God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 158 : ตอนที่ 150 วิชากระบี่ตัดมิติ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,358
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 102 ครั้ง
    27 ก.ย. 63

                ค่ายกลมารบรรพกาลตั้งตระหง่านอยู่ในพื้นที่ที่มีลักษณะภูมิประเทศคล้ายหุบเขาลึก เส้นทางที่ลึกลับซับซ้อนด้านในนั้นเดิมทีเป็นค่ายกลของชนเผ่ามารบรรพกาลเมื่อครั้งยุคสมัยเทพมารยังมีชีวิต ทว่าด้วยกาลเวลาที่ผ่านพ้นไปอย่างยาวนานทำให้ค่ายกลอันยิ่งใหญ่นี้กลับตกอยู่ในสภาพที่ผุพังและใช้งานได้เพียงแค่ส่วนเล็กๆส่วนเดียวเท่านั้น

            ส่วนที่ว่าก็คือบริเวณอุโมงค์ทางเข้าหุบเขา มันเป็นอุโมงค์สั้นๆที่มีความยาวเพียงหนึ่งร้อยก้าวเท่านั้น ทว่าหนึ่งร้อยก้าวนี้กลับแฝงไปด้วยอันตรายที่สามารถฆ่าชีวิตของยอดฝีมือขั้นต่ำกว่าจักรพรรดิฟ้าได้ทุกชั่วลมหายใจ กระทั่งยอดฝีมือขั้นจักรพรรดิปฐพีก็ยังตกตายอยู่ภายในหนึ่งร้อยก้าวที่ว่านี้

            ค่ายกลมารบรรพกาลนั้นแม้แต่องครักษ์หยุนก็ยังระบุว่ามันเป็นค่ายกลที่อันตรายอย่างมากโดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่มีจิตใจที่หนักแน่นมั่นคงพอ ในส่วนที่ยังใช้งานได้ของค่ายกลมารบรรพกาลถูกเรียกว่าเส้นทางเงามรณะ ผู้ใดก็ตามที่ก้าวเข้าไปในเส้นทางนี้จะต้องถูกค่ายกลหลอกหลอนและกัดกินจิตวิญญาณ สถานเบาจะตกอยู่ในสภาวะที่ได้รับบาดเจ็บทางวิญญาณ หนักขึ้นมาหน่อยจะตกอยู่ในอาการบ้าคลั่ง และในระดับร้ายแรงที่สุดคือจิตวิญญาณแตกสลายไปตลอดกาล

            หลี่เฉียนเป็นคนแรกที่มาถึงการทดสอบด่านนี้ ทว่านางกลับหยุดยืนอยู่ที่ปากทางเข้าสู่อุโมงค์ แม้ว่านางจะเชื่อมั่นในพลังของตนเองอย่างมากทว่าด่านทดสอบนี้มิได้อาศัยเพียงพลังความแข็งแกร่งในการผ่านเท่านั้น ยังต้องอาศัยจิตใจที่หนักแน่นมั่นคงอีกด้วย

            ดังนั้นสิ่งแรกที่นางทำเมื่อมาถึงด้านหน้าอุโมงค์ก็คือการรวบรวมสมาธิทั้งหมดให้เข้าสู่สภาวะที่มั่นคงที่สุด นางกระทั่งมิสนใจว่าฟ่านหลี่และคนอื่นๆได้ติดตามมาจนถึงจุดที่นางอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามคนอื่นๆก็ยังไม่เคลื่อนไหวเช่นกัน พวกมันต่างรวบรวมสมาธิเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับผ่านอุโมงค์ค่ายกลเช่นกัน

            ในที่สุดซ่งไป่หลางก็ติดตามมาจนทัน เป็นเวลาเดียวกันกับที่หลี่เฉียนกำลังจะเริ่มต้นก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางอุโมงค์พอดี

            ร่างของหลี่เฉียนก้าวเข้าไปในอุโมงค์ ทันทีที่เท้าก้าวแรกของนางสัมผัสกับอาณาเขตค่ายกล สีหน้าของนางก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและตึงเครียดถึงขีดสุด แม้ในสายตาของคนภายนอกจะมองเห็นเพียงแค่ภาพที่นางก้าวเท้าออกไปทว่าภาพที่นางเห็นเบื้องหน้านั้นกลับเต็มไปด้วยภาพของความตายอันน่าสะพรึงกลัวที่จู่โจมเข้าสู่จิตวิญญาณของนางโดยตรง

            ในหัวของหลี่เฉียนปรากฎภาพที่นางถูกฆ่าตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกความตายล้วนน่าสยดสยองและทุกข์ทรมานถึงขีดสุด อย่างไรก็ตามนางมิใช่คนที่มีจิตใจขลาดเขลาอ่อนแอ แม้จะต้องทุกข์ทรมานแต่นางก็ยังฝืนก้าวเท้าออกไปทีละก้าวอย่างมั่นคง

            ความเร็วในการก้าวเดินของนางนั้นเชื่องช้าอย่างยิ่ง แต่หากนางสามารถรักษาอัตราเร็วระดับนี้เอาไว้ได้นานพอนางจะสามารถผ่านอุโมงค์ค่ายกลไปได้ภายในเวลาครึ่งชั่วยาม

            นี่นับว่าเป็นเวลาที่เร็วกว่ามาตรฐานมากแล้ว โดยทั่วไปแม้แต่อ๋องมารที่ยอดเยี่ยมที่สุดในอดีตก็ยังต้องใช้เวลาในการผ่านด่านนี้นานถึงสองชั่วยาม เมื่อเทียบกันแล้วพรสวรรค์ของหลี่เฉียนมิได้โดดเด่นมากไปกว่าอ๋องมารผู้นั้นแต่ด้านจิตใจนางกลับมั่นคงมากกว่า

            หลังจากหลี่เฉียนเริ่มต้นการทดสอบ คนอื่นๆเองก็ค่อยๆเริ่มก้าวเข้าไปในอุโมงค์เช่นกัน

            ซ่งไป่หลางยังคงรอคอยอยู่ด้านหน้า ดวงตาจ้องมองไปที่แผ่นหลังของมู่เทียนหลง หากมั่นใจว่ามันจะไม่ได้รับอันตรายจากการทดสอบนี้ ซ่งไป่หลางจึงจะค่อยเริ่มทำการทดสอบของตนเองเช่นกัน

            แม้จะไม่ได้มีความเข้าใจต่อตัวตนของมู่เทียนหลงมากนัก แต่ซ่งไป่หลางกลับสัมผัสได้ด้วยสัญชาตญาณว่าด่านที่ยากลำบากนี้จะไม่ส่งผลต่อคนเช่นมัน นั่นเพราะมู่เทียนหลงเป็นคนประเภทเดียวกับตนเอง ผู้ที่มีความโดดเด่นทางด้านจิตใจมากกว่าพรสวรรค์ส่วนอื่นๆ

             เมื่อเห็นมู่เทียนหลงก้าวเข้าสู่อาณาเขตของค่ายกล สีหน้าของมันยังคงฉายแสดงความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยม แม้จะต้องเผชิญหน้ากับความตายอันน่าสยดสยองทว่าคิ้วของมันกลับไปกระตุกเลยสักครั้ง ซ่งไป่หลางเห็นเช่นนั้นจึงวางใจได้ในที่สุดและเริ่มก้าวเท้าเข้าสู่อาณาเขตค่ายกลเช่นกัน

            เปรี้ยง!! อัสนีบาตฟาดปะทะเข้ากับร่างกายทำให้เกิดความรู้สึกร้อนวูบและสัมผัสได้ถึงโลหิตที่กำลังจะถูกขย้อนออกมาทางปาก เมื่อถึงก้าวที่สองภาพของหอกกระบี่อันทรงพลังที่ทิ่มแทงแขนขาก็ทำให้รู้สึกเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส

            ซ่งไป่หลางลอบตกตะลึงเล็กน้อย ค่ายกลมารบรรพกาลช่างน่าหวาดหวั่นเสียจริง หากค่ายกลนี้มิได้มีผู้ล่วงรู้ข้อมูลของมันอยู่ก่อนหน้าแล้วละก็ผู้ที่เผลอก้าวเท้าเข้าสู่ค่ายกลนี้จะต้องหลงคิดว่าตนเองถูกสังหารอย่างแท้จริงและถูกทำลายจิตวิญญาณไปตลอดกาลเป็นแน่

            สิ่งสำคัญของการผ่านค่ายกลนี้ไปก็คือการตั้งมั่นในจิตวิญญาณของตน ต่อให้สัมผัสกับความตายมากมายเพียงใดก็จะต้องรับรู้อยู่ตลอดเวลาว่าทุกสิ่งเบื้องหน้านั้นเป็นเพียงภาพลวงตาและความรู้สึกอันเป็นมายาเท่านั้น

            ซ่งไป่หลางสูดหายใจลึกๆหนึ่งคราก่อนจะก้าวเดินต่อ ทุกการก้าวเท้าของมันล้วนปรากฏภาพความตายและความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสที่สามารถทำให้จิตใจของผู้คนกลายเป็นวิกลจริตได้ทั้งสิ้น

            ทว่ามันก็เป็นเพียงความเจ็บปวดทรมานเท่านั้น ซ่งไป่หลางได้ผ่านช่วงเวลาอันโหดร้ายราวกับการตายทั้งเป็นมาแล้ว ความโดดเดี่ยว ไร้ที่พึ่งพา การดูถูกเหยียดหยาม ความรู้สึกไร้คุณค่า เหล่านี้ล้วนเป็นความรู้สึกที่สามารถทำร้ายผู้คนได้มากกว่าการสร้างบาดแผลบนร่างของมันเสียอีก

            ซ่งไป่หลางถูกตอกย้ำและทับถมด้วยความรู้สึกเหล่านี้มาเป็นเวลาสิบห้าปี เพียงแค่ความเจ็บปวดทรมานเล็กๆเหล่านี้ยังมีสิ่งใดที่มันไม่อาจทานทนได้อีกกันเล่า

            ทุกสิ่งล้วนเป็นเพียงภาพมายาเท่านั้น โดยไม่รู้ตัวซ่งไป่หลางกลับก้าวเท้าขึ้นมาจนเสมอกับฟ่านหลี่ที่ก้าวนำมาก่อนหลายชั่วก้านธูป หากมิใช่เพราะฟ่านหลี่กำลังตั้งสมาธิกับการเผชิญหน้าต่อภาพมายา มันคงต้องกระอักเลือดด้วยความโกรธเป็นแน่

            ผู้ที่ยังไม่กล้าเข้าสู่เขตแดนของค่ายกลต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็น เดิมทีพวกมันชื่นชมหลี่เฉียนที่สามารถรักษาระดับความเร็วได้อย่างยอดเยี่ยม จนถึงตอนนี้ฝีเท้าของนางก็ยังคงมั่นคงและไม่ช้าลงเลยสักก้าวเดียว ทว่าเมื่อมู่เทียนหลงเริ่มก้าวเดิน ความเร็วของมันกลับเหนือกว่าหลี่เฉียนเสียอีก เวลานี้มู่เทียนหลงเกือบจะตามนางทันแล้วขาดอีกเพียงสิบกว่าก้าวเท่านั้น

            แต่ที่น่าทึ่งที่สุดกลับเป็นหยุนหลาง คนผู้นี้ก้าวเดินอยู่ในเขตแดนค่ายกลด้วยความเร็วอันน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ราวกับว่ามันกำลังเดินอยู่ในป่าและทอดสายตาชมนกชมไม้อย่างเพลิดเพลิน มองดูแล้วราวกับว่ามันมิได้รับผลกระทบอันรุนแรงจากค่ายกลมารบรรพกาลแม้แต่น้อย

            ในที่สุดซ่งไป่หลางก็ก้าวนำผู้คนกระทั่งหลี่เฉียนก็ยังถูกมันทอดทิ้งไว้ด้านหลัง ก่อนที่ซ่งไป่หลางจะรู้สึกตัวมันก็ได้ผ่านระยะทางร้อยก้าวของเขตแดนอุโมงค์จนมาถึงปลายทางแล้ว

            เป็นเช่นนี้เองในที่สุดซ่งไป่หลางก็เข้าใจแล้ว แม้ค่ายกลมารบรรพกาลจะถูกสรรค์สร้างโดยเผ่ามารบรรพกาล ทว่าท้ายที่สุดแล้วมันก็มาจากรากฐานเดียวกัน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของอักขระเทวะต้นกำเนิดทั้งสิ้น

            ตลอดเวลาที่มันเดินผ่านค่ายกลมารบรรพกาล ซ่งไป่หลางมิได้ต่อสู้เพียงแค่ภาพมายาเท่านั้น ประสาทสัมผัสของมันกลับดิ่งลึกลงไปยิ่งขึ้น กวาดเข้าไปจนกระทั่งสัมผัสกับรากฐานของค่ายกล ดังนั้นจึงได้รู้ว่าแก่นแท้ของค่ายกลมารบรรพกาลก็คืออักขระเทวะต้นกำเนิดที่มันคุ้นเคยดีนั่นเอง

            เพียงแต่ว่าค่ายกลนี้ซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง ประกอบจากอักขระจำนวนมากที่แม้แต่มันเองก็ยังขาดความเข้าใจและไม่สามารถนำมาใช้งานได้ในเวลานี้ แต่เพียงแค่นี้ก็นับว่าเพียงพอแล้ว ซ่งไป่หลางได้เรียนรู้แล้วว่าอักขระเทวะต้นกำเนิดนั้นยังพัฒนาไปได้อีกไกลเพียงใด หากมันสามารถสร้างค่ายกลที่มีความร้ายกาจสักหนึ่งในสิบของค่ายกลมารบรรพกาลได้สำเร็จ เช่นนั้นในอนาคตก็จะสามารถสร้างเขตแดนของตนเองได้เช่นกัน

            น่าเสียดายยิ่งนัก หากข้าสามารถทำความเข้าใจอักขระเทวะต้นกำเนิดได้ลึกซึ้งพอ ข้าอาจจะสามารถกระทั่งซ่อมค่ายกลนี้ให้กลับสู่สภาพสมบูรณ์ทั้งหมด เมื่อถึงเวลานั้นสถานที่แห่งนี้ก็จะสามารถนำมาใช้เป็นฐานทัพของข้าในดินแดนราชันย์ได้ ต่อให้เป็นตระกูลศักดิ์สิทธิ์ก็ยังไม่นับว่าเป็นอันใดเมื่ออยู่ต่อหน้าค่ายกลมารบรรพกาลซ่งไป่หลางถอนหายใจเล็กน้อย

            อย่างไรก็ตามมันยังได้รับผลประโยชน์จากค่ายกลนี้มาไม่น้อย ซ่งไป่หลางรู้สึกว่าความรู้ความเข้าใจของตนเองที่มีต่ออักขระเทวะต้นกำเนิดและค่ายกลต่างๆพัฒนาไปอีกขั้น กระทั่งค่ายกลที่ถูกวางเอาไว้บนกล่องกลใบนั้นซ่งไป่หลางก็สามารถคิดหาวิธีแก้ไขมันได้สำเร็จเช่นกัน

            ซ่งไป่หลางหยิบกล่องกลขึ้นมาถือด้วยความตื่นเต้น จากนั้นจึงสำรวจค่ายกลบนกล่องอีกครั้ง มันพบว่าส่วนสำคัญของค่ายกลที่มันเคยเข้าใจอย่างเลือนลางพลันกลายเป็นกระจ่างชัดขึ้นมา ซ่งไป่หลางใช้พลังของตนเองทำลายอักขระสำคัญทั้งยังแก้ไขค่ายกลไปมาทำให้ค่ายกลบนกล่องกลถูกคลายออกในที่สุด

            ชายหนุ่มรีบสำรวจภายในกล่องค่ายกลด้วยความตื่นเต้น บางทีมันอาจจะเป็นสมบัติของยอดฝีมือลึกลับในยุคบรรพกาลเช่นแหวนมิติที่เก็บสมบัติวิเศษเอาไว้ อย่างไรก็ตามสิ่งที่อยู่ภายในกล่องกลับมีเพียงแค่ตำราที่ทำจากหนังของสัตว์ปีศาจวางทิ้งเอาไว้ ตำราเล่มนี้มีขนาดเท่ากับฝ่ามือของคนเท่านั้น

            ด้านหน้าของตำราระบุเอาไว้ วิชากระบี่ตัดมิติ ผู้ที่ไร้พรสวรรค์คือผู้ที่มีพรสวรรค์สูงสุด

            ที่แท้ก็เป็นวิชากระบี่ของยอดฝีมือยุคบรรพกาลซ่งไป่หลางกึ่งตื่นเต้นกึ่งผิดหวัง ที่ตื่นเต้นเพราะว่าหากวิชากระบี่นี้เป็นยอดวิชาเช่นนั้นก็นับว่านี่เป็นสมบัติที่ยิ่งใหญ่พอๆกับสมบัติวิเศษระดับสวรรค์หรืออาจจะระดับขั้นบรรพกาลเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามความผิดหวังนั้นมาจากที่มันรู้ตัวดีว่าตนเองมิเหมาะสมกับอาวุธจำพวกกระบี่ ต่อให้ได้รับยอดวิชามาก็มิอาจนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

            ไม่สิ ยังมีเทียนอี้อยู่ เจ้าหนูนั่นเห็นได้ชัดว่าหลงใหลในศาสตร์แห่งกระบี่อย่างหนัก ทั้งที่ไม่มีพรสวรรค์ด้านพลังธาตุแต่กลับเชื่อมั่นในวิชากระบี่ของตน ผู้ที่ไร้พรสวรรค์คือผู้ที่มีพรสวรรค์สูงสุด คำนี้ช่างเหมาะสมกับคนเช่นมันยิ่งนัก

            น่าเสียดายที่ซ่งไป่หลางไม่สามารถประเมินระดับของวิชากระบี่ตัดมิตินี้ได้ นั่นเพราะซ่งไป่หลางมีความคุ้นเคยกับวิชากระบี่เพียงน้อยนิดเท่านั้น อีกทั้งรูปที่ถูกบันทึกเอาไว้ในตำรานั้นช่างแลดูซับซ้อนยิ่งนัก

            เก็บไว้ก่อนแล้วกันซ่งไป่หลางส่ายหน้าด้วยความรู้สึกผิดหวังเล็กๆ

            เมื่อมันหันกลับมาก็พบว่ามู่เทียนหลงได้เดินแซงหน้าหลี่เฉียนมาแล้ว ขาดอีกเพียงไม่ถึงสามสิบก้าวก็จะมาถึงปลายทาง สีหน้าของมันแม้จะซีดขาวไปบ้างแต่กลับยังเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังใจอันแรงกล้า

            หลี่เฉียนในเวลานี้กลับดูแตกต่างจากตอนแรก ริมฝีปากของนางแห้งผาก ดวงตาที่เคยมองตรงไปยังด้านหน้าสั่นไหวไปมา เหงื่อไหลออกมาตลอดเวลาและฝีเท้าของนางก็เริ่มสั่นไหวไม่มั่นคง เห็นได้ชัดว่าจิตใจของนางเริ่มสั่นคลอนแล้ว

            เช่นเดียวกับหลี่เฉียน ไม่ว่าจะเป็นฟ่านหลี่หรืออัจฉริยะคนอื่นๆ ความเร็วของมันพวกถดถอยลงทีละนิด ท่าทีของพวกมันเองก็เริ่มแปรเปลี่ยนไป ซ่งไป่หลางขมวดคิ้วเล็กน้อย หากเป็นเช่นนี้ก็มีโอกาสที่พวกมันจะล้มเหลวในการทดสอบครั้งนี้ และหากพวกมันฝืนจนเกินตัวก็อาจจะต้องรับผลกระทบที่ร้ายแรงถึงขั้นจิตวิญญาณสูญสลายเลยทีเดียว

            ไม่ว่ายังไง พวกเจ้าเป็นผู้ที่เลือกรับบททดสอบครั้งนี้เอง และพวกเจ้าก็คงจะรู้ถึงอันตรายที่รออยู่แล้ว ดังนั้นข้าจะไม่ยื่นมือเข้ายุ่งก็แล้วกันสำหรับซ่งไป่หลางแล้ว นอกจากมู่เทียนหลงที่อาจจะเป็นคนที่มีความสำคัญต่อน้องสาว มันไม่คิดจะยื่นมือยุ่งเกี่ยวหรือช่วยเหลือผู้ใดอีก ขอเพียงมู่เทียนหลงสามารถผ่านด่านมาได้สำเร็จ มันก็จะมุ่งหน้าไปยังด่านที่สี่ทันที

            อ้า!!” ในที่สุดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้หนึ่งก็ทนไม่ไหว มันกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดทรมานก่อนจะรีบพลิกร่างกลับและวิ่งออกจากอุโมงค์ด้วยความเร็วสูงสุด ค่ายกลมารบรรพกาลนี้มิได้ถ่วงรั้งผู้ที่ต้องการถอยกลับ ดังนั้นมันจึงยังมีโอกาสรักษาสภาพจิตวิญญาณของตนเองเอาไว้ได้ทันก่อนที่จะแตกสลายไป

            บัดซบ ข้าต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสและรู้สึกราวกับว่ามันผ่านไปนานหลายสิบปีแล้ว แต่แท้จริงข้ากลับผ่านไปได้เพียงไม่ถึงสามสิบก้าวเท่านั้นอัจฉริยะผู้นั้นหลังจากหลุดรอดออกจากเขตแดนค่ายกลก็ทิ้งร่างทรุดลงบนพื้นและทอดถอนใจด้วยความเจ็บปวด

            เฮ้อ เจ้าถอนตัวออกมาได้ก็ดีแล้ว อย่างน้อยเจ้าก็มีความกล้าที่จะทดสอบค่ายกลมารบรรพกาล ดูข้าสิ ข้าไม่กล้าเหยียบเข้าไปในเขตค่ายกลสักก้าวหนึ่งด้วยซ้ำชายที่เฝ้าดูการทดสอบจากทางเข้าอุโมงค์เอ่ยปลอบ

            เจ้าไม่เข้าไปน่ะดีแล้ว ทุกก้าวที่เจ้าเข้าไปในอุโมงค์นั้นจะทำให้เจ้าต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดทรมานเจียนตาย ไม่สิ มันก็คือความตายนั่นแหละ ข้ารู้สึกราวกับว่าตนเองตกตายไปเป็นพันๆครั้ง นี่มันยังเป็นการทดสอบสำหรับมนุษย์อีกหรือไง นอกจากหลี่เฉียนแล้วใครยังจะสามารถผ่านไปได้กันคนผู้นั้นสบถ

            ชายที่เฝ้ามองการทดสอบเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นไหว เจ้าคิดผิดแล้ว หลี่เฉียนนั้นมีโอกาสผ่านการทดสอบนี้ได้จริง แต่คนที่สามารถผ่านได้อย่างแน่นอนนั้นมีแล้วหนึ่งคน ยังมีอีกคนที่มีโอกาสผ่านการทดสอบก่อนหลี่เฉียนด้วย เจ้าดูที่อุโมงค์สิ

            หรือจะเป็นฟ่านหลี่ ที่แท้เจ้าอันธพาลฟ่านผู้นั้นกลับมีจิตใจเข้มแข็งเช่นนั้นเชียว?” คนผู้นั้นประหลาดใจเล็กน้อย ทว่าเมื่อมันหันไปมองทางอุโมงค์อีกครั้งดวงตาของมันก็เปิดกว้างด้วยความตกตะลึง

            นั่นมันมู่เทียนหลงมิใช่หรือ เจ้าเด็กบ้านนอกผู้นั้นกลับก้าวนำหลี่เฉียนไปแล้วจริงๆ ถึงข้าจะเคยได้ยินมาว่ามู่เทียนหลงผู้นั้นจิตใจหนักแน่นยิ่งนักทว่าไม่เคยนึกเลยว่ามันจะสามารถทนรับความเจ็บปวดทรมานเช่นนี้ได้ หากเป็นเช่นนี้มันจะต้องไปถึงอีกฟากของอุโมงค์ได้อย่างแน่นอน

            ยังมีอีกคนหนึ่งที่ผ่านไปยังปลายทางของอุโมงค์แล้ว ทั้งยังผ่านไปได้ด้วยความเร็วที่น่าหวาดหวั่นยิ่งชายอีกคนกระตุ้นเตือน

            อา นั่นก็คือหยุนหลาง ญาติขององครักษ์หยุนฟู่นี่อัจฉริยะที่เข้าร่วมการทดสอบอ้าปากค้าง

            ถูกต้อง เจ้าหยุนหลางนั่นทั้งที่ระดับพลังต่ำเตี้ยแต่กลับผ่านมาจนถึงจุดนี้ได้ ทั้งยังมีพลังใจแข็งแกร่งเหลือเชื่อยิ่งนัก มันก้าวเดินในเขตแดนค่ายกลราวกับว่าค่ายกลนี้มิมีผลใดๆต่อมันเลยแม้แต่น้อย

            หรือว่ามันจะใช้สมบัติวิเศษช่วยเหลืออัจฉริยะที่เข้าร่วมการทดสอบขมวดคิ้วด้วยความสงสัย มันสัมผัสต่อความเจ็บปวดทรมานเหล่านั้นมาด้วยตนเอง ดังนั้นจึงไม่เชื่อว่าจะมีผู้ใดสามารถทนรับเอาไว้ได้โดยไม่ได้รับผลกระทบเช่นนั้น

            เจ้าโง่ เจ้าก็รู้ว่าการทดสอบนี้ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดเพียงใด หากเจ้าหยุนหลางผู้นั้นกล้าใช้สมบัติวิเศษช่วยเหลือมันในการผ่านค่ายกลจริง ผู้คุมกฎย่อมต้องปรากฏตัวขึ้นนานแล้ว ยังต้องรอให้เจ้าสงสัยอีกหรือ

            ขณะที่พวกมันกำลังพูดคุยกัน ในที่สุดมู่เทียนหลงก็ได้ก้าวเดินเข้าสู่ระยะสิบก้าวสุดท้ายแล้ว ระยะห่างระหว่างมันและซ่งไป่หลางนั้นเหลือเพียงแค่สิบก้าวเท่านั้น

            ในเวลานั้นแสงสว่างวาบได้ปรากฏขึ้นบนดวงตาของฟ่านหลี่ ร่างของมันที่เคยก้าวเดินอย่างเชื่องช้ากลับเร่งความเร็วขึ้นในพริบตาและก้าวนำหลี่เฉียนขึ้นมาจนแทบจะถึงมู่เทียนหลง ทั้งหมดล้วนใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วลมหายใจเท่านั้น

            สีหน้าของซ่งไป่หลางแปรเปลี่ยนไปทันที เห็นได้ชัดว่าฟ่านหลี่ผู้นี้ได้หลุดพ้นจากการคุกคามของค่ายกลมารบรรพกาลแล้ว และบางทีเป้าหมายของมันก็คือมู่เทียนหลงที่กำลังทุ่มเทสมาธิให้กับการผ่านด่านอยู่

            มู่เทียนหลง เจ้าถึงกับยินยอมเสียเกียรติใช้ตัวช่วยคดโกงเพื่อทำร้ายมู่เทียนหลงเลยงั้นหรือ ในเมื่อเจ้ามีเจตนาอำมหิตเช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไร้ความปราณีแล้วกันแสงอันเย็นชาปรากฏขึ้นบนดวงตาของซ่งไป่หลาง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 102 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

386 ความคิดเห็น

  1. #283 ALOHA (จากตอนที่ 158)
    วันที่ 27 กันยายน 2563 / 19:06
    ลุ้นหนักมาก
    #283
    0
  2. #282 dfrdz007 (จากตอนที่ 158)
    วันที่ 27 กันยายน 2563 / 10:53
    thank u
    #282
    0