God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 153 : ตอนที่ 145 เซียนหญิงเฉินจือหยา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,193
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 85 ครั้ง
    19 ก.ย. 63

                เรื่องนี้เซี่ยหยางมิได้กล่าวเกินจริงแม้แต่น้อย ตั้งแต่ตอนที่มันพบกับซ่งไป่หลาง เด็กหนุ่มเพิ่งจะมีอายุได้สิบห้าปีและใช้เวลาเพียงไม่ถึงห้าปีทะยานจากขั้นสามก่อกำเนิดมาจนถึงระดับรวมวิญญาณ นี่ไม่นับว่าเป็นความเร็วที่น่าตกตะลึงหรอกหรือ

            แม้ว่าในบรรดาคนที่มีอายุเท่ากันซ่งไป่หลางจะมิได้มีระดับพลังสูงส่งโดดเด่นเหนือผู้ใด ทว่าต้องดูก่อนว่ารุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งเหล่านี้ล้วนได้รับการปลูกฝังที่ยอดเยี่ยมและมีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรและวิธีการฝึกฝนที่ดีตั้งแต่ยังเล็ก บางคนเข้าสู่ระดับขั้นเที่ยงแท้ตั้งแต่อายุไม่ถึงแปดปีด้วยซ้ำ ใช้เวลาอีกนับสิบปีกว่าจะเข้าถึงระดับขั้นรวมวิญญาณหรือราชันยุทธ์ได้ หากนับเพียงระยะเวลาที่ใช้ในการฝึกฝนยังไม่มีรุ่นเยาว์ผู้ใดเทียบเคียงซ่งไป่หลางได้เลยสักคน

            อาจจะยกเว้นไว้บ้างก็เพียงรั่วอวี่ เนื่องจากนางใช้วิธีการฝึกฝนและพัฒนาที่แตกต่างจากมนุษย์ อาศัยเพียงการทำความเข้าใจภูมิปัญญาแห่งธาตุพฤกษาก็เพียงพอที่นางจะก้าวหน้าไปได้ ดังนั้นระดับพลังของนางจึงไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาเทียบวัดกับผู้อื่น มิเช่นนั้นอัจฉริยะทั้งหลายคงทำได้เพียงกัดลิ้นตายเท่านั้น

            ในส่วนของซ่งหงเสวี่ย แม้ว่าปัจจุบันนางจะมีพลังใกล้เคียงกับรั่วอวี่ ทว่านางเองก็มีโอกาสเข้าถึงการฝึกฝนที่เหนือกว่าซ่งไป่หลางอยู่มาก เนื่องจากนางอาศัยอยู่ในดินแดนราชันย์ที่แข็งแกร่ง ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากจักรพรรดิมารอัคคี โชควาสนาของนางมิได้ด้อยไปกว่าซ่งไป่หลางเลยสักนิด

            พิธีต้อนรับจบลงอย่างง่ายๆ จวินเฟิงซื่อเทียนได้สั่งให้คนทั้งหมดออกไปหลงเหลือไว้เพียงองครักษ์ทั้งสี่เท่านั้น จากนั้นมันก็เอ่ยปากออกมา มารเซี่ย มิได้พบเจอเสียนาน นึกไม่ถึงว่าอย่างเจ้าเองก็จะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้

            เฮอะ หากเปลี่ยนจากข้าเป็นเจ้า เกรงว่าคงไม่เหลือกระทั่งสภาพวิญญาณ ทั้งยังไม่อาจสังหารคนของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ได้สักครึ่งหนึ่งของข้าร่างวิญญาณของเซี่ยหยางปรากฏตัวขึ้น เอ่ยโต้ตอบด้วยความเย่อหยิ่ง

            หึหึ ข้ายอมรับว่าอาจจะไม่สามารถทำลายรากฐานของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ได้เท่ากับเจ้า ทว่านั่นก็เพราะข้าไม่คิดจะทำ เอ่ยตามตรงแม้ว่าดินแดนราชันย์จะเป็นศัตรูกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์มาช้านาน ทว่าก็มิได้มีเรื่องราวบาดหมางถึงขนาดที่ไม่สามารถอยู่ร่วมโลก จะให้ต่อสู้จนตัวตายเพื่อทำลายตระกูลศักดิ์สิทธิ์ ข้าจะดื้อด้านเช่นนั้นไปทำไมจวินเฟิงซื่อเทียนแค่นเสียง

            นั่นก็เพราะเจ้ามันไร้อุดมการณ์ อยู่ปกป้องวังเล็กๆแห่งนี้ของเจ้าไปเถอะ รอให้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ครอบครองดินแดนอื่นๆให้หมดเสียก่อนแล้วเจ้าค่อยเคลื่อนไหว ถึงตอนนั้นตระกูลศักดิ์สิทธิ์ก็จับดินแดนราชันย์ของพวกเจ้าไว้เป็นลูกไก่ในกำมือแล้ว

            พี่น้องตระกูลซ่งมองภาพการถกเถียงของผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองด้วยความรู้สึกกระวนกระวายเล็กน้อย โดยเฉพาะซ่งหงเสวี่ยที่ฝ่ายหนึ่งเป็นบิดาบุญธรรม อีกฝ่ายเป็นลุงแท้ๆและยังเป็นอาจารย์ของพี่ชาย หากคนทั้งสองเกิดมีปากเสียงกันจนไม่อาจลงรอยเช่นนั้นนางควรจะทำเช่นไร

            ต่างจากองครักษ์ทั้งสี่ที่มองภาพการโต้เถียงครั้งนี้ด้วยดวงตาเฉยเมย ราวกับว่าพวกมันเคยชินมานานแล้ว ตัวพวกมันติดตามจวินเฟิงซื่อเทียนมาอย่างยาวนานย่อมรู้จักนิสัยของผู้เป็นนายเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันภาพที่จักรพรรดิมารอัคคีและมารเซี่ยที่กำลังโต้เถียงกันอยู่นี้ก็มิใช่เพิ่งเคยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

            หลังจากที่พ่นคำด่าใส่กันอีกครู่หนึ่ง ในที่สุดคนทั้งสองก็เงียบเสียงลงมองหน้ากันด้วยสายตาดุดันและไม่ยอมแพ้ จากนั้นก็อ้าปากเปล่งเสียงหัวเราะที่ทำให้ท้องพระโรงทั้งหมดต้องสั่นสะท้าน

            จวินเฟิงซื่อเทียนยกแขนเสื้อปาดน้ำตาที่หางตาซึ่งเกิดจากการหัวเราะของมันออก มารเซี่ย เจ้านี่มันไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด ตอนที่ข้ารู้ว่าเจ้าตกอยู่ในสภาพน่าสมเพชเช่นนี้เจ้าน่าจะเยือกเย็นและเติบโตขึ้นบ้าง แต่เจ้าก็ยังเป็นเด็กน้อยที่ไม่เคยยอมใครเช่นเคย

            เฮอะๆ ตาเฒ่าดื้อรั้นอย่างเจ้าก็เช่นกัน จวินเฟิงซื่อเทียน ทะเลาะกับเจ้ายังเป็นหนึ่งในเรื่องที่ทำให้ข้าสำราญใจมากที่สุดเรื่องหนึ่งจริงๆเซี่ยหยางหัวเราะ

            สองพี่น้องตระกูลซ่งต่างเผยสีหน้างุนงงออกมา พวกมันไม่อาจรับมือความเปลี่ยนแปลงกะทันหันเช่นนี้ได้ หยุนฟู่เข้าใจคนทั้งสองจึงช่วยอธิบายให้ฟัง คุณหนู คุณชายซ่ง พวกท่านมิต้องกังวลอันใด ท่านจักรพรรดิมารอัคคีและมารเซี่ยนั้นแม้จะไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นสหายสนิทแต่ในอดีตก็เคยพบเจอกันมาแล้วหลายครั้ง มีทั้งที่ต่อสู้ฆ่าฟันกันไปจนถึงร่วมมือกัน จะเรียกว่าเป็นคนคุ้นเคยก็มิผิดนัก

            ที่แท้ท่านพ่อกับท่านลุงก็รู้จักกันอยู่ก่อนแล้วซ่งหงเสวี่ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก

            ตาเฒ่า แม้จะบอกว่าแขกที่มาเยือนเป็นผู้อาวุโสของสำนักพงไพรแต่การต้อนรับเช่นนี้เจ้าไม่คิดว่ามันมากเกินไปงั้นรึ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่มีใครรู้ถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการมาเยือน คนภายนอกย่อมเพ่งเล็งไปที่ศิษย์ของข้าเป็นแน่ เจ้าต้องการฆ่าศิษย์ของข้ารึไงเซี่ยหยางเอ่ยคาดโทษ

            เฮอะ แค่นี้ก็นับว่ามากเกินไปงั้นรึ สำหรับจักรพรรดิอย่างข้าแค่เอ่ยปากคำเดียวก็รวบรวมคนนับล้านมาได้โดยง่ายแล้ว เพียงแค่การจัดงานต้อนรับเล็กๆนี้ไม่มีผู้ใดมาใส่ใจตามหาเหตุผลหรอก สำหรับคนภายนอกก็แค่มองว่าข้าให้เกียรติสำนักพงไพรเท่านั้นจวินเฟิงซื่อเทียนไม่เคยใส่ใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้

            หึ หากการกระทำสิ้นคิดของเจ้านำพาภัยอันตรายมาแก่ศิษย์ของข้า อย่าโทษข้าที่ต้องลงมือจนทำให้วังจักรพรรดิมารอัคคีอันใหญ่โตหรูหราของเจ้าถูกทำลายไปด้วยแล้วกัน

            ฮ่าๆ หากมีผู้ใดต้องการสร้างปัญหาในเขตวังจักรพรรดิมารอัคคียังต้องเหลือถึงให้เจ้าลงมือด้วยหรือไง คนของข้าย่อมจัดการทุกปัญหาได้ในพริบตาอยู่แล้วจักรพรรดิมารอัคคีหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ

            ฟังการโต้เถียงที่ดูเหมือนจะเป็นวิธีการทักทายของคนทั้งสองได้สักพักองครักษ์หยุนก็เอ่ยปากออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ท่านจักรพรรดิ พวกเราสมควรพาคุณชายซ่งไปพบกับฮูหยินเสียก่อน อาการของฮูหยินนับว่าไม่คงที่ หากปล่อยไว้นานอาจจะเกิดอันตรายได้

            เมื่อได้ยินคนเอ่ยถึงฮูหยินของตนจวินเฟิงซื่อเทียนก็เงียบปากในทันที องครักษ์อีกสามคนที่เหลือต่างประสานมือคารวะแล้วจากไปหลงเหลือเพียงคนที่มีสิทธิ์ล่วงรู้ถึงตัวตนของฮูหยินแห่งจักรพรรดิมารอัคคีเท่านั้นภายในท้องพระโรงอันกว้างใหญ่

            จวินเฟิงซื่อเทียนไม่พอใจเล็กน้อย เจ้าสามคนนี้ ข้าเคยบอกแล้วแท้ๆว่าพวกมันก็เป็นดั่งแขนขาของข้า แม้ว่าตัวตนของฮูหยินจะสมควรเก็บเป็นความลับทว่าก็มิใช่สำหรับพวกมัน

            เป็นข้าเองที่สั่งมิให้พวกมันสนใจเรื่องนี้องครักษ์หยุนเอ่ยปาก

            เอาเถอะ ตอนนี้อาการของฮูหยินสำคัญกว่า ซ่งไป่หลาง มารเซี่ย พวกเจ้าตามข้ามาก่อน

            จวินเฟิงซื่อเทียนพาซ่งไป่หลางไปยังเส้นทางลับที่ด้านหลังท้องพระโรง นี่เป็นเส้นทางที่มีเพียงไม่กี่คนในวังจักรพรรดิมารอัคคีจึงจะมีสิทธิ์รู้ ทางหนึ่งเชื่อมต่อไปยังตำหนักมารอัคคีซึ่งเป็นที่ประทับของจักรพรรดิมารอัคคีเอง อีกเส้นทางนำไปยังตำหนักลับวิมานเมฆาที่ถูกซ่อนเอาไว้ภายใต้การคุ้มครองของค่ายกลโบราณ

            ซ่งไป่หลางตรวจสอบค่ายกลบริเวณอาณาเขตของตำหนักวิมานเมฆาด้วยความตื่นตาตื่นใจ ความซับซ้อนและกลิ่นอายของมันแทบจะเทียบเคียงได้กับค่ายกลที่ถูกสร้างโดยอักขระเทวะต้นกำเนิดเลยทีเดียว นั่นหมายความว่ามันจะต้องเป็นค่ายกลที่เก่าแก่เป็นอย่างมากเป็นแน่

            ทางเดินนี้ค่อนข้างยาวและมีค่ายกลเคลื่อนย้ายติดตั้งเป็นระยะ ทำให้ไม่อาจระบุได้ว่าตำแหน่งที่แท้จริงของตำหนักวิมานเมฆานั้นตั้งอยู่ที่ใด ความลึกลับซับซ้อนระดับนี้ทำให้ซ่งไป่หลางยิ่งรู้สึกสนใจเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของฮูหยินแห่งจักรพรรดิมารอัคคีผู้นี้

            ท่านพ่อ อาการของท่านแม่เป็นเช่นใด อาการทรุดลงอีกอย่างนั้นหรือซ่งหงเสวี่ยเอ่ยปากถามด้วยความกังวล จากคำพูดของหยุนฟู่หรือว่าอาการของนางจะทรุดลงหนักยิ่งกว่าเก่า

            เจ้าวางใจเถอะ แม้ว่าจะไม่นับว่าสบายดีแต่อาการของนางก็ยังอยู่ในระดับที่ประคองตัวไหว เพียงแต่หากยื้อเวลานานเกินไปอาจจะทำให้อาการของนางอยู่ในจุดที่ไม่อาจเยียวยาได้อีก นี่คือสิ่งที่ข้ากังวลมากที่สุดจวินเฟิงซื่อเทียนตอบกลับ

            ตาเฒ่า แม้ว่าเจ้าจะทะนุถนอมและห่วงใยฮูหยินของเจ้ามากเพียงใดแต่มันจำเป็นด้วยหรือที่จะต้องปกปิดตัวตนของนางเอาไว้ถึงเพียงนี้ กระทั่งสร้างตำหนักลับที่ผู้คนไม่อาจเข้าถึงขึ้นมาเซี่ยหยางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกมา

            เจ้าจะเข้าใจทุกอย่างเองเมื่อพบกับนางจวินเฟิงซื่อเทียนตอบอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก

            เซี่ยหยางเลิกคิ้วเล็กน้อย จนกระทั่งเมื่อพวกมันก้าวเดินมาจนถึงสุดปลายทางของเส้นทางลับ ภาพทิวทัศน์อันงดงามเบื้องหน้าก็ทำให้ซ่งไป่หลางต้องตกตะลึงในทันที

            แม้ว่าดินแดนราชันย์จะยิ่งใหญ่และวังจักรพรรดิมารอัคคีจะเป็นสถานที่ที่โอ่อ่าอลังการทว่ามันก็เป็นเพียงความงดงามเชิงวัตถุเท่านั้น แต่ตำหนักวิมานเมฆานี้กลับมีทิวทัศน์ที่งดงามอย่างมาก ถูกห้อมล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงามราวกับว่ากำลังอยู่ในสรวงสวรรค์

            เซี่ยหยางสูดลมหายใจเข้าลึก หลังจากเห็นภาพเบื้องหน้ามันก็พลันเอ่ยออกมาคำหนึ่ง เช่นนี้เอง เพราะเหตุนี้เจ้าไม่สิ เพราะเหตุนี้วังจักรพรรดิมารอัคคีจึงต้องเก็บตัวตนของนางเอาไว้เป็นความลับที่ลึกที่สุด เพราะเหตุนี้เช่นกันเจ้าจึงไม่สามารถมีบุตรแท้ๆของตัวเองและรับหงเสวี่ยเป็นบุตรสาวบุญธรรม และเพราะเหตุนี้เองนางจึงต้องตกอยู่ในอาการป่วยที่แปลกประหลาด ยังเพราะเหตุนี้เช่นกันที่เจ้าและหงเสวี่ยเชื่อว่าศิษย์ของข้าจะสามารถช่วยเหลือนางได้

            สมกับเป็นเจ้าจริงๆ เพียงแค่เห็นทิวทัศน์เบื้องหน้าตำหนักก็คาดเดาได้แล้วจวินเฟิงซื่อเทียนถอนหายใจเบาๆ ใบหน้าที่เคยเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกเชื่อมั่นและห้าวหาญเวลานี้กลับแลดูแก่ชราลงหลายส่วนทั้งยังเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดบางประการ

            อาจารย์ ท่านรู้จักตัวตนของนางงั้นหรือซ่งไป่หลางเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ เหตุใดอาจารย์ของมันจึงสามารถระบุเรื่องราวต่างๆได้ทันทีที่มองเห็นทิวทัศน์นี้กัน

            ไป่หลาง เจ้าเองก่อนหน้านี้ก็คิดเช่นกันใช่หรือไม่ว่าทิวทัศน์เบื้องหน้านี้ช่างคล้ายกับสรวงสวรรค์ยิ่งนักเซี่ยหยางเอ่ยถาม

            ซ่งไป่หลางพยักหน้า เมื่อมันย้อนนึกก็พลันตระหนักได้ถึงความจริงที่น่าตกตะลึงบางอย่าง สถานที่นี้สวยงามดั่งสรวงสวรรค์ หรือว่าอาจารย์จะหมายความว่ามันคือทิวทัศน์ของดินแดนสวรรค์ สถานที่ตั้งของตระกูลศักดิ์สิทธิ์

            เจ้าคาดเดาได้ถูกต้องแล้ว สถานที่ที่สวยงามถึงเพียงนี้ กวาดตาทั่วทั้งโลกมีเพียงดินแดนสวรรค์เท่านั้นจึงจะมีภาพบรรยากาศเช่นนี้ดำรงอยู่ แม้ว่าตำหนักวิมานเมฆานี้จะมิได้ตั้งอยู่ในดินแดนสวรรค์ แต่ข้าเชื่อว่ามันจะต้องจำลองมาจากทิวทัศน์ในดินแดนสวรรค์เป็นแน่

            นั่นหมายความว่าฮูหยินของจักรพรรดิมารอัคคีคือคนของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ซ่งไป่หลางตกตะลึงทันที

            เจ้าเองก็เคยได้ยินชื่อของนางมาแล้วเช่นกัน ทีแรกข้าก็สงสัยอยู่แล้วว่าเหตุใดหงเสวี่ยจึงมั่นใจนักว่าเจ้าจะสามารถช่วยเหลือนางได้ แต่หลังจากรู้ว่านางมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์ ทุกสิ่งก็สมเหตุสมผลแล้วเซี่ยหยางถอนหายใจ มันยอมรับว่าเรื่องนี้ทำให้มันตกตะลึงได้ไม่น้อยเช่นกัน

            หรือว่าท่านต้องการให้ข้าใช้รากฐานศักดิ์สิทธิ์ของข้าเพื่อช่วยเหลือนาง อย่างไรก็ตามข้าไม่คิดว่ารากฐานศักดิ์สิทธิ์ที่อ่อนแอของข้าจะช่วยเหลืออันใดได้ หากให้ข้าหลอมโอสถยังมีโอกาสที่จะช่วยเหลือได้มากกว่าซ่งไป่หลางรู้สึกไม่มั่นใจนัก

             มิใช่รากฐานศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่เจ้าจะต้องใช้เพื่อช่วยเหลือนางก็คือวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ต่างหากเซี่ยหยางตอบกลับ อย่างที่ข้าบอกว่าเจ้าเองก็เคยได้ยินชื่อนางมาก่อนแล้ว ยังจำตอนที่เจ้าสำนักสระทิพย์ใช้วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ออกมาได้หรือไม่

            หรือว่านางก็คือเซียนหญิงเฉินจือหยาซ่งไป่หลางอุทานด้วยความตกตะลึง

            มารเซี่ย ความเฉลียวฉลาดของท่านนั้นคู่ควรกับชื่อเสียงของท่านยิ่งนัก มิสงสัยเลยว่าเหตุใดท่านเพียงผู้เดียวกลับทำให้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่นั้นต้องระส่ำระส่ายและสูญเสียอย่างใหญ่หลวงถึงเพียงนี้เสียงอ่อนหวานและนุ่มนวลของสตรีดังขึ้นมา ท่ามกลางสวนที่งดงามราวกับสรวงสวรรค์ ร่างอันงดงามของสตรีผู้หนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้น นางสวมชุดสีฟ้าอ่อนรูปร่างอรชรงดงาม ใบหน้าราวกับนางเซียนจากสวรรค์ที่จุติลงบนโลกมนุษย์ รอยยิ้มของนางนั้นราวกับสายน้ำที่ช่วยปลอบประโลมหัวใจของผู้คน

            น่าเสียดายที่ความงดงามของนางถูกบดบังไปบางส่วนเนื่องจากสีหน้าที่ซีดเซียวและท่าทางที่ดูอ่อนแรงเล็กน้อย

            ทันทีที่พบกับนางซ่งไป่หลางก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงกลิ่นอายของวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ นี่เป็นครั้งแรกที่มันมีโอกาสพบเจอกับคนจากตระกูลศักดิ์สิทธิ์โดยตรงเช่นนี้

            เจ้าคงเป็นพี่ชายของเสวี่ยเอ๋อเฉินจือหยามองที่ซ่งไป่หลาง ดวงตาทอประกายชื่นชมสามส่วนและความรู้สึกผิดที่ขมขื่นอีกเจ็ดส่วน

            ซ่งไป่หลางประหลาดใจเล็กน้อย เหตุใดนางจึงมองมันด้วยสายตาเช่นนี้ มันรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าเฉินจือหยาถูกความรู้สึกผิดนี้ทำให้จิตใจของนางสับสนวุ่นวายและยังส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของนางอีกด้วย

            ท่านพี่ ท่านแม่รู้สึกผิดต่อตระกูลซ่งของพวกเราเพราะตระกูลศักดิ์สิทธิ์เป็นผู้ที่ทำให้พวกเราต้องสูญเสียบิดามารดาที่แท้จริงไปซ่งหงเสวี่ยรู้ถึงความคิดของมารดาบุญธรรม นางถอนหายใจออกมาเบาๆ เฉินจือหยาอ่อนโยนจนเกินไป แม้ว่าการกระทำของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ที่ส่งผลร้ายต่อตระกูลซ่งจะมิได้เกี่ยวข้องกับนาง แต่ในฐานะที่นางเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลเช่นกัน การที่ตระกูลของนางได้ทำลายครอบครัวของบุตรสาวบุญธรรมทำให้นางรู้สึกผิดตลอดเวลาที่ผ่านมา และนั่นก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่นางทุ่มเทดูแลบุตรสาวบุญธรรมอย่างเต็มที่เพื่อชดเชยความผิดของตระกูล

            เซียนเฉินจือหยา ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ได้สังหารบิดาของข้าและทำให้ข้าและน้องสาวต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า ทว่านั่นมิได้เกี่ยวข้องอันใดกับท่าน ตามที่ท่านอาจารย์เล่าให้ข้าฟัง ท่านได้ถอนตัวจากตระกูลศักดิ์สิทธิ์ไปนานแล้ว ดังนั้นในสายตาข้าท่านเป็นมารดาบุญธรรมของน้องสาว มิใช่ศัตรูจากตระกูลศักดิ์สิทธิ์ซ่งไป่หลางเอ่ยออกมา มันรู้ถึงความผูกพันระหว่างน้องสาวและเฉินจือหยา ดังนั้นจึงไม่อาจปล่อยให้นางต้องตกอยู่ในความทุกข์เช่นนี้

            เฉินจือหยายิ้มอย่างขมขื่น ความผิดของตระกูลจะบอกว่าไม่เกี่ยวกับข้าได้ยังไง เอาเถอะ ข้ารู้ว่าเจ้าเอ่ยเช่นนี้ก็เพื่อน้องสาวของเจ้าเอง สำหรับบาปที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ได้ก่อขึ้น ข้าเต็มใจที่จะรับผิดชอบมันในส่วนที่ตัวข้าทำได้ ทว่าในเรื่องอื่นๆล้วนไม่เกี่ยวข้องอันใดกับข้า แค่กๆ

            เฉินจือหยายกมือขึ้นปิดปากและไอออกมาสองถึงสามครั้ง สีหน้าของนางยิ่งซีดเซียวลงทำให้จวินเฟิงซื่อเทียนร้อนใจทันที

            จือหยา เจ้าไม่ควรออกมาด้านนอกตำหนัก กลับเข้าไปที่ตำหนักก่อนเถอะ อากาศภายนอกนั้นไม่ดีต่อร่างกายของเจ้า

            เฉินจือหยาส่ายหน้าช้าๆ ซื่อเทียน ท่านก็รู้ว่าข้ามิใช่บุปผาอ่อนแอที่จะถูกทำลายด้วยสายลมเล็กๆเช่นนั้น ให้ข้าพักสักสองสามวันอาการก็จะกลับมาดียิ่งขึ้นเอง เวลานี้ลูกสาวของพวกเราเพิ่งจะกลับมาข้าจึงต้องการออกมาต้อนรับนาง แค่กๆ

            อาการของเจ้าไม่ดีนัก เข้าไปที่ตำหนักก่อนเถอะ ลองดูกันว่าพวกเราจะช่วยเจ้าได้หรือไม่เซี่ยหยางถอนหายใจ แม้นี่จะเป็นครั้งแรกที่มันได้พบเฉินจือหยาแต่มันก็ไม่ได้มีความรู้สึกที่เป็นปรปักษ์ต่อนางเหมือนกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์คนอื่นๆ ในทางตรงกันข้ามเซี่ยหยางรู้สึกเสียดายเล็กน้อย หากมันได้พบกับนางในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ เฉินจือหยาอาจจะช่วยให้มันมีข้อมูลและหาวิธีรับมือกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์ได้มากกว่านี้ และชะตากรรมของมันก็อาจจะไม่ต้องจบในสภาพนี้ก็เป็นได้

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 85 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

386 ความคิดเห็น