God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 166 : ตอนที่ 158 สนทนากับเฉินจือหยา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 901
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 67 ครั้ง
    30 ธ.ค. 63

                ในที่สุดซ่งเจียงได้เข้ามาพักอาศัยในพื้นที่ตำหนักเพลิงเมฆาของซ่งไป่หลาง โดยซ่งเจียงคอยทำหน้าที่สั่งสอนและให้คำแนะนำแก่เทียนอี้

            พรสวรรค์ด้านกระบี่ของเทียนอี้นั้นเป็นของจริงอย่างไม่ต้องสงสัย หลังจากสอบถามถึงผลลัพธ์ที่ได้จากการศึกษาตำราวิชากระบี่ตัดมิติ เทียนอี้ได้ตอบกลับว่ามันสามารถทำความเข้าใจได้หนึ่งในสิบส่วนแล้ว เวลาเพียงหนึ่งวันทำความเข้าใจเคล็ดกระบี่ที่ลึกล้ำจนแม้แต่เซี่ยหยางยังไม่อาจตีความได้ นั่นคือสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเป็นอัจฉริยะของมัน

            ซ่งไป่หลางและซ่งหงเสวี่ยได้แยกย้ายกันไปเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับงานเลี้ยงที่จะถูกจัดขึ้นในวันถัดไป ในฐานะของแขกผู้มาเยือน ซ่งไป่หลางย่อมไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับฐานะปลอมของตนนั่นก็คือผู้อาวุโสฟู่แห่งสำนักพงไพร โอสถคุณภาพระดับห้าชุดใหญ่ถูกจัดเตรียมเอาไว้เพื่อมอบให้เป็นของขวัญแก่หลี่เฉียนในฐานะอ๋องมารคนใหม่

            โอสถที่ซ่งไป่หลางจัดไว้ให้หลี่เฉียนนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของอัจฉริยะผู้หนึ่งได้เลยทีเดียว อย่างไรก็ตามมันไม่มีผลมากนักสำหรับอัจฉริยะของวังจักรพรรดิมารอัคคีในเวลานี้ เนื่องจากโอสถที่ซ่งไป่หลางมอบให้แก่จวินเฟิงซื่อเทียนอย่างลับๆก่อนหน้านับว่ามากพอที่จะสร้างอัจฉริยะระดับเดียวกันขึ้นมาจำนวนมากแล้ว

            แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นความลับสุดยอดของวังจักรพรรดิมารอัคคี เนื่องจากโอสถคุณภาพระดับห้านั้นมีคุณค่ามากเกินไป หากขั้วอำนาจอื่นๆรู้ว่าวังจักรพรรดิมารอัคคีได้ครอบครองโอสถล้ำค่าเหล่านี้เป็นจำนวนมากย่อมต้องเกิดปัญหาขึ้นเป็นแน่ นอกจากนี้ตัวตนของซ่งไป่หลางก็เสี่ยงที่จะถูกเปิดเผยเช่นกัน เนื่องจากข่าวลือที่ว่าศิษย์ยอดพฤกษาคนใหม่ของสำนักพงไพรสามารถปรุงโอสถคุณภาพระดับห้าได้แพร่กระจายไปทั่วในดินแดนระดับสูงทั้งหลายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

            โอสถเหล่านี้จวินเฟิงซื่อเทียนจะมอบให้เฉพาะอัจฉริยะที่โดดเด่นและสามารถไว้ใจได้เท่านั้น เพื่อการนี้มันถึงกระทั่งจัดตั้งกลุ่มวิหารเพลิงมารขึ้นมาโดยรวบรวมอัจฉริยะจำนวนสามสิบคนเข้ามาและมีเพียงสามสิบคนนี้เท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์รับโอสถคุณภาพระดับห้าไปใช้ประโยชน์ในการฝึกฝนได้ รุ่นเยาว์ทั้งสามสิบคนนี้จะกลายเป็นกำลังหลักที่คอยดูแลรากฐานของวังจักรพรรดิมารอัคคีในอนาคต

            วันรุ่งขึ้น ผู้คนจำนวนมากมายได้มารวมตัวกันที่ท้องพระโรงจักรพรรดิมารอัคคี ทั้งขุนนางระดับหนึ่งและระดับสองล้วนแต่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้ กวาดตามองไปทั่วท้องพระโรงล้วนเต็มไปด้วยยอดฝีมือระดับจักรพรรดิฟ้าและจักรพรรดิปฐพีจำนวนมาก

            องครักษ์หลี่ ครั้งนี้หลานสาวของท่านได้สร้างเกียรติให้กับตระกูลหลี่อย่างยิ่งใหญ่จริงๆขุนนางหลายคนเข้ามาพูดคุยกับหลี่เม่ยเม่ยและเอ่ยชื่นชมหลี่เฉียนต่อหน้านาง หลี่เม่ยเม่ยเพียงยิ้มและตอบกลับอย่างเรียบเฉย สำหรับนางแล้วแม้ว่าหลี่เฉียนจะเป็นหลานสาวแท้ๆทว่าองครักษ์ทั้งสี่ล้วนให้ความสำคัญกับจักรพรรดิมารอัคคีเป็นอันดับหนึ่งเสมอ สำหรับเรื่องของตระกูลพวกมันจะวางไว้ด้านหลังและมิได้ยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวอันใด

            ยอดฝีมือรุ่นเยาว์หลายคนต่างก็เข้ามาแสดงความยินดีกับหลี่เฉียน ในฐานะอ๋องมารคนใหม่นางจะกลายเป็นดวงดาวที่โดดเด่นที่สุดในหมู่คนอายุใกล้เคียงกัน

            ขณะที่ท้องพระโรงเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย เบื้องหลังท้องพระโรงกลับมีโต๊ะอาหารอันเรียบง่ายถูกจัดตั้งเอาไว้ และมีคนจำนวนสี่คนอยู่ที่โต๊ะอาหารนี้ หนึ่งคือเฉินจือหยาที่บัดนี้ร่างกายของนางอยู่ในสภาพที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความเหนื่อยล้าและอิดโรยได้หายไปจากใบหน้าของนางยิ่งทำให้ความงดงามของนางโดดเด่นยิ่งขึ้น

            คนที่สองคือซ่งหงเสวี่ย เวลานี้นางกำลังพูดคุยกับมารดาบุญธรรมและตักอาหารให้แก่เฉินจือหยาโดยไม่หยุดพักทำให้ผู้เป็นมารดาบุญธรรมต้องเอ่ยปรามอย่างจนใจ

            คนที่สามคือซ่งไป่หลาง โต๊ะอาหารแห่งนี้สามารถเอ่ยได้ว่าเป็นโต๊ะลับที่มีความเป็นส่วนตัวสูงมาก กระทั่งองครักษ์ทั้งสี่ก็มีเพียงหยุนฟู่เท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าร่วม แต่เพื่อไม่เป็นการรบกวนบรรยากาศหยุนฟู่จึงไม่เข้าร่วมการรับประทานอาหารบนโต๊ะนี้และเลือกที่จะออกไปต้อนรับแขกภายนอกแทน

            คนที่สี่คือเซี่ยหยาง แม้จะเป็นร่างวิญญาณและไม่มีความจำเป็นต้องกินอาหารทว่าภายใต้การเชิญชวนอย่างสุภาพของเฉินจือหยาและการร้องขอของซ่งหงเสวี่ย มันจึงสร้างร่างวิญญาณขึ้นมาร่วมนั่งอยู่บนโต๊ะอาหารเช่นกัน

            แน่นอนว่าโต๊ะนี้ยังขาดคนที่สำคัญที่สุดคือจวินเฟิงซื่อเทียน ทว่าในฐานะของจักรพรรดิมารอัคคี มันย่อมมีหน้าที่ต้องจัดการกับพิธีการภายนอกและต้อนรับแขกให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนจึงจะสามารถกลับมาร่วมโต๊ะอาหารได้

            ตาเฒ่าผู้นี้ยังชื่นชอบการจัดงานเอิกเกริกเกินจำเป็นเช่นเคยเซี่ยหยางบ่นพึมพำ

            เฉินจือหยาเผยรอยยิ้มนุ่มนวล ซื่อเทียนก็เป็นคนเช่นนี้ ได้ยินว่ามันยังรบเร้าขอให้ท่านกลับมาช่วยดำเนินการรักษาของข้าต่อสินะ ต้องขออภัยในความไร้มารยาทของสามีข้าจริงๆ

            ช่างเถอะ ตาเฒ่านี่ใจร้อนดั่งไฟเป็นธรรมชาติของมันอยู่แล้วเซี่ยหยางตอบกลับอย่างสบายๆ

            เสวี่ยเอ๋อ โอสถกายาน้ำแข็งที่ข้ามอบให้เป็นเช่นไร สามารถใช้ต้านทานอาการเพลิงแฝงร่างได้ผลดีหรือไม่อีกทางหนึ่งซ่งไป่หลางได้ชวนน้องสาวของตนสนทนา

            ซ่งหงเสวี่ยพยักหน้า ผลลัพธ์ยอดเยี่ยมยิ่งท่านพี่ ข้าสามารถจัดการกับอาการเพลิงแฝงร่างได้ในเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ไม่ได้รับผลกระทบจากอาการเจ็บปวดทรมานอีกแล้ว ทว่าหลังจากที่อาการเพลิงแฝงร่างหมดไปผลของโอสถกายาน้ำแข็งกลับยังไม่หมดลงทำให้ข้าไม่สามารถหยุดฝึกฝนพลังได้ มิเช่นนั้นร่างของข้าคงโดนแช่แข็งเพราะฤทธิ์โอสถเป็นแน่

            ซ่งไป่หลางหัวเราะเบาๆ เอาเถอะได้ผลก็ดีแล้ว สำหรับเรื่องผลกระทบของโอสถอาศัยพลังเพลิงมารบรรพกาลของเจ้าย่อมสามารถจัดการได้ไม่ยาก

            เฉินจือหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก ซ่งไป่หลาง เวลานี้รากฐานศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าฝึกฝนจนถึงระดับขั้นใดแล้ว

            ซ่งไป่หลางประหลาดใจเล็กน้อย ข้าฝึกถึงระดับกระดูกศักดิ์สิทธิ์ขั้นเจ็ดแล้ว

            กระดูกศักดิ์สิทธิ์ขั้นเจ็ดงั้นหรือเฉินจือหยาเอ่ยเบาๆ เช่นนั้นเจ้าสมควรที่จะฝึกฝนเคล็ดลมหายใจชำระกายาเอาไว้ หลังจากบรรลุขั้นกล้ามเนื้อศักดิ์สิทธิ์เคล็ดลมหายใจชำระกายาจะทำให้การพัฒนาของขั้นกล้ามเนื้อศักดิ์สิทธิ์รวดเร็วยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ สำหรับขั้นกระดูกศักดิ์สิทธิ์นี้ หากเจ้าต้องการเร่งความเร็วในการพัฒนา เจ้าสามารถใช้ประโยชน์จากโอสถชำระไขกระดูกได้เช่นกัน ด้วยความสามารถของเจ้าย่อมสามารถจัดการสร้างโอสถนี้ขึ้นมาได้กระมัง

            เคล็ดลมหายใจชำระกายา โอสถชำระไขกระดูกซ่งไป่หลางทวนคำช้าๆ

            เซี่ยหยางประหลาดใจ เคล็ดลมหายใจชำระกายาเป็นเพียงเคล็ดวิชาดาษดื่นเท่านั้น ที่แท้มันสามารถช่วยเหลือในการฝึกฝนขั้นกล้ามเนื้อศักดิ์สิทธิ์ด้วยงั้นรึ

            เฉินจือหยายิ้ม ถูกต้องแล้ว อย่าได้มองว่าเป็นตระกูลศักดิ์สิทธิ์แล้วจะต้องใช้เฉพาะเคล็ดวิชาที่สูงส่ง อันที่จริงลมหายใจชำระกายาเป็นวิชาพื้นฐานขั้นเริ่มต้นของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ เพื่อที่จะให้สมาชิกของตระกูลสามารถพัฒนารากฐานศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างรวดเร็ว ลูกหลานทุกคนของตระกูลศักดิ์สิทธิ์จะเรียนรู้เคล็ดลมหายใจชำระกายาตั้งแต่ยังอายุไม่ถึงสี่ขวบปี

            ส่วนในขั้นกระดูกศักดิ์สิทธิ์ อย่างที่ข้าเอ่ยว่าโอสถชำระไขกระดูกเป็นตัวช่วยที่ยอดเยี่ยมยิ่ง ทว่าโอสถนี้ก็มิใช่ของหาง่ายเช่นกัน แม้แต่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ก็สามารถจัดหาโอสถชำระไขกระดูกคุณภาพระดับสามได้เพียงสิบเม็ดต่อปี นั่นเพราะมีเพียงผู้ปรุงโอสถระดับเงินขั้นหกขึ้นไปจึงจะสามารถปรุงโอสถนี้ได้ การปรุงโอสถแต่ละครั้งต้องใช้ระยะเวลานับเดือนรวมกับทรัพยากรจำนวนมาก อัจฉริยะที่มีโอกาสได้รับโอสถนี้เพื่อเร่งฝึกฝนตั้งแต่วัยเยาว์จึงมีอยู่น้อยยิ่งนัก

            ในฐานะผู้ปรุงโอสถ ซ่งไป่หลางย่อมรู้ดีถึงความยุ่งยากในการปรุงโอสถชำระไขกระดูก อย่างไรก็ตามเนื่องจากสมุนไพรวิเศษจำนวนมากที่มันพกติดตัวมารวมกับพรสวรรค์ในการหลอมโอสถ การปรุงโอสถที่ยุ่งยากเช่นนี้กลับไม่ใช่ปัญหาของมันแม้แต่น้อย

            ด้วยเคล็ดสวรรค์ชำระโอสถข้าสามารถปรุงโอสถชำระไขกระดูกได้ภายในเวลาเพียงสองวันเท่านั้น หลังจากจบงานเลี้ยงข้าต้องลองดูสักหน่อยแล้ว

            เฉินจือหยา เจ้ามีเคล็ดวิชาที่เหมาะกับวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ตัดตัวอยู่หรือไม่เซี่ยหยางเอ่ยถามขึ้นมาอย่างไร้ซึ่งความเกรงใจ อันที่จริงในฐานะที่มันช่วยชีวิตของนางเอาไว้ ย่อมไม่แปลกที่เซี่ยหยางจะไม่รู้สึกเกรงอกเกรงใจต่อนาง

            เฉินจือหยาถอนหายใจเบาๆ มารเซี่ย ท่านย่อมรู้ดีว่าไม่ควรคาดหวังเรื่องนี้ จริงอยู่ว่าในหัวของข้ามีเคล็ดวิชามากมายที่สามารถใช้คู่กับวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่วิชาของตระกูลศักดิ์สิทธิ์นั้นมีร่องรอยที่ชัดเจนเกินไป หากศิษย์ของท่านฝึกฝนวิชาเหล่านี้ ในอนาคตย่อมกลายเป็นการชักนำปัญหาเข้าสู่ตนเอง

            อืม เป็นดั่งที่ข้าคาดเดาเซี่ยหยางมิได้คัดค้านอันใด

            หลังจากลังเลอยู่ชั่วขณะเฉินจือหยาก็เอ่ยออกมา ทว่าข้ายังคงมีคำแนะนำที่อาจเป็นประโยชน์ต่อพวกเจ้าอยู่บ้าง ในอดีตข้าเคยมีแนวคิดบางประการในการใช้เคล็ดวิชาเหมันต์นิรันดร์ผนวกเข้ากับวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ อย่างไรก็ตามเนื่องจากเคล็ดวิชาเหมันต์นิรันดร์เป็นวิชาลับของตระกูลหยกเหมันต์ ข้าจึงไม่สามารถศึกษาวิชาเหมันต์นิรันดร์ได้สำเร็จ

            ตระกูลหยกเหมันต์เซี่ยหยางประหลาดใจ ดูเหมือนว่าเพราะปัญหาบางอย่างทำให้ตระกูลหยกเหมันต์หายสาบสูญไปจากดินแดนขั้วโลก หรือว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์

            เอ้ะ?” เฉินจือหยาเองก็ตกตะลึงเช่นกัน มิน่าเป็นไปได้ ดินแดนขั้วโลกนั้นมิได้อยู่ในขอบเขตความสนใจของตระกูลศักดิ์สิทธิ์แม้แต่น้อย เป็นข้าเองที่ได้ยินชื่อเสียงของวิชาเหมันต์นิรันดร์จึงบังเกิดความสนใจส่วนตัวและจินตนาการถึงการผนวกรวมเคล็ดวิชา นึกไม่ถึงกลับเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นกับตระกูลหยกเหมันต์งั้นหรือ

            เช่นนั้นเจ้ามีแนวคิดที่จะใช้วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์คู่กับวิชาเหมันต์งั้นรึ อันที่จริงข้าเองก็เคยลองคิดเรื่องนี้มาบ้าง เนื่องจากพลังเยือกแข็งเหมันต์เป็นคุณสมบัติย่อยของพลังธาตุวารี แต่พลังวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์นั้นทรงพลังเกินไปจนทำให้ไม่สามารถปรับเปลี่ยนคุณสมบัติด้วยการเยือกแข็งได้สำเร็จ ข้าจึงมิได้สนใจเรื่องนี้อีก

            เฉินจือหยาพยักหน้า ท่านเอ่ยถูกต้อง เคล็ดวิชาพลังเหมันต์ทั่วไปไม่สามารถใช้คู่กับวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ได้เนื่องจากไม่ทรงพลังพอที่จะแช่แข็งพลังวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ อย่างไรก็ตามเคล็ดเหมันต์นิรันดร์ของตระกูลหยกเหมันต์นั้นแตกต่างออกไป ข้าได้พิสูจน์ด้วยตนเองแล้วว่าเคล็ดวิชานี้สามารถเยือกแข็งได้กระทั่งวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นหากได้เรียนรู้เคล็ดวิชาเหมันต์นิรันดร์ละก็ พวกเราจะต้องสามารถประยุกต์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ร่วมกับพลังเหมันต์ได้เป็นแน่

            คุณสมบัติไร้รูปลักษณ์ของวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน แต่หากสามารถเยือกแข็งวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ได้จริง เช่นนั้นก็จะสามารถทำได้ทั้งไร้ลักษณ์และไม่ไร้ลักษณ์ เป็นแนวคิดที่ยอดเยี่ยมจริงๆเซี่ยหยางเห็นด้วย

            ทว่าน่าเสียดาย หากตระกูลหยกเหมันต์หายสาบสูญไปจริงเช่นนั้นก็แปลว่าเคล็ดเหมันต์นิรันดร์คงจะหายไปด้วย ความคิดของข้าคงไม่อาจต่อยอดได้อีกแล้วเฉินจือหยาถอนหายใจ

            ซ่งไป่หลางนั้นไม่คุ้นเคยกับวิชาเหมันต์มากนัก นอกจากที่ดินแดนตราสูญแล้วมันก็ไม่เคยพบเจอกับผู้ใช้พลังเหมันต์อีก อย่างไรก็ตามจากสิ่งที่เซี่ยหยางสนทนากับเฉินจือหยา เห็นได้ชัดว่าแนวคิดนี้ไม่เลวเลยจริงๆ สามารถพัฒนาศักยภาพของวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ได้อีกขั้น ทั้งยังปกปิดจุดอ่อนได้ในคราเดียว

            เอาเถอะ เรื่องนี้ไว้ค่อยคิดถึงในอนาคต อย่างไรข้าก็ยังมีวิชาอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ถ่ายทอดให้แก่ไป่หลาง เนื่องจากวิชาเหล่านี้ล้วนแต่เป็นวิชาระดับสูงที่ระดับของเจ้ายังไม่สูงพอที่จะเรียนรู้เซี่ยหยางเอ่ย

            จริงสิ ได้ยินว่าเจ้ามีวิชาที่สามารถเพิ่มขีดจำกัดของพลังขึ้นมาได้หลายขั้นในพริบตา หากข้าคาดเดาไม่ผิด วิชานั้นคงจะเป็นวิชาประเภทต่อต้านสวรรค์สินะเฉินจือหยาเอ่ยขึ้นมา

            ซ่งไป่หลางตกตะลึงเล็กน้อย ท่านรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร

            บนโลกใบนี้วิชาที่สามารถเพิ่มพูนพลังให้กับผู้ใช้ได้อย่างก้าวกระโดดมีอยู่ไม่กี่รูปแบบเท่านั้น อย่างไรก็ตามทุกวิชาที่ข้ารู้จักสามารถเพิ่มระดับพลังได้เพียงแค่ไม่กี่ส่วน แต่ของเจ้ากลับเป็นการเพิ่มพลังแบบกระโดดข้ามขั้น ดังนั้นข้าจึงเชื่อว่ามันน่าจะเป็นวิชาประเภทต่อต้านสวรรค์ที่หาได้ยากและอันตรายอย่างยิ่ง

            วิชาประเภทต่อต้านสวรรค์ เป็นวิชาประเภทใดกันซ่งหงเสวี่ยเองก็เริ่มให้ความสนใจเช่นกัน เนื่องจากนี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพี่ชายของนาง

            วิชาระดับสวรรค์นั้นจะมีรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่าวิชาประเภทต่อต้านสวรรค์ กล่าวคือเป็นวิชาที่ทรงพลังเสียจนแม้แต่สวรรค์ยังไม่ยอมรับและไม่ยินยอมให้มีวิชาประเภทนี้คงอยู่บนโลก ดังนั้นผู้ที่รู้จักวิชาต่อต้านสวรรค์ส่วนมากจึงมักจะดับสูญไปหมดแล้วเนื่องจากต้องเผชิญหน้ากับความโกรธเกรี้ยวของทัณฑ์สวรรค์นั่นเองคำอธิบายของเฉินจือหยาทำให้สีหน้าของซ่งหงเสวี่ยซีดเซียวลง

            เจ้าไม่ต้องกังวล แม้ว่าวิชาต่อต้านสวรรค์จะอันตรายยิ่งนักทว่าผลลัพธ์ที่ได้ตอบแทนกลับมาก็นับว่าคุ้มค่าเช่นกัน ดูอย่างวิชาที่พี่ชายของเจ้าใช้ มันสามารถเพิ่มขีดจำกัดพลังอย่างก้าวกระโดดจนสามารถเผชิญหน้ากับศัตรูที่อยู่เหนือกว่าหลายขั้นได้ นี่ก็คือผลจากการใช้วิชาต่อต้านสวรรค์

            เจ้าดูมีความรอบรู้มากทีเดียวเซี่ยหยางเอ่ยชมเชย

            เฉินจือหยาตอบกลับ ข้าเป็นเพียงผู้ที่มีความสนใจหลากหลายเท่านั้น อันที่จริงในตระกูลศักดิ์สิทธิ์นั้นมีหอตำราที่บรรจุความรู้แทบทั้งมวลของโลกใบนี้เอาไว้ เนื่องจากตระกูลศักดิ์สิทธิ์เป็นตระกูลแรกที่ดำรงอยู่นับตั้งแต่มนุษย์ถือกำเนิดจนถึงปัจจุบัน ในแต่ละรุ่นจะมีคนที่ทำหน้าที่จดบันทึกความรู้ทั้งมวลเอาไว้เพื่อส่งต่อให้ชนรุ่นหลัง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์จะมีภูมิปัญญาเหนือกว่าขั้วอำนาจอื่นๆ

            อย่างไรก็ตามเนื่องจากปริมาณภูมิปัญญาที่มากเกินไปจึงทำให้มีเพียงไม่กี่คนที่สนใจศึกษาเรื่องราวต่างๆภายในหอตำรา อันที่จริงในรุ่นของข้านอกจากข้าแล้วก็มิมีผู้ใดให้ความสนใจหอตำรามากนัก

            ข้าเองก็เคยได้ยินเรื่องนี้เช่นกัน เดิมทีในอดีตข้าเองเคยเกือบเผาทำลายหอตำราของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ทว่าหลังจากเห็นว่ามันเป็นเพียงหอตำรารกร้างที่มิมีผู้ใดให้ความสนใจ ข้าจึงปล่อยมันทิ้งไว้เช่นนั้นแทนเซี่ยหยางหัวเราะอย่างขบขัน

            ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก หอตำราที่รวบรวมความรู้เป็นเวลานับพันปี กลับถูกปล่อยทิ้งร้างอย่างเปล่าประโยชน์ ดูเหมือนว่าหลังจากที่ข้าถอนตัวออกจากตระกูลคงไม่มีผู้ใดให้ความสนใจหอตำรานี้อีกแล้วเฉินจือหยาถอนหายใจด้วยความอาลัย

           

            ภายในหอตำราขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในดินแดนสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ ร่างของชายชราผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เหมยอัน พวกเราไปกันเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปทำความเคารพท่านเจ้าตระกูล

            ท่านอาจารย์ รอข้าอีกสักหน่อย ข้ากำลังอ่านตำราบันทึกเกี่ยวกับตำนานในดินแดนร้อยประตูอยู่ อีกเพียงไม่นานก็จบแล้ว

            ชายชราถอนหายใจ เจ้าอายุจะห้าสิบแล้วกลับทำตัวราวกับเป็นเพียงเด็กสาวที่ตื่นเต้นไปกับตำนานเด็กๆเช่นนี้ ทำให้ข้าอับอายเสียจริง

            เบื้องหน้าของชายชราคือร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งที่มีความงดงามดุจดังดอกไม้ที่กำลังผลิบาน นางเงยหน้าละสายตาจากตำราในมือจ้องมองที่ชายชราด้วยความโกรธเล็กน้อย ท่านอาจารย์อย่าได้กล่าวโทษข้า อายุห้าสิบแล้วอย่างไร ข้าที่สูญเสียความทรงจำก็เป็นดั่งเด็กสาวที่เพิ่งเกิดใหม่ นอกจากเรื่องที่ท่านเล่าให้ข้าฟังข้าก็ไม่รู้จักอะไรอีกแล้ว ให้ข้าได้ศึกษาเรื่องราวต่างๆเสียหน่อยจะเป็นอันใด

            เอาเถอะๆ เจ้าอ่านให้จบแล้วรีบไปกับข้า ในฐานะสามยอดผู้อาวุโสของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ เจ้าคิดว่าข้ามีเวลาว่างมาดูแลเจ้าทั้งวันงั้นรึ เร็วๆเข้าเถอะ

            ได้ๆ ข้าจะอ่านให้จบภายในครึ่งชั่วยามนางตอบรับก่อนจะให้ความสนใจกับตำราในมืออีกครั้ง


---------------------------


ถ้าใครสงสัยว่านางเป็นใคร สามารถอ่านย้อนตอนที่ 48 ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนได้น้าา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 67 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

386 ความคิดเห็น

  1. #307 dfrdz007 (จากตอนที่ 166)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2563 / 10:39
    สนุกมากคับ
    #307
    0