God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 157 : ตอนที่ 149 เพลิงฟ้าพิสุทธิ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,317
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 89 ครั้ง
    25 ก.ย. 63

                ด่านที่สองของการทดสอบชิงตำแหน่งอ๋องก็คือการผ่านสัตว์ปีศาจระดับห้าขั้นกลางและขั้นสูง อสรพิษโลหิตเพลิง พวกมันมีพลังเทียบเท่ากับผู้มีพลังระดับราชันยุทธ์ขั้นแปดเป็นอย่างน้อย และอสรพิษโลหิตเพลิงที่อยู่ในระดับห้าขั้นสูงสุดนั้นมีความแข็งแกร่งเทียบเท่าจักรพรรดิมนุษย์เลยทีเดียว

            สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คืออสรพิษโลหิตเพลิงนั้นมีขนาดตัวที่เล็กมากและพวกมันอยู่รวมฝูงกันมากกว่าพันตัว พวกมันรวมตัวกันแน่นขนัดขัดขวางเส้นทางที่จะใช้มุ่งหน้าไปต่อของเหล่าผู้เข้ารับการทดสอบ หากผู้ใดกล้าก้าวเท้าล่วงล้ำเข้าไปในอาณาเขตของพวกมันก็จะต้องเตรียมรับการโจมตีของอสรพิษนับร้อยพร้อมกันในพริบตา

            ภาพของเหล่าอสรพิษสีแดงสดขนาดเล็กนับพันที่เลื้อยรวมกันอยู่ทำให้คนที่ขวัญอ่อนรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย การทดสอบนี้ต่อให้ต้องการใช้กระบวนท่าอัคคีทะยานเพื่อข้ามผ่านไปก็ไม่สามารถกระทำได้เนื่องจากความเร็วของอสรพิษโลหิตเพลิงนั้นยอดเยี่ยมอย่างมาก และพวกมันมีพลังในการทะยานขึ้นไปบนอากาศสูงกว่าหนึ่งร้อยจั้งในชั่วลมหายใจ นั่นหมายความว่าหากผู้ใดพยายามเหินผ่านพวกมันไปก็จะถูกพวกมันดีดตัวขึ้นมาฉกกัดจนขาดใจตายในพริบตา

            ซ่งไป่หลางมองดูเหล่าผู้เข้าทดสอบผู้อื่นด้วยความสนใจ อสรพิษโลหิตเพลิงเหล่านี้มีความทนทานต่อพลังธาตุอัคคีในระดับที่สูงมาก การจะจัดการพวกมันด้วยพลังธาตุอัคคีย่อมมีความเป็นไปได้เพียงน้อยนิด

            หญิงสาวผู้หนึ่งก้าวออกมาโดยไม่เกรงกลัวเหล่าอสรพิษ นางวาดหอกในมือจรดออกคล้ายพู่กันจากนั้นจึงบังเกิดกระแสพลังอันรุนแรงพวยพุ่งออกไปเบื้องหน้า อสรพิษโลหิตเพลิงที่อยู่ในเส้นทางกระแสพลังนั้นถูกพลังของหอกพัดกระแทกจนร่างแหลกสลายไปจำนวนมาก

            ซ่งไป่หลางลอบชื่นชมหญิงสาวผู้นี้ ไม่เสียทีที่นางเป็นหนึ่งในตัวเต็งเช่นเดียวกับฟ่านหลี่ ต่างกันตรงที่นางยังมีโอกาสมากกว่าฟ่านหลี่เสียอีก นั่นเพราะนางคืออัจฉริยะอันดับหนึ่งในบรรดารุ่นเยาว์ทั้งหมดของวังจักรพรรดิมารอัคคี ระดับพลังของนางอยู่ที่ขั้นจักรพรรดิมนุษย์ทั้งที่มีอายุเพียงยี่สิบห้าปี พรสวรรค์ของนางยังโดดเด่นกว่าเหยาเสี่ยวฉานจากสำนักพงไพรหลายขั้น

            เมื่อคลื่นหอกของนางบดทำลายอสรพิษโลหิตเพลิงไปจำนวนมาก ร่างของนางก็พลันพุ่งทะยานไปยังเส้นทางนั้นอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าอสรพิษโลหิตเพลิงที่อยู่รอบๆจะต้องพยายามพุ่งเข้าโจมตีแต่กลับถูกปิดกั้นเอาไว้ด้วยม่านอัคคีที่ล้อมรอบของนางเป็นรูปทรงกลม อสรพิษโลหิตเพลิงที่มีภูมิต้านทานต่อพลังธาตุอัคคียังถูกแผดเผาจนร่างสลายในพริบตา

            ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก นางอาจจะสามารถต่อสู้ข้ามระดับชั้นกับจักรพรรดิปฐพีได้เลยทีเดียวซ่งไป่หลางตกตะลึงเล็กน้อยเมื่อเห็นพลังธาตุอัคคีที่ร้ายกาจของนาง

            มู่เทียนหลงคงไม่มีโอกาสแล้ว ต่อให้มันสามารถเอาชนะฟ่านหลี่ มันก็ยังไม่สามารถเอาชนะนางได้อยู่ดีซ่งไป่หลางลอบถอนหายใจ หลังจากที่มันพอจะเข้าใจลักษณะนิสัยของมู่เทียนหลงก็อดไม่ได้ที่มันจะรู้สึกประทับใจและเอาใจช่วยอยู่เล็กน้อย

            ทว่าท้ายที่สุดความแข็งแกร่งก็ยังคงเป็นปัจจัยที่สำคัญ ตำแหน่งอ๋องมารมิใช่สิ่งที่จะมอบให้แก่ผู้ที่มีใจไม่ย่อท้อเพียงอย่างเดียว ยังขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งเป็นหลักอีกด้วย

            หลี่เฉียนฟ่านหลี่กัดฟันและรู้สึกถึงความกดดันที่เกิดขึ้น ในบรรดาผู้เข้าร่วมการทดสอบทั้งหมดผู้ที่ทำให้มันสัมผัสได้ถึงอันตรายก็คือหลี่เฉียนผู้นี้ นางยังเป็นหลานสาวแท้ๆขององครักษ์หลี่เม่ยเม่ยอีกด้วย ตระกูลหลี่นั้นเป็นตระกูลยอดฝีมือที่รับใช้วังจักรพรรดิมารอัคคีมายาวนาน ฝีมือของหลี่เฉียนผู้เป็นหลานสาวของหลี่เม่ยเม่ยที่โดดเด่นนั้นยืนยันศักยภาพของตระกูลหลี่ได้เป็นอย่างดี

            ขณะที่ฟ่านหลี่มองหลี่เฉียนด้วยความกดดัน ดวงตาอันงดงามของหลี่เฉียนกลับตวัดมองมาที่ร่างของบุคคลลึกลับที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นไม่นานมานี้

            ญาติขององครักษ์หยุน ผู้มีจากตระกูลหยุนนั้นควรจะเป็นอัจฉริยะเช่นกันใช่หรือไม่ นางรู้สึกสนใจในตัวหยุนหลางผู้นี้อย่างมาก ถึงกับทำให้องครักษ์หยุนและจักรพรรดิมารอัคคีให้การรับรองและเข้าร่วมการทดสอบชิงตำแหน่งอ๋องมารได้โดยมีระดับพลังเพียงขั้นรวมวิญญาณ คนผู้นี้จะต้องมีสิ่งพิเศษบางอย่างซุกซ่อนเอาไว้เป็นแน่

            สายตาของหลี่เฉียนทำให้ทุกคนที่อยู่ในพื้นที่นั้นหันมองตามนางไปเช่นกัน และเวลานี้ทุกสายตาต่างก็จ้องมองมาที่ร่างของหยุนหลาง บุคคลลึกลับที่ไม่เคยมีผู้ใดเคยสนใจมาก่อน กระทั่งฟ่านหลี่ก็ยังประหลาดใจ หลี่เฉียนมิเคยมองมาที่มันเช่นนี้ เมื่อใดก็ตามที่มันเจอกับนาง นางจะมองข้ามมันราวกับว่าตัวมันมิมีคุณค่าเพียงพอที่นางจะจับตามอง นี่ทำให้ฟ่านหลี่บังเกิดโทสะขึ้นมา

            หลี่เฉียนมองดูซ่งไป่หลางเป็นระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น นางยังคงต้องรักษาสมาธิเพื่อรับมือกับเหล่าอสรพิษโลหิตเพลิงที่ยังคงพยายามจู่โจมอย่างไม่ลดละ แม้ว่าเกราะเพลิงผลาญเมฆาของนางจะแข็งแกร่งอย่างมากทว่าเมื่อต้องรับมือการโจมตีของอสรพิษจำนวนมากเกินไป ในที่สุดก็เริ่มมีอสรพิษโลหิตเพลิงบางตัวหลุดรอดเข้ามาในอาณาเขตที่สามารถโจมตีนางได้เช่นกัน

            หลี่เฉียนไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย สองมือของนางหมุนควงหอกเป็นวงกลมพริบตาเดียวก็ตวัดเฉือนร่างของอสรพิษโลหิตเพลิงที่ล่วงล้ำเข้ามาจนขาดสะบั้น ใช้เวลาทั้งหมดราวสามสิบอึดใจร่างของนางก็ทะยานพ้นจากอาณาเขตของอสรพิษโลหิตเพลิงและเป็นคนแรกที่ผ่านเข้าไปยังด่านชั้นถัดไป

            ฟ่านหลี่แม้จะยังคงมีโทสะทว่ามันก็ระงับความรู้สึกลงอย่างรวดเร็วและทะยานร่างผ่านฝูงอสรพิษโลหิตเพลิงไปเช่นกัน วิธีการของฟ่านหลี่นั้นแตกต่างจากหลี่เฉียน มันไม่มีเกราะเพลิงผลาญเมฆาที่สามารถทำลายร่างของอสรพิษโลหิตเพลิงจำนวนมากได้แต่มันกลับใช้เคล็ดวิชาหิ่งห้อยมรณะ รัศมีรอบตัวของมันยี่สิบจั้งเต็มไปด้วยประกายไฟที่งดงาม ทว่าทันทีที่อสรพิษโลหิตเพลิงเข้ามาสัมผัสถูกประกายไฟเหล่านั้นก็จะเกิดระเบิดอันรุนแรงกลืนร่างของฝูงอสรพิษโลหิตเพลิงเข้าไปในพริบตา

            พลังของฟ่านหลี่ไม่เพียงพอที่จะสังหารอสรพิษโลหิตเพลิงอย่างง่ายดายเหมือนที่หลี่เฉียนทำ ทว่าพลังระเบิดจากหิ่งห้อยมรณะก็ยังสามารถผลักดันให้อสรพิษโลหิตเพลิงที่ได้รับบาดเจ็บต้องถอยหนีออกไป ด้วยวิธีการนี้มันจึงสามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับตนเองจนสามารถผ่านพ้นไปได้

            ด่านนี้นับว่าเป็นด่านทดสอบที่ท้าทายและพิสูจน์ความสามารถของผู้คนอย่างแท้จริง นอกจากหลี่เฉียนและฟ่านหลี่แล้วก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถผ่านพ้นไปได้ ซ่งไป่หลางไม่รีบร้อนข้ามผ่านไปกลับมองไปยังร่างของมู่เทียนหลงที่กำลังก้าวเดินผ่านฝูงอสรพิษโลหิตเพลิงอย่างเยือกเย็น

            ไม่เลวเลยทีเดียว ระดับสมาธิรวมถึงความชำนาญในธาตุปฐพีของมันสมควรนับถืออย่างยิ่งซ่งไป่หลางชมเชยอีกฝ่ายเมื่อเห็นว่าวิธีการของมู่เทียนหลงนั้นดูเรียบง่ายยิ่งนัก มันใช้การผสานจิตและกายเป็นหนึ่งเดียวกับพลังธาตุปฐพี หนึ่งในธาตุที่ขึ้นชื่อเรื่องความสงบนิ่งและกลมกลืนมากที่สุด ความพิเศษข้อหนึ่งที่คนทั่วไปรู้ดีเกี่ยวกับธาตุปฐพีก็คือ ยอดฝีมือธาตุปฐพีจะสามารถทำตัวตนของมันให้เป็นดั่งหินผาและผืนดิน เป็นดั่งธรรมชาติที่เงียบสงบและไร้กลิ่นอาย ดังนั้นนอกจากสัตว์ปีศาจที่มีสติปัญญาขั้นสูงแล้วสัตว์ปีศาจทั่วไปจะทำราวกับว่าพวกมันไม่รับรู้ถึงตัวตนของผู้ใช้พลังธาตุปฐพีด้วยซ้ำ

            แน่นอนว่าต้องเป็นกรณีที่ผู้ใช้พลังธาตุปฐพีนั้นอยู่ในสภาวะสงบนิ่งมิได้กำลังเคลื่อนไหวอย่างเร่งรีบหรือกำลังโจมตีสัตว์ปีศาจ เดิมทีซ่งไป่หลางคิดว่าฟ่านหลี่จะต้องฉวยโอกาสนี้โจมตีใส่มู่เทียนหลงเพื่อรบกวนการผ่านด่านของมัน แต่นึกไม่ถึงฟ่านหลี่จะรีบร้อนจากไปทันที เมื่อนึกถึงเรื่องที่องครักษ์หยุนเล่าให้ฟังซ่งไป่หลางก็พอที่จะเข้าใจได้ นั่นเพราะในการผ่านด่านที่สามเป็นเรื่องอันตรายอย่างมาก ต่อให้ฟ่านหลี่มีความมั่นใจเพียงใดมันก็ยังคงต้องทุ่มเทสมาธิทั้งหมด จะสามารถมาเสียเวลากับมู่เทียนหลงอีกได้อย่างไร

            อันที่จริงในสายตาของฟ่านหลี่ มันคิดว่ามู่เทียนหลงมิสมควรผ่านด่านที่สองมาได้ด้วยซ้ำ ดังนั้นนอกจากความต้องการสั่งสอนเล็กๆน้อยๆแล้วมันก็มิได้ใส่ใจคนตัวเล็กๆอย่างมู่เทียนหลงอีก ในสายตาของมันมีเป้าหมายที่แข็งแกร่งนั่นก็คือหลี่เฉียน

            เจ้า เห็นแก่ที่เป็นญาติขององครักษ์หยุน เจ้าควรถอนตัวไปเสีย อย่างที่เห็นแม้จะมีคนมากมายผ่านด่านแรกมาได้แต่ก็ต้องหยุดที่ด่านนี้ คนที่กล้าท้าทายโดยไม่มีความสามารถเพียงพอล้วนต้องตกเป็นเหยื่อและสังเวยชีวิตแก่อสรพิษโลหิตเพลิงเหล่านี้ทั้งสิ้นคนผู้หนึ่งเอ่ยต่อซ่งไป่หลางพร้อมกับถอนหายใจด้วยความปลงตก มันเองมีพลังระดับราชันยุทธ์ขั้นแปดแต่กลับไร้ซึ่งหนทางที่จะไปต่อ ทั้งยังไม่มีความกล้าพอที่จะเสี่ยงเช่นกัน

            ซ่งไป่หลางยิ้มให้อีกฝ่าย พี่ชาย ท่านกลับไปเถอะ ข้าจะขอทดลองดูสักหน่อยหลังจากที่เห็นมู่เทียนหลงข้ามผ่านไปได้สำเร็จโดยไร้อุปสรรค ซ่งไป่หลางจึงเริ่มลงมือเช่นกัน

            วิชาที่หลี่เฉียนใช้เรียกว่าเกราะเพลิงผลาญเมฆาสินะ ดูเหมือนว่าจะเป็นวิชาระดับสวรรค์ที่ถ่ายทอดกันในตระกูลหลี่ ข้าเองก็มีวิชาของตระกูลซ่งเช่นกัน ได้เวลาทดสอบสักหน่อยแล้วดวงตาของซ่งไป่หลางทอประกายตื่นเต้น นับตั้งแต่ที่มันได้รับเคล็ดวิชาของตระกูลซ่งจากซ่งหงเสวี่ยมันกลับมีเวลาฝึกฝนวิชาต่างๆไม่มากนัก เนื่องจากรูปแบบการต่อสู้ของมันเกือบทั้งหมดล้วนใช้วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์เป็นหลัก วิชาของตระกูลซ่งที่เน้นด้านธาตุอัคคีจึงเป็นเส้นทางที่ขัดแย้งจนเกินไป

            ทว่าซ่งไป่หลางก็เป็นผู้สืบทอดของตระกูลซ่งอย่างชอบธรรม พรสวรรค์ในพลังด้านอัคคีของมันย่อมไม่ด้อยไปกว่าซ่งหงเสวี่ย นอกจากนี้มันยังเลือกที่จะเรียนรู้และฝึกฝนเฉพาะเคล็ดวิชาที่เข้ากันได้กับวิชาดั้งเดิมของตนเอง

            เคล็ดกายาบัวพิสุทธิ์

            สัญลักษณ์ดอกบัวสามดอกบนหน้าผากถูกปิดซ่อนเอาไว้ภายใต้หน้ากากเงาทมิฬทว่าระดับพลังที่พวยพุ่งขึ้นมานั้นมิอาจปกปิดเอาไว้ได้ เหล่าราชันยุทธ์ที่ยังคงพยายามดิ้นรนหาโอกาสต่างมองที่หยุนหลางผู้นี้ด้วยความตกตะลึง ที่แท้ญาติขององครักษ์หยุนก็ปิดซ่อนพลังที่แท้จริงเอาไว้ มิน่ามันถึงได้รับการยอมรับและมั่นใจที่จะเข้าร่วมการทดสอบชิงตำแหน่งอ๋องมาร

            ทว่าแม้จะปิดซ่อนพลังแล้วอย่างไร หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนพวกมันก็พบว่าพลังของหยุนหลางผู้นี้อยู่ที่ระดับราชันยุทธ์ขั้นแปดเท่านั้น มิได้ทะยานไปจนถึงระดับจักรพรรดิมนุษย์อย่างหลี่เฉียน เช่นนั้นโอกาสที่มันจะผ่านไปได้ก็นับว่าน้อยเต็มทีแล้ว

            ซ่งไป่หลางไม่กล้าใช้ฝ่ามือบัวสวรรค์ออกมาเนื่องจากมันเป็นวิชาที่โดดเด่นจนเกินไป ในอนาคตมันอาจจะถูกเชื่อมโยงกับตัวตนที่แท้จริงของมันได้ ทว่าวิชาม่านบัวสวรรค์นั้นแตกต่างออกไป มันเป็นวิชาที่ไม่มีรูปแบบชัดเจนแต่ก็ยังคงเป็นถึงวิชาระดับสวรรค์เช่นกัน นอกจากนี้มันยังสามารถส่งเสริมพลังได้ด้วยการใช้พลังธาตุ

            เคล็ดอัคคีตระกูลซ่ง เพลิงฟ้าพิสุทธิ์

            ม่านบัวสวรรค์ที่ถูกปกคลุมด้วยเปลวไฟสีฟ้าปรากฏขึ้นและคลุมร่างของซ่งไป่หลางเอาไว้ดุจอาภรณ์ที่เบาบางและงดงาม ซ่งไป่หลางก้าวเท้าเข้าไปในอาณาเขตของอสรพิษโลหิตเพลิงอย่างเชื่องช้า ทันใดนั้นร่างของอสรพิษโลหิตเพลิงกว่าสิบตัวก็พุ่งทะยานเข้าหามันพร้อมกัน

            พรึ่บ! ไม่ทันเข้าถึงตัวร่างของอสรพิษโลหิตเพลิงตัวหนึ่งก็ลุกไหม้ด้วยเปลวไฟสีฟ้าที่งดงามและสลายหายไปในพริบตา ซ่งไป่หลางรู้สึกทึ่งเล็กน้อย สมแล้วที่เป็นเคล็ดวิชาระดับสวรรค์ของตระกูลซ่ง เพลิงสีฟ้าที่งดงามนี้กลับมีความร้อนแรงมากกว่าเพลิงทั่วไปอย่างน้อยสามถึงสี่ขั้น แม้จะยังไม่อาจเทียบเคียงกับเพลิงมารบรรพกาลแต่ก็นับว่าเป็นเพลิงชั้นสูงที่หาได้ยากแล้ว

            เมื่อเห็นถึงศักยภาพของเพลิงฟ้าพิสุทธิ์ซ่งไป่หลางก็ตระหนักได้ว่าในการปรุงโอสถบางประเภทที่ต้องการความร้อนสูงมากกว่าปกติ การใช้เพลิงฟ้าพิสุทธิ์ช่วยเหลืออาจจะดีกว่าการใช้เพลิงวิญญาณเยือกแข็งก็เป็นได้

            ภาพที่หยุนหลางค่อยๆเดินไปบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยอสรพิษโลหิตเพลิงโดยสวมอาภรณ์ชั้นนอกที่เป็นเปลวเพลิงสีฟ้าพร้อมกับภาพที่อสรพิษโลหิตเพลิงจำนวนมากถูกปกคลุมด้วยเพลิงสีฟ้าก่อนจะมอดหายไปนั้นช่างดูงดงามยิ่งนัก เหล่าอัจฉริยะของวังจักรพรรดิมารอัคคีต่างเฝ้ามองด้วยความตกตะลึงและอิจฉาริษยา นี่จะต้องเป็นวิชาระดับสวรรค์อย่างแน่นอน สมแล้วที่เป็นถึงญาติขององครักษ์หยุนผู้แข็งแกร่งเป็นอันดับสองในวังจักรพรรดิมารอัคคี การที่คนเช่นนี้จะถือครองวิชาระดับสวรรค์ไม่นับว่าแปลกประหลาดอันใด

            หลังจากก้าวผ่านพ้นอาณาเขตของอสรพิษโลหิตเพลิง ซ่งไป่หลางตระหนักได้ว่าพลังของมันลดลงจนเหลือเพียงสี่ส่วนเท่านั้น นี่มิใช่ผลกระทบจากการใช้เพลิงฟ้าพิสุทธิ์แต่เป็นผลกระทบจากการใช้กายาบัวพิสุทธิ์ต่างหาก สมแล้วที่เป็นวิชาต่อต้านสวรรค์ มันสามารถผลักดันให้คนผู้หนึ่งแข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดแต่ในขณะเดียวกันก็ต้องแลกมาด้วยผลกระทบที่รุนแรงยิ่ง พลังที่ควรจะสูญเสียไปเพียงน้อยนิดกลับถูกดูดหายไปรวดเร็วราวกับเผชิญหน้ากับหลุมดำ ซ่งไป่หลางรู้ว่ามันต้องระมัดระวังมากกว่านี้ในการใช้วิชากายาบัวพิสุทธิ์เพื่อป้องกันมิให้พลาดท่าใช้พลังจนหมดในเวลาอันสั้น

            พิจารณาโดยละเอียดแล้ว ข้าสมควรจะใช้เคล็ดกายาบัวพิสุทธิ์ได้นานสุดชั่วห้าก้านธูป หากนานกว่านี้เกรงว่าจะต้องตกอยู่ในสภาวะไร้พลังแล้วซ่งไป่หลางถอนหายใจ ยังดีที่มันพกโอสถฟื้นฟูพลังลมปราณคุณภาพระดับห้าเอาไว้จำนวนมาก แต่เนื่องจากยังอยู่ในบททดสอบมันจึงไม่สามารถนำโอสถมาใช้งานได้ มิเช่นนั้นก็จะเท่ากับว่าถูกตัดสิทธิ์ในทันที

            แน่นอนว่ามีใครบางคนต้องการคดโกงการทดสอบ แต่พวกมันก็จะถูกลากคอออกไปโดยคนของวังจักรพรรดิมารอัคคีที่เฝ้าจับตามองอยู่ ผู้คุมกฎของวังจักรพรรดิมารอัคคีนั้นเข้มงวดอย่างมาก พวกมันไม่อนุญาตให้เกิดการโกงและทำผิดกฎขึ้นในการทดสอบ สำหรับเรื่องอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นนั้นพวกมันไม่ได้ใส่ใจนัก นอกจากว่าจะเป็นบุคคลที่มีความสำคัญมากเกินไป มิเช่นนั้นพวกมันก็แทบจะไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้ใดจากอันตรายเลย

            ผู้คุมกฎเหล่านี้หลายคนก็ล้วนแต่เป็นผู้ที่ล้มเหลวในการสอบชิงตำแหน่งอ๋องมารในรุ่นก่อนๆหน้า เห็นได้ชัดว่าพวกมันไม่ได้มีความสุขมากนักที่จะได้เห็นคนประสบความสำเร็จในสิ่งที่พวกมันล้มเหลว

            ซ่งไป่หลางฟื้นฟูพลังของตนเองอย่างไม่รีบร้อน จากคำเตือนขององครักษ์หยุน ด่านต่อไปนั้นเป็นหนึ่งในด่านที่อันตรายที่สุดสำหรับการทดสอบนี้ แม้ว่าอันตรายที่ว่าจะมิใช่เรื่องใหญ่สำหรับมัน แต่อย่างน้อยมันก็ควรจะมีพลังอยู่ในสภาพเต็มเปี่ยม

            ด่านค่ายกลมารบรรพกาล ช่างน่าสนใจเสียจริง แม้ว่าจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของค่ายกลจากยุคโบราณที่ถ่ายทอดจากเหล่ามารบรรพกาลและอยู่ในสภาพเสียหายกว่าแปดส่วนก็เถอะ แต่ค่ายกลเก่าแก่เช่นนี้จะต้องอยู่ในระดับไม่ต่างจากอักขระเทวะต้นกำเนิดเป็นแน่ หากข้าสามารถทำความเข้าใจค่ายกลนี้ได้ความรู้ด้านอักขระเทวะต้นกำเนิดของข้าก็จะพัฒนาไปเช่นกันซ่งไป่หลางคิดในใจอย่างตื่นเต้น นอกจากการที่มันจะได้ทำความรู้จักกับมู่เทียนหลงแล้วผลประโยชน์อีกหนึ่งอย่างที่มันเข้าร่วมการทดสอบนี้ก็คือการเรียนรู้ค่ายกลมารบรรพกาลนี้นั่นเอง


---------------------------------

ช่วงนี้ผมกำลังเร่งทำหนังสือตำนานสามเทพยุทธ์อยู่ ดังนั้นเลยไม่มีเวลาลงต่อเนื่องเท่าไหร่ ขออภัยด้วยครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 89 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

386 ความคิดเห็น

  1. #279 Dnabtsjk (จากตอนที่ 157)
    วันที่ 25 กันยายน 2563 / 14:24

    สู้ๆๆค่ะเป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #279
    0
  2. #278 dfrdz007 (จากตอนที่ 157)
    วันที่ 25 กันยายน 2563 / 09:24
    thank u
    #278
    0