God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 127 : ตอนที่ 122 จุดจบของสำนักห้วงทมิฬ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,134
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 177 ครั้ง
    8 เม.ย. 63

            นับตั้งแต่ย่างเท้าเข้าสู่ดินแดนเทพพฤกษา ในใจของฟางเจี่ยลื่อล้วนไม่เคยมีเศษเสี้ยวของการสบประมาทต่อสำนักพงไพร นั่นเพราะมันตระหนักได้ถึงอำนาจที่แท้จริงของขั้วอำนาจอันดับหนึ่งแห่งดินแดนเทพพฤกษานี้ ขั้วอำนาจที่แม้แต่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ก็ยังไม่อาจยื่นมือเข้ามากำราบได้โดยสะดวก

            ท่าทีที่แสดงออกต่อภายนอกอาจจะแลดูเฉยเมยและมิใส่ใจพลังอำนาจของสำนักพงไพร แต่ในจิตใจของฟางเจี่ยลื่อกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกกดดันอันหนักอึ้ง มันย่อมรู้ดีว่าภารกิจที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์มอบหมายให้แก่มันในครานี้หนักหนาและยากเย็นเพียงใด

            บ่อนทำลายรากฐานของสำนักพงไพร เรื่องนี้อย่าว่าแต่ฟางเจี่ยลื่อลงมือด้วยกำลังทั้งหมด ต่อให้ทุ่มเทยอดฝีมือของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ออกมาด้วยตนเองยังไม่แน่ว่าจะทำได้โดยง่าย

            วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ย่อมต้องเป็นการหยั่งเชิง และฟางเจี่ยลื่อก็เป็นเพียงตัวหมากที่น่าสงสารเท่านั้น

            ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ต้องการทดสอบขีดจำกัดของใครบางคนที่ประทับเงาภาพความหวาดหวั่นต่อตระกูลศักดิ์สิทธิ์เป็นระยะเวลานับร้อยกว่าปีที่ผ่านมา หากคนผู้นั้นปรากฏตัวและลงมือมิต้องสงสัยเลยว่าฟางเจี่ยลื่อจะไม่อาจรักษากระทั่งชีวิตของมัน

            ฟางเจี่ยลื่อย่อมตระหนักถึงอันตรายนี้ ทว่าตั้งแต่ที่มันถูกตระกูลศักดิ์สิทธิ์มอบตำแหน่งข้ารับใช้ ตั้งแต่ที่มันกลายเป็นมือขวาของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ ตั้งแต่นั้นมาชีวิตของมันก็มิใช่ของมันอีกต่อไป แต่เป็นสมบัติชิ้นหนึ่งของตระกูลศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น

สูญเสียฟางเจี่ยลื่อนับว่าเป็นสิ่งที่น่าเจ็บปวด ทว่าเป็นความเจ็บปวดที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์พิจารณาแล้วว่าสามารถทนรับได้ แลกกับการทดสอบตัวตนอันลึกลับในดินแดนเทพพฤกษาแล้วนับว่ามิใช่เรื่องใหญ่

ภายใต้สถานการณ์ที่ถูกปิดล้อมโดยจวินเม่ยและยอดฝีมือขั้นอนุเซียนของสำนักพงไพร ความคิดของฟางเจี่ยลื่อกลับดำเนินไปอย่างเรื่อยเปื่อยและเลื่อนลอยเช่นนี้

ดวงตาเย็นชาของฟางเจี่ยลื่อมองไปยังจวินเม่ย จากนั้นกวาดมองผู้อาวุโสหลักของสำนักพงไพร ก่อนจะจบด้วยการกวาดมองคนของตระกูลหั่วแห่งดินแดนใต้สวรรค์ คนเหล่านี้ก็คล้ายกับตน เป็นเพียงหมากใช้แล้วทิ้งของตระกูลศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น

และฟางเจี่ยลื่อก็ไม่รังเกียจที่จะโยนหมากนี้ลงไปด้านหน้า ปล่อยให้มันเป็นกำแพงเพื่อรักษาชีวิตของตน

บุกเข้ามายังสำนักพงไพร เข้าสู่พื้นที่ศูนย์กลางของอีกฝ่ายโดยตรง ฟางเจี่ยลื่อย่อมมิได้โง่เขลาหรือมองโลกในแง่ดีว่าอีกฝ่ายจะต้อนรับพวกตนอย่างเป็นมิตร การต่อสู้ย่อมต้องเกิดขึ้นและเมื่อมันเกิดขึ้นคนของตระกูลหั่วเหล่านี้ได้ถูกลิขิตให้ต้องตายลง

ขอเพียงคนผู้นั้นไม่ปรากฏตัวขึ้นมา โอกาสที่ข้าจะหลบหนีได้ก็มากกว่าแปดส่วน ฟางเจี่ยลื่อครุ่นคิดอย่างรอบคอบ

ในบรรดายอดฝีมือทั้งหมดของสำนักพงไพร หากสามผู้อาวุโสหลักร่วมมือกันอาจจะสามารถถ่วงรั้งฟางเจี่ยลื่อไว้ได้สักชั่วระยะเวลาหนึ่ง หากเป็นจวินเม่ยก็มีโอกาสถ่วงมันเอาไว้ได้นานพอสมควร เพียงแต่หากฟางเจี่ยลื่อต้องการหลบหนี มันไม่เชื่อว่าจะมีผู้ใดหยุดมันเอาไว้ได้ เว้นเสียแต่ว่าคนผู้นั้นจะปรากฏตัวออกมา

จวินเม่ยส่งสัญญาณเพียงหนี่งครั้งค่ายกลที่ล้อมกรอบทั่วทั้งตำหนักพลันแปรสภาพกลายเป็นกำแพงหนามดำสนิท ฟางเจี่ยลื่อปรายตามองชั่วขณะก่อนจะลอบสูดหายใจอย่างเย็นเยียบ

มันไม่รู้ว่าค่ายกลนี้คือค่ายกลอันใด ทว่าสัญชาตญาณของมันกลับกระตุ้นเตือนว่าการสัมผัสกับกำแพงหนามสีดำนี้สามารถทำให้มันตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายได้อย่างง่ายดาย

ผู้อาวุโสฟาง รบกวนท่านช่วยเปิดทางค่ายกลให้ด้วย ผู้นำของตระกูลหั่วเอ่ยต่อฟางเจี่ยลื่อด้วยน้ำเสียงร้อนรนเล็กน้อย อย่างไรก็ตามภายใต้การช่วยเหลือของฟางเจี่ยลื่อมันยังคงเชื่อมั่นว่าจะสามารถกลับออกไปได้โดยปลอดภัย

อย่าคิดว่าจะฝ่าค่ายกลหนามทมิฬสูบวิญญาณของพวกเราไปโดยง่าย จวินเม่ยเอ่ยอย่างเย็นชา สิ้นคำของนางสามผู้อาวุโสหลักพลันเคลื่อนไหวพร้อมกัน สามร่างทะยานไปหยุดที่จุดหนึ่งของขอบมุมค่ายกลจากนั้นผสานพลังก่อกำเนิดค่ายกลอีกหนึ่งชั้นโอบล้อมกลุ่มของฟางเจี่ยลื่อเอาไว้

ค่ายกลอนุเซียนปิดฟ้า ฟางเจี่ยลื่อสีหน้าแปรเปลี่ยน สำหรับค่ายกลหนามทมิฬสูบวิญญาณมันไม่ได้รู้จักหรือเข้าใจคุณสมบัติมากนัก ทว่าค่ายกลอนุเซียนปิดฟ้าที่สามผู้อาวุโสหลักร่วมมือกันสรรค์สร้างขึ้น มันกลับรู้จักเป็นอย่างดี

นี่มิใช่ค่ายกลที่แปลกใหม่อันใด ไม่ว่าจะเป็นขั้วอำนาจใดก็ล้วนเคยศึกษาค่ายกลประเภทนี้มาก่อน ทว่ามีเพียงไม่กี่ขั้วอำนาจจึงจะสามารถใช้งานค่ายกลอนุเซียนปิดฟ้าได้ นั่นเพราะเงื่อนไขในการใช้งานค่ายกลอนุเซียนปิดฟ้านั้นยิ่งใหญ่จนเกินไป

ผู้ที่สามารถสร้างค่ายกลอนุเซียนปิดฟ้าได้จะต้องเป็นผู้มีพลังขั้นอนุเซียนขึ้นไป และจะต้องมีจำนวนสามคนเป็นอย่างน้อย จึงจะเป็นเงื่อนไขต่ำสุดของค่ายกลนี้ สามคนผสานหนึ่งค่ายกลเรียกว่าผนึกสามอนุเซียน ห้าคนผสานเรียกว่าผนึกห้าอนุเซียน ขณะเดียวกันค่ายกลนี้สามารถทวีพลังปิดผนึกได้จนถึงระดับร้อยอนุเซียนหรือกระทั่งพันอนุเซียน อย่างไรก็ตามยังไม่เคยมีขั้วอำนาจใดสามารถใช้ได้เกินขั้นผนึกห้าอนุเซียนมาก่อน

นั่นเพราะยิ่งเพิ่มจำนวนผนึกการผสานพลังของอนุเซียนก็ยิ่งทวีความยุ่งยากและซับซ้อนมากขึ้น แม้แต่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ยังไม่สามารถศึกษาขั้นสูงกว่าผนึกห้าอนุเซียนได้สำเร็จ

ผลลัพธ์ของผนึกสามอนุเซียนคือการปิดกั้นมิให้ผู้มีพลังขั้นต่ำกว่าอนุเซียนสามารถดึงดูดพลังธรรมชาติจากฟ้าดินแปรเปลี่ยนให้เป็นพลังลมปราณเพื่อต่อสู้ตามปกติ สามารถเอ่ยได้ว่าในขอบเขตของค่ายกลนี้นอกจากฟางเจี่ยลื่อแล้วยอดฝีมือของตระกูลหั่วต่างล้วนประสบกับสถานการณ์อันยากลำบาก พลังต่อสู้ของพวกมันทุกคนใช้ออกได้ไม่ถึงห้าจากสิบส่วน

ฟางเจี่ยลื่อแค่นเสียง ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้หากจวินเม่ยลงมือสังหารคนของตระกูลหั่วทั้งหมดในเวลาอันสั้น ถึงเวลานั้นสามผู้อาวุโสหลักเพียงยกเลิกค่ายกลและร่วมมือกับจวินเม่ยโจมตีมันพร้อมกัน สถานการณ์ของฟางเจี่ยลื่อย่อมแปรเปลี่ยนไปแน่นอน

จวินเม่ยผายมือปลดปล่อยพลังธาตุพฤกษา พริบตาเดียวอาณาเขตของตำหนักก็ปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายของพลังธาตุพฤกษาอันทรงพลัง กำแพงหนามทมิฬเคลื่อนไหวไปตามการควบคุมของจวินเม่ยส่งเถาวัลย์หนามจำนวนมากพุ่งเข้าจู่โจมร่างของยอดฝีมือตระกูลหั่วทั้งหมดในคราเดียว

ฟางเจี่ยลื่อไม่อาจปล่อยให้จวินเม่ยสังหารคนตระกูลหั่วเร็วเกินไป มันกัดฟันก่อนจะตวัดมือออกไปด้านหน้า ปรากฏสมบัติระดับบรรพกาลกระบี่อาญาสวรรค์ขึ้นบนมือของมันอย่างรวดเร็ว

ปัง!! เสียงปะทะอันหนักหน่วงดังขึ้นพร้อมกับกำแพงหนามทมิฬที่สั่นสะท้านอย่างรุนแรง เถาวัลย์หนามทั้งหมดที่ถูกส่งออกมาถูกตัดจนขาดสะบั้น ขณะเดียวกันร่างของสามผู้อาวุโสหลักของสำนักพงไพรสั่นสะท้านอย่างรุนแรง มุมปากปรากฏโลหิตไหลซึมออกมา

สมกับเป็นที่สมบัติระดับบรรพกาล เพียงการเคลื่อนไหวเดียวไม่เพียงทำลายการโจมตีทั้งหมดจากค่ายกลหนามทมิฬสูบวิญญาณ ยังกระทั่งสามารถสร้างความเสียหายให้กับค่ายกลอนุเซียนปิดฟ้าได้ด้วย จวินเม่ยเผยสีหน้าเคร่งขรึม

ฟางเจี่ยลื่อที่ถือกระบี่อาญาสวรรค์ในมือคำรามกร้าว พวกเจ้าติดตามข้า บุกทะลวงค่ายกลไร้สาระนี้ไปซะ ข้าจะเปิดทางให้

เคล็ดกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ กระบี่มังกรทะยาน

ฟางเจี่ยลื่อเป็นมือขวาและข้ารับใช้อันดับหนึ่งของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งในผลประโยชน์ของตำแหน่งนี้ก็คือการที่มันได้รับอนุญาตให้สามารถศึกษาวิชาของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ได้ระดับหนึ่ง วิชากระบี่ศักดิ์สิทธิ์สามารถเทียบเคียงได้กับวิชาระดับขั้นสวรรค์เป็นอย่างน้อย เมื่อผสานรวมกับพลังของกระบี่อาญาสวรรค์พลังทำลายล้างของฟางเจี่ยลื่อย่อมไม่ใช่เรื่องตลก

เพียงหนึ่งกระบี่ของฟางเจี่ยลื่อกำแพงหนามทมิฬกลับปรากฏรูโหว่ขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันกำแพงของตำหนักก็ถูกพลังของกระบี่นี้บดทำลายจนกลายเป็นช่องว่าง คนของตระกูลหั่วเผยสีหน้ายินดีเร่งพุ่งทะยานตามฟางเจี่ยลื่อไปยังรูโหว่ของค่ายกลอย่างรวดเร็ว

ฟางเจี่ยลื่อขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อมองเห็นกำแพงหนามทมิฬค่อยๆฟื้นฟูกลับขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าค่ายกลนี้มีคุณสมบัติในการซ่อมแซมฟื้นฟูเช่นกัน อย่างไรก็ตามความเร็วในการฟื้นฟูนี้ไม่เพียงพอที่จะหยุดมันและคนของตระกูลหั่วเอาไว้

ฟางเจี่ยลื่อ ทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เสีย เห็นสถานการณ์พลิกกลับเช่นนี้ สามผู้อาวุโสหลักพลันยกเลิกค่ายกลอนุเซียนปิดฟ้าแล้วลงมือร่วมกันโจมตีเข้าสะกัดฟางเจี่ยลื่ออย่างดุดัน เช่นเดียวกันจวินเม่ยได้เริ่มลงมือตวัดฟาดแส้เถาวัลย์เข้าหาฟางเจี่ยลื่อ หมายจะสะกัดคนผู้นี้เอาไว้อย่างสุดกำลัง

หยุดข้า? พวกเจ้ามิมีคุณสมบัตินั้น ฟางเจี่ยลื่อแค่นเสียงตวัดวาดกระบี่หนึ่งครา พลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวพลันบดขยี้การโจมตีของสามผู้อาวุโสหลักในพริบตา จากนั้นฟางเจี่ยลื่อเร่งเคลื่อนร่างทะลวงผ่านรูโหว่ของค่ายกล ไม่ปล่อยให้แส้เถาวัลย์ของจวินเม่ยสัมผัสถูกตัว

ฟางเจี่ยลื่อทะยานผ่านรูโหว่มาได้สำเร็จตั้งใจจะหันไปเยาะเย้ยฝ่ายตรงข้าม ทว่าสิ่งที่มองเห็นกลับมีเพียงรอยยิ้มเยาะที่ปรากฏขึ้นบนมุมปากของจวินเม่ย เจ้าสำนักพงไพร

บัดซบ!!” ฟางเจี่ยลื่อตระหนักได้ถึงแผนการของฝ่ายตรงข้าม ภายใต้การโจมตีบีบคั้นของอนุเซียนสี่คนทำให้มันต้องหลบหนีออกมาด้วยความเร็วสูงสุด พริบตาเดียวกลับกลายเป็นทิ้งห่างคนของตระกูลหั่วทั้งหมด เมื่อมันหลบหนีออกมาได้กลายเป็นว่าคนของตระกูลหั่วกลับยังอยู่ห่างจากรูโหว่นั้นอีกหลายก้าว

ค่ายกลที่เคยซ่อมแซมอย่างเชื่องช้าพลันเกิดการแปรเปลี่ยนในชั่วพริบตา กำแพงหนามทมิฬปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็วปิดบังรูโหว่จนมิดชิด กลืนร่างของยอดฝีมือตระกูลหั่วทั้งหมดเข้าไป

นังจิ้งจอกจวินเม่ย ที่แท้เป้าหมายของนางมิใช่ข้าตั้งแต่แรก ฟางเจี่ยลื่อมีสีหน้าเคร่งขรึม เห็นได้ชัดว่าจวินเม่ยได้ประเมินกำลังของตนเองเอาไว้อย่างรอบคอบ หากนางร่วมมือกับสามผู้อาวุโสหลักและโจมตีฟางเจี่ยลื่อเต็มกำลังภายใต้อาณาเขตของค่ายกล ฟางเจี่ยลื่ออาจจะพ่ายแพ้ทว่าก็ยังต้องใช้เวลายาวนานทั้งยังอาจต้องสละชีวิตของผู้อาวุโสหลักไปสักคนหรือสองคนเป็นอย่างน้อย

ดังนั้นการสังหารฟางเจี่ยลื่อจึงเป็นเพียงแผนลวง เป้าหมายของจวินเม่ยคือสังหารยอดฝีมือของตระกูลหั่วทั้งหมด ลดทอนพลังของฝ่ายตรงข้ามให้มากที่สุดในคราเดียว

ฟางเจี่ยลื่อครุ่นคิดชั่วขณะ ในสถานการณ์เช่นนี้มันยังสามารถยื่นมือช่วยเหลือคนของตระกูลหั่วได้โดยการทำลายค่ายกลจากภายนอก ทว่าหากจวินเม่ยคาดการณ์และวางแผนล่วงหน้า บางทีนี่อาจจะกลายเป็นกับดักอีกประการหนึ่งที่จะทำให้ฟางเจี่ยลื่อไม่อาจหลบหนีได้อีกครั้ง

อีกหนทางหนึ่งคือการใช้โอกาสนี้ทำลายล้างพื้นที่รอบนอกของสำนักพงไพร สังหารคนของสำนักพงไพรให้มากที่สุด ทว่าฟางเจี่ยลื่อมิอาจประมาทได้เลยแม้แต่น้อยตราบใดที่มันยังยืนหยัดอยู่ในพื้นที่ของสำนักพงไพร จวินเม่ยมิใช่คนโง่นางย่อมคาดเดาถึงความเป็นไปได้ที่ฟางเจี่ยลื่อจะฉวยโอกาสนี้ทำลายสำนักพงไพรเช่นกัน เป็นไปไม่ได้ที่นางจะไม่วางแผนสำหรับป้องกันเอาไว้

หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ฟางเจี่ยลื่อพลันพ่นลมหายใจก่อนจะทะยานร่างจากไป

เมื่อฟางเจี่ยลื่อจากไปร่างของคนสองคนพลันปรากฏตัวขึ้นจากเงามืดของตำหนัก ยังดีที่ฟางเจี่ยลื่อตัดสินใจจากไป แม้ว่าพวกเราจะเตรียมเอาไว้พอสมควรทว่าก็ยังไม่อาจมั่นใจได้ว่าจะสามารถยับยั้งมิให้คนผู้นี้สร้างความเสียหายแก่สำนักได้อย่างสมบูรณ์ เสียงเยือกเย็นของหญิงสาวดังขึ้น

เหอะๆ สมบัติระดับสวรรค์นั้นข้าเองก็เคยเห็นผ่านตามามาก ยังมีที่ครอบครองอยู่อีกหลายชิ้น ทว่าสมบัติระดับบรรพกาลกลับน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าหลายเท่า ยิ่งอยู่ในมือของคนระดับนี้ด้วยแล้ว มิแปลกใจเลยที่มันถูกเรียกขานว่าเป็นมือขวาของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ ชายร่างท้วมถอนหายใจ

คนทั้งสองก็คือชางไป่เหอและอู๋เจ้อ แม้ว่าระดับพลังของคนทั้งสองจะเป็นเพียงจักรพรรดิปฐพีที่ไม่อาจเปรียบเทียบกับอนุเซียนได้ ทว่าด้วยแผนการและการเตรียมพร้อมของจวินเม่ยกับดักจำนวนนับไม่ถ้วนที่ทรงพลังยิ่งกว่าค่ายกลหนามทมิฬสูบวิญญาณ แม้จะไม่อาจสังหารฟางเจี่ยลื่อได้แต่การยับยั้งฟางเจี่ยลื่อเอาไว้จนกว่าจวินเม่ยและสามผู้อาวุโสหลักจะจัดการกับคนของตระกูลหั่วจนหมดสิ้นก็นับว่ามีความเป็นไปได้อยู่

            ผู้อาวุโสฟางจากไปแล้ว สีหน้าของยอดฝีมือตระกูลหั่วขั้นจักรพรรดิฟ้าผู้หนึ่งแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง  แม้จะถูกกักขังด้วยค่ายกลทว่าประสาทสัมผัสของมันยังสามารถรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงภายนอกได้อย่างชัดเจน

            เจ้าสารเลวฟางเจี่ยลื่อ มันมิได้พยายามช่วยเหลือพวกเราด้วยซ้ำ อนุเซียนของตระกูลหั่วแค่นเสียงด้วยความโกรธแค้น

            แบบนี้แย่แน่ พวกสำนักพงไพรย่อมไม่ยอมปล่อยพวกเราจากไป หั่วกั๋วเลิ่นเอ่ยด้วยความหวาดกลัว พลังของมันอยู่แค่เพียงขั้นจักรพรรดิฟ้าเท่านั้น รับมือยอดฝีมือของสำนักพงไพรทั่วไปย่อมสามารถทำได้ แต่รับมือผู้อาวุโสหลักขั้นอนุเซียนและจวินเม่ยที่เป็นอนุเซียนขั้นสูงนั้นเกินความสามารถของมันไปหลายขั้น

            สำนักพงไพร พวกเจ้าจงไตร่ตรองให้ดี สถานการณ์นี้พวกข้าเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างแท้จริง ทว่าจะสังหารพวกข้าทั้งหมดย่อมมิใช่เรื่องง่าย หากพวกเจ้ายินยอมวางมือข้าขอเป็นตัวแทนของตระกูลหั่วแห่งดินแดนใต้สวรรค์รับปากว่าจะไม่ยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวเรื่องราวของสำนักพงไพรอีกต่อไป

            อนุเซียนของตระกูลหั่วเอ่ยอย่างจริงจัง เวลานี้มันรู้แล้วว่าตนเองถูกใช้เป็นหมากใช้แล้วทิ้งสำหรับฟางเจี่ยลื่อและตระกูลศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น หากพวกมันทั้งหมดตกตายลงที่นี่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ก็เพียงแค่ดันตระกูลรับใช้อื่นๆขึ้นมาแทนโดยไม่กระพริบตา ทว่าสำหรับตระกูลหั่วแล้วนี่จะกลายเป็นความสูญเสียที่ถึงขั้นสูญเสียรากฐานของตระกูลเลยทีเดียว

            ตระกูลหั่วของพวกเจ้ายังคิดว่าตนเองมีโอกาสต่อรองอีกรึ จวินเม่ยยิ้มเย็นชา

            จวินเม่ย หากเจ้าปล่อยพวกเราไปนอกจากข้อตกลงที่จะไม่ยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับสำนักพงไพรแล้ว ข้ายังยินดีมอบสมบัติระดับสวรรค์สองชิ้นเป็นการชดเชยแก่สำนักพงไพรของพวกเจ้าด้วย ทว่าหากพวกเจ้ายังต้องการบีบคั้นพวกเราจนถึงที่สุด ข้าจะทำให้สำนักพงไพรต้องกลายเป็นนรกบนดิน

            สิ้นคำของอนุเซียนตระกูลหั่ว กลิ่นอายหนาวเหน็บชั่วร้ายพลันแพร่กระจายออกมาจนทำให้สามผู้อาวุโสหลักของสำนักพงไพรสีหน้าซีดเซียว จวินเม่ยหรี่ตาลงจ้องมองลูกแก้วในมือของอนุเซียนตระกูลหั่วจากนั้นจึงสูดลมหายใจด้วยความหวาดหวั่น

            ลูกแก้วผนึกปีศาจ พวกเจ้าตระกูลหั่วถึงกับมีของสิ่งนี้ในครอบครอง...

            ในเมื่อเจ้ารู้จักลูกแก้วผนึกปีศาจ เช่นนั้นย่อมรู้ดีถึงคุณสมบัติของมัน ลูกแก้วนี้ผนึกปีศาจบรรพกาลที่มีพลังอนุเซียนขั้นสูงสุดเอาไว้ พลังของมันมากพอที่จะทำลายสำนักพงไพรของพวกเจ้าทั้งหมด กระทั่งฟางเจี่ยลื่อก็ยังไม่อาจเปรียบเทียบกับปีศาจตนนี้ได้ จงตัดสินใจอย่างรอบคอบ

            จวินเม่ยมีสีหน้าอึมครึมลง อาวุธลับชิ้นนี้ของตระกูลหั่วนั้นอยู่เหนือความคาดหมายของนางเป็นอย่างมาก การปลดผนึกลูกแก้วนั้นด้วยความสามารถของยอดฝีมือขั้นอนุเซียนย่อมสามารถกระทำได้ก่อนที่นางจะลงมือขัดขวาง และหากปีศาจตนนั้นถูกปลดปล่อยแม้จะมีกับดักมากมายเตรียมเอาไว้ก็ยังไม่แน่ว่าจะสามารถยับยั้งหายนะที่จะเกิดขึ้นได้

            เช่นนั้นหากข้าเลือกที่จะปล่อยพวกเจ้าไป นอกจากสมบัติระดับสวรรค์ทั้งสองแล้ว ข้ายังต้องการหัวของหั่วกั๋วเลิ่นและสมุนไพรวิเศษทั้งหมดที่สำนักห้วงทมิฬเก็บรวบรวมเอาไว้ด้วย จวินเม่ยตอบ

            สีหน้าของหั่วกั๋วเลิ่นซีดขาวลงทันที ขณะที่อนุเซียนของตระกูลหั่วมีท่าทีลังเลเล็กน้อย

จวินเม่ย เจ้าอย่าบีบคั้นพวกเราเกินไปนัก หั่วกั๋วเลิ่นคำราม

เรื่องนี้เจ้าไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ จวินเม่ยหัวเราะ

สำนักห้วงทมิฬอาจจะทำงานภายใต้คำสั่งของตระกูลหั่ว และหั่วกั๋วเลิ่นก็อาจจะสามารถนับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลหั่วเช่นกัน ทว่าสายเลือดของมันนั้นห่างไกลจากตระกูลหลักยิ่งนัก อีกทั้งสำหรับตระกูลหั่วแห่งดินแดนใต้สวรรค์แล้ว สำนักห้วงทมิฬยังไม่นับว่าเป็นรากฐานสำคัญของพวกมัน

หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ อนุเซียนของตระกูลหั่วพลันพ่นลมหายใจ ข้ายอมรับเงื่อนไขนี้ สมบัติระดับสวรรค์ทั้งสองจะถูกส่งมอบให้ภายในวันพรุ่งนี้ สำหรับหั่วกั๋วเลิ่นและสำนักห้วงทมิฬ ถือว่าพวกมันไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลหั่วอีกต่อไป สิ้นคำของมันอักขระได้ถูกร่างขึ้นและกลายเป็นพันธสัญญาลอยเข้าหาร่างของจวินเม่ย

มองเห็นภาพนั้นหั่วกั๋วเลิ่นสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซีดขาว มันตระหนักได้ในทันทีว่าชีวิตของมันได้ถูกตัดสินให้ต้องตายแล้วอย่างแน่นอน

จวินเม่ยรับเอาพันธสัญญามาถือเอาไว้ก่อนจะเผยรอยยิ้มพึงพอใจ เอาละ พวกเจ้ากลับไปได้ ส่วนพวกสำนักห้วงทมิฬจะต้องตายที่นี่



----------------------------------------------------------------------------------------

ขออภัยที่หายไปนานครับ เนื่องจากเหตุผลเรื่องงานซึ่งเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นหลายอย่างจากสถานการณ์ปัจจุบัน หลังจากวันนี้จะเริ่มกลับมาอัพต่อเหมือนปกติครับแต่อาจจะไม่ได้อัพต่อเนื่องวันละตอน อาจจะมีเว้นบ้างเป็นระยะครับเนื่องจากเดือนหน้าจะถึงกำหนดส่งวิทยานิพนธ์แล้ว

เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การใช้ชีวิตของทุกคนลำบากขึ้นมากและกิจกรรมที่สามารถทำได้ก็เหลือไม่มาก ผมจึงหวังว่าการอ่านนิยายเรื่องนี้จะช่วยเป็นความบันเทิงเล็กๆในชีวิตของทุกคนช่วงนี้ครับ ผมจะอัพแบบอ่านฟรีในทุกช่องทางชั่วคราว (น่าจะถึงช่วงท้ายของภาคนี้ ) เพื่อเป็นส่วนช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆในการลดค่าใช้จ่ายของทุกคน ขอให้สนุกกับการอ่านครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 177 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

386 ความคิดเห็น

  1. #229 Dnabtsjk (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2563 / 11:05

    รอๆๆๆอ่านอยู่คะ
    #229
    0
  2. #228 akechai (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2563 / 12:03

    รออ่านอยู่ครับ
    #228
    0
  3. #226 kan_yoko (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2563 / 17:56
    มาต่ออีกที มาเป็นเซ็ตเลยดีกว่า รออออ
    #226
    0
  4. #225 kan_yoko (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 13:24
    รอชั้นรอเธออยู่.....😶
    #225
    0
  5. #215 thawaree18 (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 13 เมษายน 2563 / 07:21

    ขอบคุณค่ะ
    #215
    0
  6. #214 Dnabtsjk (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 01:26
    ขอบคุณค่ะที่ยังลงให้อ่านค่ะ
    #214
    0
  7. #213 akechai (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 09:00

    ขอบคุณครับ
    #213
    0
  8. #212 dfrdz007 (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 19:32
    thank u
    #212
    0
  9. #211 Teya-21 (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 07:02
    ขอบคุณค่ะ ที่อยู่เป็นเพื่อนกัน
    #211
    0
  10. #210 Moso22 (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 05:40
    ขอบคุณครับ
    #210
    0
  11. #209 Tanapon Chanathammaporn (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 04:58
    สนุกมากครับ รออยู่นะครับ
    #209
    0
  12. #208 ธรรมดา ได้ที่ใหน่ (จากตอนที่ 127)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 02:44
    นึกว่าจะไม่มา
    #208
    0