God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 126 : ตอนที่ 121 ภูมิปัญญาและศาสตราวุธ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,088
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 215 ครั้ง
    15 มี.ค. 63

                เซียนพฤกษาสรรค์สร้างบททดสอบสำหรับผู้สืบทอดขึ้น สาเหตุก็เพราะตระกูลสาปสวรรค์ เพราะคำทำนายสวรรค์พินาศ ทุกเรื่องล้วนมีที่มาจากคำทำนายนี้ทั้งสิ้น

            ฉู่เย่ถอนหายใจเบาๆ หลังจากพูดคุยกับคนจากตระกูลสาปสวรรค์ คนผู้นั้นได้เล่าให้เราฟังถึงหนทางที่จะแก้ไขความเลวร้ายในอนาคต นั่นคือการสร้างขั้วอำนาจอันยิ่งใหญ่สำหรับผู้ปรุงโอสถ ขั้วอำนาจที่มิมีวันถูกทำลายต่อให้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ต้องการลงมือก็ตาม ดังนั้นตัวเราจึงได้ทุ่มเททุกสิ่งสร้างสวนสมุนไพรแห่งนี้ เพื่อให้มันเป็นของขวัญกับขั้วอำนาจนั้นในการใช้ต้านทานพลังอำนาจของตระกูลศักดิ์สิทธิ์

            เช่นนั้นสิ่งใดกันที่ท่านทิ้งเอาไว้ในสถานที่แห่งนี้ ซ่งไป่หลางพอจะมองออกว่าสิ่งที่กำลังพูดคุยกับพวกตน มิใช่ตัวตนที่แท้จริงของเซียนพฤกษา แต่เป็นเพียงเศษเสี้ยวจิตวิญญาณและความทรงจำบางส่วนเท่านั้น

            ภูมิปัญญาและศาสตราวุธ นี่คือคำตอบของฉู่เย่

            นับว่าเป็นความบังเอิญที่เหมาะเจาะยิ่งนัก ภูมิปัญญาและศาสตราวุธ ทั้งสองอย่างนี้เดิมทีมีไว้มอบให้แก่คนเพียงผู้เดียว ทว่าผู้มากลับมีสองคน สำหรับเจ้าหนูที่ครอบครองทั้งความรู้ของอักขระเทวะต้นกำเนิด และเจตจำนงแห่งโอสถ ภูมิปัญญายังจำเป็นกับเจ้าอีกงั้นหรือ เจ้าไม่จำเป็นต้องรับภูมิปัญญาอันใดเพิ่มอีก ศาสตราวุธจึงเป็นสิ่งที่เหมาะกับเจ้าที่สุด

            สำหรับแม่หนูผู้นี้ ในด้านพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับพลังธาตุพฤกษาและโอสถ ล้วนครอบครองอยู่ครบถ้วนไม่มีขาดหาย แต่อาศัยเพียงสิ่งเหล่านี้ อาจผลักดันให้เจ้าเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดของดินแดนเทพพฤกษาได้ ทว่ายังไม่เพียงพอที่จะต้านทานพลังของศัตรูที่แท้จริง พลังของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ ครอบครองภูมิปัญญาของข้า เจ้าจะไปได้ไกลยิ่งขึ้น แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

            ศาสตราวุธหรือ ซ่งไป่หลางกังวลเล็กน้อย ครั้งหนึ่งเด็กหนุ่มเองก็เคยพูดคุยกับเซี่ยหยางเช่นนี้ แต่อาจารย์ของตนได้เอ่ยว่าวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ก็คือศาสตราวุธที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว มิจำเป็นต้องสรรหาศาสตราวุธใดมาฝึกฝนใหม่ให้เสียเวลา

            คล้ายกับคาดเดาความกังวลของซ่งไป่หลางออก เจ้าหนู วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าคือยอดศาสตราอย่างมิต้องสงสัย ทว่าจุดเด่นที่แท้จริงของวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์คือสิ่งใด เจ้ารู้หรือไม่

            ไร้ลักษณ์ ซ่งไป่หลางตอบกลับ นี่คือสิ่งที่เด็กหนุ่มเรียนรู้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

            ถูกต้อง วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์คือศาสตราวุธไร้ลักษณ์ เป็นอิสระและไม่ถูกจำกัด นี่คือข้อดีที่ประเสริฐที่สุด ทว่าในขณะเดียวกันมันก็เป็นจุดอ่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

            ซ่งไป่หลางพลันตกตะลึง ตั้งแต่ที่ตระหนักได้ถึงจุดเด่นของวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ซ่งไป่หลางก็ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่ามันจะเป็นจุดอ่อนเช่นกัน

            ฉู่เย่พลันเอ่ยต่อ วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าสามารถแปรเปลี่ยนเป็นสิ่งต่างๆ ใช้แทนดาบหอกโล่ล้วนแต่สามารถทำได้ทั้งสิ้น ทว่าขณะเดียวกัน ในเมื่อมันมิได้เป็นของสิ่งนั้นตั้งแต่แรก ความแข็งแกร่งทนทานของมันจะทัดเทียมกับของแท้ได้อย่างไร

            ที่ผ่านมาศัตรูของเจ้าอาจจะแข็งแกร่งไม่พอ ไม่สามารถทำลายศาสตราที่ก่อตัวขึ้นจากวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ได้ ทว่าหากเป็นศัตรูที่แข็งแกร่งขึ้นเล่า เพียงแค่ขั้นจักรพรรดิฟ้าก็สามารถบดขยี้วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ที่เจ้าควบคุมอยู่ได้อย่างง่ายดายแล้ว

            เซี่ยหยางผู้รับฟังจากภายนอกพลันพยักหน้า นี่คือปัญหาของวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ทว่าด้วยประสบการณ์ของเซี่ยหยางจุดอ่อนนี้กลับมิใช่ปัญหาร้ายแรง เผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งวิชาวารีแปลงลักษณ์ล้วนแต่ไร้ประโยชน์แต่เซี่ยหยางก็มิได้มีดีเพียงแค่วิชานี้เท่านั้น การพลิกแพลงของวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ยังสามารถต่อยอดไปได้อีกมากมาย ติดแค่ตรงที่ว่าซ่งไป่หลางยังแข็งแกร่งไม่พอ จึงยังไม่สามารถใช้งานวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

            แต่หากถามว่าในอนาคตหากสามารถใช้ออกได้อย่างเต็มที่ วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์จะสามารถใช้เป็นศาสตราวุธที่ดีที่สุดได้หรือไม่ เซี่ยหยางกลับไม่อาจระบุได้อย่างชัดเจนนัก

            ศัตรูของซ่งไป่หลางคือตระกูลศักดิ์สิทธิ์ หากเพียงแค่ครอบครองวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ก็เอาชนะได้เกรงว่าเซี่ยหยางคงไม่ต้องมามีสภาพดั่งเช่นทุกวันนี้ ทำได้เพียงฝากฝังความคาดหวังไว้กับลูกศิษย์ของตนที่มาเจอกันโดยโชคชะตา

            เซี่ยหยางได้พ่ายแพ้ให้แก่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ นี่คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และผลลัพธ์ของความพ่ายแพ้นั้นก็คือการต้องสละร่างกายและหลบซ่อนตัวในฐานะวิญญาณแฝงร่างของซ่งไป่หลาง

            หากวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์เป็นอาวุธไร้เทียมทานเซี่ยหยางคงไม่ต้องเผชิญชะตากรรมนี้ ซ่งไป่หลางในอนาคตเองก็เช่นกัน หากมีศาสตราวุธที่ยอดเยี่ยมกว่าอย่างแท้จริง บางทีสมควรทดลองใช้ประโยชน์สักหน่อยหรือไม่

            ฉู่เย่เอ่ยต่อ เจ้าวางใจเถอะ ศาสตราวุธที่ข้าเอ่ยถึงส่วนหนึ่งของมันมีความเข้ากันได้กับวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างยิ่ง อาจจะเอ่ยได้ว่ามันคือสิ่งที่เกิดมาเพื่อกันและกันเลยทีเดียว

            ซ่งไป่หลางแสดงสีหน้าประหลาดใจ

            พวกเจ้าทั้งสอง จงก้าวเข้ามาด้านในพื้นที่ตำหนักเถอะ สิ้นคำของฉู่เย่ประตูตำหนักหมื่นสมุนไพรพลันเปิดกว้างออก

            ซ่งไป่หลางและรั่วอวี่หันมาสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนที่ทั้งสองจะก้าวเดินเข้าไปในตำหนักหมื่นสมุนไพรพร้อมกัน

 

            ขณะที่เหตุการณ์ภายในสวนสมุนไพรวิเศษกำลังดำเนินไป ดินแดนเทพพฤกษาก็ได้เกิดเหตุการณ์พิเศษขึ้นมากมาย การปรากฏตัวของฟางเจี่ยลื่อและตระกูลหั่วแห่งดินแดนใต้สวรรค์ได้กระตุ้นให้สำนักต่างๆของดินแดนเทพพฤกษาเกิดความตื่นตัวเฝ้าระวังขึ้น สงครามระหว่างพวกมันและสำนักพงไพรได้ยุติลงในทันทีและกองกำลังทั้งหมดถูกส่งกลับไปเตรียมการรับมือกับเหตุการณ์ใหญ่ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

            สำนักพงไพรแม้ไม่อาจให้อภัยพฤติกรรมของสำนักใหญ่อื่นๆทว่าเวลานี้ไม่เหมาะที่จะบ่มเพาะศัตรูจำนวนมาก ฟางเจี่ยลื่อและยอดฝีมือจำนวนมากของตระกูลหั่วแห่งดินแดนใต้สวรรค์มิได้เดินทางกลับไปยังที่ของพวกมันแต่กลับรั้งอยู่ในดินแดนเทพพฤกษาภายใต้การรับรองของสำนักห้วงทมิฬ

            ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ต้องการยื่นมือเข้ามาจัดการกับดินแดนเทพพฤกษาอีกครั้ง นี่คือความคิดของคนทุกฝ่ายในเวลานี้

            ที่ผ่านมาตระกูลศักดิ์สิทธิ์ไม่เคยลงมือกับดินแดนเทพพฤกษามาก่อนงั้นหรือ ย่อมไม่ใช่ ที่ผ่านมาตระกูลศักดิ์สิทธิ์กระทั่งเคยเปิดศึกกับทุกขั้วอำนาจในดินแดนเทพพฤกษาโดยตรง ทว่าภายใต้เหตุการณ์ในตำนาน คนเพียงคนเดียวปรากฏตัวขึ้นกำราบยอดฝีมือของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นสั่งห้ามไม่ให้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ก้าวเหยียบเข้ามาในดินแดนเทพพฤกษาอีกอย่างอหังการ เป็นเหตุการณ์ระดับตำนานที่ทุกคนในดินแดนเทพพฤกษาล้วนรับรู้

            หลังจากนั้นตระกูลศักดิ์สิทธิ์ย่อมไม่หมดความกระหายอยากในทรัพยากรของดินแดนเทพพฤกษา ใช้ทุกวิถีทางเพื่อแทรกซึมเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้ เก็บเกี่ยววัตถุดิบเท่าที่ทำได้ ขณะเดียวกันก็พยายามตรวจสอบสภาพของดินแดนแห่งนี้ตลอดเวลา เฟ้นหาช่องว่างเพื่อลงมือใหม่อีกครั้งหนึ่ง

            การลงมือครั้งต่อไปมาถึงแล้วงั้นหรือ

            เห็นได้ชัดว่าตระกูลศักดิ์สิทธิ์ยังมีความหวาดหวั่นต่อบุคคลในตำนานผู้นั้น ดังนั้นมิได้เหยียบย่างเข้าสู่ดินแดนเทพพฤกษาด้วยตนเอง แต่กลับส่งข้ารับใช้และบุคคลที่เป็นดั่งมือขวาของตระกูลเข้าสู่ดินแดนเทพพฤกษา ทางหนึ่งไม่ต่อต้านกฏที่ถูกตั้ง อีกทางกลับเป็นการทดสอบขีดจำกัดของกฏและตัวผู้ตั้งกฏว่าจะลงมือหรือไม่

            ที่ด้านหน้าค่ายกลเซียนพฤกษา ยังคงมีคนของสำนักห้วงทมิฬคอยเฝ้าจับตาตลอดเวลา แต่คนของสำนักพงไพรกลับหายตัวไปจนหมด ทำราวกับว่าไม่มีความสนใจอันใดกับสวนสมุนไพรวิเศษอีก

            เรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้กับทั้งคนนอกและฝ่ายของตระกูลหั่วเช่นกัน คนของสำนักพงไพรไม่น้อยได้เข้าสู่สวนสมุนไพรวิเศษ ในนั้นมีกระทั่งศิษย์ยอดพฤกษาถึงสามคน ล้วนแต่เป็นบุคคลสำคัญของสำนักพงไพรที่ไม่อาจปล่อยให้ได้รับอันตราย แต่สำนักพงไพรกลับแสดงออกคล้ายมิสนใจชะตากรรมของคนเหล่านั้น

            บางส่วนคาดเดาว่าสำนักพงไพรไม่ต้องการเปิดศึกกับสำนักห้วงทมิฬและตระกูลหั่วเบื้องหลังในพื้นที่ด้านหน้าค่ายกลเซียนพฤกษา นั่นเพราะจะก่อให้เกิดความเสียเปรียบมากกว่า หากสำนักพงไพรเลือกที่จะตั้งรับในพื้นที่ของป่าห้าฤดูกาล ต่อให้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ส่งยอดฝีมือมาด้วยตนเองยังยากที่จะบุกทะลวงเข้ามาได้

            สถานการณ์อันคุกรุ่นเช่นนี้ดำเนินต่อไปเป็นระยะเวลาถึงสองเดือน ทุกฝ่ายต่างเฝ้ารอให้ผู้ที่เข้าสู่สวนสมุนไพรวิเศษกลับออกมา โดยทั่วไปแล้วผู้เข้าสำรวจมักจะกลับออกมาในระยะเวลาประมาณสองเดือนหลังจากเก็บเกี่ยวได้มากพอ และนี่ก็สมควรจะถึงเวลานั้นแล้ว

            สำนักห้วงทมิฬได้ทำการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในที่สุด กะเกณฑ์ยอดฝีมือจำนวนมากมุ่งหน้าไปยังพื้นที่ด้านหน้าค่ายกลเซียนพฤกษา เฝ้ารอการปรากฏตัวของเหล่าผู้เข้าไปยังสวนสมุนไพร ขณะเดียวกันทำการเตรียมพร้อมรับมือการบุกโจมตีของสำนักพงไพร ตระกูลหั่วและสำนักห้วงทมิฬต่างมิยินยอมเชื่อว่าจวินเม่ยจะทอดทิ้งศิษย์ยอดพฤกษาและคนอื่นๆของสำนักพงไพร

            ทว่าการรอคอยนี้ช่างไร้ความหมายยิ่งนัก สำนักพงไพรไม่เคลื่อนไหว ค่ายกลเซียนพฤกษาก็ยิ่งสงบนิ่ง มิมีผู้ใดปรากฏตัวออกมาแม้เวลาจะผ่านไปอีกหลายวัน

            นี่หมายความเช่นใด ด้านหน้าค่ายกลเซียนพฤกษา ฟางเจี่ยลื่อขมวดคิ้วของมันด้วยสีหน้าไม่พอใจ

            อาวุโสฟาง ข้อมูลของพวกเราย่อมไม่ผิดพลาด ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันในทุกๆปีผู้ที่เข้าไปสำรวจสวนสมุนไพรมักจะกลับออกมาภายในระยะเวลาประมาณสองเดือน นี่ก็สมควรที่พวกมันจะกลับออกมาแล้ว หั่วกั๋วเลิ่นเจ้าสำนักห้วงทมิฬเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

            บางที กรณีที่ไม่มีผู้กลับออกมาในระยะเวลาเดิม อาจจะแปลความหมายได้สองแบบ หั่วกั๋วเลิ่นเริ่มวิเคราะห์ ข้อแรก บางทีการสำรวจอาจเป็นไปด้วยดีเกินคาด สามารถทะลวงเข้าไปในพื้นที่ลึกกว่าที่เคยทำได้สำเร็จ จึงทำให้ต้องใช้เวลาในการสำรวจและเก็บเกี่ยวมากขึ้น

            แล้วอีกแบบเล่า ฟางเจี่ยลื่อถามต่อ

            หั่วกั๋วเลิ่นสั่นเล็กน้อย อีกทางก็คือ บางที ด้านในอาจจะเกิดเหตุร้ายขึ้น ไม่มีผู้ใดรอดชีวิต ล้วนตกตายอยู่ด้านในสวนสมุนไพรนั้น

            เหลวไหล คนของตระกูลหั่วแค่นเสียง ผู้ที่เข้าไปในนั้น มีทั้งนายน้อยหั่วเฟิง นายน้อยหั่วฟู่ คนอื่นๆเองล้วนแต่เป็นอัจฉริยะชั้นยอดของตระกูลหั่วเรา มีหรือจะตกตายภายในนั้นอย่างง่ายดาย

            หั่วกั๋วเลิ่นขมวดคิ้วรีบเอ่ยต่อ เรื่องนี้มิใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ พิจารณาจากที่ว่าด้านในมิได้มีเพียงคนของพวกเรา ยังมีคนของสำนักพงไพรอยู่ด้วย หากทั้งสองฝ่ายเกิดการต่อสู้กันขึ้น ต่อให้เป็นฝ่ายเราได้ชัยชนะในท้ายที่สุด แต่ก็อาจจะได้รับบาดเจ็บสาหัส ยิ่งหากมีสิ่งมีชีวิตมายาที่แข็งแกร่งยื่นมือเข้ามา เป็นไปได้ว่าผลลัพธ์จะเป็นการตกตายของทั้งสองฝ่าย

            เช่นนั้นเรามีหนทางตรวจสอบหรือไม่ ฟางเจี่ยลื่อถามต่อ

            ยากนัก ภายใต้ค่ายกลเซียนพฤกษานี้ คนในออกได้โดยง่ายแต่คนเข้ากลับไม่อาจกระทำได้ มีเพียงต้องรอให้เวลาผ่านไปครบหนึ่งปี แต่หากผ่านไปเนิ่นนานเพียงนั้นต่อให้มีการตกตายจริงก็เกรงว่าจะไม่อาจค้นหาร่องรอยเจออีกแล้ว หั่วกั๋วเลิ่นตอบอย่างลำบากใจ

            ฟางเจี่ยลื่อสงบจิตใจเล็กน้อย ครุ่นคิดอย่างเยือกเย็น ข้ามิเชื่อว่าจวินเม่ยจะทุ่มเทอย่างหนักเพื่อส่งคนของนางเข้าไปตายด้านในสวนสมุนไพรนั้น การที่นางไม่เคลื่อนไหวและควบคุมค่ายกลเซียนพฤกษา มีความเป็นไปได้สองทาง หนึ่งคือนางรู้เวลาที่แน่นอนที่คนของสำนักพงไพรจะกลับออกมา นางกำลังเฝ้ารอช่วงเวลานั้นเพื่อลงมือ หรืออย่างที่สอง ตำแหน่งที่พวกนางต้องการมิใช่ค่ายกลเซียนพฤกษา แต่เป็นที่อื่น

            หั่วกั๋วเลิ่นตกตะลึงเล็กน้อย แต่มันกลับรีบส่ายหน้าออกมา เป็นไปมิได้ แต่ละปีที่มีการสำรวจสวนสมุนไพรวิเศษ มิว่าจะเป็นคนของสำนักพงไพรหรือขั้วอำนาจใดๆล้วนแต่กลับมาจากร่องผานี้ภายใต้ค่ายกลเซียนพฤกษาทั้งสิ้น เป็นเช่นนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมานานมากแล้ว

            ข้ายังคงยินดีเชื่อเช่นนี้ มากกว่าเชื่อว่าจวินเม่ยได้ถอดใจในตัวคนของนางไปแล้ว นางได้พยายามอย่างหนักในการต่อสู้กับข้าเพื่อแย่งชิงโอกาสให้กับศิษย์ของสำนักพงไพร แต่เมื่อชิงได้กลับปลงตกว่าคนเหล่านั้นจะตกตายไปแล้วงั้นรึ น่าขันนัก ฟางเจี่ยลื่อแค่นเสียง

            เพื่อจะหาคำตอบเรื่องนี้ พวกเราจะไปยังสำนักพงไพร

            คนของตระกูลหั่วและหั่วกั๋วเลิ่นสีหน้าแปรเปลี่ยน ไปยังสำนักพงไพรงั้นหรือ เรื่องนี้หากเปลี่ยนเป็นเมื่อสามเดือนก่อนก็นับว่าง่ายแล้ว เพียงแค่ก้าวเดินไปยังหอการค้าของสำนักพงไพรอีกฝ่ายก็จะต้อนรับเป็นอย่างดี แต่หากเป็นเวลาเช่นนี้ มิเอ่ยถึงเรื่องที่ว่าสำนักพงไพรเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการป้องกันตัว ปิดรับการค้าขายกับภายนอก สำนักห้วงทมิฬและตระกูลหั่วย่อมเป็นผู้ที่ถูกเขียนชื่อเอาไว้บนรายนามบัญชีดำ ต้องการติดต่อพูดคุยเกรงว่าจะต้องผ่านคมหอกดาบไปให้ได้เสียก่อน

            ฟางเจี่ยลื่อแสดงท่าทีมิสนใจสิ่งใด สำหรับมันแล้วสำนักพงไพรมิได้แข็งแกร่งจนน่าหวาดกลัว ทั้งสำนักมีเพียงจวินเม่ยที่พอจะต้านรับพลังของมันได้ ผู้อาวุโสหลักของสำนักพงไพรอีกสามคนล้วนมิใช่คู่มือของมัน แม้การเอาชนะอนุเซียนสามสี่คนพร้อมกันจะทำได้ยาก แต่หากฟางเจี่ยลื่อต้องการหลบหนีพวกจวินเม่ยก็อย่าหวังจะรั้งจับมันได้เช่นกัน

            อย่างไรก็ตามฟางเจี่ยลื่อมิได้ต้องการไปเพื่อประนีประนอม แต่ต้องการกดดันและสำรวจแผนการของสำนักพงไพรต่างหาก ไปเพียงลำพังงั้นหรือ เช่นนั้นจะได้ประโยชน์อันใด สำนักพงไพรย่อมไม่กดดันอย่างง่ายดายเพียงนั้น

            ในวันนั้น ฟางเจี่ยลื่อได้ระดมกองกำลังของสำนักห้วงทมิฬซึ่งล้วนแต่เป็นยอดฝีมือขั้นจักรพรรดิมนุษย์ขึ้นไป ในบรรดานั้นยังมีคนของตระกูลหั่วและหนึ่งในนั้นยังมีอนุเซียนอยู่ด้วย นับว่าเป็นขุมกำลังแข็งแกร่งที่สามารถถล่มสำนักขั้วอำนาจอันดับสองหรือสามของดินแดนเทพพฤกษาได้เลยทีเดียว

            แม้กองกำลังระดับนี้จะยังไม่เพียงพอใช้ทำลายสำนักพงไพร แต่หากเกิดการต่อสู้ขึ้นมาจริงสำนักพงไพรก็ต้องบาดเจ็บหนักเช่นกัน ภายใต้สถานการณ์ที่อ่อนไหวเช่นนี้สำนักพงไพรย่อมไม่ต้องการรับมือกับผลกระทบที่รุนแรงเกินไป

            ภายใต้การมาถึงของฟางเจี่ยลื่อและกองกำลังนี้ จวินเม่ยกระทั่งยอมเปิดพื้นที่ส่วนในของสำนักพงไพร ปล่อยให้ฟางเจี่ยลื่อ หั่วกั๋วเลิ่นและยอดฝีมืออนุเซียนรวมถึงจักรพรรดิฟ้าบางส่วนของอีกฝ่ายเข้ามาพูดคุยกับนางด้านในตำหนักรับรองของตน

            ข้างกายของจวินเม่ยคือผู้อาวุโสหลักทั้งสาม ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามคือสองอนุเซียน และจักรพรรดิฟ้าจำนวนมากกว่าสิบคน

            ฟางเจี่ยลื่อ เจ้าคงมิได้พาผู้คนมากมายมาที่นี่เพียงเพื่อเยี่ยมเยียนข้าใช่หรือไม่ จวินเม่ยนั่งอยู่บนบัลลังก์พฤกษา กวาดดวงตาแหลมคมจ้องมองร่างของจักรพรรดิฟ้าของอีกฝ่าย ก่อนจะหยุดสายตาที่อนุเซียนด้านข้างของฟางเจี่ยลื่อ

            คนผู้นี้ สมกับเป็นที่ยอดฝีมือระดับรากฐานของตระกูลหั่วแห่งดินแดนใต้สวรรค์ พลังแข็งแกร่งกว่าสามผู้อาวุโสหลักเล็กน้อย

            ฟางเจี่ยลื่อแค่นเสียงหัวเราะ จวินเม่ย เจ้าย่อมรู้วัตถุประสงค์ของข้าดี พวกเรามิได้อยู่ในจุดที่จะประนีประนอมต่อกันได้อีกแล้ว เวลานี้มีเพียงสองทางเลือก หนึ่งคือสำนักพงไพรของพวกเจ้ายอมแพ้เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บล้มตายที่ร้ายแรง ข้ารับรองว่าจะยังคงเหลือทางรอดให้กับสำนักพงไพรของพวกเจ้า มิต้องตกอยู่ในสภาวะที่ยากลำบากเกินไปนัก

            หรือทางที่สอง เปิดศึกกับข้าและกองกำลังของตระกูลหั่วแห่งดินแดนใต้สวรรค์ สำนักพงไพรอันยิ่งใหญ่ของพวกเจ้ามั่นใจหรือว่าจะสามารถต้านทานได้ไหว เจ้าคิดว่าหลังจากการต่อสู้สำนักของพวกเจ้าจะมีสภาพเช่นใด

            จวินเม่ยเผยยิ้มเยือกเย็น ยอมแพ้ต่อพวกเจ้าและตระกูลศักดิ์สิทธิ์? เรื่องนี้เป็นไปมิได้เด็ดขาด ข้าจะถือว่าเจ้าเพียงล้อเล่นเท่านั้น สำหรับการเปิดศึก แน่นอนว่าต่อสู้กับพวกเจ้าย่อมทำให้สำนักพงไพรได้รับความเสียหายหนัก ถึงเวลานั้นสำนักสระทิพย์และขั้วอำนาจอื่นๆของดินแดนเทพพฤกษาคงแปลงกายเปลี่ยนตนเองเป็นฝูงแร้ง โผเข้ามาแย่งกันกัดกินสำนักพงไพรไม่เว้นวัน ทว่าสำนักพงไพรของข้ามิเคยกลัวฝูงแร้ง เจ้าคิดว่าข้าจะกลัวแต่เจ้ากลับคิดผิด เปิดศึกกับพวกเจ้ามิใช่ทางเลือกที่พวกเราต้องหวาดหวั่นแม้แต่น้อย

            โอ้ ฟางเจี่ยลื่อเลิกคิ้ว ช่างเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก ข้าหวังว่าเจ้าจะมิเสียใจต่อสิ่งที่ตนเองพูดไป หลังจากที่ข้าบดขยี้สำนักของพวกเจ้าให้กลายเป็นเศษธุลีและกองโลหิต

            จวินเม่ยยังคงยิ้ม นางตบฝ่ามือลงบนพนักของบัลลังก์พฤกษาเบาๆหนึ่งครา ฟางเจี่ยลื่อ นับตั้งแต่ที่เจ้ากล้าก้าวเข้ามาในสำนักพงไพร ทั้งยังก้าวเข้ามาในตำหนักรับรองของข้า แน่นอนว่าพลังของเจ้าแข็งแกร่งยิ่งนักและอาจจะสามารถหลบหนีได้ในทุกสถานการณ์ ทว่าคนที่มากับเจ้าเล่า เจ้าแน่ใจงั้นหรือว่าจะพาพวกมันออกไปด้วยได้

            สีหน้าของฟางเจี่ยลื่อแปรเปลี่ยน จวินเม่ย เจ้าคิดจะใช้ลูกไม้สกปรกลอบกัด?”

            กำจัดขยะใยต้องกลัวมือสกปรก นับตั้งแต่พวกเจ้าก้าวเข้ามาในตำหนักนี้ ชีวิตของพวกเจ้าก็ได้ถูกกำหนดให้จบสิ้นลงที่นี่แล้ว

            ฟางเจี่ยลื่อตวาดลั่น สิ้นเสียงตวาดของมันร่างของอนุเซียนของตระกูลหั่วพลันทะยานไปที่ประตูของตำหนัก เช่นเดียวกับจักรพรรดิทั้งสิบที่ลงมือพร้อมกัน

            แต่ในเวลานั้นค่ายกลอันแข็งแกร่งพลันปรากฏขึ้น ห้อมล้อมทั่วทั้งตำหนักเอาไว้ สัมผัสถึงพลังของค่ายกลนี้สีหน้าของฟางเจี่ยลื่อแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด ในขณะที่จักรพรรดิฟ้าทั้งสิบต่างมีสีหน้าขาวซีด

            วันนี้เกรงว่านอกจากฟางเจี่ยลื่อแล้ว จะมิมีผู้ใดได้ก้าวออกไปทั้งนั้น จวินเม่ยเผยรอยยิ้มงดงามแต่แฝงด้วยความเย็นชา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 215 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

386 ความคิดเห็น

  1. #207 OrnSiwa (จากตอนที่ 126)
    วันที่ 25 มีนาคม 2563 / 16:26
    รออ่านอยู่น่ะค่ะ😭
    #207
    0
  2. #206 Chatchai Wongcha-oom (จากตอนที่ 126)
    วันที่ 25 มีนาคม 2563 / 01:03
    ข่อมค้าบบบบบ
    #206
    0
  3. #205 Moso22 (จากตอนที่ 126)
    วันที่ 19 มีนาคม 2563 / 15:25
    ต้องงี้สิ สู้กับพวกชั่ว ต้องแบบนี้แหละ
    #205
    0
  4. #204 ppnsr0099 (จากตอนที่ 126)
    วันที่ 19 มีนาคม 2563 / 14:54
    สมน้ำหน้าๆๆๆๆ
    #204
    1
    • #204-1 akechai(จากตอนที่ 126)
      23 มีนาคม 2563 / 09:10

      อยากอ่านต่อครับ
      #204-1
  5. #203 yukai (จากตอนที่ 126)
    วันที่ 19 มีนาคม 2563 / 14:17

    ขอบคุณมาก

    #203
    0
  6. #201 dfrdz007 (จากตอนที่ 126)
    วันที่ 19 มีนาคม 2563 / 04:31
    thank u
    #201
    0
  7. #197 suptanom (จากตอนที่ 126)
    วันที่ 16 มีนาคม 2563 / 18:31

    ❤️❤️❤️
    #197
    0