+ศึกโชเน็นมหาเวท+

ตอนที่ 3 : ออกอาการ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 73
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 พ.ย. 50

ในเช้าวันนี้ถือว่าอากาศดีพอใช้ทีเดียว ดวงอาทิตย์ทอแสงสีเหลืองอ่อนๆบ่งบอกถึงอากาศที่ไม่ร้อนเกินไปนัก แถมยังมีลมเย็นสบายพัดโชยมาเบาๆอีก
            เสียงของกระดิ่งเซรามิครูปนกนางแอ่นที่แขวนอยู่ตรงศาลาในสวนดอกไม้ของคฤหาสน์หลังใหญ่แห่งหนึ่งส่งเสียงกรุ๋งกริ๋ง ด้วยร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ส่งผลให้ไม่ว่าใครที่ได้อยู่ที่สวนแห่งนั้นต้องรู้สึกสงบเยือกเย็นมากเป็นแน่..
            หากแต่บรรยากาศในคฤหาสน์หรูนี้สิ ไม่ได้เข้ากับบรรยากาศในสวนเลยแม้แต่น้อย หากจะให้เปรียบเทียบก็เห็นจะเป็นน้ำเย็นกับไฟที่ร้อนจัด

"ไม่ได้!!!"มาซาชิตะโกน "ผมไม่ยอมให้ไอ้ศิลาบ้านี่มาอยู่ในห้องผมเด็ดขาด!"

"โธ่.. ลูกพ่อ ลูกก็รู้ว่าพ่อชอบของพวกนี้มากแค่ไหน"ผู้เป็นพ่อพยายามอธิบายให้ลูกฟังอย่างใจเย็น ในขณะที่อีกสองบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นญาตินั่งมองการสนทนาระหว่างสองพ่อลูกอยู่เงียบๆ

ส่วนชายหนุ่มอีกคน... นักโบราณคดีหนุ่ม... เจ้าของแผ่นศิลานั้นกำลังนั่งนับเงินในกระเป๋าที่ได้มาอย่างภาคภูมิใจที่สามารถขายแผ่นศิลานี้ได้

"งั้นพ่อก็เอาไปไว้ที่อื่นสิครับ!ทำไมต้องเป็นห้องของผมด้วย!"แค่นี้ห้องผมก็เหมือนพิพิธภันฑ์จะแย่อยู่แล้ว! มาซาชิคิดในใจแต่ไม่ได้พูดออกไป เพราะเกรงว่าจะทำร้ายจิตใจของคู่สนทนา

"แล้วทำไมลูกถึงไม่อยากให้มันเข้าไปอยู่ในห้องของลูกล่ะ? ทุกทีที่พ่อให้เอาอะไรเข้าไปตกแต่งลูกก็ไม่เห็นเคยค้านพ่อเลยนี่?"

"แต่มันเยอะเกินไปนะครับ!"เจ้าของห้องยังคงเถียงอย่างไม่ยอมแพ้

"เยอะตรงไหนกันลูก?"ผู้เป็นพ่อยังคงถามต่อ การควบคุมอารมณ์ของเขานี่เย็นได้อย่างเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ!

ผู้เป็นลูกชายกัดฟันกรอดด้วยความไม่สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง! นัยน์ตาเป็นประกายวาวโรจน์น่ากลัวจนชินูดะแอบกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่

ไม่เคยเห็นมาซาชิเป็นแบบนี้เลย... ไม่เคยเลยจริงๆ!!

แจกันลายนกกระสาสี่ใบ แผ่นป้ายไม้อะไรก็ไม่รู้อีกเป็นสิบ ตู้เก็บหนังสืออีกสอง ในตู้นั้นนอกจากจะการ์ตูนและหนังสืออะไรทั้งหลายแหล่ก็มาซาชิเองแล้วยังมีหนังสือโบราณที่เล่าเรื่องนินจาอะไรก็ไม่รู้ ยังไม่นับปากกาขนนกแท้ๆแบบที่คนโบราณเขาใช้กันที่ตั้งไว้บนโต๊ะเขียนหนังสืออีกแน่ะ!

"พ่อครับ ไม่ว่าจะยังไง ไอ้แผ่นศิลาแผ่นนี้จะไม่มีวันได้อยู่ห้องผมแน่ๆ!"ว่าแล้วเจ้าตัวก็เดินปึงปังออกจากห้องไป ก่อนจะเลื่อนประตูปิดเสียงดังสนั่นจนตัวประตูแทบจะขาดเป็นสองซีก

"เฮ้อ... เป็นอะไรของเขานะ ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย งั้น... เอาไปไว้ในห้องนั่งเล่นก็ได้"หลังจากเบื่อหน่ายที่ต้องเถียงกับลูกชายมากจนเกินพอแล้วก็ตัดสินใจไปไว้ที่อื่น ก่อนมือจะกวักเรียกคนรับใช้ให้มายกแผ่นศิลาไปไว้ในห้องนั่งเล่นตามที่ปากบอก

"งั้น... ผมก็ตัวกลับก่อนนะครับ"Aลุกขึ้นยืนท่ามกลางสายตาแปลกใจของชายผู้มีอายุทั้งสองในห้อง

"ทำไมถึงรีบกลับจังล่ะ ไม่อยู่คุยกันอีกหน่อยเหรอ"

"ไม่เป็นไรครับ บังเอิญผมนึกได้ว่ามีงานต้องวิจัยต่ออีก"Aตอบด้วยน้ำเสียงยิ้มๆพร้อมกับนัยน์ตาสีฟ้าที่เป็นประกายมองมาทางชินูดะอย่างอารมณ์ดี ส่วนเจ้าตัวนั้นหลบสายตาแทบไม่ทัน

บอกตรงๆว่าเขารู้สึกคุ้นเคยกับชายคนนี้... แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกไม่ชอบเหมือนกัน!

"งั้นก็ตามสบายเถอะ"

ชินูดะแอบย่องออกมาจากห้องอย่างเงียบๆปล่อยให้ชายทั้งสามพูดคุยอะไรกันอีกนิดหน่อยก่อนที่Aจะกลับออกไปเหมือนที่เขาพูดไว้

เท้าที่สวมถุงเท้าสีขาวนั้นย่องขึ้นไปบนบันไดอย่างเบาและเงียบเชียบที่สุดเท่าที่ตนจะทำได้

เมื่อเท้าทั้งสองพาเขามาถึงหน้าห้องของญาติที่เดินปึงปังออกไปเมื่อครู่ได้แล้วก็ค่อยๆแง้มประตูออกเบาๆอีกเช่นกัน

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำแบบนี้ทำไม แต่เห็นท่าทางโมโหของเพื่อนแบบนั้นก็ออกจะแปลกใจเล็กน้อย เพราะมาซาชิค่อนข้างเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายไม่เหมือนเขา รึจะติดนิสัยเขามา?

"มาซาชิ"ชินูดะเรียกอย่างแผ่วเบา ร่างของเขาราวกับถูกตรึงให้อยู่กับที่ไม่สามารถขยับไปไหนได้

แต่ถึงจะขยับได้... เขาก็ไม่แน่ใจว่าจะขยับวิ่งออกไปจากห้องของลูกพี่ลูกน้องคนนี้ หรือจะเข้าไปในห้องดี!

เพราะสิ่งที่นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มได้เห็นนั้นทำให้เขาชักไม่มั่นใจว่านั่นคือมาซาชิรึเปล่า!

ข้าวของในห้องที่เคยเป็นระเบียบอยู่เสมอๆกระจัดกระจายจนเละเทะ สิ่งของแต่ละอย่างบ้างก็ตกแตกบ้างหรืออยู่ในสภาพที่ย่อยยับไม่มีชิ้นดี ราวกับมันถูกปัดลงมาจากชั้นที่มันเคยอยู่ด้วยโทสะอย่างแรงกล้า

ส่วนสภาพของเจ้าของห้องนั้นก็ดูท่าจะแย่ยิ่งกว่ามาก

เสื้อเชื้ตสีครีมอย่างดีที่เจ้าตัวสวมเมื่อเช้าอยู่ในสภาพที่ถูกฉีกกระชากออกจนขาดรุ่งริ่งอยู่ข้างตัวเจ้าของ กางเกงขายาวสีน้ำตาลที่เคยเรียบยับยู่ยี่

มาซาชินอนดิ้นไปดิ้นมา เหงื่อที่ซึมออกมาตามร่างกายและใบหน้าที่บิดเบี้ยวบ่งบอกได้ถึงความทรมานที่เจ้าตัวได้รับ แขนข้างซ้ายถูกยกขึ้นไปบีบกับต้นแขนข้างขวาแน่น

ชั่ววูบหนึ่งที่ชินูดะรู้สึกตัว เขารีบปราดไปทางคนไม่สบายด้วยความตกใจปนหวาดกลัวสุดขีด

"มาซาชิ!!เฮ้!!นายได้ยินฉันมั้ย!!"ชินูดะตะโกนจนสุดเสียงพร้อมกับเขย่าตัวคนตรงหน้า แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้ยินหรือมองตากับเขา นอกจากนี้เขายังเห็นเลือดที่ไหลออกมาจากต้นแขนข้างขวาที่มาซาชิกำจนแน่นอีกด้วย มองดูจากง่ามมือของมาซาชิแล้ว เลือดที่ออกมานั่นก็มาจากปานรูปจันทร์เสี้ยวนั่น!

ทางชั้นล่างของบ้านเมื่อได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของชินูดะ เราคนรับใช้ก็รีบวิ่งขึ้นมาที่ห้องของมาซาชิกันอย่างจ้าละหวั่น

"โอ๊ย!!"ชินูดะร้องทันทีที่มือของมาซาชิบีบที่คอมือเขาอย่างแรงจนมันดัง กร๊อบ! และนั่นทำให้เขารู้ได้เลยว่าข้อมือของเขาหัก!

"มาซา...!!"พลันลิ้นก็แข็งพูดไม่ออก เหมือนมีอะไรไม่จุกที่คอด้วยxามตกใจที่ทวีคูณเพิ่มเป็นร้อยเท่า

นัยน์ตาที่เคยเป็นสีน้ำตาลเข้มเหมือนคนทั่วไปกลายเป็นสีแดงสดที่จ้องมองมาทางเขาด้วยสายตาว่างเปล่า เล็บของมาซาชิยาวขึ้นราวกับกรงเล็บของสิงโตที่พร้อมจะเล่าเหยื่อ มุมปากแสยะยิ้มน่ากลัว แต่แล้วแทบไม่ถึงวินาที เปลือกตาหน้าก็ปรือปิดลง สภาพร่างกายทุกอย่างของมาซาชิกลับเป็นปกติทันทีก่อนที่คนทั้งบ้านจะเปิดประตูห้องของเขาเพียงเสี้ยววินาทีเดียว!

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++

"เป็นยังไงบ้างครับหมอ"พ่อของมาซาชิถามด้วยใบหน้าและแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความกังวล ในขณะที่ผู้ประกอบอาชีพหมอตรงหน้าส่ายหน้าพลางยิ้มเบาๆ

"ปกติดีทุกอย่างครับ อาจเป็นเพราะอาการช็อกน่ะครับ"

"ช็อกเหรอ?"พ่อของชินูดะบ้างที่ถาม "มาซาชิเป็นเด็กแข็งแรง เขาไม่มีโรคประจำตัวเลยนะ?"

"เอ้อ... อาการแบบนี้จะเป็นอาการร่วมกับเป็นลมน่ะครับ อาจเนื่องมาจากออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ เช้านี้เขาได้ทานอาหารเช้ามารึเปล่าล่ะครับ?"คุณหมอยังคงอธิบายคำตอบอย่างอารมณ์ดี

"เอ้อ... นั่นสิ พอลงมาชินูดะก็เข้าไปลากเขามาคุยในห้อง ก็คงจะอย่างนั้นแหละครับ..."

+ห้องพักของมาซาชิ+

เปลือกตาของมาซาชิยังคงปิดสนิท ท่ามกลางบอดี้การ์ดนักธุรกิจใหญ่และลูกน้องของมาเฟียอันดับหนึ่งรวมแล้วก็สิบคน แม่ของมาซาชินั่งกุมมือมองหน้าลูกชายอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยด้วยความห่วงใย ส่วนชินูดะนั่งอยู่บนโซฟาถัดจากเตียง ครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่...

แน่นอนว่าเขาไม่ได้เล่าเรื่องอาการของมาซาชิให้ใครฟังแม้แต่แม่ของมาซาชิหรือคุณน้าผู้อ่อนโยนในสายตาของเขา เขารักแม่ของมาซาชิเหมือนแม่ของเขาเอง... นั่นเพราะ... แม่ของเขาเสียชีวิตไปเมื่อหลายสิบปีก่อน

พลันเขารู้สึกเหมือนกับเจ็บขึ้นมาที่ต้นแขนข้างขวาบ้าง ชินูดะปลอบใจกับตัวเองว่าอาจเป็นเพราะเขามองรอยปานของมาซาชิมากเกินไปจนคิดมากไปเอง แต่ความเจ็บนั้นก็ยังไม่หายหรือมีท่าทีว่าจะทุเลาลงแม้แต่น้อย นัยน์ตานั้นปราดมองจ้องไปยังต้นแขนข้างขวาเขม็งราวกับจะมองทะลุผ่านเสื้อไหมพรมสีเขียวตัวนี้ไปได้

ใจจริงเขาก็อยากจะยกมือขวาขึ้นมาเลิกเสื้อขึ้นหรอก ถ้าไม่ติดที่ว่ามันเข้าเฝือกเพราะมาซาชิ คนอื่นที่ถามเรื่องข้อมือนั้นเขาก็ได้ตอบว่าเขาแค่ซุ่มซ่ามไปหน่อย โดยที่ไม่บอกว่าซุ่มซ่ามอะไร และคนที่ถามเองก็ไม่ได้คิดจะถามต่อ

"ชินูดะ เป็นอะไรรึเปล่าลูก?"แม่ของมาซาชิถาม แต่มือของเธอก็ยังไม่ละไปจากมาซาชิ

"อ่อ... เปล่าครับ ไม่มีอะไร"

ชินูดะฝืนยิ้มเพียงน้อยให้กับผู้เป็นน้า ก่อนสายตาจะลากจากต้นแขนมามองญาติของตัวเองที่ยังนอนอยู่บนเตียง...

ต้องถามมาซาชิให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น!!

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น