เนตรมารสะท้านฟ้า ()(จบ)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 905,371 Views

  • 4,506 Comments

  • 8,187 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    62,491

    Overall
    905,371

ตอนที่ 333 : ฟ้าถล่มดินทลาย 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1766
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 172 ครั้ง
    11 ม.ค. 62

ตอนที่ 306

ฟ้าถล่มดินทลาย 3

 

                วูบ !!!

                พลังจิตวิญญาณที่เข้มข้น กระจายออกจากร่างของเสวี่ยหมิง วิญญาณอาฆาตห้าตนที่เคลื่อนผ่านอาฉีมาได้ กลับนิ่งกระตุกค้างอยู่กับที่ไม่อาจเคลื่อนไหว

 

                อาฉีพลิกตัวหงายกลับ หอกที่เพิ่งจะแย่งกลับคืนสู่มือ จ้วงแทงไวราวราวสายฟ้า เสียงตกกระทบของโลหะแตกระเบิดราวพลุไฟดังถี่รัว ร่างของวิญญาณอาฆาตทั้งห้าที่ชะงักงันล้วนแตกสลายไปจนสิ้น

 

                เมื่อพวกพ้องตายไปกว่าครึ่ง วิญญาณอาฆาตก็ไม่ฝืนโจมตีอีก ผู้นำของมันส่งเสียงหวีดแหลมแปลกไปกว่าครั้งก่อน ๆ เหล่าวิญญาณทั้งหลายก็กระจายตัวออก หนีหายไปกับผืนป่า ปล่อยให้ผู้คนที่รั้งอยู่ด้านหลังเข่าอ่อนทรุดนั่งลงไปกับพื้น

 

                แม้ได้รับชัยชนะโดยมิเกิดการสูญเสีย แต่สีหน้าและแววตาของอาฉี มิได้แสดงออกถึงความยินดีเท่าใดนัก เพราะตอนนี้มันกำลังใช้สายตาสำรวจดูเสวี่ยหมิงจากหัวจรดเท้า แต่ไม่ว่าจะตรวจสอบอย่างไร เด็กหนุ่มปริศนาผู้นี้ก็มีพลังลมปราณเพียงขั้นพื้นฐานลมปราณเท่านั้น

 

                ...หรือว่าข้าจะคิดมากไปเอง

 

                "เยี่ยมยอด" ซากของวิญญาณอาฆาตปรากฏผลึกใสสีแดงเพลิงหล่นอยู่เกือบทุกตน "ผลึกโลหิตพวกนี้ ข้ามอบให้น้องเสวี่ยหมิงเป็นรางวัลในความกล้าหาญ" หลี่จิ้นเดินตรงมาทางเสวี่ยหมิง ทำให้อาฉีจำต้องเปลี่ยนเป้าจากเสวี่ยหมิง ไปยังซากของวิญญาณอาฆาตเพื่อเก็บผลึกโลหิตบ้าง

 

                "ไปต่อกันได้แล้ว" อาฉีที่รู้สึกว่าตนเองถูกขัดจังหวะสอบสวน อารมณ์ยังขุ่นมัวจึงเอ่ยออกมาเสียงแข็ง แต่ดูเหมือนคำสั่งในครั้งนี้จะไม่ได้รับการตอบรับที่ดี เพราะผู้คนที่ตามหลังมาล้วนหมดเรี่ยวแรงอยู่ก่อน ยิ่งมาเจอสถานการณ์เสี่ยงตายเช่นเมื่อครู่ แข้งขาอ่อนล้มพับไร้เรี่ยวแรง ไม่อาจฝืนเดินทางต่อไปได้อีก

 

                "ท่านพี่อาฉี ข้าว่าพวกเขาไม่ไหวแล้ว ยังไงเป้าหมายก็อยู่ห่างอีกไม่กี่สิบลี้"หงตงพูดขึ้นพลางมองไปบนท้องฟ้าที่เริ่มทอแสงสีแดงเข้ม "ยังไงวันนี้เราก่อไฟ พักแรมอีกสักคืนจะดีไหม" ผู้คนที่อยู่ด้านหลังต่างส่งสายตาวิงวอนไปทางอาฉี

 

                ...อืม ก็ดีงั้นข้าก็จะเร่งแผนการให้ไวขึ้น

                "หึ"อาฉีพ่นลมหายใจดังออกมา ก่อนจะสะบัดหน้ากลับไปอีกทาง "ตามใจพวกเจ้า แต่ในเมื่อพวกเราอยู่ใกล้แค่นี้ แถมเสบียงที่พกมาก็หมดไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นวันนี้ข้าจะเดินทางล่วงหน้าไปติดต่อที่หมู่บ้านก่อน แล้วจะรีบนำเสบียงกลับมาให้"

 

                "ถ้าเช่นนั้นข้าไปด้วย" หงตงเอ่ยขึ้น

 

                "หงตงระหว่างที่พี่อาฉีออกไป เจ้าไม่คิดจะช่วยข้าเฝ้าระวังเลยรึ"

 

                "ไม่เป็นไร ด้วยความเร็วที่ไม่ต้องระวังหลัง ข้าคงไปไม่นานนักหรอก" อาฉีเอ่ยโดยมิได้หันกลับมา พลางเดินตรงออกไปในทันที "หงตงอย่าได้ชักช้า"

 

                "ขอรับท่านพี่" หงตงชี้มือชี้ไม้ให้หลี่จิ้นดูแลพวกที่เหลือ ก่อนจะหันหลังเดินตามอาฉีไป

 

                เสวี่ยหมิงที่มองดูเรื่องราวด้วยความสงบ ตอนนี้เขาตัดสินใจได้แล้วว่า กลุ่มผู้หลบหนีนั้นไร้ซึ่งพิษภัย มีเพียงอาฉีเท่านั้นที่ดูจะแปลกกว่าคนอื่น ๆ ข้อสรุปที่เกิด ทำให้เมื่ออาฉีทะยานลับตาไปแล้ว เสวี่ยหมิงจึงได้เริ่มซักถามหลี่จิ้นถึงเรื่องราวพลังลมปราณของดินแดนอเวจี

 

                หลี่จิ้นไม่คิดจะปิดบัง จึงอธิบายทุกสิ่งให้เสวี่ยหมิงฟังจนกระจ่าง ทำให้เสวี่ยหมิงรู้ว่า การฝึกฝนลมปราณในขั้นต้นของดินแดนอเวจีนั้นแตกต่างจากที่ตนเองรับรู้ ที่นี่การจะดึงดูลมปราณเพื่อเพิ่มระดับของตนเองนั้น จำเป็นต้องใช้ผลึกโลหิตเป็นพื้นฐาน จนกว่าระดับพลังลมปราณจะสูงถึงขั้นแรกธรรมชาติ ร่างกายจึงจะสามารถซึมซับพลังลมปราณอเวจีมาใช้งานได้ แต่ก็ต้องระวังดึงดูดในปริมาณน้อย เพราะลมปราณอเวจีนั้นมีพิษร้ายเคลือบแฝงอยู่ ส่วนผลึกโลหิตนั้นจะได้รับจากสองวิธีหนึ่งคือเหมืองศิลาโลหิต ซึ่งเกือบทั้งหมดตกอยู่ในความครอบครองของเผ่ามาร ส่วนวิธีที่สองคือการสังหารผู้ฝึกตนที่มีระดับลมปราณเชื่อมฟ้าดินขึ้นไป

 

                แต่เมื่อเสวี่ยหมิงสอบถามถึงเพลิงไฟสีเขียวสดที่อาฉีใช้ หลี่จิ้นกลับไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่กลับกล่าวชมเชยถึงพลังเพลิงของอาฉีด้วยความเลื่อมใส หลังจากนั้นเสวี่ยหมิงจึงหยิบผลึกโลหิตที่หลี่จิ้นมอบให้ พลางสอบถามถึงวิธีการใช้งาน ซึ่งหลี่จิ้นก็สอนวิธีการดึงดูดพลังจากผลึกโลหิตขั้นพื้นฐานให้เสวี่ยหมิง พลางเอ่ยกำชับว่าอย่าได้เร่งรีบ เพราะร่างกายของเสวี่ยหมิงที่มีพลังเพียงแค่ขั้นพื้นฐานลมปราณ หากดึงดูดพลังจากผลึกโลหิตมากเกินไปในคราวเดียว แม้พิษพลังที่อยู่ในผลึกจะอ่อนจาง จนแทบจะไม่มีภัย แต่ก็อาจเป็นอันตรายได้เพราะเสวี่ยหมิงยังเป็นผู้เริ่มต้นอยู่

 

                เสวี่ยหมิงพยักหน้ารับ พลางกล่าวขอบคุณในความหวังดีของหลี่จิ้น

 

                กองไฟเพิ่งจะถูกก่อเสร็จไม่นาน เสวี่ยหมิงซึ่งนั่งรวมอยู่กับผู้หลบหนี พลันรับรู้ถึงขบวนผู้คนที่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ เมื่อเพ่งพลังจิตวิญญาณให้มากเข้า กลับพบว่าเรื่องราวมิถูกต้อง เพราะเขารับรู้ได้ถึงพลังของอาฉี แต่ผู้ที่มาด้วยกลับไม่มีหงตง และที่สำคัญรูปร่างของผู้คนที่ตามหลังอาฉีมานั้น ไม่น่าจะใช่มนุษย์ แต่พวกมันคือ...ยักษ์

.

.

                ค่ายกลกระบี่ ที่ห้าแตกพ่ายไม่นานหลังจากบ่ออเวจีถูกใช้งานในจังหวะฉกฉวย สัญญาณถอนทัพดังขึ้นจากภายในสุสานกระบี่ แต่การถอยหนีระหว่างสู้รบติดพัน ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงความสูญเสีย แถมยังส่งผลให้กระบวนทัพรวนเร ขวัญกำลังใจตกต่ำ

 

                ความคิดพ่ายแพ้และยอมจำนนต่อโชคชะตา ล้วนจู่โจมผู้คนของสุสานกระบี่ ยกเว้นประมุขของสุสานกระบี่ ผู้ออกคำสั่งถอนทัพ ฉินซู่ลี่สั่งให้ส่งสัญญาณถอนทัพทันทีที่รู้ว่าค่ายกลกระบี่เริ่มจะเพลี่ยงพล้ำ พร้อมทั้งให้ผู้อาวุโสผู้เชี่ยวชาญค่ายกลทั้งสิบ เปิดใช้อักขระลับที่ตระเตรียมไว้ยามฉุกเฉินในทันทีที่ผู้คนของสุสานกระบี่กลับคืนสู่เขตแดนขอตนเองแล้ว แม้ในตอนแรกผู้อาวุโสทั้งสิบจะสงสัยในคำสั่ง เพราะอักขระฉุกเฉินนั้นมีผลคล้ายกับม่านปกป้องโบราณ แต่มีพลังของมันจะส่งผลไม่ถึงชั่วก้านธูป ซึ่งแต่เดิมถูกวางไว้เพื่อใช้ในการถอนทัพหลบหนีเมื่อเข้าตาจน จำเป็นต้องละทิ้งเขตแดนเท่านั้น แต่เหตุใดประมุขของพวกมันจึงได้สั่งให้ใช้งานตั้งแต่ต้นเช่นนี้ แต่ความสงสัยก็ไม่อาจขัดขืนท่าทีดุร้ายจริงจังของฉินซู่ลี่ ซึ่งน้อยครั้งที่นางจะแสดงออกเช่นนี้

 

                "ฮ่า ฮ่า ฮ่า พวกเจ้าคิดรึว่าจะหนีพ้น วันนี้พวกเจ้าทั้งหมดต้องกลายเป็นเครื่องเซ่นสังเวย การถือกำเนิดของอาณาจักรอเวจีครองฟ้าของท่านเทพมาร" เทียนหลี่จวินส่งเสียงดังสะท้านไปทั่วสมรภูมิ ยิ่งเห็นว่าผู้คนของสุสานกระบี่หมายใช้แผนหดหัวในกระดอง มันก็สั่งกองกำลังทั้งหมดเดินหน้าบุกเต็มกำลังในทันที

 

                เปรี้ยง !!!

                เสียงร่างแหลกเละของมารร้ายทัพหน้า พุ่งเข้าอัดกับกำแพงอาคมไร้สภาพจนแหลกเละ

               

                เทียนหลี่จวินหรี่ตามองดู พร้อมใช้พลังจิตวิญญาณสำรวจดู เมื่อมันพบว่าม่านปกปักนั้นเกิดจากค่ายอาคมขนาดเล็ก สีหน้าแววตาเย้ยหยันก็ปรากฏเด่นชัด

 

                "พวกเจ้าจนตรอกแล้วสินะ" เทียนหลี่จวินพึมพำเบา ก่อนจะสั่งการให้ทุกทัพโหมโจมตี กระหน่ำเข้าใส่ม่านพลังโดยพร้อมเพรียง

 

                เทพมารที่รับรู้ผลการรบผ่านทางเทียนหลี่จวินตลอด เมื่อมันทำการปลุกพลังขุมสุดท้ายของหุบเหวอเวจีสำเร็จ มันก็แหวกมิติตรงมายังสนามรบในทันที

 

                ท่านเทพมาร !!!

                กองกำลังมารร้ายต่างส่งเสียงดังเซ่งแซ่ สายตามองขึ้นไปด้านบนด้วยความเคารพ เทียนหลี่จวินซึ่งคงสถานะผู้บัญชาการก่อนหน้า ก็ตรงเข้าไปคุกเข่าอยู่ที่ด้านหน้าของเทพมารในทันที

 

                วันนี้ดินแดนอเวจีครองฟ้าจะต้องถือกำเนิดขึ้น !!!

                เทพมารคำรามดังสั่นสะเทือน พร้อมส่งพลังส่วนหนึ่งที่ดึงดูดออกมาจากบ่ออเวจีเข้าจู่โจม

 

                เพียงการลงมือครั้งแรกของผู้นำสูงสุดของหมู่มาร ค่ายกลที่คาดว่าจะสามารถต้านทานได้ราวชั่วก้านธูปก็เกิดรอยแตกร้าวขึ้น และเพียงการจู่โจมครั้งที่สอง ทุกสิ่งที่เหล่าผู้อาวุโสของสุสานกระบี่คาดไว้ก็พังทลายลง พร้อมกับม่านพลังฉุกเฉิน

 

                กลิ่นไอความตายฟุ้งกระจาย ครอบงำจิตใจของผู้คนภายในสุสานกระบี่

 

                ...ความหวังที่ริบหรี่ก่อนหน้าพลันมอดดับลงในวินาทีนั้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 172 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #4231 boat489 (@boat489) (จากตอนที่ 333)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 17:48
    ขอบคุณครับ
    #4231
    0
  2. #4230 drakdevill (@drakdevill) (จากตอนที่ 333)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 16:33
    ขอบคุณครับ
    #4230
    0
  3. #4229 xวาuxวาu (@mojikiss) (จากตอนที่ 333)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 16:09

    อยากอ่านเยอะๆ ไรท์ไปลงในfiction

    เยอะๆหน่อยจิ
    #4229
    1
    • #4229-1 MoMiMarChi (@MoMiMar) (จากตอนที่ 333)
      11 มกราคม 2562 / 16:38
      ได้แค่ตอน 310 นะ ที่เหลือยังไม่ได้ตรวจเลย T T
      #4229-1