ในอดีต  หรือความคิดปรุงแต่งในอนาคตก็ตาม  

 

 

 

 

 


 


[1] ดีเอสไอ  (DSI: Department  of  Special Investigation)  เป็นหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ป้องกัน  ปราบปราม และควบคุมอาชญากรรมที่มีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจ  สังคม ความมั่นคง  และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น

  1. #2 lek1319 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 มีนาคม 2564 / 10:08

    รอติดตามครับ

    #2
    0