God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 152 : ตอนที่ 144 วังจักรพรรดิมารอัคคี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,282
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 76 ครั้ง
    19 ก.ย. 63

                ในดินแดนราชันย์อันกว้างใหญ่ไพศาลนั้นยังมีพื้นที่หนึ่งที่มีลักษณะคล้ายรูของปล่องภูเขาไฟ มันถูกโอบล้อมด้วยแนวเทือกเขาจากทุกทิศทางและมีขนาดใหญ่ยิ่งกว่าพื้นที่ทั้งหมดของป่าห้าฤดูกาลเสียอีก ในพื้นที่ขนาดใหญ่นั้นทั้งหมดล้วนเต็มไปด้วยบ้านเรือนสำหรับพักอาศัยและอาคารร้านค้าจำนวนมากมาย ประชากรที่อาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนี้นับรวมกันแล้วยังมากกว่าสิบล้านคนเสียอีก

            สถานที่แห่งนี้ถูกรู้จักในนามหุบเขาจักรพรรดิมารอัคคี และที่ใจกลางของหุบเขานี้ก็คืออาณาเขตของวังจักรพรรดิมารอัคคีที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ยิ่งกว่าสำนักพงไพรทั้งหมด

            อาคารที่ใหญ่โตที่สุดในวังจักรพรรดิมารอัคคีย่อมต้องเป็นท้องพระโรงจักรพรรดิมารอัคคีที่ใช้สำหรับให้ตัวจักรพรรดิมารอัคคีผู้ยิ่งใหญ่สั่งการผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของมันและต้อนรับแขกพิเศษคนต่างๆ ตัวท้องพระโรงนั้นจุคนได้มากกว่าหนึ่งพันคนและมีลานด้านหน้าอันยิ่งใหญ่ที่จุคนได้มากกว่าหนึ่งล้านคน ที่สุดปลายทางของท้องพระโรงคือบัลลังก์เพลิงมารที่เป็นที่ประทับของจักรพรรดิมารอัคคีเอง

            วันนี้เพื่อต้อนรับการมาเยือนของแขกพิเศษจากสำนักพงไพรดินแดนเทพพฤกษาและยังเป็นการต้อนรับการกลับมาของบุตรสาวบุญธรรมสุดที่รัก จักรพรรดิมารอัคคีจวินเฟิงซื่อเทียนถึงกับเกณฑ์ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่มิได้ถูกส่งออกไปทำงานภายนอกทั้งหมดมารวมตัวกันแล้วจัดเตรียมการต้อนรับในท้องพระโรงอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งหมดนี้แน่นอนว่าย่อมเป็นเพราะความรักและความเอ็นดูที่มันมีให้ต่อบุตรสาวบุญธรรม

            ในครั้งแรกที่มันได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับซ่งไป่หลาง จวินเฟิงซื่อเทียนนั้นมองชายผู้นี้ในแง่ลบอยู่มาก มันถึงกับกังวลว่าพี่ชายที่ไร้หัวนอนปลายเท้าของบุตรสาวจะอาศัยอำนาจบารมีของผู้เป็นน้องสาวเพื่อแก้ไขโชคชะตาที่เลวร้ายของมันและใช้ฐานะของบุตรสาวของมันไต่เต้าขึ้นมาอย่างทะเยอทะยาน

            นึกไม่ถึงว่าความกังวลของมันจะไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง นับตั้งแต่ตอนที่บุตรสาวบุญธรรมของมันขออนุญาตเพื่อเดินทางไปยังดินแดนที่ต่ำต้อยแห่งหนึ่งเพื่อไปพาตัวพี่ชายของนางมาที่วังจักรพรรดิมารอัคคี แต่เจ้าหนูผู้นี้กลับปฏิเสธนางและเลือกที่จะเดินไปในเส้นทางของตนเอง จนกระทั่งสามารถสร้างชื่อเสียงได้สำเร็จในดินแดนเทพพฤกษา

            แตกต่างจากกลุ่มของซ่งหงเสวี่ย ข่าวลือที่ว่าศิษย์ยอดพฤกษาคนใหม่ของสำนักพงไพรได้เปิดเผยพรสวรรค์ของมันในการหลอมโอสถคุณภาพระดับห้าทั้งหมดและทะยานจากผู้ปรุงโอสถระดับทองแดงขั้นหนึ่งไปยังขั้นสิบภายในหนึ่งเดือนได้ทำให้ดินแดนต่างๆสั่นสะเทือนไปทั้งหมดแล้ว จวินเฟิงซื่อเทียนเป็นถึงผู้ปกครองวังจักรพรรดิมารอัคคีทั้งยังจับตามองสำนักพงไพรอยู่เป็นพิเศษ มันจะพลาดข่าวเหล่านี้ไปได้อย่างไร

            ยังมีรายงานที่ถูกส่งมาจากโฮ่วเฟิงเมื่อวันก่อนที่กล่าวถึงทรัพย์สินอันน่าประทับใจที่ซ่งไป่หลางได้รับมาจากหอประมูลและยังมอบมันให้แก่น้องสาวโดยไม่ลังเล รวมถึงการที่มันทุ่มเทเพื่อช่วยให้บุตรสาวบุญธรรมของมันพ้นจากความเจ็บปวดทรมาน เรื่องทั้งหมดที่มันได้รับรู้มาทำให้จวินเฟิงซื่อเทียนยอมรับในตัวของชายคนนี้แล้ว มันยอมรับว่าซ่งไป่หลางคู่ควรที่จะเป็นพี่ชายของบุตรสาวของมัน

            ยังมีเรื่องสำคัญอีกประการคือการเชิญซ่งไป่หลางมาในครานี้เป็นแผนการของบุตรสาวของมันเอง นางยืนยันอย่างหนักแน่นว่าซ่งไป่หลางน่าจะสามารถช่วยรักษาอาการป่วยของฮูหยินของมันได้ นี่เป็นปัญหาที่ทำให้จวินเฟิงซื่อเทียนผู้ยิ่งใหญ่กินไม่ได้นอนไม่หลับมาระยะหนึ่งแล้ว หากซ่งไป่หลางสามารถรักษาฮูหยินของมันได้จริง เช่นนั้นอย่าว่าแต่ยอมรับมันในฐานะพี่ชายของบุตรสาวเลย จวินเฟิงซื่อเทียนจะถือว่าซ่งไป่หลางเป็นผู้มีบุญคุณต่อวังจักรพรรดิมารอัคคีทั้งหมดโดยไม่ลังเล

            นั่นก็เพราะสำหรับจวินเฟิงซื่อเทียนผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของมันมิใช่อำนาจอันล้นฟ้าแต่เป็นฮูหยินของมันและบุตรสาวบุญธรรมต่างหาก

            เมื่อเห็นว่าผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งหมดได้ปรากฏตัวขึ้นและจัดแถวเรียงพร้อมอย่างเป็นระเบียบ เตรียมต้อนรับการมาถึงของแขกจากดินแดนเทพพฤกษาได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยจวินเฟิงซื่อเทียนก็เผยสีหน้าพึงพอใจออกมา

            ตรงข้ามกับจวินเฟิงซื่อเทียน เมื่อได้เห็นการตั้งแถวขบวนตั้งรับของกองกำลังยอดฝีมือที่ลากแถวยาวออกไปจนถึงด้านหน้าทางเข้าหุบเขาสีหน้าของซ่งหงเสวี่ยก็ดำมืดลงทันที นางรู้สึกร้อนวูบที่ใบหน้าเล็กน้อย รู้อยู่แก่ใจว่านิสัยของบิดาบุญธรรมเป็นเช่นไร นางไม่น่าประมาทเกินไปเลยจริงๆ นางไม่ควรให้บิดาบุญธรรมรู้เวลาที่นางจะกลับมาอย่างแม่นยำเช่นนี้

            นางได้พูดกับบิดาบุญธรรมไปหลายครั้งแล้วว่าให้มันเลิกใช้วิธีเช่นนี้ในการต้อนรับการกลับมาของนาง ที่ผ่านมาเพียงแค่จัดงานต้อนรับจนท้องพระโรงแทบแตกก็ทำให้นางอับอายพอแล้ว ครั้งนี้ถึงกับจัดแถวเตรียมพร้อมต้อนรับยาวไปจนถึงด้านหน้าทางเข้าหุบเขา ในท้องพระโรงจะมีสภาพเป็นเช่นใดนางไม่กล้าคิดเลยจริงๆ

            นางอดไม่ได้ที่จะเหลือบสายตาไปทางพี่ชายของนาง เดิมทีนางกังวลว่าซ่งไป่หลางจะเกิดความรู้สึกประหม่าขึ้นอย่างไรก็ตามนางเห็นเพียงสายตาที่นิ่งสงบเท่านั้น แม้จะอยู่ในรูปลักษณ์ของผู้อาวุโสฟู่แต่บรรยากาศที่สงบนิ่งและเยือกเย็นนั้นเป็นสิ่งที่ออกมาจากตัวตนภายในอย่างแน่นอน ซ่งหงเสวี่ยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่งกับพี่ชายของนาง

            เมื่อเปลี่ยนเป็นนางเอง ครั้งแรกที่ได้มีโอกาสเข้าสู่ท้องพระโรงของวังจักรพรรดิมารอัคคี นางทั้งประหม่าและกระสับกระส่าย ยังดีที่มีท่านอาเจียงคอยช่วยปลอบและให้กำลังใจจึงทำให้นางสามารถรักษาความเยือกเย็นและบุคลิกภาพดั้งเดิมเอาไว้ได้

            ซ่งไป่หลางยิ้มมุมปากน้อยๆเมื่อเห็นภาพของการต้อนรับอันยิ่งใหญ่อลังการนี้ มิใช่ความภาคภูมิใจทว่าเป็นความรู้สึกโล่งอกเนื่องจากภาพตรงหน้าได้แสดงให้เห็นว่าจักรพรรดิมารอัคคีรักบุตรสาวบุญธรรมของมันมากเพียงใด แม้ที่ผ่านมาจากคำพูดบอกเล่าของซ่งหงเสวี่ยจะทำให้มันค่อนข้างรู้สึกเชื่อมั่นทว่าในฐานะของพี่ชายคนหนึ่งมันย่อมมีความกังวลอยู่ลึกๆ การได้เห็นภาพนี้ก็ช่วยให้มันผ่อนคลายขึ้นได้มาก มันไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของน้องสาวในดินแดนราชันย์อีกแล้ว

            แม้จะก้าวเดินเข้าสู่ท้องพระโรงแล้วแต่ซ่งไป่หลางก็ยังคงไม่หวั่นไหวกับภาพอันอลังการของท้องพระโรงแห่งวังจักรพรรดิมารอัคคี ไม่สั่นกลัวต่อพลังอำนาจของยอดฝีมือจำนวนมากที่ยืนเรียงรายกันอยู่ในที่แห่งนี้ กระทั่งร่างของจักรพรรดิมารอัคคีที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เพลิงมารมันก็ยังกล้าที่จะจ้องมองตรงไปและสบตากับจักรพรรดิมารอัคคีโดยไม่หลบสายตา

            ความรู้สึกชื่นชมของจวินเฟิงซื่อเทียนเพิ่มพูนขึ้น แม้จะรู้สึกติดขัดไปบ้างที่มองเห็นพี่ชายของบุตรสาวบุญธรรมอยู่ในรูปลักษณ์ของผู้ที่แก่ชราอย่างผู้อาวุโสฟู่แต่มันก็ยังตระหนักได้ว่าแท้จริงแล้วภายใต้หน้ากากที่เหี่ยวชรานั้นยังคงเป็นชายหนุ่มอายุไม่เกินยี่สิบปีผู้หนึ่งเทียบเท่ากับบุตรสาวของมัน

            สามารถมีบุคลิกภาพที่สงบเยือกเย็นเช่นนี้ต่อหน้าท้องพระโรงของวังจักรพรรดิมารอัคคีได้ด้วยวัยเพียงเท่านี้ หาได้ไม่มากจริงๆ

            ต่อให้เป็นเหล่ายอดอัจฉริยะที่วังจักรพรรดิมารอัคคีชุบเลี้ยงขึ้นมาเองกับมือ พวกมันก็ยังมีท่าทีประหม่าเสมอเมื่อต้องมาอยู่ต่อหน้าบัลลังก์เพลิงมาร ยิ่งหากเป็นช่วงเวลาที่ขุนนางทั้งหมดปรากฏตัวขึ้นเช่นนี้ต่อให้เป็นยอดฝีมืออันดับต้นๆในบรรดาอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของวังจักรพรรดิมารอัคคีก็ยังไม่สามารถแสดงท่าทีสงบนิ่งเช่นนี้ได้

            ท่านจักรพรรดิมารอัคคีโฮ่วเฟิงและหลี่เม่ยเม่ยประสานมือน้อมกายคารวะต่อจวินเฟิงซื่อเทียนอย่างนอบน้อม แววตาปรากฏความเคารพถึงขีดสุด

            ขณะเดียวกันซ่งหงเสวี่ยได้ตัดความรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยที่นางมีทิ้งออกไป ใบหน้าหลงเหลือเพียงรอยยิ้มที่งดงามและอบอุ่น นางประสานมือคารวะอย่างอ่อนช้อย ท่านพ่อ

            เวลานี้ทุกสายตาล้วนจับต้องมาที่ผู้อาวุโสแปลกหน้าที่ยืนอยู่ข้างกายซ่งหงเสวี่ย ยอดฝีมือหลายคนในท้องพระโรงนั้นล้วนทราบว่าบุตรสาวบุญธรรมของจักรพรรดิเพลิงอัคคีและองครักษ์ทั้งสองได้เดินทางไปยังสำนักพงไพรแห่งดินแดนเทพพฤกษาเพื่อทำภารกิจบางอย่าง ดูท่านี่คงเป็นแขกพิเศษจากสำนักพงไพรกระมัง

            ซ่งไป่หลางรู้สึกโชคดีเล็กน้อยที่มันมิได้ให้เทียนอี้ร่วมขบวนเดินทางมาด้วยแต่สั่งให้มันล่วงหน้าเข้าสู่หุบเขามิเช่นนั้นด้วยสายตาของยอดฝีมือจำนวนมากขนาดนี้คงทำให้มันกัดลิ้นตายด้วยความตกใจไปแล้ว

            แม้ว่าเทียนอี้จะเป็นราชันยุทธ์ผู้หนึ่งซึ่งถือว่ามีระดับพลังที่ค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับยอดฝีมือทั้งหมดที่อยู่ที่นี่ ระดับของเทียนอี้ก็นับได้ว่าอยู่ในขั้นต่ำสุดเท่านั้น

            ฟู่หยงหรุนแห่งสำนักพงไพร คารวะจักรพรรดิมารอัคคีจวินเฟิงซื่อเทียนซ่งไป่หลางดัดเสียงให้คล้ายชายชรา

            ผู้อาวุโสฟู่ ข้าจวินเฟิงซื่อเทียนขอต้อนรับท่านเข้าสู่วังจักรพรรดิมารอัคคีของข้าจวินเฟิงซื่อเทียนย่อมรู้ถึงสถานการณ์ต่างๆดี โฮ่วเฟิงได้รายงานมันเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าซ่งไป่หลางได้เดินทางมาโดยใช้ฐานะของผู้อาวุโสฟู่แห่งสำนักพงไพร แม้ว่าจะรู้สึกประหลาดเล็กน้อยแต่จวินเฟิงซื่อเทียนนั้นเป็นถึงผู้ยิ่งใหญ่แห่งดินแดนราชันย์ ประสบการณ์และบุคลิกภาพของมันย่อมไม่สั่นไหวเพียงเพราะความรู้สึกประหลาดแค่นี้เป็นแน่

            จวินเฟิงซื่อเทียนหันมากล่าวต่อบุตรสาวบุญธรรม เสวี่ยเอ๋อ องครักษ์โฮ่ว องครักษ์หลี่ ขอบใจพวกเจ้ามากที่ลำบากไปทำภารกิจที่ดินแดนเทพพฤกษา หลังจากนี้ยี่สิบวันจะถึงช่วงเวลาของการสอบชิงตำแหน่งอ๋องมารแล้ว ข้าให้พวกเจ้าพักผ่อนได้อย่างเต็มที่จนกว่าจะถึงวันจัดสอบ

            การสอบชิงตำแหน่งอ๋องมาร ซ่งไป่หลางลอบประหลาดใจเล็กน้อย ดูเหมือนว่ากำลังจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นในวังจักรพรรดิมารอัคคี

            เดิมทีมันมิได้ใส่ใจเรื่องนี้นักเพียงแต่กำลังครุ่นคิดว่าอาการป่วยของนายหญิงแห่งวังจักรพรรดิมารอัคคีนั้นเป็นอาการเช่นใด เหตุใดซ่งหงเสวี่ยจึงเชื่อมั่นว่ามันน่าจะสามารถช่วยเหลือนางได้สำเร็จ อีกทั้งตัวตนของนางยังลึกลับอย่างมากแม้แต่คนของวังจักรพรรดิมารอัคคีก็ยังมีเพียงไม่กี่คนที่รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของนาง

            อย่างไรก็ตามเมื่อมันบังเอิญเหลือบไปเห็นแววตาที่แฝงความกังวลของผู้เป็นน้องสาว ซ่งไป่หลางก็ยิ่งเกิดความรู้สึกสนใจมากขึ้น สิ่งใดคือการสอบชิงตำแหน่งอ๋องมาร แล้วเหตุใดซ่งหงเสวี่ยจึงได้แสดงท่าทีเป็นกังวลเช่นนี้

            ผู้อาวุโสฟู่ วังจักรพรรดิมารอัคคีของข้ากำลังจะมีการจัดสอบชิงตำแหน่งอ๋องมารในยี่สิบวันข้างหน้า เนื่องจากพวกเราเชิญท่านเป็นแขกดังนั้นข้าจึงขอใช้โอกาสนี้ชวนให้ท่านเข้าร่วมรับชมการทดสอบครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

            ซ่งไป่หลางครุ่นคิดเล็กน้อย ข้ารู้สึกเป็นเกียรติยิ่งนัก ทว่าที่ผ่านมาข้ามักจะเก็บตนและชื่นชอบความเงียบสงบ แม้ข้าจะไม่รู้ถึงรายละเอียดของการสอบชิงตำแหน่งอ๋อง แต่มันคงมิใช่เพียงแค่การสอบเล็กๆเป็นแน่ ดังนั้น...

            จวินเฟิงซื่อเทียนเข้าใจเจตนาของซ่งไป่หลางทันที มันไม่ต้องการให้ตัวตนของผู้อาวุโสฟู่แห่งสำนักพงไพรถูกนำออกมาใช้ในสถานการณ์นั้น นี่นับว่าสมเหตุสมผลเช่นกัน อย่างไรเสียซ่งไป่หลางก็มิใช่ผู้อาวุโสฟู่ และผู้อาวุโสฟู่ก็มีตัวตนอยู่จริง พวกที่มีอายุยืนยาวและมีความสัมพันธ์กับสำนักพงไพร มีบางคนที่เคยพบเจอและพูดคุยกับมันมาก่อน หากซ่งไป่หลางใช้ตัวตนของผู้อาวุโสฟู่เยอะเกินไป การแสดงนี้ย่อมต้องถูกเปิดโปงในไม่ช้า

            โอ้ เช่นนั้นข้าจะจัดให้ท่านได้พักผ่อนในตำหนักเพลิงเมฆา ที่นั่นเป็นตำหนักที่เงียบสงบและอยู่ในพื้นที่ดูแลขององครักษ์หยุน รับรองได้ว่าปลอดภัยและจะไม่มีผู้ใดรบกวนท่านเป็นแน่จวินเฟิงซื่อเทียนตัดสินใจเช่นนี้

            ชื่อขององครักษ์หยุน ซ่งไป่หลางเคยได้ยินน้องสาวกล่าวถึงมาก่อนแล้ว หยุนฟู่เป็นองครักษ์ที่แข็งแกร่งอันดับหนึ่งของวังจักรพรรดิมารอัคคี และนอกจากซ่งหงเสวี่ยแล้วคนที่รู้ตัวตนของฮูหยินจักรพรรดิมารอัคคีก็คือหยุนฟู่ผู้นี้เอง

            ดวงตาของซ่งไป่หลางกวาดมองไปด้านข้างจักรพรรดิมารอัคคี เห็นคนสองคนยืนอยู่ข้างบัลลังก์เพลิงมาร คนหนึ่งเป็นหญิงสาวที่มีเสน่ห์ไม่แพ้หลี่เม่ยเม่ยแต่กลับมีบุคลิกเย็นชาราวน้ำแข็ง สวมชุดรัดรูปสีดำดูคล่องแคล่วปราดเปรียว ดูแล้วก็รู้ทันทีว่าเป็นองครักษ์โฮ่วหลาน น้องสาวแท้ๆของโฮ่วเฟิง บุคลิกของคนทั้งสองนั้นคล้ายคลึงกันแต่โฮ่วหลานนั้นดูเย็นชายิ่งกว่า ราวกับว่านางไม่เคยเผยรอยยิ้มมาก่อนในชีวิต

            อีกคนหนึ่งเป็นชายที่สวมชุดสีขาวปลอดโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาเผยรอยยิ้มนุ่มนวลอบอุ่นตลอดเวลา น่าเสียดายที่บริเวณหน้าผากของมันมีปานสีแดงอ่อนพาดผ่านมิเช่นนั้นก็นับว่าเป็นชายที่สมบูรณ์แบบผู้หนึ่งเลยทีเดียว

            เมื่อเห็นชายผู้นั้นซ่งไป่หลางก็ลอบตกตะลึงเล็กน้อย นี่คือองครักษ์หยุน หยุนฟู่มิผิดแน่นอน แต่ความรู้สึกที่มันได้รับจากชายผู้นี้กลับแตกต่างจากองครักษ์อีกสามคนยิ่งนัก อันที่จริงแล้วชายผู้นี้ให้บรรยากาศที่คล้ายคลึงกับจวินเฟิงซื่อเทียนเลยทีเดียว

            นับว่าประสาทสัมผัสของเจ้าไม่เลวจริงๆ   ผู้ที่มีพลังด้อยกว่าย่อมยากที่จะระบุความแข็งแกร่งที่แท้จริงของผู้ที่เหนือกว่าได้ ทว่าเจ้ายังรับรู้ถึงความแตกต่างเล็กๆน้อยๆได้ชัดเจนนัก องครักษ์ทั้งสามคนนั้นเป็นผู้มีพลังระดับอนุเซียนขั้นสูงสุด ความแข็งแกร่งแตกต่างกันไม่มากนัก แต่หยุนฟู่ผู้นี้ ดูเหมือนว่าข้าจะพลาดข่าวสำคัญเกี่ยวกับมันไปเล็กน้อยช่วงหลายปีที่ผ่านมา เฮอะๆ นึกไม่ถึงมันจะทะลวงผ่านกลายเป็นขั้นเซียนสวรรค์ได้สำเร็จแล้วเสียงของเซี่ยหยางนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกชื่นชม

            ซ่งไป่หลางรับฟังด้วยความตกตะลึง ที่แท้หยุนฟู่ผู้นี้ก็ได้ข้ามขอบเขตของระดับชั้นอนุเซียนไปแล้ว เช่นนั้นหมายความว่ามันมีระดับเทียบเท่ากับจักรพรรดิมารอัคคีแล้วงั้นหรือ

            อย่าได้คิดเพ้อเจ้อไป เจ้าคิดว่าเหตุใดจักรพรรดิมารอัคคีจึงถูกเรียกว่าจักรพรรดิกัน แม้แต่ขอบเขตของระดับชั้นเซียนสวรรค์ก็ยังมีการแบ่งระดับย่อยออกเป็นห้าขั้น จักรพรรดิมารอัคคีมีพลังระดับเซียนสวรรค์ขั้นสี่ ในระดับขั้นนั้นจะถูกเรียกขานว่าจักรพรรดิเซียน ดังนั้นการนำจักรพรรดิมาใช้ระบุตำแหน่งของมันจึงแตกต่างจากจักรพรรดิอสรพิษมารที่เจ้าเคยพบอย่างสิ้นเชิง เจ้านั่นเป็นแค่จักรพรรดิฟ้า แต่นี่คือจักรพรรดิเซียน ระดับพลังแตกต่างกันอย่างสุดขั้วเซี่ยหยางอธิบายอย่างเยือกเย็น

            พลังระดับเซียนสวรรค์ขั้นสี่ ซ่งไป่หลางสูดลมหายใจอย่างเย็นเยือก ผู้ที่มีพลังถึงขั้นนั้นจะแข็งแกร่งเพียงใดซ่งไป่หลางไม่อาจจินตนาการได้เลยจริงๆ

            เมื่อนึกถึงระดับพลังเพียงขั้นรวมวิญญาณของตนเอง ซ่งไป่หลางก็อดไม่ได้ที่จะลอบถอนหายใจ ต้องใช้เวลาเพียงใดมันจึงจะก้าวขึ้นไปอยู่ในระดับนั้นได้

            เซี่ยหยางพลันกล่าวปลอบโยนออกมา เจ้าไม่จำเป็นต้องรีบร้อน เจ้าคิดว่าจักรพรรดิมารอัคคีใช้เวลากี่ร้อยปีกว่าจะก้าวมาจนถึงจุดนี้ได้ เฮอะๆ ตัวเจ้ายังมีอายุไม่ถึงหนึ่งในสิบของมัน เอ่ยตามตรงความเร็วในการพัฒนาของเจ้านั้นมากพอที่จะทำให้ผู้คนต้องแหงนหน้ามองแล้ว ขอเพียงรักษาระดับความเร็วนี้เอาไว้ได้ ในอนาคตระดับพลังของเจ้าย่อมก้าวล้ำหน้าจักรพรรดิมารอัคคีไปได้อย่างไม่ยากเย็นโดยที่มิต้องมีอายุเท่ากับมันด้วยซ้ำ

 

-------------------------


แต่งทันแค่สามตอนเองครับเดี๋ยวจะรีบมาทยอยลงเพิ่มนะครับ กำลังเร่งทำอยู่

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 76 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

386 ความคิดเห็น