[yaoi] รัตติกาลนิรันดร์ (Endless Night)

ตอนที่ 12 : ตอนที่ 11 : First Kiss, First Love

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 132
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    25 ก.ย. 56

ตอนที่ 11 : First Kiss, First Love

 

รถจักรยานยนต์คันใหญ่แล่นด้วยความเร็วสูงไปบนถนนโล่ง สองข้างทางถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดของราตรีกาล สายลมเย็นยามค่ำคืนพัดมาสัมผัสผิวกายเป็นระลอก ทว่า มือเรียวของคนซ้อนท้ายกลับชุ่มไปด้วยเหงื่อเมื่อต้องเบียดกายชิดใกล้กับคนที่ทำให้หัวใจปั่นป่วนบนพื้นที่แคบเพียงไม่ถึงเมตรเช่นนี้

“ขับช้าลงหน่อยได้ไหม!

เจลิโอตะโกนแข่งกับสายลมแรง เขาเกาะเกี่ยวเอวของสกายเอาไว้อย่างหลวมๆ และพยายามเว้นระยะห่างจากแผ่นหลังกว้างนั้นเอาไว้ แต่เหมือนอีกฝ่ายจงใจแกล้งด้วยการบิดคันเร่งเพิ่มความเร็วของรถมากกว่าเดิม ส่งผลให้ร่างเพรียวบางจำต้องโอบเอวบอดี้การ์ดหนุ่มให้แน่นขึ้นอย่างช่วยไม่ได้

“หูตึงรึไง!!! บอกให้ลดความเร็วหน่อยไงเล่า”

ใบหน้าหวานงอง้ำราวกับเด็กน้อยถูกขัดใจ เมื่อคนข้างหน้ายังคงทำเป็นหูทวนลม ก่อนที่แก้มขาวเนียนจะกลายเป็นสีแดงระเรื่อขึ้นมาเมื่อหน้าอกแบนราบเรียบภายใต้เสื้อไหมพรมถักสีอ่อนสัมผัสแนบลงบนแผ่นหลังแกร่ง แม้จะมีเสื้อแจ็กเกตหนังขวางกั้นเอาไว้ แต่ไออุ่นจากเรือนกายกำยำผสานกับกลิ่นหอมจางๆ ของโคโลญจ์สำหรับบุรุษที่โชยมา กลับพาให้หัวใจดวงน้อยเต้นแรงขึ้นกว่าเก่าจนกลัวว่าแรงสั่นสะเทือนนั้นจะส่งผ่านไปให้คนที่อยู่เบื้องหน้ารู้สึกได้

“คุณว่าอะไรนะครับ ลมแรงจังผมได้ยินไม่ชัดเลย”

สกายแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียงบ่นที่ลอยมาตามลมพลางเหลือบมองใบหน้าของคนซ้อนท้ายผ่านทางกระจกมองข้าง รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมสันของคนขับ ก่อนจะกลายเป็นยิ้มกว้างจนตาหยีเมื่อแผ่นหลังของเขาสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจของอีกฝ่ายที่เต้นถี่รัวอย่างชัดเจน หากเป็นไปได้เขาอยากให้ถนนสายนี้ยาวขึ้นอีกสักหน่อย ช่วงเวลาที่ได้อยู่กับเจลิโอเพียงลำพังจะได้นานขึ้นอีกนิด

นึกแล้วบอดี้การ์ดหนุ่มก็ถึงกับส่ายหน้าน้อยๆ ให้กับความคิดไร้สาระของตัวเองที่เผลอปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกแบบมนุษย์อยู่เหนือการควบคุมของภารกิจที่ถูกฝังอยู่ในสมองกลจนได้ หน้าที่ของเขานอกจากจะคอยอารักขานายแบบหนุ่มร่างบอบบางข้างหลังนี่แล้ว การสืบหาความจริงเกี่ยวกับเบื้องหลังอันเป็นปริศนาของเจแอลก็เป็นเรื่องที่เขาลืมไม่ได้เช่นกัน

สายลมแรงเริ่มเบาบางลง เมื่อรถมอเตอร์ไซค์คันเก่งของสกายนำพาทั้งคู่มาถึงยังลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าขนาดย่อมซึ่งเปิดให้บริการตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

“เพิ่งรู้ว่าแถวนี้มีห้างแบบนี้ด้วย นายรู้ได้ยังไงน่ะสกาย”

เจลิโอก้าวลงจากรถสองล้อคันใหญ่อย่างรวดเร็วพลางมองไปยังตึกสองชั้นเบื้องหน้าที่ยังคงเปิดไฟสว่างไสวด้วยท่าทางตื่นเต้น เขาทำท่าจะเดินไปภายในห้างนั้นพร้อมกับหมวกกันน็อคแบบเต็มใบแล้วหากสกายไม่เรียกเอาไว้เสียก่อน มือใหญ่รั้งเอวคอดบางนั้นเข้ามาใกล้จนแผ่นหลังบอบบางเซมาปะทะอกแกร่งของเขา ก่อนจะเอื้อมมือมากดปลดล็อกสายรัดคางแล้วจึงถอดหมวกออกให้

เรือนผมยาวประบ่าสีน้ำตาลแดงปลิวไสวมากระทบบนใบหน้าของบอดี้การ์ดหนุ่ม กลิ่นแชมพูหอมอ่อนๆ ที่ลอยฟุ้งมาตามลม ทำให้ร่างสูงใหญ่เผลอสูดดมความหอมนั้นเข้าปอดอย่างลืมตัว

“ทำอะไรของนายน่ะ! ออกไปห่างๆ สิ”

ลมหายใจอุ่นที่เป่ารดใบหูทำให้แวมไพร์หนุ่มถึงกับสะดุ้ง เขายกแขนขึ้นมาแล้วกระทุ้งศอกแหลมเข้าที่สีข้างของคนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังไปทีหนึ่ง แต่ร่างสูงเอี้ยวตัวหลบได้ทันแบบเฉียดฉิว ก่อนจะหันมายักคิ้วแบบกวนๆ ให้

“ผมก็แค่จะเอาหมวกออกให้น่ะครับ ขืนปล่อยให้คุณใส่เข้าไปทั้งแบบนั้น คงได้ถูกหาว่าเป็นโจรมาปล้นห้างเขาแหงเลย”

“ชิ...หาเรื่องแต๊ะอั๋งกันสิไม่ว่า ช่างเถอะ รีบเข้าไปข้างในกันดีกว่า ขืนชักช้าพระอาทิตย์คงได้ขึ้นก่อนพอดี”

เจลิโอหันไปค้อนขวับใส่บอดี้การ์ดของตนอย่างรู้ทัน แล้วจึงเดินนำเข้าไปก่อน โดยมีร่างสูงก้าวยาวๆ ตามไปติดๆ ไม่บ่อยนักที่จะมีโอกาสได้เข้ามาในสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่านเช่นนี้ จึงทำให้เจลิโอลืมที่จะอำพรางใบหน้าของตนไปเสียสนิท เป็นผลให้คนที่ออกมาจับจ่ายซื้อข้าวของในยามดึกที่ห้างสรรพสินค้าแห่งนั้นจำนายแบบหนุ่มได้ในทันทีที่ได้เห็นหน้า

“นั่น! เจแอลนี่นา กรี๊ด ตัวจริงหล่อยิ่งกว่าในรูปอีกนะเธอ”

“เร็วเข้า ไปขอถ่ายรูปกันเถอะ”

เสียงของผู้คนที่อยู่รอบตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ดังขึ้น ก่อนจะพากันชี้มือมายังเขา ทำให้ร่างเพรียวบางได้แต่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูห้างอย่างตะลึงงันทำอะไรไม่ถูก เมื่อบรรดาแฟนคลับของเขาต่างพากันวิ่งกรูเข้ามารุมล้อมจนกลายเป็นความโกลาหลวุ่นวายให้กับเหล่าพนักงานรักษาความปลอดภัยต้องทำงานกันอย่างหนัก

“มาทางนี้เร็วครับ”

เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น ก่อนที่ร่างใหญ่ของบอดี้การ์ดหนุ่มจะแทรกผ่ากลางวงล้อมของสาวๆ เข้ามาขวางเอาไว้ แล้วฉุดมือของเขาดึงให้วิ่งออกไปด้วยกันอีกทางหนึ่ง โดยมีกลุ่มคนพากันวิ่งตามเป็นขบวนท่ามกลางเสียงร้องกรี๊ดกร๊าดราวกับฝูงลิงบ้าคลั่งจนแสบแก้วหูไปหมด สองขาเรียวยาวของคนที่วิ่งนำอยู่ข้างหน้า ห่างออกไปเรื่อยๆ จนสองมือที่เกาะเกี่ยวกันแทบจะหลุดออก ทำให้แวมไพร์หนุ่มต้องเร่งฝีเท้าของตัวเองให้เร็วขึ้นอีกเพราะกลัวว่าจะคลาดกันไป

ดวงตาสีฟ้าครามเหลือบมองมือใหญ่ที่กุมมือเขาเอาไว้แน่นราวกับว่าจะไม่ปล่อยให้หลุดไปอีกจนชั่วชีวิต พลอยทำให้หัวใจที่เต้นแรงอยู่แล้วเพราะความตื่นเต้นจากเหตุการณ์ที่ถูกรุมล้อมเมื่อครู่ ยิ่งสั่นระรัวไหวอย่างรุนแรงขึ้นอีกจนแทบจะหลุดมากองอยู่นอกอก

ทั้งคู่วิ่งหนีกลุ่มแฟนคลับมายังห้องน้ำชาย ก่อนที่สกายจะผลักร่างเพรียวบางเข้าไปในห้องว่างที่อยู่ด้านในสุด แล้วตามเข้าไปติดๆ พร้อมกับลงกลอนประตูอย่างแน่นหนา ท่ามกลางเสียงของแฟนคลับที่วิ่งผ่านเลยไปแล้ว

“นายเข้ามาทำ...อุ๊บ อื้อ!

เจลิโอตาโตด้วยไม่คิดว่าบอดี้การ์ดหนุ่มจะตามเข้ามาด้วย พลางออกปากไล่แต่กลับถูกมือใหญ่ตะครุบเอาไว้พร้อมกับส่งเสียงขู่

“ชู่ว...อย่าเพิ่งโวยวายสิครับ อยากให้พวกแฟนๆ ของคุณตามมาอีกหรือไงน่ะ”

ใบหน้าที่อยู่ห่างออกไปเพียงแค่คืบจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นของอีกฝ่าย ทำเอาแวมไพร์หนุ่มผงะถอยหลัง แต่พื้นที่อันแสนคับแคบซึ่งวิศวกรได้ออกแบบมาสำหรับทำธุระส่วนตัวเพียงแค่คนเดียว จึงทำให้เขาเสียหลักจนเกือบหงายหลังดีที่สกายคว้าเอวบางเอาไว้ได้ทัน แต่กลับยิ่งทำให้ระยะห่างของทั้งคู่สั้นลงกว่าเดิม จนปลายจมูกของบอดี้การ์ดหนุ่มกดลงบนแก้มนุ่มอย่างไม่ตั้งใจ

ดวงตาสองคู่ประสานกันอย่างเนิ่นนาน เจลิโอมองเห็นเงาสะท้อนของตัวเองอยู่ในแก้วตาสีน้ำตาลอ่อนของอีกฝ่าย ตรงบริเวณที่ปลายจมูกของสกายแตะลงมานั้นร้อนผ่าวราวกับถูกจี้ด้วยเปลวไฟก็มิปาน มือเรียวตั้งท่าจะผลักอกแกร่งออกห่าง แต่กลับกลายเป็นว่าต้องยื้อสาบเสื้อแจ็กเกตหนังนั้นเอาไว้เมื่อริมฝีปากหยักทาบทับลงมาบนเรียวปากอิ่มของเขาอย่างรวดเร็ว จุมพิตแผ่วเบาค่อยๆ เพิ่มความหนักหน่วงขึ้นเมื่อลิ้นร้อนฉวยโอกาสแทรกผ่านไรฟันเข้ามาทักทายภายในโพรงปากฉกฉวยเอาความหอมหวานไปจากเขา สร้างความรู้สึกแปลกประหลาดระคนหวามไหวในอก ราวกับว่าสกายได้จุดประกายไฟแห่งความปรารถนาให้ลุกโชนขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

 ใช่ว่าจะมีเพียงแค่เจลิโอที่เผลอลุ่มหลงไปกับรสจูบหอมหวานที่ถูกหยิบยื่นมาให้ สกายเองก็เผลอตัวไปกับกลิ่นหอมอ่อนๆ จากกายของแวมไพร์หนุ่มเช่นกัน พอตั้งสติได้ก็รีบถอนริมฝีปากตัวเองผละกายออกห่างพลางมองผลงานของตนด้วยแววตาคาดหวัง

รอยยิ้มพึงพอใจฉายชัดบนใบหน้าคมเมื่อได้ยินเสียงลมหายใจปนหอบของอีกฝ่าย ดวงตากลมโตสีฟ้าครามมองมายังเขาด้วยแววตาปรือฉ่ำเยิ้ม ใบหน้าขาวใสที่เคยซูบเซียวแทบไร้สีเลือดกลับเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำลามใบจนถึงใบหูราวกับถูกพิษไข้รุมเล่นงานอย่างไรอย่างนั้น

            “ชอบแบบนี้เหรอครับ”

            คำถามสั้นๆ กับรอยยิ้มล้อเลียนนั้น ทำให้คนที่เพิ่งได้สติยกมือผลักใบหน้าหล่อเหลาแสนเจ้าเล่ห์ออกห่างไปทันที ก่อนจะใช้หลังมือเช็ดริมฝีปากตัวเองแบบลวกๆ

            “ไอ้บ้า บอดี้การ์ดหื่น อย่าทำแบบนี้อีกนะ”

            เจลิโอแสร้งทำเป็นไม่พอใจ ทั้งที่รสจูบเมื่อครู่ของบอดี้การ์ดหนุ่มทำให้เขาเคลิบเคลิ้มไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ หัวใจของเขาแทบหยุดเต้นไปแล้ว ตอนที่ลิ้นร้อนนั่นจู่โจมเข้ามาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว มันทำให้ร่างกายของเขาอ่อนระทวยจนแทบหมดสิ้นเรี่ยวแรงอย่างน่าประหลาด อดคิดไม่ได้ว่าหรือแท้จริงแล้วสกายคืออินคิวบัส ปิศาจความฝันที่อาศัยการสูบพลังชีวิตของมนุษย์เป็นอาหารกันแน่

            “ผมว่าพวกแฟนคลับของคุณคงไปที่อื่นกันหมดแล้วล่ะ เราออกไปจากที่นี่กันเถอะครับ”

            สกายยิ้มกริ่ม แม้จะพอใจกับปฏิกิริยาของคนตรงหน้าแค่ไหนแต่ก็จำใจต้องทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป เขาเปิดประตูแง้มเล็กน้อยก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ เมื่อไม่เห็นว่ามีคนอื่นอยู่ในห้องน้ำนั้นก็รีบเดินไปแง้มประตูชั้นนอกอีกที เขาใช้เรดาร์ตรวจจับสัญญาณดูจนแน่ใจว่าไม่มีพวกแฟนคลับดักรออยู่อีกแล้ว จึงหันมากวักมือเรียกนายแบบหนุ่มให้เดินตามไป

            ดวงตาคมมองออกไปไกลในระยะกว่าร้อยเมตรก็ได้เห็นว่าพวกแฟนคลับกลุ่มเมื่อครู่ยังคงยืนอออยู่ตรงประตูทางเข้าห้าง บอดี้การ์ดหนุ่มจึงตัดสินใจพาร่างเพรียวบางหลบไปทางด้านหลังผ่านโกดังเก็บสินค้าที่สามารถออกไปยังลานจอดรถได้แทน

           

            เมื่อทั้งคู่กลับมาถึงยังจุดที่จอดรถมอเตอร์ไซค์เอาไว้ได้อย่างปลอดภัย สกายก็ส่งหมวกกันน็อกให้อีกฝ่ายสวม มือเรียวยื่นออกมารับแต่ใบหน้าขาวกลับหันมองไปยังด้านหน้าห้างด้วยสายตาละห้อย ร่างสูงเห็นดังนั้นก็พอจะเดาออกว่าเจลิโอคิดอะไรอยู่ เขายิ้มน้อยๆ ก่อนจะหยิบหมวกในมือนั้นมาสวมให้เอง พร้อมกับเอ่ยเป็นเชิงปลอบใจ

“เอาไว้วันหลังเราค่อยมาใหม่แล้วกันนะครับ...”

คำพูดประโยคนั้นของบอดี้การ์ดหนุ่ม ตรึงให้ร่างเพรียวบางที่กำลังจะก้าวขึ้นยานพาหนะสองล้อคันโตถึงกับชะงัก เสียงของใครบางคนดังก้องสะท้อนอยู่ในหูของเขาด้วยถ้อยคำที่มีใจความคล้ายคลึงกัน

“ถ้านายชอบที่นี่ วันหลังเรามาด้วยกันอีกก็ได้นะ”

โทนเสียงที่ได้ยินในหูนั้นช่างใกล้เคียงกับเสียงของสกายเหลือเกินจนแทบแยกความแตกต่างไม่ได้ ทำให้แวมไพร์หนุ่มหันขวับไปมองคนพูดด้วยความรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก ราวกับว่าร่างสูงตรงหน้านั้นเคยพูดกับเขาแบบนี้มาก่อน แต่ทำไมนะเขาถึงได้นึกอะไรเกี่ยวกับอีกฝ่ายไม่ออกเลยสักนิด

“มีอะไรหรือเปล่าครับ ทำไมมองผมแบบนั้นล่ะ”

บอดี้การ์ดหนุ่มก้าวขึ้นคร่อมพาหนะคู่ใจของตนก่อนจะหันมาเห็นว่าร่างเพรียวยังคงยืนนิ่งพลางจ้องมองใบหน้าเขาด้วยสายตาเหม่อลอย จึงเอ่ยถามอย่างสงสัยแต่เจลิโอกลับส่ายหน้าแทนคำปฏิเสธพลางรีบก้าวขึ้นรถราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อคนซ้อนนั่งลงเรียบร้อยแล้วร่างสูงจึงบึ่งรถออกไปทันทีเมื่อเหลือบไปเห็นว่ากลุ่มแฟนคลับที่ยืนออกันอยู่หน้าประตูหันมาพบพวกเขาเข้าและกำลังวิ่งตรงมาทางนี้ เรียกเสียงโวยวายของบรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ดังแว่วตามไล่หลังมา

แสงสีส้มของโคมไฟริมทางส่องลงมาที่พื้นเบื้องล่างเป็นระยะเมื่อรถสองล้อคันใหญ่แล่นผ่าน เผยให้เห็นใบหน้าครุ่นคิดของแวมไพร์หนุ่มที่ยังคงติดใจกับเสียงที่แว่บเข้ามาในโสตประสาทของเขาเมื่อครู่ก่อน จนลืมเลือนเรื่องอื่นที่เกิดขึ้นไปเสียสนิท ร่างบางนั่งนิ่งเงียบไม่มีเสียงโวยวายเช่นเคยแม้ว่าคนข้างหน้าจะแกล้งเร่งความเร็วเพิ่มจนทำให้ระยะห่างระหว่างทั้งคู่แคบลงจนแทบไร้ช่องว่างก็ตาม สร้างความประหลาดใจให้สกายไม่น้อย

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับคุณเจแอล เหนื่อยเหรอ”

ร่างสูงชะลอความเร็วลงพลางหันไปถามคนที่นั่งซ้อนท้าย แต่อีกฝ่ายกลับเอาแต่เงียบงันจนผิดสังเกต ทำเอาบอดี้การ์ดหนุ่มชักหวั่นใจกลัวว่าเจ้าของใบหน้างามที่กำลังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดจะโกรธที่เขาล่วงเกินตอนอยู่ในห้องน้ำ เมื่อไม่ได้รับคำตอบใดๆ กลับมาเขาจึงได้แต่ถอนหายใจยาวก่อนจะมุ่งหน้ากลับบ้านพักทันที

เมื่อรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจของสกายจอดนิ่งสนิทลงที่หน้าบ้าน ร่างสูงก็ต้องแปลกใจหนักกว่าเก่าเมื่อคนซ้อนยังคงจมดิ่งอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง มือเรียวเกาะเกี่ยวเอวเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อยต่างจากตอนที่ไปถึงห้างสรรพสินค้าลิบลับ

“คุณเจแอล...คุณเจแอลครับ”

เสียงทุ้มของคนข้างหน้าเรียกสติของเจลิโอให้กลับมาสู่โลกความเป็นจริงอีกครั้ง เขามองไปรอบๆ ก็พบว่ากลับมาถึงหน้าบ้านของตัวเองแล้ว นึกแปลกใจตัวเองว่ามัวแต่เหม่อลอยจนไม่รู้สึกตัวเลยว่าสกายพาเขากลับมาถึงบ้านตั้งแต่เมื่อไร กระทั่งเสียงของชายหนุ่มดังขึ้นอีกครั้งจึงทำให้ดวงตาสีฟ้าครามก้มลงมองมือตัวเองที่เกาะเอวอีกฝ่ายไว้ ไออุ่นจากกายของคนตรงหน้าที่ถ่ายทอดผ่านมายังสองมือของเขาก็เรียกเลือดในกายให้สูบฉีดพล่านไปทั่วร่างจนสองแก้มร้อนผ่าวด้วยความขัดเขิน ก่อนจะรีบปล่อยมือแล้วกระโดดลงจากรถอย่างรวดเร็วเป็นผลให้ร่างบางเซไปด้านข้างเล็กน้อยเมื่อสองเท้าก้าวลงสู่พื้นอย่างไม่มั่นคง มือใหญ่ยื่นออกมาคว้าท่อนแขนของแวมไพร์หนุ่มเอาไว้เพื่อช่วยในการทรงตัวของอีกฝ่ายโดยอัตโนมัติ

“ระวังหน่อยสิครับ เดี๋ยวก็ล้มไปหรอก ค่อยๆ ลงจากรถก็ได้นี่นา”

เสียงตำหนิของบอดี้การ์ดหนุ่มทำให้ร่างบางชักสีหน้าไม่พอใจ พลางหันกลับมามองอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง ทว่า เมื่อดวงตากลมโตเผลอมองสบตาคนที่ยังนั่งคร่อมอยู่บนรถสองล้อคันใหญ่ สายตาที่เผลอมองต่ำลงมายังเรียวปากหยักก็พลอยทำให้หัวใจเต้นรัวขึ้นมาอีกระลอก สายลมเบาบางยามค่ำคืนที่พัดมาสัมผัสผิวกายไม่ได้ช่วยทำให้แก้มขาวที่ร้อนระอุจนกลายเป็นสีแดงก่ำเย็นลงได้เลย ตรงกันข้ามกลับยิ่งร้อนหนักเมื่อถูกสายตาคมของอีกฝ่ายมองมาพร้อมกับประโยคที่ทำให้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นภูเขาไฟที่ใกล้ระเบิดเต็มที

“มองผมอย่างนี้อีกแล้ว หรือว่าจะติดใจริมฝีปากนี้เข้าแล้วอย่างนั้นหรือครับ”

คำพูดของสกายเรียกเอาความทรงจำเมื่อครู่ก่อนกลับเข้ามาในสมองของแวมไพร์หนุ่ม เขาเกือบจะลืมไปแล้วว่าได้เสียจูบแรกให้คนตรงหน้าไป แถมอีกฝ่ายยังเป็นผู้ชายเหมือนกันเสียอีก ที่สำคัญคือเขาดันตอบสนองจุมพิตนั้นราวกับว่าคุ้นเคยกับมันดีเสียด้วยสิ คิดแล้วก็ยิ่งอายที่เผลอปล่อยให้บรรยากาศพาไปแล้วแบบนี้จะให้เขาเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกัน

“ยะ...หยุดเลยนะ อย่าพูดเรื่องนั้นอีก คิดเสียว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็แล้วกัน”

 เจลิโอพูดเสียงดังจนแทบจะกลายเป็นตะคอกใส่คนตรงหน้า แล้วรีบแกะสายรัดใต้คางออกแต่ยิ่งรีบก็เหมือนยิ่งลนจนมือเรียวสั่นเทิ้มไปหมด ร้อนถึงเจ้าของหมวกใบนั้นต้องรีบก้าวลงจากรถคู่ใจ แล้วยื่นมือมาแกะออกให้อย่างเคย

“ปล่อยน่า ฉันทำเองได้”

เสียงหวานตวาดแว้ดใส่ พร้อมกับพยายามปัดมือของอีกคนออกไปให้ห่างจากตัว แต่ก็ไม่สำเร็จกลายเป็นว่าสองมือเล็กนั้นถูกรวบเอาไว้ด้วยมือใหญ่เพียงข้างเดียว ก่อนจะตามมาด้วยน้ำเสียงล้อเลียนจากคนตัวสูงกว่า

“ให้ผมช่วยดีกว่าครับ ขืนปล่อยให้คุณที่กำลังเขินจนมือไม้พันกันหมดแกะอยู่แบบนี้ รอจนดวงอาทิตย์ขึ้นก็ยังไม่เสร็จหรอกน่า”

ดวงตาเรียวคมมองดวงหน้าขาวที่ทำหน้ามุ่ยกัดริมฝีปากตัวเองราวกับเด็กที่ถูกขัดใจ ก่อนจะยกยิ้มมุมปากน้อยๆ เขาใช้มือเพียงข้างเดียวปลดตะขอสายรัดออกอย่างง่ายดายก่อนจะถอดหมวกใบนั้นออกให้ แต่ยังไม่ยอมปล่อยมือคนตัวเล็ก จนอีกฝ่ายร้องประท้วงขึ้นมานั่นล่ะ เขาจึงปล่อยมือน้อยให้เป็นอิสระ

“อยู่กับนายทีไรมีแต่เรื่องที่ทำให้ฉันเสียเปรียบทุกทีสิน่า อย่าคิดว่าฉันยอมให้เป็นบอดี้การ์ดแล้วจะทำอะไรตามใจชอบก็ได้นะ ถ้าฉันทนไม่ไหวเมื่อไหร่ จะบอกให้คุณเทียร่าหาคนใหม่มาแทนเลย คอยดูสิ”

เจลิโอบ่นออกมาชุดใหญ่แล้วสะบัดหน้าหนีไปอีกทางเพื่อหลบสายตาคมและรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของบอดี้การ์ดหนุ่มจนเรือนผมสีน้ำตาลแดงปลิวไสว ก่อนจะก้าวพรวดๆ เข้าบ้านไป

“ผมไม่มีทางยอมให้คนอื่นมาดูแลคุณแทนหรอกครับ”

สกายรำพึงกับตัวเองเบาๆ พลางยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี เขาเก็บหมวกนิรภัยทั้งสองใบเข้าที่แล้วเดินตามร่างบางเข้าไปในบ้านเช่นกัน

เสียงต่อล้อต่อเถียงของคนสองคนที่หน้าบ้านปลุกให้คนป่วยที่เผลอหลับไปบนโซฟาในห้องรับแขกสะดุ้งตื่น ไทก์ลุกขึ้นยืนพลางเกี่ยวผ้าม่านหน้าต่างออกแล้วมองไปเบื้องหน้า ก็ได้เห็นว่าเจ้าของบ้านหนุ่มและคนอารักขากลับมาแล้ว ดวงตาสีอำพันมองท่าทางของสองคนด้วยแววตาไม่สบอารมณ์นัก เมื่อเห็นเจลิโอเดินนำเข้ามาแมวหนุ่มก็รีบกลับมานั่งนิ่งบนโซฟาตัวยาวทันที

“กลับมาแล้วหรือขอรับ”

 เสียงเรียบที่เอ่ยทักทายเจ้าของบ้าน ทำให้ร่างบางที่กำลังจะเดินเลยเข้าไปทางห้องนอนของตัวเองแล้วถึงกับสะดุ้ง เจลิโอหันกลับมาพลางเดินเข้ามาในห้องรับแขกมองเจ้าของเสียงที่ทำให้หัวใจเขาแทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่มด้วยสีหน้าประหลาดใจ

“อ้าวไทก์ ทำไมมาอยู่นี่ล่ะ แผลยังไม่หายดีเลย น่าจะนอนพักอีกสักหน่อยนะ”

ยังไม่ทันที่แมวหนุ่มในร่างมนุษย์จะได้ตอบอะไร ร่างสูงของอีกคนก็โผล่เข้ามาด้วยรอยยิ้มกว้างก่อนจะรีบหุบยิ้มลงทันทีเมื่อถูกดวงตาสีอำพันมองจ้องเขานิ่งด้วยแววตาเอาเรื่อง

“ไหนว่าไปซื้อของไงขอรับ ทำไมกลับมามือเปล่าแบบนี้ล่ะ หรือว่าที่จริงแค่เป็นข้ออ้างที่จะออกไปเที่ยวกันข้างนอกกันแน่ คงเบื่อที่ต้องดูแลคนเจ็บอย่างข้ามากสินะ”

ไทก์ไม่ตอบแต่กลับย้อนถามแวมไพร์หนุ่มด้วยสีหน้าตัดพ้ออย่างน้อยใจ เพราะอาการบาดเจ็บนั้นสาหัสกว่าที่คาดไว้ แมวหนุ่มจึงไม่สามารถใช้พลังเวทย์รักษาบาดแผลของตนได้ และเจลิโอเองก็ไม่ได้มีพลังเช่นเมื่อก่อนจึงได้แต่รอให้ร่างกายที่บาดเจ็บค่อยๆ ฟื้นตัวเองตามธรรมชาติ เล่นเอาคนถูกถาม.ถึงกับหน้าเสียรีบเอ่ยแก้ความเข้าใจผิดทันที

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะไทก์ พวกเราไปที่ห้างมาแล้วจริงๆ แต่พอดีเกิดเรื่องนิดหน่อย เอ่อ ก็เลยไม่ทันได้ซื้อของอะไรเลย”

“จริงครับ ที่นั่นมีคนเพียบเลย แถมยังจำคุณเจแอลได้ด้วย ก็เลยทำให้วุ่นวายกันไปหมดจนเราสองคนต้องเข้าไปหลบ...”

สกายรีบเสริมทันที แต่เขายังพูดไม่ทันจบเจลิโอก็รีบขัดขึ้นเสียก่อนเพราะกลัวว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในห้องน้ำของห้างจะถูกนำมาเล่าให้แมวหนุ่มได้รับรู้ด้วย เขายังไม่อยากให้แมวดำอาละวาดจนบ้านพังในเวลานี้หรอกนะ

“ก็อย่างที่บอกนั่นล่ะ พวกมนุษย์ เอ่อ พวกผู้หญิงพวกนั้นน่ากลัวมากเอาแต่วิ่งตามฉันแล้วก็ร้องกรี๊ดๆ ไม่หยุด อย่างกับพวกปิศาจเลยล่ะ แล้วนี่นายหิวหรือเปล่า ในตู้เย็นยังมีของเหลืออยู่นิดหน่อย เดี๋ยวฉันไปทำอะไรให้กินก็แล้วกันนะ”

แวมไพร์หนุ่มเล่าพลางส่งยิ้มหวานบาดใจให้คนป่วย พร้อมกับเอ่ยอย่างเอาใจแต่แมวหนุ่มกลับสะบัดหน้าไปอีกทางอย่างแง่งอน ถ้าไม่ใช่เพราะกำลังบาดเจ็บอยู่ล่ะก็ เขาต้องขอตามทั้งสองคนออกไปด้วยแน่ๆ จะไม่ยอมปล่อยให้เจลิโอต้องอยู่ตามลำพังกับเจ้าตัวอันตรายนี่หรอก

“ข้าไม่หิวหรอก ท่านกลับมาก็ดีแล้วข้าง่วงเต็มที ขอไปนอนก่อนก็แล้วกัน”

ไทก์เอ่ยเสียงห้วนก่อนจะเดินไปทางห้องนอนของเจลิโอซึ่งอยู่ชั้นใต้ดิน หลังได้รับอนุญาตให้นอนที่นั่นจนกว่าอาการบาดเจ็บจะดีขึ้น สร้างความแปลกใจให้กับแวมไพร์หนุ่มอย่างมาก

“เป็นอะไรของเขานะ เจ้าเด็กจอมตะกละคนนั้นมีเวลาที่ไม่หิวอยู่ด้วยหรือเนี่ย”

เจลิโอพึมพำออกมาพลางมองร่างสูงโปร่งผิวสีแทนที่มีผ้าพันแผลพันอยู่รอบแผ่นอกที่เปลือยเปล่าเดินกระแทกส้นเท้าปึงปังออกไป ก่อนจะต้องตวัดสายตามามองอีกคนที่กำลังร้องขอเขาด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

 “ถึงไทก์ไม่หิว แต่ผมหิวนะครับคุณเจแอล ตอนที่วิ่งหนีพวกแฟนคลับของคุณน่ะเสียพลังงานไปตั้งเยอะ ช่วยทำอะไรให้กินหน่อยได้ไหมครับ”

“ไม่มีทาง ฉันก็เหนื่อยแล้วเหมือนกันถ้านายอยากกินก็ทำเองเถอะ”

แวมไพร์หนุ่มทำหน้าเชิดใส่คนตัวสูงที่ยืนทำตาวิ้งวับมาให้ ก่อนจะก้าวฉับๆ เดินออกจากห้องรับแขกไปโดยมีเสียงโอดครวญของสกายตามไล่หลังมา รอยยิ้มสะใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าหวานที่หาทางเอาคืนบอดี้การ์ดหนุ่มได้สำเร็จ

.....................................................................................................................................................

To be continued. . .

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #30 phat-palm (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 กันยายน 2556 / 13:28
    ไวไฟกันจริงง พ่อคูณณณ
    ชอบอ่ะ เอาอีก คิกคิก
    #30
    0
  2. #29 Blanchet (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 กันยายน 2556 / 19:05
    พัฒนาความหวานกันเรื่อยๆเลยนะะะ

    แต่ตอนกลับมาบ้านทำเรารู้สึกผิดเลย น้องไทก์อุตส่าห์รออยู่

    เชียร์เจลิโอกับไทก์แทนดีมั้ยเนี่ย หมั่นไส่พ่อสกายเบาๆ555
    #29
    0