[yaoi] รัตติกาลนิรันดร์ (Endless Night)

ตอนที่ 11 : ตอนที่ 10 : พันธสัญญาชีวิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 178
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    21 ก.ย. 56

ตอนที่ 10 : พันธสัญญาชีวิต

 

นกสีขาวกางปีกกระพือไหวด้วยท่วงท่าสง่างามเหนือคฤหาสน์หลังใหญ่ ก่อนจะค่อยๆ ร่อนลงบนระเบียงห้องหนึ่ง เมื่อคืนร่างเป็นมนุษย์แล้วจึงเปิดประตูระเบียงเข้าไปภายใน ปิศาจครึ่งคนครึ่งวัวสองตัวที่ยืนคุมเชิงอยู่หน้าประตูห้อง หันมาโค้งคำนับทำความเคารพอย่างนอบน้อมก่อนจะเปิดทางให้ผู้มาใหม่เข้าไปในห้องนั้น

เอเลสเดินด้วยปลายเท้าเข้ามาภายในห้องนอนของผู้เป็นเจ้าของคฤหาสน์อย่างเงียบกริบ ดวงตาสีแดงใสมองไปยังร่างหนาที่ฟุบหลับอยู่บนโต๊ะทำงานซึ่งเต็มไปด้วยหนังสือตำราเวทมนตร์เกลื่อนโต๊ะ ใบหน้างามส่ายน้อยๆ อย่างระอาที่เห็นโซรอสหลับไปพร้อมกับการค้นคว้าหาวิธีที่จะทำให้สามารถมีชีวิตอยู่ได้เป็นอมตะเหมือนอย่างเคย ทั้งที่ผ่านมาเกือบร้อยปีแล้วแต่จนแล้วจนรอดเขาก็ยังหาวิธีอื่นที่จะทำให้มีชีวิตอันเป็นนิรันดร์ไม่ได้ นอกเสียจากการดื่มเลือดจากหัวใจของแวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์ตามตำนานที่เล่าขานกันมาแบบปากต่อปาก

“ข้าไม่เข้าใจเลยว่าท่านต้องการชีวิตเป็นอมตะไปทำไมกัน ชีวิตที่ยืนยาวแบบนั้น สำหรับข้าแล้วมันเหมือนคำสาปจากนรกโลกันตร์มากกว่าจะเป็นพรจากสวรรค์เสียอีก”

อีกาหนุ่มรำพึงรำพันพลางเดินไปหยิบผ้านวมบนเตียงขึ้นมาคลุมร่างของผู้เป็นเจ้าของดวงวิญญาณเขา พลางนึกไปถึงเรื่องราวเมื่อครั้งอดีต

.

.

.

“ออกไปจากหุบเขานี่ซะ เอเลส ข้าไม่มีทางยอมให้ตัวประหลาดที่อ่อนแออย่างเจ้าเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าเผ่าคนต่อไปได้หรอก”

น้ำเสียงอันน่าเกรงขามของชายวัยกลางคนผู้เอ่ยขึ้นดังกังวานไปทั่วบริเวณ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของเหล่าพลพรรคในฝูงกาสีดำสนิท เบื้องหน้าของเขาคือเด็กชายวัยเพียงเจ็ดปีผู้มีผิวขาวเนียนละเอียดดุจละอองหิมะ กระแสลมแรงที่โบกพัดมาทำให้เรือนผมสีขาวโพลนราวกับเส้นไหมสยายไปทางด้านหลัง ร่างผอมบางภายใต้ชุดเข้ารูปสีขาวคลุมทับด้วยผ้าคลุมสีดำยาวกรอมเท้า ยืนหน้าซีดตัวสั่นอยู่ที่ริมขอบผา

“ท่านพ่อ ข้ารู้ว่าข้ามันอ่อนแอ แต่ได้โปรดให้โอกาสข้าสักครั้งเถอะ ข้าจะฝึกฝนวิชาของตระกูลให้มากกว่าคนอื่นๆ หลายเท่า ข้าจะต้องมีฝีมือดีขึ้นไม่น้อยไปกว่าพวกพี่ๆ แน่นอนครับ”

เอเลสร้องวิงวอนต่อผู้เป็นบิดา ขณะเดียวกันหญิงวัยกลางคนที่ถูกชายฉกรรจ์สองคนล็อกตัวเอาไว้อย่างแน่นหนาก็พยายามตะโกนร้องขอชีวิตของลูกชายสุดที่รักจากสามีคู่ชีวิตของนางด้วยท่าทางน่าเวทนา

“ปล่อยข้านะ ท่านพี่ เอเลสเป็นลูกของเรานะคะ ท่านจะส่งเขาไปตายได้อย่างไรกัน ข้าไม่ยอมให้เป็นอย่างนั้นแน่”

“พอได้แล้ว! เอเลส เจ้าจงไปซะ ก่อนที่ข้าจะต้องฆ่าเจ้าด้วยมือของข้าเอง”

ชายวัยกลางคนเอ่ยก่อนจะให้สัญญาณกับชายฉกรรจ์อีกสามคนที่เป็นผู้คุมกฎของเผ่าทำหน้าที่ขับไล่บุตรชายคนโตออกไปด้วยการผลักลงจากหน้าผา หากเป็นคนหนุ่มสาวทั่วไปที่สามารถแปลงกายเป็นอีกาได้และมีปีกแข็งแรงแล้ว การบินลงไปยังพื้นดินเบื้องล่างคงไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่สำหรับเอเลสนั้นเป็นเรื่องยากเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เขาไม่เคยได้เรียนรู้วิธีการแปลงกายหรือแม้แต่การลงจากเขาเพื่อไปล่าเหยื่ออย่างที่พี่น้องคนอื่นๆ เคยทำเลยสักนิด ด้วยเพราะเกิดมามีรูปลักษณ์ที่แตกต่างจากคนในตระกูลมารดาของเขาจึงต้องซ่อนเขาไว้เฉพาะแค่ในบ้านไม่เคยได้ออกไปพบปะใครหน้าไหนทั้งนั้น นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เขาต้องเผชิญหน้ากับคนทั้งเผ่าและคงจะเป็นครั้งสุดท้ายด้วยหากเขาไม่สามารถรอดชีวิตจากการถูกขับออกจากเผ่าในครั้งนี้ได้

“ท่านพ่อ ข้าไม่อยากไป ให้ข้าอยู่ที่นี่เถอะ ท่านพ่อ!!!

แม้ว่าเด็กชายจะพยายามวิงวอนสักเท่าใด ก็ไม่อาจเปลี่ยนใจของผู้มีอำนาจสูงสุด ณ ที่แห่งนี้ได้ เมื่อบิดาหันหลังเดินจากไป ร่างของเขาก็ถูกยกขึ้นลอยจากพื้นก่อนจะถูกโยนลงจากหน้าผาทันที

“กรี๊ด...เอเลสลูกแม่!!!

เสียงของหญิงวัยกลางคนผู้เป็นมารดากรีดร้องลั่นยามเมื่อได้เห็นแก้วตาดวงใจของตนถูกโยนลงจากหน้าผาต่อหน้าต่อตา ร่างของเอเลสลอยละลิ่วลงสู่พื้นเบื้องล่างตามแรงโน้มถ่วงของโลกอย่างรวดเร็ว ลมแรงพัดมาปะทะผิวกายจนเจ็บแปลบราวกับถูกเข็มนับร้อยนับพันเล่มทิ่มแทงไปทั้งร่าง มือเล็กพยายามเอื้อมคว้ากิ่งไม้ที่ยื่นออกมาจากชะง่อนผา แต่พอคว้าได้น้ำหนักของเขากลับทำให้กิ่งไม้ที่เปราะบางหักลง ร่างน้อยจึงปลิดปลิวไปตามลมอีกครั้งก่อนจะกระแทกเข้ากับกิ่งของต้นไม้ใหญ่ที่สูงชะลูดขึ้นมาจากพื้นดิน

โชคดีที่มีพุ่มไม้ใหญ่รองรับร่างของเขาเอาไว้อีกชั้นก่อนจะหล่นตุบลงบนพื้นดินชื้นแฉะ เสียงเรียกของใครสักคนดังแว่วเข้ามาในหู พร้อมๆ กับที่ใบหน้าเลือนรางชะโงกเข้ามาใกล้ ดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่ตายไม่น่าเชื่อว่าจะรอดชีวิตจากการตกหน้าผาสูงมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ เด็กชายคลี่ยิ้มบางๆ ก่อนจะหมดสติไปในอ้อมแขนของเจ้าของเสียงนั้น

 

กลิ่นควันไฟที่โชยมา ทำให้ร่างผอมบางรู้สึกตัวตื่น แพขนตายาวงอนงามกะพริบถี่ๆ ก่อนที่เปลือกตาจะเปิดขึ้นเผยให้เห็นนัยน์ตาสีแดงสุกใสราวกับดวงตากระต่าย เด็กชายตัวน้อยพบว่าเขานอนอยู่บนผ้าคลุมผืนใหญ่ที่รองข้างใต้ไว้ด้วยใบไม้เรียงซ้อนทับกันเป็นชั้น เบื้องหน้ามีกองไฟเล็กๆ ที่ถูกก่อขึ้นทำให้เกิดแสงสว่างท่ามกลางความมืดของยามราตรีที่โอบล้อมอยู่โดยรอบ

“ฟื้นแล้วเหรอ”

เสียงทักทายของใครบางคนดังขึ้นเหนือศีรษะของเขา ทำให้คนที่เพิ่งรอดชีวิตมารีบเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกับขยับกายด้วยท่าทางหวาดระแวงอย่างเต็มที่

“ใครน่ะ!

เจ้าของเสียงที่ดังขึ้นในทีแรกหัวเราะน้อยๆ เมื่อเห็นท่าทางของคนที่เขาช่วยเอาไว้ ก่อนจะกระโดดลงมาจากกิ่งไม้ด้านบนแล้วเดินมาหยุดตรงหน้าของเด็กชายร่างผอมบางที่นั่งกับพื้น พลางเอ่ยแนะนำตัวเสียงใส

“ไม่ต้องกลัวหรอก ข้าเป็นคนช่วยเจ้าเอาไว้เอง ข้าชื่อโซรอส เจ้าล่ะเด็กน้อยมีชื่อว่าอะไร”

“ข้า...ข้าชื่อเอเลส อ๊ะ ขอบคุณมากที่ช่วยข้าไว้ แปลกจังข้าจำได้ว่าตกลงมาตั้งสูง ทำไมถึงไม่เจ็บแล้วก็ไม่มีแผลเลยสักนิดนะ”

แสงจากเปลวไฟเผยให้เห็นใบหน้าของเด็กชายคนหนึ่งที่ดูจะอายุมากกว่าเขาราวสี่ถึงห้าปี ผมหยักศกสีดำกับคิ้วหน้าเข้มสีเดียวกันขับเน้นให้ดวงตาสีม่วงโดดเด่น มีรอยยิ้มน้อยๆ ระบายอยู่บนใบหน้าสีแทนนั้น เอเลสเผลอมองจ้องใบหน้าของคนที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มสำรวจตามร่างกายของตนเองเมื่อนึกขึ้นได้ว่าน่าจะมีบาดแผลหรือความเจ็บช้ำตามร่างกายหลงเหลืออยู่บ้าง แต่กลับไม่พบความผิดปกติในที่แห่งใดเลยสักนิด นอกจากรอยคราบเลือดบนเสื้อผ้าของเขา

“ไม่ต้องกังวลไปหรอกข้าใช้พลังเวทย์ช่วยรักษาบาดแผลให้เจ้าแล้วล่ะ พักผ่อนอีกสักวันสองวันพลังชีวิตก็จะฟื้นคืนมาเหมือนเดิม จะว่าไปเจ้านี่ก็อึดเหมือนกันนะ ตกลงมาขนาดนั้นกลับไม่ร้องเลยสักแอะ แถมยังยิ้มให้ข้าอีก”

โซรอสย่อตัวลงนั่งบ้าง เขาพูดพลางเอื้อมมือไปหยิบกระต่ายป่าที่ย่างสุกจนส่งกลิ่นหอมกรุ่นยื่นมาให้ตรงหน้าเอเลส เด็กชายที่อ่อนวัยกว่ารีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที ตอนที่ยังอยู่กับครอบครัวบนภูเขา เขาถูกมารดาเลี้ยงมาให้กินเฉพาะพวกผักและผลไม้เท่านั้น ไม่เคยได้ลิ้มลองเนื้อสัตว์อื่นเลย แต่ก็ถูกอีกฝ่ายคะยั้นคะยอให้ลองชิมดูจนได้

เมื่อลองฉีกเนื้อเข้าปากคำแรก เอเลสได้แต่ทำหน้าเบ้กับกลิ่นสาบของสัตว์ป่าด้วยเพราะไม่คุ้นเคย ทำให้โซรอสถึงกับหัวเราะออกมาอย่างขบขัน เขามองคนตัวเล็กกว่าพยายามกลั้นใจกลืนเนื้อกระต่ายลงคออย่างลำบากยากเย็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ จึงล้วงมือลงไปในย่ามของตนแล้วส่งผลไม้ลูกโตสีแดงสดให้แทน

“เอ้า...ดูทำหน้าเข้าเด็กน้อย ทำอย่างกับข้าฝืนใจให้เจ้ากลืนยาขมลงคออย่างนั้นล่ะ เฮ้อ ถ้ามันลำบากนักกินนี่แทนก็แล้วกัน”

แอปเปิลลูกใหญ่ที่ถูกหยิบยื่นมาให้ตรงหน้า ทำให้เอเลสมองด้วยดวงตาเป็นประกาย เขารีบส่งเนื้อกระต่ายเสียบไม้คืนให้กับอีกฝ่ายแล้วยื่นมือออกไปรับผลไม้ของโปรดมากัดกินทันที

“ขอบคุณนะ ข้านึกว่าจะต้องกินเนื้อของเจ้ากระต่ายที่น่าสงสารนั่นจริงๆ เสียแล้วสิ”

เสียงหัวเราะของโซรอสดังก้องไปทั่วผืนป่าดิบชื้นที่เงียบสงัด ผสานกับเสียงเล็กๆ ของเอเลสที่พลอยหัวเราะตามไปด้วย ทั้งสองต่างผลัดกันถามผลัดกันเล่าเรื่องราวในอดีตของแต่ละคนแล้วจึงพบว่าพวกเขาต่างมีชะตากรรมไม่ต่างกันนัก ในที่สุดเอเลสก็ตัดสินใจว่าจะติดตามเด็กชายที่โตกว่าเขาท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ และตั้งใจว่าจะลืมเลือนเรื่องราวของเผ่าอีกาทมิฬไปเสีย

ทว่า เรื่องกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด หลายปีต่อมาเมื่อมีอีกาตัวหนึ่งบินผ่านมาพบเด็กชายทั้งคู่ระหว่างการผจญภัยไปตามที่ต่างๆ และได้คาบข่าวนี้กลับไปบอกกับหัวหน้าเผ่า ก็ทำให้ผู้คุมกฎหลายคนเกิดความไม่พอใจ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการยึดอำนาจของบิดาเขาและต้องการทำลายล้างทายาทของตระกูลนี้ เอเลสถูกตามไล่ล่าจากฝูงกาและพลอยทำให้โซรอสต้องถูกทำร้ายจนบาดเจ็บไปด้วย

ในที่สุดความอดทนของเอเลสก็หมดลง เขาขอร้องให้โซรอสสอนการใช้พลังเวทย์ด้านมืด และทำพิธีมอบพลังปิศาจของตนด้วยการยอมเป็นทาสวิญญาณให้กับอีกฝ่ายเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ทีแรกโซรอสลังเลและคิดว่าจะเป็นคนไปจัดการกับเผ่าอีกาทมิฬเองเพราะไม่อยากให้อีกาหนุ่มที่ใสซื่อและบริสุทธิ์อย่างเอเลสต้องมือเปื้อนเลือด แต่เจ้าตัวไม่ยอมและขอเป็นคนจัดการกับเผ่าของตนด้วยน้ำมือของตัวเอง นักเวทย์หนุ่มจึงยอมทำตามคำขอ

สุดท้ายแล้วเอเลสก็กลับไปที่เผ่าของตนบนภูเขาสูงชันนั้น ด้วยความคับแค้นใจระคนน้อยใจที่สั่งสมมานานทำให้อีกาหนุ่มสามารถปลิดชีพหัวหน้าเผ่าซึ่งเป็นบิดาแท้ๆ ของตนลงได้อย่างง่ายดายในคืนที่พระจันทร์กลายเป็นสีแดงฉาน แต่แล้วอีกาหนุ่มกลับได้รับรู้ถึงความจริงเบื้องหลังเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อนที่ทำให้เขาต้องระเห็จระเหินออกมาจากเผ่านั้น ใช่ว่าบิดาของเขาอยากจะขับไล่ลูกในไส้คนนี้ออกไปให้พ้นจากอกอย่างที่ปากว่า แต่เพราะคำขู่ของหัวหน้าเผ่าคนเก่าที่ยังคงมีอิทธิพลกับคนในเผ่า ทำให้เขาจำเป็นต้องไล่เด็กชายที่มีรูปลักษณ์แปลกประหลาดจากคนอื่นๆ ในเผ่าพันธุ์อีกาทมิฬออกไปเพื่อให้ภรรยาและบุตรชายบุตรสาวอีกสามคนปลอดภัย

ไม่เคยมีใครรู้ถึงความจริงในข้อนี้แม้กระทั่งมารดา หรือตัวของเอเลสเอง จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตที่บิดายอมบอกความจริงกับเขา ก็ทำให้เอเลสโกรธมากจนถึงกับบ้าคลั่งและใช้พลังทั้งหมดที่มีถล่มพวกที่ต้องการยึดอำนาจจากบิดาของเขาเสียจนแพ้ราบคาบ หลังจากจัดการยึดอำนาจกลับคืนมาได้สำเร็จเอเลสก็จัดการทำพิธีฝังศพของบิดาเขาไว้ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ตรงริมหน้าผา และไม่คิดจะกลับไปที่เผ่าอีกแม้ว่ามารดาของเขาจะขอร้องวิงวอนเท่าใดก็ตาม อีกาหนุ่มทำตามความตั้งใจแต่แรกของตนด้วยการติดตามโซรอสผู้เป็นนายชีวิตของเขาไปทั่วทุกหนทุกแห่งจนเวลาผ่านไปกว่าหลายทศวรรษ

.

.

.

“กลับมาแล้วหรือเอเลส”

เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้น ก่อนที่มือใหญ่จะวางลงบนไหล่ของร่างเพรียวที่นั่งเหม่ออยู่ตรงเก้าอี้ริมหน้าต่าง สัมผัสอุ่นๆ ทำให้คนที่เผลอตกอยู่ในภวังค์ความทรงจำรู้สึกตัว ดูเหมือนว่าเจ้าของห้องจะตื่นนานแล้ว นี่เขาเผลอนั่งนึกถึงความหลังอยู่นานเท่าไรกันนะ เอเลสหันไปตามเสียงเรียกพลางเงยหน้ามองคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง มือเรียวยกขึ้นลูบแผ่วเบาไปบนใบหน้าคมสันที่เคยหล่อเหลาซึ่งบัดนี้เริ่มมีรอยเหี่ยวย่นจากสังขารที่ร่วงโรยไปตามกาลเวลาปรากฏชัดเจนขึ้นทุกที มนุษย์ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่อายุขัยสั้นนักเมื่อเทียบกับปิศาจอย่างเขา หากถึงวันที่ร่างตรงหน้าต้องดับสูญไปเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร เอเลสไม่กล้าแม้แต่จะนึกด้วยซ้ำ

“ขอรับท่านโซรอส ข้ากลับมาแล้ว ข้ามีเรื่องจะบอกให้ท่านรู้ วันนี้ข้าลองส่งพวกหมาป่าไปโจมตีเจลิโอที่บ้าน...”

อีกาหนุ่มตอบรับคำทักทายของผู้ที่เป็นทั้งเพื่อนและเจ้านายของเขาด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่พบเจอมาในวันนี้ให้ฟัง พร้อมกับตบท้ายด้วยเรื่องของแมวดำและบอดี้การ์ดหนุ่มที่น่าสงสัยนั้น

จอมเวทย์ด้านมืดเมื่อได้ฟังก็ถึงกับครุ่นคิดอย่างหนัก เขาไม่อยากจะรอเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ค่าอีกแล้ว ตัวเขาเริ่มจะแก่ลงทุกวัน หากว่าต้องตายไปก่อนจะได้รับชีวิตอันเป็นนิรันดร์ที่เฝ้ารอคอยมานาน เขาคงต้องทุกข์ทรมานจนไม่อาจไปผุดไปเกิดได้แน่ๆ บางทีอาจต้องจับตัวบอดี้การ์ดหนุ่มหรือไม่ก็แมวดำตัวนั้นมาเค้นหาความจริงให้ได้ว่าหัวใจของเจลิโออยู่ที่ไหน

“จับตาดูพวกมันเอาไว้ ถ้ามีเบาะแสเมื่อไหร่รีบบอกข้านะเอเลส”

ร่างเพรียวย่อตัวลงพลางโค้งคำนับรับคำบัญชาของผู้เป็นนาย ก่อนจะเดินออกจากห้องนอนของโซรอสไป ดวงตาสีอเมทิสต์ได้แต่มองตามแผ่นหลังบอบบางเดินจากไปด้วยความสงสาร เขารู้ดีว่าอีกาหนุ่มยังคงเสียใจกับการจากไปของบิดา การลาจากคนที่รักนั้นเจ็บปวดแค่ไหนเขารู้ดี และเขาจะไม่ยอมเป็นคนที่ต้องจากไปก่อนอย่างแน่นอน

“รออีกนิดเถอะเอเลส ถ้าข้าได้หัวใจแวมไพร์มาเมื่อไหร่ ข้าจะไม่ทำให้เจ้าต้องทุกข์ใจอีก ข้าสัญญา”

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

To be continued. . .

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #28 Blanchet (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 กันยายน 2556 / 11:12
    ต้องมีทางอื่นซิ อ่านตอนนี้แล้วรู้สึกชอบโซรอสขึ้นมาเลย

    ส่วนเอเลสนี่เป็นน้องหนูขวัญใจอยู่แล้วอิอิ

    อยากให้คู่นี้ได้อยู่ด้วยกัน^^
    #28
    0