เนตรมารสะท้านฟ้า ()(จบ)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 913,342 Views

  • 4,528 Comments

  • 8,262 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    70,462

    Overall
    913,342

ตอนที่ 300 : วาสนาบรรลุเซียน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3154
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 317 ครั้ง
    14 พ.ย. 61

ตอนที่ 277

วาสนาบรรลุเซียน

 

                ความรู้ที่ถ่ายทอดแม้ยังไม่อาจบรรลุถึงในตอนนี้ แต่ก็เพียงพอจะสร้างความตื่นตะลึงให้กับเสวี่ยหมิง จนเผยรอยยิ้มกว้างอย่างไม่อาจเก็บงำ แต่นั่นเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเล็กน้อยเท่านั้น เพราะเวลานี้เสวี่ยหมิงได้บรรลุถึงพลังลมปราณสวรรค์ขั้นที่สาม ทำให้พลังที่เชื่อมโยงกับมุกวาสนาบรรลุเซียน ซึ่งผนึกรวมเอาไว้ที่ผืนปฐพีภายใต้วังสวรรค์สยบมารในอดีต พลันแตกปะทุขึ้นอย่างบ้าคลั่ง และโดยปกติพลังนั้นจะถูกดึงดูดออกไปทุกหนึ่งพันปี ซึ่งเป็นไปตามตามแผนการที่เหล่าเทวะบรรพกาลวางเอาไว้ ทำให้ผู้ที่ได้รับมุกวาสนาบรรลุเซียน ในแต่ละรอบได้รับพลังในการทะลวงผ่านขึ้นไปสู่ระดับลมปราณสวรรค์ที่เหนือกว่าเดิมราวหนึ่งขอบขั้นเป็นอย่างน้อย

 

                แต่ด้วยความบังเอิญที่วังสวรรค์สยบมารถูกดปิดผนึกมานับหมื่นปีค่อยปรากฏขึ้น พลังที่สะสมภายในจึงมากมายเกินคาดคิด เสวี่ยหมิงยังไม่ทันที่จะเหินลงสู่พื้นดิน กลับถูกมวลพลังลมปราณปฐพีที่ถาโถมเข้ามาตามแรงดึงดูดของมุกวาสนาบรรลุเซียนในร่าง ซึ่งถูกปลดผนึก ผลักดันจนลอยหายกลืนเข้าไปในหมู่เมฆขาว ร่างแกร่งเบ่งพองเกิดประกายแสงเรืองรอง สาดส่องทะลุชั้นเมฆลงสู่พื้นพิภพราวกับดวงสุริยะที่ลอยต่ำลงมา

 

                ผู้คนที่เบื้องล่างรับรู้ถึงระดับพลังลมปราณที่สั่นสะเทือนฟ้าดิน จนหมู่เมฆาเบื้องบนปั่นป่วน รัศมีแห่งราชันย์ที่สถิตอยู่ในสายโลหิตมังกร แผ่ลงมากดดันผู้คนจนสองขาไร้เรี่ยวแรง ผู้คนกว่าครึ่งย่อกายลงในท่าคุกเข่า บางคนตื่นเต้นจนปรากฏหยาดน้ำตาหลั่งไหลออกมาเองอย่างมิอาจควบคุม

 

                เวลาเนิ่นนาน ทุกการกระทำของผู้คนเบื้องล่างต่างหยุดนิ่ง ไม่เพียงแต่ผู้คนของวังสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในท่าคุกเข่า แม้แต่ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองรอบข้าง ซึ่งเห็นเหตุการณ์ต่างก็พากันโขกศีรษะสักการะราวกับเห็นเทพเซียนจุติมาบนโลกมนุษย์ และทันทีที่ร่างของเสวี่ยหมิง ลอยเหินลงมาต่ำกว่าชั้นเมฆ ร่างกายล้วนสุกสกาวแผ่รัศมีมังกรครามวิ่งวนรายล้อมร่าง ทั่วร่างเกิดประกายแสงสีฟ้าอ่อนจาง ภายในดวงตาเข้มคมจ้องมองลงมายังเบื้องล่าง ลึกล้ำราวกับผู้อยู่เหนือโลก ทำเอาจิตใจของผู้คนล้วนสั่นสะท้าน

 

                ท่านประมุขเสวี่ยหมิงไร้ผู้ต่อต้าน บารมีเกริกไกร ยิ่งใหญ่ค้ำฟ้า !!!

 

                "ท่านประมุขเสวี่ยหมิงไร้ผู้ต่อต้าน บารมีเกริกไกร ยิ่งใหญ่ค้ำฟ้า !!!"

 

                ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดเริ่มตะโกนขึ้นเป็นคนแรก แต่เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา เสียงตะโกนที่ดังต่อเนื่องยาวนานก็ดังกระหึ่มไปทั่ววังสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์และเมืองรอบข้าง ข่าวลือเรื่องเสวี่ยหมิงกลับกลายเป็นเซียนวิเศษลงมาจุติ แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังไม่เร็วพอที่จะลุกลามเข้าไปยังเขตสงครามทางทิศตะวันตก ซึ่งการสื่อสารถูกปิดกั้นด้วยค่ายกลสงคราม

.

.              

                ภายหลังจากสำเร็จยุทธ์ตามที่ตั้งใจ เสวี่ยหมิงก็ไม่คิดจะเสียเวลาพัก เลือกเดินทางมุ่งสู่สมรภูมิดินแดนศักดิ์สิทธิ์มังกรโลกันตร์ในทันที

 

                "ท่านประมุขเสวี่ยหมิง" ผู้ฝึกตนที่ดูแลด่านชายแดนทางทิศตะวันตก เอ่ยพลางยื่นคำนับทำความเคารพ

 

                "ข้าถามหน่อย ค่ายรบของรองประมุขมู่หยงตั้งอยู่ที่จุดใดกัน"

               

                ผู้ฝึกตนที่เฝ้าด่าน เร่งอธิบายทางด้วยความเคารพ แม้ข่าวคราวเรื่องที่เสวี่ยหมิง เหินลงจากฟากฟ้า กลายเป็นเซียนจุติ จะยังแพร่ไปไม่ถึงเขตสงคราม แต่มันก็กระจายมาถึงหน้าด่านที่มียันต์สื่อสารแห่งนี้ตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว

 

                หลังจากที่เสวี่ยหมิงรับรู้ข้อมูลที่ต้องการเรียบร้อย ก็ไม่เสียเวลาเจรจาเพิ่มอีก เหินตรงไปยังเขตสงคราม เพื่อตามหากระโจมของแม่ทัพใหญ่ของมู่หยงเฉินในทันที

 

                "ประมุขเสวี่ยหมิง ท่านมาแล้ว" มู่หยงเฉินใบหน้าเผยความกังวล ความอิดโรยที่เกิดจากการทำสงครามต่อเนื่อง ทำให้รองประมุขผู้นี้ดูแก่ชราลงไปไม่น้อย

 

                "รองประมุขมู่หยง ข้าอยากฟังสถานการณ์ในปัจจุบัน และข้าหวังว่าจะจบศึกครั้งนี้ให้ไวที่สุด" เสวี่ยหมิงรู้สึกร้อนใจเพราะต่อให้เมื่อจบศึกครั้งนี้ได้ ปัญหาใหญ่ที่สุดเรื่องของผนึกปฐพีก็ยังคงรออยู่ หากสามารถยุติปัญหาทางฝั่งตะวันตกได้รวดเร็วก็จะมีเวลาขบคิดหาทางออกได้มากขึ้น

 

                "ข้าเกรงว่าเรื่องราวจะไม่ง่ายดายเช่นที่ท่านประมุขต้องการ" มู่หยงเฉินแสดงสีหน้าวิตกกังวลมากขึ้นกว่าเดิม "แม้การที่ท่านประมุขเสวี่ยหมิง มีพลังฝีมือสูงส่งขึ้นจะเป็นเรื่องน่ายินดี และเพิ่มโอกาสชนะในสงครามครั้งนี้ให้สูงขึ้น แต่ข้าเกรงว่าท่านจะเดินทางมาช้าไป"

 

                "มาช้าไป" เสวี่ยหมิงทวนคำด้วยความสงสัย

 

                มู่หยงเฉินพยักหน้ารับ "หากท่านประมุขมาถึงตั้งแต่สัปดาห์ก่อน เรื่องราวอาจจะไม่ซับซ้อนเช่นนี้ เพราะเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขตแดนที่ห่างไปทางทิศใต้ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์มังกรโลกันตร์ เกิดรอยปริแตกของมิติขึ้น อสูรร้ายจากอเวจีจำนวนมากทะลักล้นออกมา และสร้างความเสียหายให้กองทัพที่ตรึงกำลังของฝั่งเรา จนต้องถอยร่นเข้ามาเรื่อย ๆ"

 

                "อืม จากที่ฟังรองประมุขมู่หยงเล่ามา ถ้ารอยปริแตกเกิดขึ้นใกล้กับดินแดนศักดิ์สิทธิ์มังกรโลกันตร์ ถ้าเช่นนั้นหลงเทียนหยูก็ย่อมได้รับผลกระทบไม่ต่างจากเรา หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เหตุใด..."

 

                มู่หยงเฉินยกมือขึ้นขัดจังหวะเสวี่ยหมิง "หากว่าเป็นเช่นนั้นจริง กลับเป็นฝั่งเราที่ได้เปรียบดินแดนศักดิ์สิทธิ์มังกรโลกันตร์ แต่เรื่องราวจริงแท้กลับตรงกันข้าม..."

 

                "ตรงกันข้าม...รองประมุขมู่หยงหมายความว่าอย่างไร"

 

                "ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหลงเทียนหยู หลังจากที่รอบปริแตกเปิดออก พลังของหลงเทียนหยูกลับเพิ่มพูน ไม่เพียงแค่พลังแต่ยังรวมถึงความดุร้ายบ้าคลั่ง ภายหลังรอยมิติปริแตกหลงเทียนหยูก็เริ่มสังหารผู้ฝึกตนระดับสูงของดินแดนศักดิ์สิทธิ์มังกรโลกันตร์ เพื่อดึงดูดธาตุพลังมังกรเพลิงเข้ามาเป็นของตนเอง จนระดับพลังเพิ่มพูนไปอีกหลายขั้น แม้แต่ข้าเองในตอนนี้ ก็ยังไม่กล้าเผชิญหน้ากับมันตรง ๆ เกรงว่าหากพลาดพลั้งไป จะทำให้สงครามในครั้งนี้ย่ำแย่ลง จึงได้แต่สู้พลางถอยหนีกลับอย่างช้า ๆ พยายามรักษาสถานการณ์ รอคอยจนท่านประมุขมาถึง"

 

                "อืม ถ้าหลงเทียนหยูคลุ้มคลั่งเช่นนี้ ก็เท่ากับว่ากำลังพลของมันย่อมตกอยู่ภายใต้ความกลัว และอ่อนแอ หากเป็นเช่นนั้น วันรุ่งขึ้น ข้าจะออกไปนำทัพเอง ข้าก็อยากที่จะรู้ฝีมือความก้าวหน้าของตนเองในตอนนี้เช่นกัน"

 

                "เฮ้อ..."มู่หยงเฉินถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ข้าเกรงว่ามันจะไม่ง่ายดายเช่นนั้น" ระหว่างที่พูดคุยมู่หยงเฉินย่อมมีความสามารถในการสำรวจดูพลังฝีมือที่เพิ่มพูนของเสวี่ยหมิงอยู่แล้ว เมื่อรับรู้ว่าเสวี่ยหมิงมีระดับพลังถึงขอบขั้นลมปราณสวรรค์ขั้นที่สี่ ในตอนแรกมันก็ตื่นตะลึงมิใช่น้อย แต่เมื่อคิดถึงหลงเทียนหยูที่บ้าคลั่ง รอบกายปะทุเดือดไปด้วยเพลิงไฟสีเขียวสด ซึ่งเผาผลาญผู้คนจนไม่เหลือซากด้วยความทรมานอันน่าสยดสยอง ความตื่นเต้นยินดีที่เกิดก็มลายหายไปในพริบตา "แม้หลงเทียนหยูจะสูญเสียผู้นำทัพมากฝีมือไปนับสิบคน แต่กลับเกิดเรื่องราวแปลกพิสดาร เพราะหลงเทียนหยูที่ใช้เพลิงไฟสีเขียวสด ผสานรวมกับเพลิงทมิฬเช่นเดียวกับมารร้าย ที่เคยต่อกรกับวชิระปราบมารของวังสวรรค์สยบมาร กลับสามารถบงการเหล่าอสูรร้ายที่หลุดรอดออกมาจากมิติปริแตกได้"

 

                "เพลิงไฟสีเขียวสด เพลิงไฟทมิฬ" เสวี่ยหมิงสูดลมหายใจลึก ใบหน้าฉายแววเคียดแค้น "หรือว่าชิ้นส่วนวิญญาณของเจ้ามารร้าย...อาลูอาโป จะยังคงหลงเหลืออยู่ในซากศพของหลงอู่" เมื่อคิดย้อนไปถึงซากศพที่ถูกชิงไปของหลงอู่ เสวี่ยหมิงก็นึกแค้นใจในความประมาทของตนเองในวันนั้น หากเขารอบคอบพอและเลือกที่จะทำลายซากศพของมารร้ายสียก่อน เรื่องราวอาจจะไม่เป็นดั่งเช่นวันนี้

 

                มู่หยงเฉินพยักหน้าเห็นพ้อง "ข้าลืมนึกถึงซากศพในวันนั้นไปเสียสนิท ในเมื่อท่านประมุขเข้าใจสถานการณ์ดีแล้ว ข้าว่าเราน่าจะเรียกรวมพลใหญ่ขอความร่วมมือจากรองประมุขทั้งสี่ เพื่อกำจัดเสี้ยนหนามในครั้งนี้ออกไปโดยเร็วที่สุด"

 

                เสวี่ยหมิงฉีกยิ้มกว้างส่งให้มู่หยงเฉิน "ข้ารับรู้หมดแล้ว แต่ยังคงยืนยันคำเดิม...พรุ่งนี้ข้าจะนำทัพออกไปจบสงครามในครั้งนี้เอง"

 

                "นี่ท่าน..."มู่หยงเฉินพยายามจะยกมือขึ้นปรามอีกครั้ง แต่ครานี้เสวี่ยหมิงไม่รั้งรอให้รองประมุขผู้นี้ค้านสำเร็จ ชิงลุกขึ้นหันหลังจากไป

 

                "รองประมุขมู่หยงไม่ต้องกังวลไป ในเมื่อข้าเสวี่ยหมิงมั่นใจว่าเอาชนะหลงเทียนหยูได้ สิ่งที่ท่านรองประมุขต้องทำก็แค่ปกป้องเขตแดน และคอยเก็บกวาดลิ่วล้อที่แตกกระเจิงจากการเสียขวัญเท่านั้น"

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 317 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #4075 drakdevill (@drakdevill) (จากตอนที่ 300)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 / 13:42
    ขอบคุณครับ
    #4075
    0
  2. #4074 imartyrz (@imartyrz) (จากตอนที่ 300)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 / 12:55
    เติมเงินมา 50000 สู้ 500 เอง
    #4074
    0
  3. #4073 F. sugarchan (@slp9011) (จากตอนที่ 300)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 / 07:41

    รีบจัดการนะหมิงๆ เอาให้รู้ว่าไผเป็นไผ!#เติมทรูหมดเท่าไรเเล้วว ตอนนี้
    #4073
    0