ดวงใจไร้กาล 永恒之恋

ตอนที่ 13 : บทที่ 13 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,463
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 118 ครั้ง
    10 ต.ค. 58







บทที่ 13

 

ใบไม้ร่วงหล่นอีกแล้ว ดวงตาเลื่อนลอยเหม่อมองไร้จุดหมาย แสงแดดอ่อนรำไรลอดผ่านใบไม้กระทบบนร่างน้อยที่ดูอ่อนแออย่างน่าใจหาย สองข้างแก้มยังปรากฎรอยแดงปื้นใหญ่ ดวงหน้าเศร้าสร้อยราวนกน้อยที่ถูกขังกรง

วันนั้นพี่สามอุ้มนางมาถึงตำหนักบุหลันเคลื่อนคล้อย ยังไม่ทันก้าวเข้าประตูตำหนักพี่สามก็ล้มลง ท่านอ๋องน้อยเป็นคนช่วยพยุงตัวพี่สามและรับตัวหย่งชิ่งไว้ ตามหมอหลวงมาตรวจอาการ หย่งชิ่งไม่สบายเล็กน้อยเลือดลมไม่ปกติมีอาการบวมช้ำที่แก้มและปากแตก ส่วนพี่สามได้รับความบอบช้ำภายในอย่างหนัก เป็นเรื่องประหลาดแล้วที่สามารถเดินมาได้ถึงหน้าตำหนัก ผ่านมาสามวันแล้วเขายังต้องนอนแซ่วอยู่บนเตียงไม่อาจขยับลุกไปไหนได้

วันรุ่งขึ้นท่านอ๋องน้อยก็พานางนั่งรถม้าไปที่จวนผิงอ๋อง แนะนำนางในสภาพสะบักสะบอมไม่สง่าผ่าเผยด้วยอาการเจ็บป่วยใบหน้าแทบดูไม่ได้ น่าแปลกนักที่ผิงอ๋องตอบรับนางเป็นบุตรบุญธรรมอย่างง่ายดายไร้ซึ่งอาการอิดเอื้อน ส่วนหย่งชิ่งเองก็เหมือนถูกบังคับอยู่กรายๆ หากไม่ยอมเป็นบุตรบุญธรรมของผิงอ๋องชีวิตในวังอีกเพียงไม่กี่ราตรีจะต้องผ่านไปอย่างลำบากยากเข็ญ ณ เวลานั้นขอเพียงได้อยู่ดูแลพี่สามอย่างสงบสุขจะให้ทำอะไรนางยอมทำได้ทุกอย่าง

ข่าวดีที่สุดคือจักรพรรดิมีรับสั่งให้หย่งชิ่งเข้าเฝ้าเป็นการด่วนในวันพรุ่งนี้ หย่งชิ่งตื่นเต้นเป็นอันมากหลังจากถูกเลื่อนมาหลายวันด้วยฝ่าบาทมีราชกิจมากมาย นางเป็นเพียงสามัญชนจึงไม่อยู่ในสายตา การเข้าพบจึงถูกเลื่อนออกไป เด็กน้อยวางแผนไว้แล้วว่าหลังจากเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิเรียบร้อย นางจะรีบเก็บของพาพี่สามกลับบ้านทันที หรือถ้าพี่สามเดินทางไม่ไหว นางก็จะพาออกไปพักที่โรงเตี๊ยมสาขาของพรรควิหคเพลิงนอกวังหลวง จะไม่ยอมถูกขังอยู่ในนี้เป็นอันขาด

เสียงเหยียบใบไม้ดังกรอบแกรบเรียกสายตาของนางให้เหลือบลงไปมองด้านล่าง นางกำนัลประจำตัวที่ท่านอ๋องน้อยเพิ่งให้มารับใช้นางส่งเสียงเรียกชะเง้อชะแง้มองไปทั่วบริเวณ

“ท่านอ๋องน้อยหย่งชิ่งเพคะได้เวลาทายาแล้ว”

หูย... ขนลุก! เวลามีคนเรียกหย่งชิ่งว่าท่อนอ๋องน้อยนางจะขนลุกขนพองทุกครั้ง เกรงขี้กลากจะขึ้นหัว หย่งชิ่งยกมือแตะที่แก้มยังรู้สึกเจ็บอยู่บ้างแต่ทุเลาไปหลายส่วนแล้ว หวังว่าวันนี้จะหายดี เวลาไปเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดินางจะได้เชิดหน้ามองผู้คนได้อย่างสะดวกใจบ้าง

นางกำนัลเรียกหาหย่งชิ่งไปทายา แต่แท้ที่จริงคนทายาให้นางคือท่านอ๋องน้อยต่างหาก!

เมื่อวันก่อนระหว่างทายาท่านอ๋องน้อยเล่าให้นางฟังเรื่องที่องครักษ์และเหล่าสนมในวันนั้นถูกลงโทษอย่างไร รวมไปถึงองค์หญิงเจ็ดด้วย

คิดไปแล้วก็สงสารองค์หญิงเจ็ด หากเป็นนางต้องถูกส่งไปแต่งงานต่างแคว้นกับผู้เฒ่าวัยหกสิบ คงยอมตายหรือไม่ก็หนีไปจนสุดหล้า นางไม่คิดว่าเพราะเหตุการณ์วันนั้นจะเกิดเรื่องบานปลายใหญ่โตถึงเพียงนี้

ถามว่าแค้นองค์หญิงเจ็ดไหม ก็นิดหน่อย เหมือนเด็กทะเลาะกัน ต่อยตีกัน นานวันก็หายพอแผลตกสะเก็ดก็มาเล่นกันใหม่ ไม่ได้คิดแค้นขนาดต้องเข่นฆ่าเอาชีวิตกัน มันไม่ใช่...

พวกนางกำนัลมองไม่เห็นหย่งชิ่ง เด็กหญิงแอบหัวเราะคิกคักแต่ก็ต้องนิ่วหน้าเมื่อรู้สึกเจ็บที่แก้มและปาก องค์หญิงเจ็ดนี่มือหนักไม่เบาเลยเล่นนางเสียน่วมไปหมดทั้งหน้า

“เจ้าหัวเราะได้แสดงว่าดีขึ้นแล้ว”

น้ำเสียงที่เริ่มจะคุ้นหูทำคนบนต้นไม้เกือบตกลงมา

ดูเหมือนจะมีคนพบนางเข้าแล้ว เด็กน้อยยื่นหน้ามองไปเบื้องล่าง อ๋องน้อยเหวินหรงพี่ชายบุญธรรมที่เพิ่งถอยมาหมาดๆ ของนางยืนกอดอกแหงนหน้าขึ้นมามองบนต้นไม้ เขาสวมอาภรณ์สีเข้มเช่นเคยขับเน้นความดุดันแกร่งกร้าว ยิ่งเวลาทำใบหน้านิ่งๆ แค่มองก็กลัวจนหัวหด แต่ไม่ใช่นางหรอกนะ

เราซี้กันแล้ว...

มั้ง...

ความกลัวลดไปส่วนหนึ่ง แต่หย่งชิ่งไม่อยากค้นหาความรู้สึกใหม่ที่ก่อตัวขึ้นภายในจิตใจ นางอุ่นใจทุกครั้งเมื่อรู้ว่าท่านอ๋องน้อยอยู่ใกล้ๆ

“จะลงหรือไม่ลง” เขาถามเสียงเข้มงวดสีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ ออกคำสั่งเหมือนเคย

เฮอะ นางไม่ใช่นายทหารใต้อาณัติของเขาสักหน่อย

“ท่านอ๋องน้อยเรียกกระหม่อมทำไมพะย่ะค่ะ” หย่งชิ่งถามขึ้นแต่เมินหน้าไปทางอื่น

เหวินหรงกำหมัดเท้าสะเอว หย่งชิ่งกำลังโกรธเขาที่ไม่ให้เข้าไปดูแลพี่ชาย ตัวเล็กแค่นี้จะดูแลอะไรพี่ชายได้ อีกทั้งตัวเองยังได้รับบาดเจ็บกลัวจะไข้กลับ เขาจึงกันนางออกมาห่างๆ แล้วดูสิ่งที่ได้รับจากความหวังดีคือถูกแม่นางน้อยพยศใส่

“เจ้าควรเรียกข้าอย่างถูกต้องว่าอะไร” เขาถามเสียงนุ่ม... นุ่มมาก นุ่มจนเกือบละลาย การอยู่ใกล้ท่านอ๋องน้อยเพียงไม่กี่วัน แต่สามารถทำให้นางเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของเขาได้ดีขึ้น ทำเสียงนุ่มแบบนี้เท่ากับ

 ไม่ทำตามมีเรื่องแน่!

“พี่... หรง...” กว่าจะเปล่งเสียงพูดได้แต่ละคำหย่งชิ่งหน้าแดงแล้วหน้าแดงอีก มีพี่ชายเพียงสี่คนก็เพียบพอแล้ว แต่ต้องเพิ่มพี่ชายแปลกหน้ามาอีกหนึ่ง คงไม่มีทางชินปากภายในวันสองวันนี้หรอก อย่างไรเขาก็ไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ ของนาง

“ลงมา” เหวินหรงอ้าแขนรอรับอยู่เบื้องล่าง

สูงแค่นี้หย่งชิ่งกระโดดลงพื้นได้สบาย แต่อ้อมแขนนั้นก็น่ากระโจนใส่ใช่ย่อย หลังจากย้ายมาอยู่ในตำหนักของท่านอ๋องน้อยแล้ว เขายังทวงการเทิดทูนทุกวัน หย่งชิ่งเริ่มสงสัยว่าเขาไม่รู้เรื่องนางแกล้งทำหรือเขาคิดว่านางเทิดทูนเขาขนาดนั้นจริงๆ กันแน่

ท่านอ๋องน้อยเหวินหรงบ้องตื้นขนาดนั้นเชียว?

เขาต้องเสแสร้งแกล้วทำเป็นแน่! อย่าได้เชื่อสีหน้าไร้อารมณ์ของเขาเชียว เห็นหลายครั้งแล้วว่าท่านอ๋องน้อยตีหน้าตายได้แยบยลเพียงใด

ช่างเถอะ... มันก็ไม่ได้เลวร้ายอันใดนัก แค่คิดว่าเขาเป็นพี่ชายอีกคน พี่ชายที่หล่อเหลาเคร่งขรึมมีเสน่ห์เหลือร้าย เดินไปทางไหนก็มีแต่สายตาของอิสตรีแทะโลมราวกับเขาคือขนมหวาน แม้กระทั่งนางเองยังอดลอบมองใบหน้าหล่อเหลาดุจหยกล้ำค่าหาที่เปรียบมิได้

ร่างน้อยกระโดดจากต้นไม้ลอยละลิ่วลงมาเข้าสู่อ้อมกอดของเหวินหรงพอดิบพอดี เขากอดเด็กหญิงแน่นลอบสูดกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เข้าปอด ไม่ว่าหย่งชิ่งจะหลบอยู่ที่ไหนเขาจึงรู้ได้ทันที เขาวางร่างน้อยลงยืนกับพื้นด้วยความเสียดาย หากไม่จำเป็นหย่งชิ่งจะไม่ยอมให้เขาอุ้มเลย ไม่รู้ด้วยสาเหตุอันใด

“ไปเถิดข้าจะทายาให้เจ้าเอง”

“กระหม่อมทาเองได้” หย่งชิ่งพูดประโยคเดิมเหมือนทุกครั้ง เวลาท่านอ๋องน้อยจะทายาบนแก้มให้นาง

“ถ้าพรุ่งนี้แก้มป่องของเจ้ายังไม่ยุบ ข้าคงไม่มีหน้าไปพบจักรพรรดิที่มีน้องบุญธรรมหน้ากลมเป็นดวงจันทร์คืนเพ็ญ” เหวินหรงพูดกลั้วหัวเราะ

โหย... ว่าเสียเลย ทำราวกับใบหน้าของนางน่าเกลียดมากจนดูไม่ได้ มันไม่ได้น่ากเลียดสักหน่อย

“พระองค์ก็พูดเกินไป กระหม่อมไม่ได้หน้ากลมขนาดนั้น” เอ๊ะ หรือหน้านางจะกลมจริงๆ หย่งชิ่งเริ่มกังวล

พรุ่งนี้แล้วที่นางจะได้เข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิ คงได้เข้าเฝ้าทั้งที่หน้ายับเยินเช่นนี้กระมัง

โอย... ทำไมถึงได้น่าอายเพียงนี้

มือใหญ่อบอุ่นคว้ามือน้อยไปจับไว้แล้วพาเดินกลับตำหนักบุหลันเคลื่อนคล้อยด้วยกัน นางกำนัลที่มาตามหย่งชิ่งเห็นแผ่นหลังของทั้งสองจึงรีบซอยเท้าตามมาในทันที

 

ขี้ผึ้งกลิ่นหอมค่อยๆ ป้ายบนแก้มทั้งสองข้างของหย่งชิ่ง นิ้วเรียวยาวมั่นคงไล้ผิวเนื้อขึ้นปื้นสีแดงอย่างทะนุถนอมเบามือ เด็กหญิงนั่งบนเก้าอี้ตัวตรงไม่กระดุกกระดิก ใบหน้าที่ยื่นเข้ามาใกล้ทำนางเกือบไม่กล้าหายใจ ทำไมต้องใกล้ขนาดนี้สายตาสั้นหรืออย่างไร อ๋องน้อยมีนัยน์ตาคมประดุจเหยี่ยวถ้าสายตาสั้นสวรรค์คงใจร้ายไปหน่อยกระมัง

เหวินหรงช่วยทาขี้ผึ้งให้นางทุกเช้าเย็นแบบนี้เป็นมาสามวันนางน่าจะชินได้แล้ว แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น นางทำตัวไม่ถูกมือไม้แข็งทื่อไปหมด ก้อนเนื้อในอกเต้นระทึกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นัยน์ตาหรุบต่ำไม่กล้าสบตาคมคู่นั้น

"หลังจากเข้าเฝ้าจักรพรรดิ เจ้าจะทำอย่างไรต่อไป" ท่านอ๋องน้อยถามด้วยใบหน้าเรียบเฉย ไม่บ่งบอกความรู้สึก ปลายนิ้วยังคงไล้ยาบนแก้มนวดคลึงให้ตัวยาซึมซาบเข้าไปในผิว

อีกแล้ว... นางเดาความรู้สึกของเขาไม่ออก

"กระหม่อมจะกลับบ้านที่เหอเสี่ยง"

เขาหยุดมือที่กำลังทายาปิดฝาตลับขี้ผึ้ง เป็นอันว่าเสร็จแล้ว

"แต่ท่านพ่อของข้ารับเจ้าเป็นบุตรบุญธรรมแล้ว เจ้าสามารถอยู่ที่จวนผิงอ๋องต่อได้" เหวินหรงรู้สึกใจหาย เมื่อรู้ว่าหย่งชิ่งคิดจะกลับไปเหอเสี่ยง ดูนางคงไม่อาลัยอาวรณ์เขาแม้แต่น้อย

“ขอบพระทัยพี่หรงที่เมตตากับเราสองพี่น้อง ถือว่ากระหม่อมด้อยวาสนาไม่อาจอยู่พึ่งใบบุญของท่านอ๋องต่อไปได้เถิด" ความเกรงใจแฝงอยู่ในน้ำเสียงทว่าแววตาฉายความมุ่งมั่น ทั้งการพูดจาและสีหน้าหาได้เหมือนเด็กสิบขวบไม่

เหวินหรงชื่นชมกับความฉลาดถ้อยคำของเด็กน้อย หย่งชิ่งไม่คล้ายเด็กทั่วไปแววตาเฉลียวฉลาดทันคน การพูดจาฉะฉานมีเหตุมีผล ท่วงท่ากิริยาสง่างามประดุจผู้ที่ได้รับการอบรมมาอย่างดี แต่คำตอบของนางช่างบาดหูเหลือเกิน หมายความว่าอย่างไรเสียนางก็จะจากไปให้ได้สินะ

"เจ้ารู้หรือไม่ ผู้คนในแผ่นดินมากมายเพียงใดที่อยากจะเป็นบุตรบุญธรรมของท่านพ่อ แต่เจ้ากลับทิ้งโอกาสนี้ไป"

"กระหม่อมซาบซึ้งในน้ำพระทัยของท่านอ๋อง มีโอกาสเมื่อใดย่อมขอทดแทนคุณแน่นอน"

"เฮ้อ! เหมือนข้ากำลังพูดกับตอไม้อย่างไรอย่างนั้น" เหวินหรงตัดพ้อ

สีหน้าผิดหวังทำหัวใจดวงน้อยหล่นวูบ หย่งชิ่งรู้สึกผิดขึ้นมาในบัดดล ท่านอ๋องน้อยอุตส่าห์ออกหน้าช่วยเหลือนางทุกอย่าง ยอมแม้กระทั่งต้องผิดใจกับองค์รัชทายาทและองค์จักรพรรดิรวมถึงองค์หญิงเจ็ด แต่นางกลับไม่ได้ตอบแทนอันใดเลย อกตัญญูยิ่งแล้ว

“พี่หรง... ข้าต้องกลับไปหาท่านพ่อกับท่านแม่ของข้า ข้าคิดถึงบ้านเหนือสิ่งอื่นใดอาจฟังเหมือนข้าอกตัญญู แต่เมื่อข้าทดแทนคุณบุพการีแล้ว ข้าสัญญาด้วยเกียรติว่าจะกลับมารับใช้ท่านอ๋องและพี่หรงอย่างแน่นอน”

เหวินหรงจะบอกนางอย่างไรดี?

นางไม่มีวันได้กลับบ้านที่เหอเสี่ยงแล้ว...

เมื่อคืนเขาคุยกับรัชทายาท ดูเหมือนองค์จักรพรรดิจะชื่นชอบความฉลาดหลักแหลมของหย่งชิ่งและคิดจะขอให้นางอยู่ในวังหลวงต่อเป็นเพื่อนเล่นกับองค์หญิงสิบสอง

ดวงหน้าเหงาหงอยนั้นปิดปากเขาเสียสนิท ความเศร้าของนางกำลังกัดกินภายในเขา

หากฝืนรับสั่งครานี้คงได้หมางใจกับองค์รัชทายาทของแท้

หย่งชิ่งเด่นเกินไป นางคงต้องตารัชทายาทอย่างจัง ลำพังแค่เสียงเล็กๆ ขององค์หญิงสิบสองคงยากจะดึงเด็กน้อยสามัญผู้หนึ่งไว้ในวังได้

“ไปเถอะ... ข้าจะพาไปเยี่ยมพี่สามของเจ้า” เหวินหรงลุกขึ้นยืนร่างสง่าผ่าเผยดึงดูดสายตาได้ดีเหลือเกิน

คราวนี้หย่งชิ่งยิ้มร่า นางแกล้งทำเป็นงอนท่านอ๋องน้อย ในที่สุดเขาก็ใจอ่อนจนได้ หากวันนี้พี่สามพอจะลุกเดินเหินลงจากเตียงได้ นางจะให้เขาเก็บแรงไว้ หลังจากเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิ เราสองพี่น้องจะได้กลับบ้านสักที

"ขอบพระทัยพี่หรง" หย่งชิ่งคว้ามือใหญ่ลากพี่บุญธรรมไปที่ห้องของพี่สามทันที

 

หย่งชิ่งคิดว่าการเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิจะต้องไปที่ท้องพระโรงเสียอีก หลังอาหารเช้ากงกงผู้หนึ่งมารับตัวนางถึงตำหนัก พร้อมด้วยเกี้ยวขนาดสี่คนหาม คงเป็นเพราะข่าวเรื่องนางไม่สบาย องค์จักรพรรดิจึงได้เมตตาให้กงกงนำเกี้ยวมารับถึงที่

หย่งชิ่งเปิดม่านดูทางไปตลอด ด้วยความกลัวว่าจะหลง แต่ก็ต้องมานึกเสียใจที่หลัง เมื่อเกี้ยวหามผ่านตำหนักขององค์หญิงเจ็ด เหมือนพระองค์จะรู้อยู่แล้วจึงได้มายืนดักรอ และมองหย่งชิ่งด้วยสายตาน่ากลัว

เหมือนดูหนังผีญี่ปุ่นที่มีผีหน้าขาวคลานออกมาจากโทรทัศน์เลย หย่งชิ่งเคยกลัวหนังผีเรื่องนั้นมาก มันสยดสยอง น่ากลัว จนไม่กล้านอนคนเดียวต้องกระโดดขึ้นเตียงไปนอนกับบุพการี

เห็นสายตาคู่นั้นนางก็นึกขนลุกอยู่ในใจ หากท่านอ๋องน้อยไม่รับนางเป็นน้องบุญธรรม ป่านนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ยากจะเดา หย่งชิ่งได้แต่บอกตัวเองว่าช่างมันเถอะ องค์หญิงเจ็ดทำอะไรนางไม่ได้แล้ว

ผ่านไปครู่ใหญ่เกี้ยวจึงหยุดลง หย่งชิ่งลงจากเกี้ยวมองไปรอบๆ สวนสวยได้รับการดูแลอย่างดีถึงแม้จะอยู่ในเหมันตฤดูก็ตาม ตำหนักใหญ่โตโออ่าหลังคากระเบื้องทาสีทอง ทุกอย่างถูกต้องตามฮวงจุ้ย เบื้องหน้าสายน้ำเบื้องหลังภูเขา ดูจากการตกแต่งแล้ว ที่นี่คงเป็นตำหนักขององค์จักรพรรดิ กงกงนำทางนางไปศาลารับลมที่ยื่นเข้าไปกลางน้ำร้างผู้คน

"รบกวนรอฝ่าบาทที่นี่" กงกงบอกนางเสียงเบาแทบไม่ได้ยินแล้วเดินจากไป

คล้อยหลังกงกง หย่งชิ่งที่นั่งนิ่งเป็นตุ๊กตาหินก็ลุกขึ้นทำท่ากระโดดตบเร็วๆ หลายรอบ วิ่งไปมาในศาลายืดเส้นยืดสาย

โอ๊ย! เกร็งเป็นบ้า เกร็งตั้งแต่นั่งเกี้ยวออกมาแล้ว ไม่กล้ายุกยิกกระดุกกระดิกให้เป็นที่น่าอายตลกขบขัน นางเห็นกงกงลอบยิ้มตอนเห็นหน้านางครั้งแรกด้วย หย่งชิ่งยกมือนวดหน้าตัวเอง แล้วก็ร้องอุทานออกมาเบาๆ ลืมไปว่าหน้ายังบวมอยู่เลย

นางต้องมาพบองค์จักรพรรดิทั้งที่ใบหน้ายังบวมเป็นซาลาเปา

วันนี้หย่งชิ่งเลือกอาภรณ์ที่มารดาเป็นผู้ตัดเย็บให้ นางเก็บไว้เพื่อวันนี้โดยเฉพาะ อาภรณ์แบบบุรุษสีขาวสะอาดตาขนาดพอดีตัว ตัดเย็บด้วยผ้าเนื้อละเอียดทนทาน ปักลายเล็กๆ ที่สาบเสื้อด้านหน้า หย่งชิ่งชอบเสื้อผ้าที่มารดาตัดให้มากมันดูมีคลาสกว่าเสื้อผ้าทั่วไปที่ปักลายอลังการน่าเวียนหัว

"โอ้โห ปลาเยอะมาก พวกเจ้ากินอะไรหรือยัง" หย่งชิ่งชะโงกหน้าลงไปใกล้โน้มตัวพาดบนราวกั้นของศาลา แกล้วทำท่าเหมือนจะเอื้อมมือลงไปคว้าปลาตัวโตหลากสีสันในน้ำใสแจ๋ว

“โอ๊ะๆๆๆๆ” เด็กหญิงใจหายวูบเมื่อเล่นพิเรนทร์จนปลายเท้าลอยจากพื้นเสียสมดุลร่างน้อยเกือบร่วงลงน้ำ

“ฮ่าๆๆ เจ้านี่ไม่เหมือนที่รัชทายาทคุยไว้เลยนะ”

มือผู้ปรานีดึงคอเสื้อด้านหลังของเด็กน้อยจนปลายเท้ามายืนบนพื้นอีกครั้งพร้อมกับเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอก

“ขอบคุณท่านมาก” หย่งชิ่งหันไปกล่าวขอบคุณแล้วก็ต้องตาค้าง

บุรุษสูงวัยผู้หนึ่งเป็นคนช่วยนางไว้ อาภรณ์สีเหลืองทองปักลวดลายมังกรน่าเกรงขาม บนศีรษะสวมมงกุฎร้อยลูกปัดมุก หย่งชิ่งอ้าปากหวอเมื่อรวบรวมสติได้ร่างน้อยรีบคุกเข่าก้มหน้ากล่าวถวายพระพรดังลั่น

“เฉินหย่งชิ่งถวายพระพรฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี”

จักรพรรดิเฟิ่งเสี้ยวก้มมองร่างที่คุกเข่าก้มหน้าด้วยแววตาเฉยเมย

“ลุกขึ้น”

“ขอบพระทัยฝ่าบาท” หย่งชิ่งลุกขึ้นยืนก้มหน้าถอยไปสองก้าวทิ้งระยะห่างจากองค์จักรพรรดิ มือไม้เย็นเฉียบเมื่อครู่นางทำบ้าอะไรไป!

“เจ้าช่างซุกซนเสียจริงเฉินหย่งชิ่ง”

“กระหม่อมขอประทานอภัยพะย่ะค่ะ” จนใจเหลือจะกล่าว

“นั่งสิ” องค์จักรพรรดิผายมือให้เด็กน้อยนั่งบนเก้าอี้ไม้ไร้พนักพิง

หย่งชิ่งนั่งลงอย่างว่าง่าย แอบลอบมองพระพักตร์ขององค์จักรพรรดิ เมื่อสบกับดวงตาวาววามคมกริบก็รีบหลบตา องค์จักรพรรดิไม่คล้ายกับองค์รัชทายาทเท่าใดนัก นางนึกว่าฝ่าบาทจะหล่อกว่านี้เสียอีก

"ดูเหมือนใบหน้ายังบวมอยู่สินะ"

หย่งชิ่งยิ้มแห้งทำตัวลีบ

"อีกไม่กี่วันก็หายแล้วพะย่ะค่ะ"

ฝ่าบาททรงปรบพระหัตถ์เพียงครู่เดียวกงกงก็นำกระดานหมากล้อม ชุดน้ำชา และขนมมาวางบนโต๊ะแล้วถอยห่างออกไป แต่ยังอยู่ในระยะที่สามารถได้ยินเสียงปรบพระหัตถ์ชัดเจน

"เราอยากเดินหมากล้อมกับเจ้าสักตา"

เมื่อได้ยินดังนั้น หย่งชิ่งถึงกับหน้าซีด หายนะได้มาเยือนแล้ว นางอุตส่าห์ปฏิเสธเดินหมากกับองค์รัชทายาทไป เพราะรู้ดีว่าหากเดินหมากในวังหลวงชีวิตของนางคงไม่ได้ตายดี ชนะก็หมิ่นเกียรติผู้อื่น แพ้ก็เป็นการหลอกลวงเบื้องสูงเรื่องความเก่งกาจด้านหมากล้อม

นัยน์ตาคมซึ้งฉาบด้วยความหวาดหวั่นมองเม็ดหมากในโถที่กำลังเปิดออกด้วยมือหยาบกร้านสีเข้ม

ทำอย่างไรดีเฉินหย่งชิ่ง?

หย่งชิ่งพยายามสำรวมกิริยา ถึงจะไม่คุ้นชินกับการต้องนั่งอยู่นิ่งเป็นตุ๊กตาหิน กระนั้นด้วยความรักตัวกลัวตายต่างหาก จึงทำให้ร่างสั่นสะท้านสงบลงได้

หมากตานี้ควรเป็นเช่นไรหากผู้ที่นั่งเป็นคู่มือมิใช่เจ้าชีวิตผู้คนทั้งแผ่นดิน นางคงไม่คิดมากเช่นนี้ หากเต็มใจพ่ายแพ้หมากกระดานนี้ตั้งแต่เริ่ม เกรงจะกลายเป็นการหมิ่นเบื้องสูง ถูกประหารหรือลงทัณฑ์สาหัส หรือหากชนะทำให้พระองค์ขุ่นเคืองพระทัยขายพระพักตร์ มีหรือศีรษะจะไม่หลุดจากบ่า

หมากล้อมกระดานนี้เป็นตัวชี้เป็นชี้ตายของนางในวัยเพียงสิบขวบ ถ้าตายไปแล้วนางจะต้องกลับไปเกิดใหม่เป็นเด็กทารกซ้ำอีก น่าเบื่อเกินไปหน่อยมั้ง

นางครวญในอก ทำอย่างไรดี... ทำอย่างไรดี...

ทันใดนั้นหย่งชิ่งนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ยังมีอีกวิธีที่สามารถทำให้นางรอดพ้นจากสถานการณ์น่าหวาดเสียวนี้ หนังเคยหัดเดินแต้มให้คะแนนเสมอกับคู่มือ แต่เวลานั้นเนื่องจากการนับแต้มต้องเพิ่มคะแนนเป็นแต้มต่อให้ฝ่ายขาวหกจุดห้าคะแนน นางเกือบลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปเสียสนิท ครั้งนี้นางจะต้องนับไม่พลาดเป็นอันขาด เมื่อวางหมากหนึ่งตัวก็ต้องคำนวณคะแนนทั้งสองฝ่าย มิให้มากกว่าหรือน้อยกว่ากัน

หมากกระดานนี้สำคัญนักนางต้องไม่ให้องค์จักรพรรดิรู้ตัวว่านางออมมือให้เป็นอันขาด

มือเรียวเล็กวางหมากขาวตัวแรกอย่างรวดเร็วมั่นใจ องค์จักรพรรดิทรงวางหมากตามอย่างไม่รีบร้อน หย่งชิ่งชอบเหลืบมองพระพักตร์ของฝ่าบาทเป็นระยะ ยิ่งมองยิ่งค้นหน้าราวกับเคยรู้จักกันมาก่อน...

ฝ่าบาททรงเดินหมากอย่างรอบคอบ มีนิสัยชอบวางแผน วางกับดักซับซ้อน เป็นคู่มือที่นางชื่นชอบเป็นพิเศษเพราะนางมีแผนในใจนับพันนับหมื่นที่จะใช้ต่อกรกับฝ่าบาท

“เจ้าเดินหมากเร็วมากเหมือนแทบไม่ต้องคิดเลย เป็นเพราะเจ้าเดินหมากเก่งหรือเพราะออมมือให้เรากันแน่”

เด็กหญิงวางหมากอีกตัวแล้วเงยหน้าขึ้น

“เรียนฝ่าบาท กระหม่อมรู้ดีกว่าการทำเช่นนั้นไม่เป็นการบังควร กระหม่อมเป็นคนคิดเร็วพะย่ะค่ะ ฝ่าบาทลองดูกระแสหมากสิว่ากระหม่อมออมมือหรือไม่”

องค์จักรพรรดิทรงนิ่งงันไปชั่วขณะ พิศกระดานหมากล้อมอย่างใคร่ครวญก่อนจะแย้มสรวลบางๆ แผนการที่วางไว้ถูกดักทางถูกเกือบทั้งหมด ไม่อาจดูแคลนเด็กน้อยผู้นี้ได้จริงๆ ดั่งที่รัชทายาทบอกไว้ เขาจึงใคร่ครวญก่อนวางหมากนานขึ้น อยากรู้จริงว่าเด็กน้อยผู้นี้จะเดินหมากอย่างไรต่อ

การเดินหมากของเฉินหย่งชิ่งไร้ซึ่งความลังเล เฉียบคม ลูกล่อลูกชนแพรวพราวซึ่งแฝงอยู่ในการเดินหมากที่ดูเหมือนสะเปะสะปะไร้ทิศทางและดวงหน้าสงบนิ่ง

นับว่าเป็นยอดคน!

เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยามโดยที่องค์จักรพรรดิมิได้ขับเขยื้อนจากโต๊ะเดินหมาก พระเนตรฉายความตั้งใจแน่วแน่ราวกับกำลังศึกษาวิชาการรบอันสำคัญก็ไม่ปาน พื้นที่บนกระดานใกล้หมดแล้ว

จบกระดานในที่สุด

หย่งชิ่งยังคงสีหน้าสงบนิ่งไว้ดังเดิมทั้งที่ในกายนั้นเหงื่อแตกซิกเป็นน้ำเปียกชุ่มอาภรณ์ตัวใน นางลอบผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก แปดสิบแปดแต้มเท่ากันทั้งหมกดำและหมากขาว นางสามารถดึงให้ฝ่าบาทเล่นไปตามเกมของนางทุกอย่างอยู่ในการควบคุม

“เสมอหรอกหรือ?” องค์จักรพรรดิเอ่ยขึ้นอย่างอัศจรรย์ใจ เขามองใบหน้าเล็กที่มีก้มบวมๆ จนทำให้หน้ากลมคล้ายดวงจันทร์ เด็กน้อยนั่งตัวตรงอกผายไหล่ผึ่งองอาจกล้าหาญช่างเป็นดาวจรัสแสงยากจะหาสิ่งใดมาบดบังความสามารถของเขาได้

ฝ่าบาททรงพระสรวลออกมาเสียงดังไปทั่วบริเวณ

“ฮ่าๆๆ ฮ่าๆๆ นานแล้วที่เราไม่ได้หัวเราะเสียงดังอย่างนี้ เด็กน้อยเอ๋ยจงอยู่ในวังหลวงต่อไปเถิด เราจะชุบเลี้ยงเจ้าเป็นอย่างดี ต่อไปเจ้าจะได้เป็นขุนนางข้างกายเรามีชื่อเสียงเงินทองยศฐาบรรดาศักดิ์มั่นคง ญาติพี่น้องได้พึ่งพาอาศัยในกาลข้างหน้านับเป็นบุญวาสนาบุพการีของเจ้าแล้ว”

จอกชาในมือของเด็กน้อยร่วงหล่นลงพื้นในทันที น้ำชากระเด็นไปถูกฉลองพระบาท หย่งชิ่งรีบลงมาคุกเข่าที่พื้นโขกศีรษะขอประทานอภัย

“พระอาญามิพ้นเกล้า กระหม่อมขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ” นางหยิบผ้าเช็ดหน้าจากอกเสื้อจะใช้เช็ดฉลองพระบาทที่เปรอะเปื้อน

สายพระเนตรอันแหลมคมจับจ้องผ้าเช็ดหน้าในมือเด็ดน้อยตาไม่กะพริบ ฝ่าบาททรงหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนค่อนข้างเก่า เนื้อผ้ากลายเป็นสีขาวนวลลายปักบางส่วนรุ่ยเล็กน้อยออกมาจากอกเสื้อ

“พอแล้ว ไม่ต้องเช็ดแล้ว” จักรพรรดิทรงจับมือหย่งชิ่งที่กำลังเช็ดฉลองพระบาทไว้มั่น ดึงเด็กน้อยขึ้นมานั่งที่เดิม

"เราขอดูผ้าเช็ดหน้าของเจ้าหน่อย" ฝ่าบาททรงยื่นพระหัตถ์มาตรงหน้าหย่งชิ่ง

นางทำหน้างุนงงแต่ก็ส่งผ้าเช็ดหน้าในมือให้โดยดี

จักรพรรดิทรงวางผ้าเช็ดหน้าทั้งสองผืนเทียบกันบนโต๊ะ ลายปักดอกโบตั๋นสีทองเก้ากลีบเก้าดอกอ่อนช้อยงดงามเหมือนกันทั้งสองผืน  แตกต่างกันเพียงจุดเดียวคือชื่อที่ปักบนผ้าเช็ดหน้า

"จะ จะ เจ้า ได้ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้มาจากไหน?" พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิไม่มั่นคงนัก

"มารดาของกระหม่อมเป็นคนเย็บและปักให้ด้วยมือตัวเองพะย่ะค่ะ" หย่งชิ่งกล่าวไปตามจริง

องค์จักรพรรดิสูดลมหายใจเข้าแล้วค่อยๆ ผ่อนออกมาช้าๆ

"มารดาของเจ้ามีนามว่ากระไร"

"ชื่อสกุลเดิมก่อนแต่งงาน หลินจื่อผิงพะย่ะค่ะ"

"ผิงเอ๋อร์... ผิงเอ๋อร์... ผิงเอ๋อร์... เจ้ามีรูปเหมือนของนางติดตัวมาบ้างหรือไม่"

หย่งชิ่งส่ายหน้า "ไม่มีพะย่ะค่ะ"

พระพักตร์ขององค์จักรพรรดิหมองคล้ำขึ้นมาในบัดดล

นี่มันเรื่องอะไรกัน! ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นของนาง เกี่ยวข้องอะไรกับองค์จักรพรรดิ หย่งชิ่งจับความรู้สึกหมองเศร้าบนพระพักตร์ของฝ่าบาทได้

"เราอยากไปพบหน้ามารดาของเจ้า บ้านของเจ้าอยู่ที่ใด เหอเสี่ยงใช่ไหม?"

"เอ่อ... กระหม่อมสามารถวาดภาพเหมือนของท่านแม่ให้พระองค์ดูได้นะพะยะค่ะ" หย่งชิ่งรีบบอก เมื่อรู้ว่าฝ่าบาทอาจจะเสด็จไปหามารดาถึงเมืองเหอเสี่ยง

องค์จักรพรรดิยังทรงแคลงพระทัย เด็กสิบขวบจะวาดภาพเหมือนได้ดีแค่ไหนกันเชียว แต่ยังดีกว่าต้องรออีกนานนับเดือนจึงจะได้เห็นใบหน้าของมารดาเด็กผู้นี้

ฝ่าบาททรงปรบพระหัตถ์ กงกงผู้หนึ่งรีบเดินมาอย่างรวดเร็ว

"ไปนำอุปกรณ์วาดรูปมาให้เราเดี๋ยวนี้"

เมื่อกงกงนำเครื่องเขียนมาให้เรียบร้อย โต๊ะหมากล้อมถูกเก็บไปเหลือเพียงโต๊ะโล่งๆ ผ้าใบขึงตึงวางบนขาตั้งอยู่ตรงหน้า หย่งชิ่งถนัดการใช้พู่กันวาดภาพมากกว่าดินสอ แต่นางเคยวาดกับผืนผ้าใบแบบโบราณรูปที่ได้ออกมาไม่ดีนัก ช่างเถิดอย่างไรก็ดีกว่าให้ฝ่าบาททรงเสด็จไปหามารดาถึงเหอเสี่ยง หรือออกราชโองการให้ท่านเข้าวังหลวง นางเลือกภาพมารดาในหัวได้แล้ว และตรึงไว้เพื่อจะถ่ายทอดสู่ผืนผ้าใบในยุคโบราณเมื่อสองพันปีก่อน

ใบหน้างดงามของมารดาค่อยๆ ปรากฎเป็นรูปเป็นร่างบนผืนผ้าใบ หย่งชิ่งเลือกวาดภาพที่มารดากำลังหันข้างนิดๆ ดวงตาทอดมองไปข้างหน้าเป็นดวงตายามมองท่านพ่อของนาง ริมฝีปากคลี่ยิ้มอิ่มเอมใจ ดูแล้วช่างงดงามและมีความสุขในคราเดียวกัน

หย่งชิ่งคิดว่าจะวาดได้ยากกว่านี้เสียอีก การซึมของหมึกและการซับน้ำของผ้าใบอยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมาก สมแล้วที่เป็นวังหลวงช่างเสาะหาของที่ดีที่สุดในแผ่นดินมาใช้ นางพลิกข้อมือได้อย่างคล่องแคล่วชำนาญ

จักรพรรดิเฟิ่งเสี้ยวเคลื่อนพระวรกายมายืนมองหย่งชิ่งที่กำลังยืนวาดภาพจากด้านหลัง ตกตะลึงเมื่อได้เห็นภาพบนผ้าใบที่ใกล้สำเร็จชัดเจน น้องหญิงเมี่ยวผิงที่ดูสูงวัยขึ้นมีความสุขมากขึ้น นัยน์ตาอ่อนโยนรักใคร่ในภาพถ่ายทอดมาถึงผู้ชม ภาพวาดด้วยฝีมือตวัดปลายพู่กันที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน มันเหมือนจริงราวกับผิงเอ๋อร์กำลังยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน

องค์หญิงเซี่ยเมี่ยวผิง องค์หญิงลำดับที่สี่ในจักรพรรดิรัชสมัยก่อน เกิดจากพระสนมซึ่งชาวต่างแคว้น ชีวิตในวังหลวงอาภัพยิ่งนัก พระองค์มักถูกองค์หญิงและองค์ชายอื่นกลั่นแกล้งหนักบ้างเบาบ้าง ชีวิตไร้ซึ่งความสุข มีเพียงเขาซึ่งเป็นองค์ชายรองพำนักอยู่ในตำหนักใกล้กันเป็นเพื่อน ผิงเอ๋อร์เป็นองค์หญิงที่มีจิตใจดี เมตตาและอ่อนโยนไม่เคยคิดแก่งแย่งอำนาจกับผู้ใด ทำให้เขาสบายใจยามอยู่กับนาง เขารักใคร่น้องสาวคนนี้เป็นพิเศษแต่ต้องเก็บความรู้สึกไว้เกรงว่านางจะถูกกลั่นแกล้งมากไปกว่าเดิม

เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว เพื่อช่วยน้องสาวซึ่งถูกบังคับให้แต่งงานโดยมีการคะคานอำนาจในวังหลวงอยู่เบื้องหลัง เขาในตอนนั้นเป็นเฟิ่งอ๋องควบตำแหน่งแม่ทัพใหญ่เพิ่งกลับจากการเข้ายึดครองแคว้นเสอ ผิงเอ๋อร์เข้ามาขอความช่วยเหลือจากเขา ด้วยความรักน้องสาวผู้อาภัพ เขาจึงให้สหายที่เป็นชาวยุทธ์ปลอมตัวเป็นขอทานเข้าไปในพิธีเลือกคู่ หากไม่ใช่เพราะเขาและฝีมือวรยุทธ์อันสูงส่งของสหายแล้วมีหรือขอทานผู้หนึ่งจะเข้ามาเหยียบในวังหลวงได้

เขากำชับมิให้สหายติดต่อกลับมารวมถึงผิงเอ๋อร์ด้วย เพื่อความปลอดภัยของนาง และไม่เคยนึกเสียใจเลยที่ให้นางหนีออกจากวังไป ไม่คิดว่าในวันนี้บุตรชายของนางจะอยู่ตรงหน้าเขานี่เอง

เฉินหย่งชิ่งเป็นหลานแท้ๆ ของเขา ที่เกิดจากองค์หญิงเซี่ยเมี่ยวผิง

องค์จักรพรรดิวางพระหัตถ์บนศีรษะของหย่งชิ่ง ในขณะที่นางกำลังพู่กันแล้วเบี่ยงกายให้ฝ่าบาททรงเห็นภาพบนผืนผ้าใบ

“มารดาของเจ้างดงามมาก แต่เจ้ากลับไม่เหมือนนางแม้แต่น้อย” องค์จักรพรรดิทรงตรัสยิ้มๆ

โธ่เอ๊ย จะเหมือนได้อย่างไรเล่าในเมื่อนางถูกตบเสียหน้าบวมขนาดนี้ หย่งชิ่งเผลอทำหน้าบูดนิดๆ

“แต่ท่านพ่อเคยบอกว่ากระหม่อมหน้าคล้ายมารดาแปดส่วน หากหน้าหายบวมก็คงไม่ต่างจากท่านแม่ในภาพนี้มากนัก” เรื่องอื่นนางพอยอมได้ แต่เรื่องความงามแล้วไม่มีทางเสียล่ะ

“อ้อข้าลืมไป เจ้าถูกองค์หญิงเจ็ดตบจนใบหน้าบวมเช่นนี้ องค์หญิงเจ็ดนี่ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเอาเสียเลย” องค์จักรพรรดิกำหมัดแน่น ทว่าใบหน้ายังคงความอ่อนโยนอยู่หลายส่วน ด้วยความที่ไม่อยากให้เด็กน้อยหวาดกลัวไปมากกว่านี้

เขาสั่งห้องเครื่องผสมยาห้ามครรภ์ในอาหารของพระสนมเอกซูเหม่ยทุกครั้งหลังจากคืนที่ต้องร่วมอภิรมย์กับนาง แต่นางกลับตั้งครรภ์ได้ ช่างไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย แต่เขาไม่ว่ากระไรปล่อยให้นางคลอดบุตรีอย่างปลอดภัย ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เรื่องนี้แม้กระทั่งนางกำนัลห้องเครื่องที่ผสมยาซึ่งถูกสังหารหลังจากมีข่าวพระสนมเอกซุเหม่ยตั้งครรภ์

เหตุใดฝ่าบาทจึงตรัสอะไรแปลกๆ เยี่ยงนี้ “หามิได้เป็นเพราะกระหม่อมไม่ดีเองพะย่ะค่ะ”

“เพราะเจ้ามิใช่องค์ชายสูงศักดิ์เป็นเพียงสามัญชนจึงถูกรังแก ต่อไปข้าจะส่งเสริมให้เจ้าได้เป็นขุนนางที่มีอำนาจล้นฟ้าดูบ้างเป็นไร”

“กระหม่อมไม่เคยปรารถนาเช่นนั้น” หย่งชิ่งเม้มปากดูดื้อดึง

“เจ้ายังเด็กมิรู้ดอกว่าอำนาจนั้นบันดาลสิ่งใดให้เจ้าได้บ้าง”

“ถูกต้องแล้วพะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่รู้ว่าอำนาจบันดาลสิ่งใดได้บ้าง แต่กระหม่อมรู้ว่าการไร้อำนาจทำให้กระหม่อมมีครอบครัวพร้อมหน้า มีความรักอันบริสุทธิ์ที่ไม่อาจหาจากไหนได้ กระหม่อมกินอิ่มนอนอุ่นไม่ต้องกังวลสิ่งใด”

คำพูดแฝงเร้นความนัยองค์จักรพรรดิมิได้โง่เขลาจนฟังไม่เข้าใจ

“เจ้าต้องการสิ่งใดกันเฉินหย่งชิ่ง” พระเนตรที่ทอดมองเด็กน้อยเปี่ยมด้วยความเมตตา และภูมิใจที่หลานตัวน้อยล้ำเลิศปัญญา

“พระอาญามิพ้นเกล้า” หย่งชิ่งสะบัดชายเสื้อคุกเข่าตรงหน้าผู้เป็นเหนือหัวเจ้าชีวิต “กระหม่อมมิบังอาจ”

“เราจะให้เจ้าขอได้หนึ่งอย่าง บอกมาเถิด”

“หากพระองค์จะกรุณาได้โปรดอย่ารับสั่งให้กระหม่อมและครอบครัวเข้ามาในวังหลวงอีกเลยพะย่ะค่ะ” หย่งชิ่งกล่าวด้วยเสียงอันดังชัดถ้อยชัดคำ นางต้องเสียงเพื่อครอบครัวแล้ว หากทำให้ฝ่าบาทขุ่นเคืองพระทัยก็ต้องยอม จะลากนางไปตัดหัวก็ช่างมัน ยังดีเสียกว่าที่มารดาต้องมาทนทุกข์อยู่ในกรงเสือแห่งนี้

“เจ้า! เจ้า! ฮึ่ย” ฝ่าบาทรงสะบัดชายแขนเสื้อด้วยความขัดเคืองพระทัย ความปราโมทย์พลันจางหายอย่างรวดเร็ว ทรงหันหลังไปทางสระน้ำ “เราให้เจ้าไปตรองดูหนึ่งราตรี พรุ่งนี้จงมาให้คำตอบเราใหม่” ตรัสจบก็ทรงพระดำเนินจากไป

เด็กหญิงถึงกับนั่งลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง พลังกายและใจหมดลงยามที่องค์จักรพรรดิจากไป

คิดอันใด

ตรึกตรองเพื่ออะไร

คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียว

 

อาหารมื้อเย็นผ่านไปอย่างฝืดคอเต็มทน หย่งชิ่งกินข้าวน้อยมาก แม้แต่นางกำนัลยังแปลกใจ ต้องคาบข่าวเป็นบอกอ๋องน้อยเพราะเกรงว่าหากพระองค์รู้ในภายหลังจะถูกลงโทษกันทั้งหมด ท่านอ๋องน้อยเป็นห่วงเป็นใยหย่งชิ่งออกนอกหน้า ทุกคนในตำหนักตระหนักถึงความสำคัญของเด็กน้อยผู้นี้เป็นอย่างดี

มืดแล้ว หย่งชิ่งยังคิดไม่ตก นางเตรียมคำตอบให้องค์จักรพรรดิไว้เรียบร้อยแล้ว แต่สิ่งที่คิดไม่ตกคือจะทำใจรับอาญาอย่างไรดี

นางปฏิเสธน้ำพระทัยของฝ่าบาท เป็นสิ่งที่ไม่น่าให้อภัย แต่นางก็มิอาจอยู่ในวังหลวงต่อไปแม้เพียงแค่วันเดียว ความทรมานใจบีบรัดในอกจนแทบไม่อยากหายใจ

"เฮ้อ..." เด็กหญิงนอนซบบนโต๊ะหินเย็นจัด เหม่อมองท้องน้ำสะท้อนเงาจันทร์อยู่ในนั้น นางยังไม่ได้บอกเรื่องนี้กับพี่สาม เกรงว่าเขาจะไม่สบายใจทำให้อากาศยิ่งทรุดหนักลงไปอีก แต่ก็ไม่รู้ว่าจะปิดไปได้นานสักเท่าไร

เวลาผ่านไปเท่าไรไม่รู้ หย่งชิ่งรู้สึกถึงไออุ่นที่แผ่มาจากด้านหลัง พิณตัวหนึ่งวางลงบนโต๊ะหินอย่างเงียบเชียบ

"ไม่น่าเชื่อว่าจะมีผู้ใดทำให้เด็กน้อยจอมซนถึงกับหงอยเป็นลิงหลับเช่นนี้ได้" น้ำเสียงนุ่มนวลเป็นจังหวะจะโคน ได้ยินเพียงครั้งเดียวก็สามารถจดจำขึ้นใจ

"องค์รัชทายาท" เด็กน้อยลุกขึ้นนั่งหลังตรงวางมือบนตักอย่างสำรวม ก่อนทำหน้านึกขึ้นได้จะลงไปนั่งคุกเข่าถวายความเคารพ แต่กลับถูกรั้งต้นแขนไว้ นางจึงเงยหน้ามองเจ้าของมือขาวเรียวเช่นมือบัณฑิตของพระอง

"ตามสบายเถิด ข้ามาขอฟังเพลงพิณจากเจ้า เห็นอ๋องน้อยยกย่องว่าเจ้าบรรเลงได้ไพเราะน่าฟัง"

องค์รัชทายาทกล่าวยิ้มๆ เขายังสวมชุดออกราชการเต็มยศเช่นเดียวกับท่านอ๋องน้อย ทั้งสองดูสง่างามน่าเกรงขามแต่ความรู้สึกในใจของหย่งชิ่งกลับมองพวกเขาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

องค์รัชทายาทเหมือนแมงป่องพิษ เคลื่อนไหวเนิบนาบละมุนละไมแต่พิษแรงเหลือใจ

ท่านอ๋องน้อยเหมือนพยัคฆ์ร้าย องอาจกล้าหาญน่าเกรงขาม แต่น่าเข้าใกล้กว่าองค์รัชทายาท

ร่างของบุรุษสองคนนั่งลงบนเก้าอี้หินอ่อน

หย่งชิ่งเหลือบตามองท่านอ๋องน้อย ฝีมือนางมีเพียงแค่นั้นยังอุตส่าห์กล้าไปอวดอ้าง ช่างไม่เห็นแก่หน้านางเอาเสียเลย

"เล่นพิณเสร็จแล้ว ข้ามีขนมให้เจ้าด้วย เห็นนางกำนัลบอกว่าไม่เย็นเจ้าไม่เจริญอาหารสักเท่าไหร่นัก กินขนมเสียหน่อยจะได้ไม่ปวดท้อง" อ๋องน้อยใช้ขนมมาหลอกล่อเด็กน้อย

"แต่กระหม่อม..." หย่งชิ่งลังเลเล็กน้อย เวลานี้เธอจิตใจไม่สงบเกรงว่าเพลงพิณจะไม่อาจบรรเลงได้เหมือนครั้งที่นั่งเล่นให้ท่านอ๋องน้อยฟัง

"บรรเลงไปเถิดในนี้มีเพียงข้ากับรัชทายาท พวกเราเพิ่งปรึกษาราชการกับขุนนางผู้น้อยเสร็จเมื่อครู่ ในหัวเคร่งเครียด ได้ฟังเจ้าบรรเลงเพลงพิณคงดีไม่น้อย"

"กระหม่อมขอเล่นเพลงเดิมนะพะย่ะค่ะ"

"ได้สิ ข้าเองก็อยากฟังเหมือนกัน" ท่านอ๋องน้อยพยักหน้าครั้งหนึ่ง

บรรเลงพิณก็ดีเหมือนกัน หย่งชิ่งคิดถึงท่านแม่กับท่านพ่อ หวังว่าเพลงของท่านแม่จะช่วยบรรเทาความคิดถึงที่ล้นปรี่อยู่ในอกนี้ได้

นิ้วเรียวเล็กไล่เสียงพิณทีละสาย ก่อนจะบรรเลงเป็นทำนองแผ่วพลิ้วไร้ซึ่งเสียงร้อง เสียงพิณบาดลึกเข้าไปถึงจิตใจบอกถึงความโศกเศร้าทุกข์ระทมของผู้บรรเลง ทุกความรู้สึกของหย่งชิ่งจมลึกเข้าไปในเสียงพิณที่สามารถสื่อไปถึงผู้รู้สำเนียงที่นั่งอยู่ทั้งสองคน

ไม่นานนักเสียงพิณโศกเศร้า เริ่มเปลี่ยนเป็นทำนอง ไม่ช้าไม่เร็ว แฝงความอบอุ่นอ่อนโยน ดุจนั่งอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าในฤดูใบไม้ผลิ เสียงเล็กหวานขับขานบอกเล่าเรื่องราวด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข ทั้งที่หยดน้ำใสกำลังหยาดจากหางตาทั้งสองข้าง

 

บ้านน้อยตั้งอยู่ดินเดิม  ปลูกข้าวผักเสริมแซมหญ้า

เด็กน้อยสำราญเริงร่า  เรียกอาปาอามาสุขใจ

จับปลาในธารสนุกแสน สองแขนแหวกว่ายน้ำใส

ขับขานร้องเพลงก้องไพร สกุณาเรไรกลับพงพี

เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเพียงไร หากใจเปี่ยมสุขล้นปรี่

สองมือหยาบบิดากอดลูกนี้  เมตตาอารีเหนือใคร

มือแม่ทอผ้าห่มอุ่น ปันตักหนุนแทนหมอนหลับไหล

ครั้นตื่นกินข้าวพร้อมยาใจ แดนใดฤๅสุขเหมือนบ้านเรา

 

เสียงร้องเจอสะอื้นทำให้บุรุษทั้งสองที่นั่งฟังอยู่อยากจะดึงร่างน้อยเข้ามากอด เสียงพิณหยุดลงกะทันหันไม่ได้เล่นจนโน้ตตัวสุดท้ายเหมือนครั้งก่อน มือน้อยทั้งสองข้างวางทาบบนพิณไหล่บางสั่นสะท้าน น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลลงสู่พิณซึมเข้าไปในเนื้อไม้

มือหยาบค่อยๆ ดึงร่างน้อยเข้ามากอดแนบอก อย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่มือหยาบกระด้างเคยแต่จับดาบฆ่าคนจักทำได้

“ข้าอยากกลับบ้าน... ฮือๆๆๆ ข้าอยากกลับบ้าน เหตุใดพวกท่านจึงใจร้ายเช่นนี้ ทำไมต้องพรากข้าจากท่านพ่อท่านแม่ด้วย ทำไม! ทำไม!” หย่งชิ่งตะโกนใส่อกกว้างของเหวินหรง ทุบตีเขาเท่าที่แขนเล็กทั้งสองข้างจะมีแรง เสียงร้องไห้คร่ำครวญดังไปทั่วตำหนักบุหลันเคลื่อนคล้อย

 

ร่างในอาภรณ์สีเหลืองทองที่ยืนอยู่หลังพุ่มไม้หมุนตัวกลับพร้อมกับกงกงที่ถือโคมไฟนำทางมายังตำหนักของท่านอ๋องน้อย

บทเพลงนั้นเขาเคยได้ยินผิงเอ๋อร์บรรเลงพิณและขับร้องให้ฟังบ่อยครั้ง ได้ฟังคราใดก็รู้สึกสุขใจถึงกับเคยอยากมีชีวิตอยู่ในป่าเขาล้อมรอบด้วยทุ่งหญ้าเชียวชอุ่ม มีความสุขกับครอบครัวเล็กๆ โหยหาชีวิตที่เรียบง่าย

มันนานมาแล้ว นานกระทั่งเขาลืมไปด้วยซ้ำว่าเคยรู้สึกเช่นนั้น

“เกิงกงกงเจ้านำรูปที่เด็กผู้นั้นวาดไปใส่กรอบตั้งในห้องบรรทมของเราหรือยัง?”

“เรียบร้อยแล้วพะย่ะค่ะ”

“พรุ่งนี้บอกเด็กน้อยผู้นั้นไม่ต้องมาเข้าเฝ้าเราแล้วนะ ให้กลับบ้านไปได้เลย”

“น้อมรับบัญชาพะย่ะค่ะ”

 

 

03/06/2558

 

จบตอนสักทีค่ะ เขียนตอนนี้นักเขียนน้ำตาตกในเลยทีเดียว รู้สึกรักหย่งชิ่งมากขึ้นกว่าเดิม

หย่งชิ่งเป็นกึ่งเด็กกึ่งผู้ใหญ่ค่ะ เด็กเพราะถูกพี่ทั้งสี่ตามใจ ผู้ใหญ่เพราะสามารถจำเรื่องราวในชาติก่อนได้เหมือนเกิดมา 20 ปีแล้ว รู้เห็นโลกในมุมมองที่ต่างจากเด็กตัวไปตั้งแต่ชาติภพก่อน

ในภพนี้จึงความรู้สึกรักชอบกับบุรุษที่โตกว่าย่อมไม่แปลกค่ะ สมัยนี้เด็ก 7 ขวบยังมีแฟนแล้วเลย ^^

พบกันอีกทีวันพุธนะคะ ขอตัวไปปั่น #หิมะรัญจวน ก่อน

มีคำผิดตกหล่นแจ้งได้เลยนะคะ

ขอบคุณมากค่ะ

 

亮林  เลี่ยงหลิน

 

 




ลายแทงไป หิมะรัญจวนค่ะ กดที่รูปได้เลย


 

 

 

05/06/2558

 

ช่วงนีเขียนสองเรื่องพร้อมกันรู้สึกได้เลยว่าตาแห้ง และเช้ามาตาบวมมาก ต้องใช้น้ำตาเทียมตลอดเวลา ดื่มเครื่องดื่มบำรุงสายตาพอช่วยได้เล็กน้อย

สักสามสี่ทุ่มจะมาอัปเพิ่มให้นะคะ วันนี้จะเทคิวเขียนให้ #ดวงใจไร้กาล ก่อน อาจจะเขียนช้าไปบ้าง อย่าเพิ่งทิ้งกันไปไหนนะ

 

นักเขียนมีเปิดเรื่องใหม่ หิมะรัญจวน เป็นนิยายรักแนวจีนโบราณ เรื่องนี้เน้นเรื่องความรักค่ะ กุ๊กกิ๊กน่ารัก

จะทำเป็นอีบุ๊คนะคะ อัปให้อ่านเป็นตัวอย่างแล้วต้องไปติดตามในรูปแบบอีบุ๊คเองค่ะ ตอนนี้เพิ่งเขียนได้นิดหน่อย ไม่มีการลงฉากวาบหวามอันใดทั้งสิ้นในเว็บค่ะ

ขอบคุณทุกกำลังใจนะคะ

 

亮林  เลี่ยงหลิน

 

 

03/06/2558

 

นักเขียนมีเปิดเรื่องใหม่ หิมะรัญจวน จะทำเป็นอีบุ๊คนะคะ อัปให้อ่านเป็นตัวอย่างแล้วต้องไปติดตามในรูปแบบอีบุ๊คเองค่ะ

ฉะนั้นอาจจะอัป #ดวงใจไร้กาล ได้น้อยลง แต่ยังคงลงให้อ่านทุกวัน อังคารและวันศุกร์เหมือนเดิม

จะพยายามไม่ให้กระทบเรื่องหลักค่ะ (อัป ดวงใจไร้กาล เป็นเรื่องหลักนะคะ)

ขออภัยในความไม่สะดวก

 

亮林  เลี่ยงหลิน

 




ช่วงนี้หน้านิยายจะขึ้นอัปเดตบ่อยอย่างเพิ่งบ่นนะคะ

กำลังแก้ไขคำผิดทุกบท พอดีมีเพื่อนช่วยตรวจคำผิดส่งมาให้

ขอบคุณเพื่อนงามๆ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 118 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,278 ความคิดเห็น

  1. #2269 สายฝนสีเทา (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 เมษายน 2559 / 13:02
    สงสารทั้งนางเอกทั้งองค์จักรพรรดิ์เลย น่าสงสาร T-T
    #2,269
    0
  2. #2234 Kimiyoshi Ranna (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2558 / 00:03
    แงงงงงง พานางเอกกลับบ้านสักทีนะฝ่าบาท สงสารนางจะตายอยู่แล้ววว!!! น้ำตาไม่มีให้ไหลแล้วนะ!!! ฮืออออออ
    #2,234
    0
  3. #2180 สิ้นเสียงปักษา (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 / 16:49
    น้ำตาตกเลยสงสารนางเอกค่ะ นางอยากกลับบ้านคิดถึงครอบครัวเข้าใจนางเลย นางติดนิสัยเด็ก ๆมาจากการเอาใจของพี่ๆทั้งสี่และเข้าใจความสุขของครอบครัว สงสารนางอะ ขอให้ได้กลับบ้านไว ๆค่ะ
    #2,180
    0
  4. #2179 สิ้นเสียงปักษา (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 / 16:48
    น้ำตาตกเลยสงสารนางเอกค่ะ นางอยากกลับบ้านคิดถึงครอบครัวเข้าใจนางเลย นางติดนิสัยเด็ก ๆมาจากการเอาใจของพี่ๆทั้งสี่และเข้าใจความสุขของครอบครัว สงสารนางอะ ขอให้ได้กลับบ้านไว ๆค่ะ
    #2,179
    0
  5. #2151 Whatever it is (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2558 / 21:04
    น้ำตาซึมเบย แล้วชิ่งเอ๋อจะโดนฆ่ามั้ย
    #2,151
    0
  6. #2119 เมมฟิ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2558 / 22:06
    สรุปแล้วองค์หญิงเจ็ดเป็นลูกชู้ใช่ไม๊ค่ะ เป็นห่วงชิ่งเอ๋อร์เรื่ององค์หญิงเจ็ดมากๆ

    สงสารองค์จักรพรรดิมากๆ พระองค์อยากอยู่ใกล้ๆหลาน แต่ก็ยอมให้หลานกลับเพราะสงสาร วาดภาพเหมือนของหลานไว้ดูแทน องค์จักรพรรดิรับสั่งให้ชิ่งเอ๋อร์มาหาบ่อยๆก็ได้ ไม่ต้องมาอยู่กับพระองค์ลอดเพียงมาเยี่ยมบ่อยๆก็ได้นี่ค่ะ พบกันครึ่งทางแบบนี้ดีกว่า แต่ถ้ารู้ว่าชิ่งเอ๋อร์เป็นผู้หญิงจะรัก จะหวงขนาดไหนน๊า

    อย่าให้แผนร้ายของอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายสำเร็จน่ะค่ะไรท์

    #2,119
    0
  7. #2001 เบียคุจัง (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 กันยายน 2558 / 02:04
    ได้กลับบ้านซะทีนะ มารับกรรมแท้ๆเชียว
    #2,001
    0
  8. #1742 DarThailand (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2558 / 18:15
    จะได้กลับบ้านแล้ว
    #1,742
    0
  9. #1280 411nidtop (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2558 / 18:48
    อ่านแล้วน้ำตาซึมเลย น่าสงสาร
    #1,280
    0
  10. #1275 Legend (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2558 / 17:19
    เราอ่านบทนี้แล้วน้ำตาไหล
    #1,275
    0
  11. #1038 Cassiopeia_Nana (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2558 / 20:03
    น้ำตาไหลเลยค่ะ บรรยายออกมาได้ไพเราะเกินคำบรรยายจริงๆค่ะ ^^
    #1,038
    0
  12. #932 Sel2aMOon (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2558 / 18:06
    เยยยยยย้ คิดถึงพี่สี่!! จะได้กลับบ้านไปเจอแล้วใช่ม้ายยย ย
    #932
    0
  13. #781 Arisara Yotatee (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2558 / 17:11
    คือ ไรท์เตอร์ขาาา ขอบคุณนะค่ะที่ ที่เขียนนิยายดีๆให้อ่าน อ่านไปร้องไห้ไป ตอนแรกเป็นตอนที่หยงชิ่ง โดนองค์หญิงเจ็ดตบ แล้วตอนที่สองก็ตอนนี้นี่แหล่ะค่ะ เล่นพิณเพราะคิดถึงบ้าน สงสารหยงชิ่ง ฮือๆๆๆ ต้องมีตอนต่อไปอีกแน่ๆ
    #781
    0
  14. #743 junojang (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2558 / 13:30
    ตอนนี้อ่านแล้วได้อารมณ์มาก พาลน้ำตาจะไหล
    #743
    0
  15. #626 mushroom boy (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2558 / 10:44
    อ่านไปนำ้ตาไหลเลยค่ะ
    #626
    0
  16. #611 นักอ่านสุดขี้เกียจ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2558 / 23:10
    อ่านตอนนี้แล้วร้องไห้จริงๆนะ
    #611
    0
  17. #456 ไจแอนท์คุง (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2558 / 16:42
    ตอนนี้เศร้ามากน้ำตาคลอเลย
    #456
    0
  18. #440 แมวเหมียวฟันเหยิน (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2558 / 16:50
    ได้คำตอบแล้วว่าหย่งชิ่งเป็นอะไรกับองค์จักรพรรดิ ตอนนี้เศร้าจัง
    #440
    0
  19. #439 น้ำหวาน (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2558 / 11:48
    กลับบ้านไปก่อน ไว้โตเป็นสาวสวย ค่อยกลับมาใหม่เนาะ 555
    #439
    0
  20. #438 Nongnan (myself)>O<" (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2558 / 10:15
    เดี่ยวๆก็มีไปมาหาสู่กัน ชิมิคะไรต์
    #438
    2
    • #438-1 Nongnan (myself)>O<"(จากตอนที่ 13)
      6 มิถุนายน 2558 / 10:19
      เอ๋ ๆ Mv เพลงนี้คุ้น ๆอ่าเหมือนนิยาเรื่องนึงเลยอะ ที่นางเอกเปงศิษย์ พระเอกเปงอาจารย์ จำได้ว่านางเอกชื่อฮวาเชียนกู่นะ พระเอกลืมเเละเเต่จำได้เป็นเซียนนะ
      #438-1
    • #438-2 Lianglin(จากตอนที่ 13)
      6 มิถุนายน 2558 / 11:04
      ใช่แล้วจ้า ชอบโทนเพลงรู้สึกเข้ากับเนื้อเรื่องดี
      #438-2
  21. #437 -ข้าน้อย (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2558 / 09:49
    เอ๊ะถ้าหย่งชิงกลับบ้าน มันก็จบเอ ยังไงน้า

    จะมามุขไหนอีกน้อ ไรต์นี่
    #437
    0
  22. #435 สู้ๆไรเตอร์ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2558 / 06:59
    สนมเอกมีชู้นั้นเอง องค์หญิงเจ็ดคงไม่ใช่ลูกพระองค์

    ดังนั้นทำอะไรก็ไม่ต้องคิดเยอะ 555
    #435
    0
  23. #434 Riprim (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2558 / 00:47
    ทีแรกรู้สึกกลัวๆองค์จักรพรรดิ แต่พออ่านแล้วรู้สึกเศร้ายังไงไม่รู้ สุดท้ายถึงจะอยากรั้งไว้ใกล้ตัวแต่ก็ยังยอมตามใจหลานสินะ T.T
    #434
    0
  24. #433 aries_a (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2558 / 00:43
    กว่าจะถึงวันพุธ ลงแดงแน่ๆ อยากอ่านต่อเร็วๆจัง
    #433
    0
  25. #432 thesun-sets (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2558 / 00:33
    น่าเห็นใจทั้งฮ่องเต้ เเละหย่งชิ่งเลย
    ฮือเศร้าาาาาาา
    #432
    0