ผมว่า...ผมรักคุณ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 74 Views

  • 6 Comments

  • 2 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    0

    Overall
    74

ตอนที่ 4 : ครอบครัวของ(พวก)เรา #2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    27 ก.พ. 62

“หอมฉุยเลยครับคุณป้า”

ขุนพลทักทายประจบประแจงแม่ฉันทันทีที่เปิดประตูบ้านเข้ามา แม่ฉันส่งยิ้มสดใสทักทาย ขณะที่กำลังยกถ้วยต้มจืดตำลังหมูสับวางบนโต๊ะกินข้าว


“มาแล้วหรอลูก มาๆๆๆ นั่งก่อนๆ ยัยนินไปหยิบจานกับหม้อข้าวมาเร็ว ตาขุนหิวแย่แล้ว”

ฉันกรอกตามองบน แล้วเดินไปทำตามที่แม่บอก ขณะที่ไอ้คนข้างบ้านไปเดินไปนั่ง โดยมีพ่อฉันตบเก้าอี้เรียกให้ไปนั่งข้างๆ เขา ฉันอดหมั่นไส้ไม่ได้ ก็พอรู้แหละว่าพวกท่านรักและเอ็นดูขุนมากขนาดไหน

ตั้งแต่ป้านอมเสีย ไม่ใช่สิ พ่อกับแม่ฉันรักและเอ็นดูขุนตั้งแต่รู้จักกันใหม่ๆ แล้ว ขุนเองก็เป็นเด็กดี มีน้ำใจ กล้าหาญและก็เชื่อฟังผู้ใหญ่ ไม่นับรวมที่หมอนี่ตอนเด็กๆ น่าตาน่ารักน่าเอ็นดูเรียกว่าได้ใจแม่ฉันสุดๆ แล้วก็ยิ่งลุงพนมกับป้านอมเป็นคนดี ชนิดที่เรียกว่าเพื่อนบ้านเกรดเอบวกๆๆ จากเพื่อนบ้านเป็นเพื่อนกัน ครอบครัวฉันจะรักและเอ็นดูขุนมากก็ไม่แปลก แต่หลังจากป้านอมเสีย พ่อกับแม่ฉันสงสารใจของขุนมาก ฉันรู้ ตอนอนุบาล2มั้ง ที่ฉันเห็นพ่อน้ำตาซึมในงานศพป้านอม ขณะที่ขุนนั่งอยู่บนตักท่าน เพราะลุงพนมต้องไปรับแขกหน้างาน ไม่แปลกหรอกที่พ่อกับแม่จะยิ่งเพิ่มความรักความเอ็นดูให้ขุน

ช่วงแรกที่ป้านอมจากไป บ้านขุนปิดเงียบ ลุงพนมต้องกลับไปเคลียร์เรื่องงานที่แท่น ก็คงเหมือนงานที่ขุนทำอยู่ตอนนี้มั้ง ผู้ถือหุ้นไม่ใช่เจ้าของบริษัท ยังไงงานก็คืองาน ฉัน ขุนและพี่ไนล์ เคยแอบฟังที่ลุงพนมปรึกษาเรื่องการดูแลขุน ตอนแรกท่านจะขอย้ายงานมาทำภาคพื้นดิน แต่ในช่วงระหว่างรอดำเนินเรื่อง จะจ้างคนมาดูแลขุนก่อน ขุนไม่มีญาติทางแม่เพราะป้านอมเป็นลูกคนเดียว ส่วนตายายท่านเสียนานแล้ว    ญาติทางฝั่งลุงพนมก็เป็นญาติห่างๆ แทบไม่ได้ไปมาหาสู่กันนานแล้ว ลุงพนมบอกว่าบางคนก็พึ่งมาเจอกันในรอบหลายสิบปีที่งานศพป้านอม พ่อกับแม่ฉันเลยรับเป็นธุระเรื่องขุนให้ บอกลุงพนมไม่ต้องห่วง ตอนนั้นขุนเงียบและก็ตัวสั่นนิดๆ พี่ไนล์ตบไหล่ขุนเบาๆ ฉันไม่เข้าใจหรอกว่าคืออะไร ได้แต่กุมมือขุนไว้แน่กว่าเดิม

ช่วงแรกขุนเลยมานอนที่บ้านฉัน พ่อจัดการทำห้องนอนให้พวกเรา โดยยกชั้น3 ให้เป็นถิ่นที่อยู่ของพวกเรา (ตอนแรกฉันกับพี่ไนล์นอนห้องเดียวกันกับพ่อและแม่ ตอนรู้เรื่องพี่ไนล์นี่ยิ้มกริ่มเลย เพราะงอแงไม่อยากนอนกับพ่อและแม่มาสักพักแล้ว แต่ฉันนี่โคตรเซ็ง อย่างที่รู้กัน แค่เดินไปหยิบน้ำดื่มฉันยังขี้เกียจ นี่ต้องเดินขึ้นชั้น3 ทุกวัน โอ้วมายก็อต!) ชั้น3 ของตัวบ้านตึกแถว ความจริงเป็นชั้นโลงๆ ที่พ่อกับแม่ไว้เก็บของ เช่น ลังกระดาษของพ่อและก็ผ้าเป็นม้วนๆที่ใช้ตัดเย็บผ้าขอแม่ พ่อลงทุนก่อห้อง ฉาบ และทาสีห้องให้พวกเราใหม่ วางเตียงขนาด 6 ฟุตที่ตอนนั้นรู้สึกว่านอนกัน 3 คน กว้างขวางมากไม่อึดอัด ช่วงนั้นฉันก็เลยเจอหน้าขุนตลอด 24 ชั่วโมง บ้านก็เจอ โรงเรียนก็อยู่ห้องเดียวกัน

เราอยู่กันแบบนี้มาเดือนกว่าๆ ลุงพนมก็มาแจ้งว่าไม่สามารถลงภาคพื้นดินได้เร็วๆนี้ ซึ่งฉันมาเข้าใจตอนโตว่าอาจเป็นเพราะตำแหน่งวิศวกรปิโตรเลียมสมัยก่อน ไม่ได้มีเยอะและนิยมเท่าสมัยนี้  แล้วลักษณะงานก็มีส่วนของการขุดเจาะ ผลิต ควบคุม และด้านอื่นๆที่ฉันไม่รู้ คงไม่มีคนพอ และถึงมีคนพอ วิศวกรที่เขาประจำอยู่ภาคพื้นดิน ก็คงไม่ยอมสลับกลับไปทำงานที่แท่นกลางทะเลหรอก พ่อกับแม่ฉันเลยบอกพ่อของขุนว่าให้ไม่ต้องกังวล อยู่แบบนี้ก็ไม่ได้มีปัญหา ลุงพนมเลยเปลี่ยนลักษณะงานเป็น ทำงานที่แท่น 15 วันสลับกับ 15 วันแทน ถ้าวันไหนที่หยุด ขุนก็กลับบ้านไปนอนที่บ้านของตัวเอง ส่วนแม่บ้านที่เคยจ้างรายเดือนก็จ้างเป็นแบบครั้งคราว

แต่ไม่ต้องห่วงว่าฉันจะนอนกองกัน3คน แบบนี้จนโตหรอก ตอนป.4 มั้ง ถ้าจำไม่ผิด ไอ้บ้าขุนก็แจ้งกับทุกคนกลางวงโต๊ะกินข้าวว่าจะกลับไปอยู่บ้านตัวเอง พ่อกับแม่ฉันนี่แทบสำลักข้าว บอกว่าฉันไปทำอะไรมันหรือเปล่า ฉันนี่โคตรเซ็ง แต่สุดท้ายไอ้ขุนก็บอกว่าไม่ได้มีอะไร แค่มันอายุครบ 10 ขวบแล้ว โตแล้ว ก็เท่านั้น ฉันนี่แทบอยากเดินไปโบกกะโหลกมัน นี่มันคิดจริงๆหรอว่าคนอายุ 10 ขวบคือโตแล้ว ฉันไม่รู้ว่ามันไปเอาความเข้าใจผิดๆนี้มาจากใคร ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครยอม หลังจากนั้นด้วยร่างกายที่โตขึ้น การนอนกันบนที่นอน 6 ฟุตก็ไม่ได้กว้างขวางอีกต่อไป เกิดสงครามของเรา 3 คนเสมอ กลายเป็นว่าบางวันก็ต้องมีคนลงไปปูผ้านอนตรงพื้นข้างเตียง ไม่ว่าจะเป็นพี่ไนล์ ขุน หรือว่าตัวฉันเอง แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดสงครามรุนแรงอีท่าไหนฉันก็จำไม่ค่อยได้ เอาเป็นว่าขณะต่อสู้ของเรา 3 คน ท่อนขาของฉันไปฟาดปากของขุนแตก และไอ้บ้านี่ดันอ่อนแอ เลือดกำเดาไหลด้วย พ่อกับแม่ฉันนี่โกรธมากกับเรื่องนี้ ก็โกรธทั้ง 3 คนแหละ แต่คงโกรธฉันมากกว่า เพราะพี่ไนล์ดันผันตัวไปเป็นพยานปากสำคัญว่าฉันทำร้ายขุนหนักมาก ฉันก็แอบเคืองพี่ชายอยู่ แต่ก็แสดงออกมากไม่ได้เพราะในมือดันสัมผัสได้ว่ากำผมพี่ไนล์ไว้กระจุกหนึ่ง คงคว้ามาได้ตอนช่วงสงคราม

หลังจากเหตุการณ์นั้น พ่อก็เลยยกเตียงออก พวกเราได้รับฟูกขนาด 3.5 ฟุตเป็นของตัวเอง นอนแยกกันคนละมุม ก็วินๆ กันทุกฝ่าย และต่อมาอีกปีกว่าๆ ลุงพนมก็ได้รับคำสั่งให้กลับมาประจำภาคพื้นดิน ขุนก็เลยย้ายกลับไปอยู่บ้านตัวเอง เหลือไว้แค่ฉันกับพี่ไนล์ พอพี่ไนล์เข้ามหาวิทยาลัยก็อยู่หอ พอทำงานก็อยู่คอนโดที่เป็นสวัสดิการพนักงาน พอเปิดบริษัทเองก็ซื้อคอนโดอยู่ใกล้ๆ เลย เพราะสะดวกดี ทุกวันนี้ห้องนั้นเลยกลายเป็นห้องนอนของฉันโดยชอบธรรม แต่ขุนก็ไม่ได้กลับไปอยู่บ้านตัวเองแล้วเงียบหาย ฉันยังคงเจอหน้ามันในเวลาอาหารเช้า อาหารเย็น (มันมาฝากท้องไว้บ้านฉัน) และที่โรงเรียนอยู่ ไม่ใช่สิฉันแค่ไม่เจอมันตอนนอน แค่นั้นจริงๆ


“งานเป็นไงบ้างล่ะเรา”

พ่อพับหนังสือพิมพ์เก็บบนโต๊ะ ก่อนหันมาสนทนากับขุนพล


“เรื่อยๆ ครับคุณลุง ช่วงนี้ที่ทะเลสงบดี ไม่หวาดเสียวเท่าหน้ามรสุม”



“ลุงได้ข่าวว่าเดี๋ยวนี้เค้าให้ผู้หญิงลงทำงานที่แท่นได้แล้วหรอ”


“ครับลุง โลกเปิดกว้างมากขึ้น ผู้หญิงก็มีบทบาททัดเทียมกับผู้ชาย แต่ยังเริ่มแค่บางสายงานครับ อย่างพวกวิศวกรเริ่มมีบ้างละ ส่วนคนงานและก็ฝ่ายแพทย์และพยาบาลบนแท่นยังเป็นผู้ชายล้วนอยู่ ส่วนฝ่ายอื่นผมไม่ได้ข่าวเท่าไหร่”

ขุนอธิบายพร้อมกับรับจานข้าวจากฉันไปเรียงไว้บนโต๊ะ


“อย่างนี้ขุนก็กระชุมกระชวยขึ้นสิ บนแท่นมีผู้หญิงแล้ว”

พ่อหัวเราะกรุ้มกริ่ม


“ฮ่าๆๆ  ไม่หรอกครับคุณลุง เวลาอยู่บนแท่นก็ทำงานกันจริงจัง จนไม่มีเวลาสนใจว่าหัวใจจะกระชุ่มกระชวยมั้ย”


“หัวใจขุนมันกระชุ่มกระชวยอยู่แล้วแหละพ่อ แฟนคนปัจจุบันมันนี่เป็นแอร์โฮสเตรสเชียวนะ แล้วคนนี้ก็คบจะถึงปีแล้วด้วย นี่นานที่สุดแล้วมั้งตั้งแต่มันมีแฟนมา”

ฉันพูดขณะตักข้าวใส่จานของพ่อ และแม่


“เผลอๆ บ้านเราต้องเตรียมหาชุดไปงานยินดีของขุน ใครจะไปรู้”

ฉันหันไปแลบลิ้นใส่ไอ้ขุน เพราะเรื่องที่พวกผู้ชายกะล่อนไม่ชอบก็คือเรื่องแต่งงานนี่แหละ พวกนี้ไม่ชอบการผูกมัด ชอบล่องลอยไปทางนั้นที ทางโน้นที เหมือนที่เพื่อนตัวดีของฉันทำอยู่


“งานใครกันแน่ นี่คุณลุงกับคุณป้ารู้หรือยังครับว่านินเขา…“


“ไอ้ขุน! เอ้ย ขุนคะ ข้าวแค่นี้พอมั้ยคะ เพื่อนดูซูบไปนะ เพิ่มข้าวอีกสัก 2 ทัพพีดีกว่าเนอะ”

ฉันหันไปถลึงตาใส่ไอ้ขุน แล้วส่งสัญญาณให้มันหุบปาก ไม่งั้นมันตายแน่ ก่อนจะตักข้าวใส่จานให้มันจนพูนจาน ไอ้ขุนส่งยิ้มทะเล้นกลับมา


“ขอบใจค่ะเพื่อนนินของขุน ทานข้าวกันเถอะครับ คุณป้าทานนี่เยอะๆนะครับ”

หลังจากกวนตีนฉันได้สำเร็จ เพื่อนตัวดีก็หันไปตักกับข้าวเอาอกเอาใจพ่อกับแม่ฉันแทน


“อร่อยเหมือนเดิมเลยครับ ถ้าจะให้คิดถึงอะไรอันดับแรกเวลาผมอยู่ที่แท่น ผมตอบไม่ลังเลเลยนะครับว่าเป็นอาหารฝีมือป้านาต”

ขุนเยินยอแม่ฉัน พลางตักข้าวเคี้ยวตุ้ยๆ โดยที่มีแม่ฉันยิ้มไม่หุบ และพ่อที่หัวเราะชอบใจในความปากหวานแสนกะล่อนของขุน ก็แน่ล่ะ หลังจากกลับถึงบ้าน นอนเต็มอิ่มมา 1 คืน อาหารมื้อแรกก็มีแต่ของโปรดมันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ต้มจืดตำลึงหมูสับ คะน้าหมูกรอบ และไข่ตุ๋น ขุนไม่กินเผ็ด และในบรรดา 3 อย่างนี้ มันชอบไข่ตุ๋นที่สุด เพราะไข่ตุ๋นแบบที่มันชอบคือไข่ตุ๋นที่ผ่านการกรองและนึ่งในซึ้งเท่านั้น ไม่ใช่ไข่ตุ๋นสมัยใหม่ที่เอาไปเข้าไมโครเวฟ 3 นาทีแล้วได้กินเลย บอกแล้วว่ามันเป็นคุณชาย เรื่องมากแม้แต่เรื่องกิน

พ่อกับแม่ฉันก็คงคิดถึงขุน ความจริงคงคิดถึงพี่ไนล์ด้วย เพราะขานั้นเขาอยู่อีกซีกโลก ไม่ได้กลับบ้านมากินข้าวร่วมปีแล้ว พอมีลูกชาย(เพื่อน)กลับมา ไม่แปลกที่จะดีใจ พ่อกับแม่ก็อายุใกล้ 60 ปีแล้ว แม่เลิกตัดเย็บเสื้อผ้า หันมารับซ่อมแซมเสื้อผ้าแทน ส่วนพ่อวางแผนทำงานที่เดิมจนเกษียณ แต่ดีหน่อยที่ไม่ได้ออกส่งของตามต่างจังหวัดแล้ว การที่เห็นพวกท่านมีความสุข ฉันก็อดมีความสุขด้วยไม่ได้


“ยิ้มอะไรยัยนิน แกนี่ท่าจะบ้า อยู่ดีๆก็ยิ้ม อ่ะ กินผัดคะน้าหมูกรอบนี่หน่อย อร่อยนะ”

ฉันหุบยิ้ม นี่พึ่งรู้ตัวว่ากำลังยิ้มอยู่ ฉันคงมีความสุขกับบรรยากาศแบบนี้ล่ะมั้ง แม่ตักผัดผักคะน้าหมูกรอบช้อนใหญ่ใส่จานฉัน แหวะ! ฉันเกลียดผักคะน้า มันแข็งและมันก็เหม็นเขียว! ขณะที่ฉันกำลังแสดงสีหน้ารังเกียจผักคะน้าอยู่ ขุนพลใช้ช้อนและส้อมของเขามาตักผักคะน้าออกจากจานของฉัน เหลือไว้แค่หมูกรอบให้ ก่อนหันไปชวนพ่อแม่ฉันคุยเรื่องราคาน้ำมันในตลาดโลก

รู้งานดีจริงๆ ไอ้เพื่อนยาก

ฉันเอาหัวไปซบต้นแขนมันทีหนึ่ง ก่อนเด้งตัวตรงกลับมากินข้าวต่อ มันมองฉันด้วยหางตาคล้ายรำคาญ ทำไมยะ นี่เป็นวิธีขอบคุณของฉันเลยนะ


“อ้อ ขุนจำได้ใช่ไหมว่าเย็นนี้พ่อเรา น้าอำไพ แล้วก็น้องเรา เขาจะมากินข้าวด้วยที่บ้าน”

แม่ถามขึ้น ขุนชะงักไปแว๊บหนึ่ง แค่แว๊บนึ้งจริงๆ ก่อนทำเป็นสนใจตักต้มจืดใส่จานฉันแทน


“จำได้ครับ เมื่อวานพ่อก็โทรมาย้ำอยู่”

ขุนยิ้มให้แม่ฉัน


“งั้นเดี๋ยวป้าออกไปตลาดดีกว่า จะได้ซื้อของมาเตรียมทำกับข้าว ยัยนิน ถ้ากินข้าวเสร็จขับรถไปส่งแม่ที่ตลาดหน่อยสิ”


“เดี๋ยวผมไปส่งคุณป้าก็ได้นะครับ”


“ไม่เป็นไรหรอกลูก ทำงานเหนื่อยมาทั้งเดือน วันหยุดแบบนี้อยู่บ้านเป็นเพื่อนคุณลุงเขาเถอะ”

ขุนไม่ตอบ แค่ส่งยิ้มกลับให้แม่แล้วพยักหน้า ฉันลอบมองหน้าเขา ฉันรู้ว่าขุนคิดอะไร ขุนเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่พ่อเขาและน้าอำไพภรรยาใหม่ของพ่อเขามาที่บ้าน ฉันไม่รู้จะทำยังไง เลยตักไข่ตุ๋นใส่จานเขาแทน






-----------------------------------------
สวัสดีนักอ่านทุกคนค่าาาา

ดีใจจัง มีคนมาอ่าน มีคนมาเม้นต์ เหมือนได้พลังใจเลยค่ะ ที่พิมพ์ๆ อยู่ก็ยังไม่หุบยิ้มเลย ขอบคุณมากๆนะคะ ที่สำคัญคือตอนนี้พึ่งค้นพบการปรับขนาดและเลือกตัวอักษรค่ะ 55555 ขออภัยทุกท่านด้วยที่ต้องมาอ่านตัวหนังสือแปลกๆ ของไรด์ แต่ถึงค้นพบแล้วก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าต้องใช้ฟ้อนด์อะไร T^T ยังไงก็แจ้งไรด์ได้นะคะ ถ้าฟ้อนด์ไหน ขนาดไหนโอเค

ขอให้สนุกกับการอ่านค่ะ


ด้วยรัก❤️

Lady-k

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #4 Ciel En Rose (@jingin) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:51
    เง้อ ขุนมีแม่ใหม่หรอ วงวารขุน
    #4
    0