ข้าแค่อยากมีลูกสาว(ที่น่ารัก)สักคน

ตอนที่ 51 : เจ้าบ่าว...มาแล้ว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 906
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 83 ครั้ง
    11 ส.ค. 63

“เพราะพี่ใหญ่ของข้าชักช้า ข้าเลยอดได้ท่านมาเป็นพี่สะใภ้ ดูสิ พี่หยางมี่ ท่านช่างงามยิ่งนัก งามมาก งามจริง ๆ เป็นเจ้าสาวที่งามที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมาเลยเจ้าค่ะ”

ข้าที่ยืนให้ช่างตัดเย็บดูแลความเรียบร้อยของชุดให้อยู่ หลุดยิ้มออกมาเพราะนึกเอ็นดูน้องเย่หลิงที่กำลังนั่งเท้าคางมองมาด้วยแววตาวิบวับ

 

เด็กอะไรหนอช่างพูดช่างจา เยินยอจนเจ้าสาวอย่างข้ารู้สึกเหมือนตัวเองในตอนนี้งามราวกับนางฟ้านางสวรรค์

 

ไม่สิ ที่นี่เขาเรียกว่าอะไรแล้วนะ อ๋อ ‘งดงามราวเทพเซียน’ คำชมแสนเว่อร์วังที่ข้าอ่านเจอในนิยายอยู่บ่อย ๆ เมื่อพรรณนาถึงนางเอกของเรื่อง

 

แต่ครั้นจะให้ข้าปฏิเสธ เห็นทีจะลำบากหน่อย ภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกตอนนี้ ข้าเองเห็นแล้วยังอดตาค้างไม่ได้

 

หญิงสาวรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น เอวบางร่างน้อย หน้าอกพอดีตัว ข้อมือเล็กที่โผล่ออกมาจากชายเสื้อเผยให้เห็นผิวขาวนวลดั่งหยกชั้นดีที่ตัดกันชัดเจนกับชุดสีแดงสุดหรูที่ได้รับพระราชทานมาจากสำนักพระราชวัง อีกทั้งใบหน้าที่ปกติมักปล่อยเปลือยให้ผิวได้สูดอากาศบริสุทธิ์อย่างเต็มที่ ยามนี้ถูกแต่งเติมให้เด่นขึ้นในวันสำคัญ ซ้ำยังมีเครื่องประดับบนศีรษะที่สุดแสนจะอลังการนี่อีก

 

ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ...

 

ข้า...กำลังเปล่งประกายอยู่ในชุดเจ้าสาวล่ะ

 

เคยคิดเล่น ๆ ว่าหากได้สวมชุดสีขาวสักครั้งในชีวิต มันคงจะดีไม่น้อย

แต่โชคชะตากลับผลักข้าให้มาสวมชุดสีแดงที่นี่แทน ...ก็ไม่ได้แย่หรอกนะ เหมือนความรู้สึกส่วนลึก กลับรู้สึกยินดีที่ได้สวมชุดสีนี้เสียด้วยซ้ำ

 

“ชินหวางเฟย...ต่อไปข้าต้องเรียกพี่อย่างมี่อย่างนี้แล้วสินะเจ้าคะ ท่านเป็นถึงชินหวางเฟย เป็นถึงพระชายาของท่านอ๋อง เราจะได้สนุกสนานเช่นเก่าไหมเจ้าคะ ไม่มีท่าน ชีวิตข้าคงเหงา” เสียงหวานของคนช่างเอาใจเอ่ยต่อไม่หยุด

 

“หลิงเอ๋อร์ ข้าเอง...นอกจากท่านพ่อท่านแม่และพี่ ๆ ก็มีแต่เจ้ากับมู่ชิงนี่แหละ ที่พอจะสนิทใจคุยด้วยได้ ข้าเองก็คงเหงาเช่นกัน หากเราไม่ได้พบหน้ากันเลย ขอข้าเข้าไปดูสถานการณ์ในจวนนั้นก่อนนะ ถ้าหากทางสะดวก ข้าจะออกมาหาเจ้าหรือไม่ก็เรียกเจ้าเข้าไปหาข้าบ้าง ดีหรือไม่”

 

“ดีเจ้าค่ะ! เพราะข้าต้องคิดถึงท่านแน่ ๆ” คนขี้เหงาทำท่างอแงอย่างน่ารัก

“แต่ข้าไปอยู่จวนเขา ไม่รู้ว่าต้องเจออะไรบ้าง ไม่รู้ว่าต้องต่อสู้กับเหล่าอนุในจวนนั้นขนาดไหน อาจจะต้องใช้เวลาหน่อยนะ”

“อนุ? อนุที่ไหนกันเจ้าคะ ชินอ๋องท่านไม่เคยมีอนุนะเจ้าคะ ข้าได้ยินมาว่าท่านแทบไม่เคยผ่านสตรีมาเลยด้วยซ้ำ ฮ่องเต้เองยังนึกกังวลกลัวว่าน้องชายท่านจะนิยมตัดแขนเสื้อเลยเจ้าค่ะ!”

 

น้องสาวคนงามของข้าร้อนรนแก้ต่างให้จนข้านึกสงสัย

“หืม เหตุใดหลิงเอ๋อร์ของข้าถึงรู้เรื่องพวกนี้ได้ละเนี่ย”

 

“เอ่อ คือ คือ...ข้ากลัวว่าพี่หยางมี่ของข้าจะต้องแต่งกับคนไม่ดีเจ้าค่ะ ข้าอยากรู้ว่าชินอ๋องท่านนี้เป็นคนเช่นไร ข้าเลย...แวะไปนั่งทานอาหารที่โรงเตี้ยมหลาย ๆ แห่งเจ้าค่ะ แล้วแอบฟังที่แขกในโรงเตี้ยมเขาพูดกัน เรื่องสมรสพระราชทานของท่านกับชินอ๋องเป็นที่พูดถึงกันอย่างมากเลยนะเจ้าคะ ข้าเลยได้ยินมาเยอะน่ะเจ้าค่ะ แฮะ ๆ” นางเล่าความเป็นมาด้วยสีหน้าจริงจังสลับไปมากับสีหน้าสลดหน่อย ๆ

 

“ที่ไม่ได้มาหาข้าตั้งหลายวัน เพราะเรื่องนี้หรอกหรือ”

ปัดโธ่...เจ้าเด็กคนนี้ ที่แท้หายไปก็เพราะเป็นห่วงข้า จึงไปตามสืบข้อมูลให้ ข้านึกว่านางจะนึกเคืองข้าเสียอีก ที่ไม่ได้แต่งให้พี่ใหญ่ของนาง

“เจ้าค่ะ! ข้ายังได้ยินอีกว่า...”

 

อันที่จริงอยากฟังเรื่องราวจากเด็กน้อยตรงหน้าต่อ หากแต่สายตาเหลือบไปเห็นหญิงสาววัยกลางคน ที่เป็นแม่สื่อให้กับงานแต่งครั้งนี้ เหมือนนางต้องการจะพูดอะไร จึงจับมือคนตัวเล็กที่กำลังคุยจ้ออยู่ เพื่อขอเวลานอก แล้วพยักหน้าอนุญาตให้แม่สื่อได้เอ่ย

 

“ใกล้ได้เวลาแล้วเจ้าค่ะ” หญิงสาวที่เป็นแม่สื่อเอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อม หากแต่ท่าทางของนางดูออกว่าเอ็นดูตัวข้าอยู่หลายส่วน

 

“รับทราบเจ้าค่ะ” ข้าเองรับคำไปอย่างอ่อนน้อมเช่นกัน

 

หลายวันมานี้ได้นางเป็นคนคอยฝึกสอนหลาย ๆ เรื่องเกี่ยวกับการแต่งครั้งนี้ นางใจเย็นอดทนสอนข้าที่เข้าใจยากและขี้ลืมโดยไม่แสดงอาการใด ๆ ให้ข้ารู้สึกเคืองใจแม้แต่น้อย ทำให้ข้าเองไม่ตะขิดตะขวงใจที่จะให้ความเคารพแก่นาง

 

“หลิงเอ๋อร์ ไปข้างนอกกันเถอะ ไว้เดี๋ยวเรามาคุยเรื่องนี้ต่อคราวหลังกันนะ เจ้าช่วยตรวจดูให้หน่อยได้หรือไม่ พี่สาวของเจ้างามพร้อมแล้วหรือยัง” ข้าหันกลับมาพูดกับคนข้างกาย และตั้งใจปิดท้ายประโยคเป็นการพูดแกมขอร้อง เพื่อให้นางไม่เสียความรู้สึกที่ข้าหยุดการเล่าของนางเมื่อสักครู่

 

นางพยักหน้าอย่างรู้งาน “อืม” พร้อมเดินวนรอบตัวข้า

“พี่หยางมี่ของข้างดงามไม่มีที่ติเลยเจ้าค่ะ” เมื่อการตรวจสอบสิ้นสุดลง น้องสาวคนงามหรือว่าที่พี่สะใภ้ใหญ่ของข้าส่งยิ้มกว้างที่มีประกายแสงเจิดจ้ามาให้ ต่อมหวงของของข้าเลยกำเริบขึ้นมานิดหน่อย

 

วันนี้น้องเย่หลิงแต่งตัวมางามเป็นพิเศษ ข้าล่ะกลัวจะไปเตะตาใครเข้าจริง ๆ วันนี้ยิ่งต้องพบเจอคนมากหน้าเสียด้วย

“หลิงเอ๋อร์ หลังจากแยกจากข้าแล้ว อยู่ใกล้พี่ใหญ่ข้าไว้นะ เข้าใจหรือไม่” นางทำหน้าทำตาสงสัยขึ้นมาทันทีเมื่อข้าพูดเช่นนี้

“เอ่อ วันนี้ผู้คนน่าจะเยอะน่ะ ทั้งในจวน หน้าจวน อีกทั้งตลอดทางที่ข้าต้องสัญจรไปจวนโน้นอีก ข้าเป็นห่วง อยู่ใกล้พี่ใหญ่ไว้นะ ให้เขาดูแลเจ้า ข้าจะได้เบาใจ” แต่ละคำที่กล่าวมาเกี่ยวกันไหมไม่รู้ ขอแค่คนตรงหน้ารับปากข้าก็พอ

 

“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” นางเอ่ยรับคำด้วยท่าทางแข็งขัน มือบางของข้าเลยยื่นออกไปลูบหัวนางอย่างเอ็นดูโดยอัตโนมัติ

 

สายตาข้าหันไปสบกับแม่สื่อ

“ไปกันเถอะเจ้าค่ะ ข้าไม่เคยแต่งงานมาก่อน ครั้งนี้เป็นครั้งแรกเลย รบกวนท่านชี้แนะด้วยนะเจ้าคะ”

พูดไปยิ้มไป และเมื่อพูดเสร็จผายมือออกไปด้านหน้า เพื่อให้คนที่เป็นผู้ใหญ่เดินนำไปก่อน

 

คนที่เป็นผู้ใหญ่เห็นข้าทำเช่นนี้ นางยิ้มคล้ายถอดถอนใจพร้อมส่ายหัวไปมาเบา ๆ

“ออกไปข้างนอกแล้ว ไม่พูดเล่นแล้วนะเพคะ ชินหวางเฟย” คนที่ข้าเคารพ นางรู้ว่าข้าไม่ได้ยินดีกับยศศักดิ์อะไรนี่เลย เพราะข้าเคยเผลอบ่นให้นางฟัง ช่วงที่นางกำลังสอนมารยาทที่ดีของการเป็นหวางเฟยให้แก่ข้า

 

และเพราะการเผลอครั้งนั้นของข้า ทำให้ข้ารู้สึกว่าได้รับความเอ็นดูจากนางเพิ่มขึ้นไปอีก ทั้งคำสั่งสอน ทั้งคำแนะนำและคำปลอบใจ แม่สื่อท่านนี้ก็อัดแน่นมาให้ข้าอย่างเต็มที่

 

มีครั้งหนึ่ง ข้าบ่นออกมาเพราะความเหนื่อยที่ต้องมานั่งพยายามทำอะไรที่ใจไม่รัก นางเคยเอ่ยกับข้าว่า

‘วาสนาของคนเรานั้นเป็นเรื่องยากที่จะแข่งขันเจ้าค่ะ คนที่หวังและพยายามไขว่คว้าเพื่อให้ได้มันมา...กลับไม่ได้ใกล้ แต่คนที่ไม่สนและพยายามผลักไส...กลับโดนมันพุ่งเข้าใส่’ นางเว้นช่วงให้ข้าคิดตาม แล้วพูดต่อ ‘คุณหนู...ด้ายแดงน่ะ ไม่ใช่ว่าจะเลี่ยงหลบไปได้ง่าย ๆ นะเจ้าคะ’

 

สายตาตอนที่นางพูดประโยคเหล่านี้กับข้า ข้ายังจำได้ดี

มันเป็นสายตาของผู้ที่...มองเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างแบบทะลุปรุโปร่ง ในวันนั้นข้าเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมาว่านางรู้เรื่องลึกลับซับซ้อนของตัวข้าใช่หรือไม่ เพราะข้ามีความรู้สึกว่า นางพิเศษ แต่จนแล้วจนเล่าไม่ว่าข้าจะพยายามเฝ้าถามอย่างไร นางก็ไม่ปริปากพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย ข้าจึงต้องยอมพักเรื่องนี้ไว้ก่อน

 

สักวันข้าจะหลอกถามท่านให้ได้เจ้าค่ะ

ข้าจะรอวันที่ท่านเผลอ ใครจะไปรู้...ท่านอาจจะเป็นโอกาสเดียวของข้า อาจเป็นเพียงผู้เดียวที่จะตอบข้าได้ว่า...เหตุใดข้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้

 

 

“ทราบแล้วเจ้าค่ะ”

จบคำนี้ การมองเห็นของข้าก็ถูกบดบังด้วยผ้าคลุมสีแดงผืนบางทันที จากนั้นมู่ชิงที่ยืนมองอยู่ไม่ไกลและน้องเย่หลิงที่อยู่ใกล้ ๆ ต่างเข้ามาประคองข้า ข้าสังเกตจากมือที่จับแขนข้า ถึงรู้ว่าใครเป็นใคร

เราเริ่มต้นเดินด้วยความทุลักทุเล เนื่องจากข้ายังปรับจังหวะการเดินไม่ได้เพราะมองไม่ค่อยเห็น แต่เมื่อผ่านไปได้สักพัก สายตาเริ่มปรับการมองเห็นผ่านผ้าผืนบางได้ รวมถึงเริ่มกะจังหวะการย่างก้าวได้ ทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้น

 

 

 

“มี่เอ๋อร์ของพี่ เจ้าช่าง...งดงาม เจ้าไม่เปลี่ยนใจแน่นะ”

เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เสียงคุ้นเคยของพี่ใหญ่เอ่ยทัก ฝีเท้าของข้าจึงหยุดลง คำพูดของเขาเริ่มด้วยคำชม ลงท้ายด้วยคำที่เขาเพียรถามข้ามาตลอดสองเดือน ‘เจ้าไม่เปลี่ยนใจแน่นะ’ เขาแสดงออกว่าห่วงใยข้าอย่างออกนอกหน้ามาโดยตลอด

 

“ไม่เปลี่ยนใจเจ้าค่ะ ข้าจะไปเอาหลานสาวมาฝากท่านพ่อท่านแม่ ข้าตั้งใจไว้แล้วเจ้าค่ะ” ข้าพูดออกไปด้วยสุ้มเสียงมั่นอกมั่นใจ

“มี่เอ๋อร์! พูดอันใดของเจ้า ไม่อายฟ้าอายดินเลยหรืออย่างไร”

ข้ายิ้มให้กับน้ำเสียงตื่นตกใจของพี่ใหญ่

“ข้าพูดเรื่องจริงนี่เจ้าคะ” แต่เมื่อนึกได้ว่ามีเรื่องต้องกำชับจึงเอียงหน้าเข้าไปใกล้ โดยกะระยะระหว่างตัวข้ากับพี่ใหญ่จากการก้มมองเท้าของเขาที่ข้าเห็นเพียงวับ ๆ แวม ๆ

“วันนี้ข้าขอฝากพี่ใหญ่ดูแลหลิงเอ๋อร์ด้วยนะเจ้าคะ อย่าให้ใครที่ไหนมาใกล้ว่าที่พี่สะใภ้ของข้าได้ล่ะ คนนี้ข้าจองไว้ให้ท่านโดยเฉพาะเจ้าค่ะ” ตั้งใจกระซิบเบา ๆ ให้ได้ยินเพียงเขาคนเดียว

“เห็นว่าเจ้าขอไว้หรอกนะ ข้าจะดูแลให้แล้วกัน” ใบหน้าของคนตัวสูงที่มักทำเป็นเข้มอยู่เสมอ บัดนี้คงมีปื้นสีแดงจาง ๆ ผาดผ่าน ข้าเดาเอานะ เพราะเขามักเป็นเช่นนี้ยามข้าเอ่ยถึงน้องสาวคนเล็กของเรา

“ขอบคุณนะเจ้าคะ รบกวนท่านแล้ว”

 

“ขบวนสินสอดของเจ้ายาวยิ่งนัก น้องเล็ก”

เมื่อฝากฝังน้องเย่หลิงกับพี่ใหญ่เสร็จ เสียงพี่รองเอ่ยทักข้าต่อทันที ข้าหันหน้าที่มีผ้าคลุมอยู่ไปตามเสียงเขา พยายามก้มต่ำเพื่อสังเกตเท้า ทำให้เพิ่งรู้ว่าตอนนี้ครอบครัวเราทุกคนมายืนรวมกันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว ทั้งท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่และพี่รอง

“ข้าเริ่มนึกอิจฉาเสียแล้วสิ” คำพูดที่่ออกมาจากปากพี่ชายคนรอง หาได้เข้ากับน้ำเสียงนิ่ง ๆ ไม่แสดงอารมณ์ของเขาไม่

“ท่านมาแต่งแทนข้าไหมล่ะเจ้าคะ หน้าตาเราสองคนเหมือนกันขนาดนี้ หลอกฝ่ายเจ้าบ่าวได้แน่นอนเจ้าค่ะ ข้ามั่นใจ เอ๊ย...จริงสิ ข้าเพิ่งนึกได้ ท่านงามกว่าข้านี่นา ลำบากแล้วสิ อย่าให้เจ้าบ่าวของข้าเห็นหน้าท่านนะเจ้าคะ เดี๋ยวเขาจะสับสนเอา”

“หึ”

 

ทั้งน้ำเสียง คำพูด และท่าทางที่เสแสร้งแกล้งแสดงออกไปของข้า ส่งผลให้คนรอบตัวต่างหัวเราะออกมาเสียงดัง ไม่ว่าจะเป็นท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ น้องเย่หลิง แม่สื่อ รวมถึงพี่รองเองยังหลุดขำออกมา เมื่อได้ยินข้าตอบเขากลับไปเช่นนั้น

 

‘ต้องอย่างนี้สิเจ้าคะ’ ข้าอยากให้ทุกคนมีแต่รอยยิ้ม อย่าห่วงแต่ข้านักเลย

ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่ข้าได้รับราชโองการ ทุกคนต่างเอาแต่เป็นห่วงความรู้สึกข้า โดยส่งตัวแทนอย่างพี่ใหญ่มาคอยชวนข้าคุย รวมถึงชวนข้าหนี

 

 

“ชินอ๋องมาถึงแล้วขอรับนายท่าน!”

 

หัวใจดวงน้อยของเจ้าสาวอย่างข้าเต้นแรงแทบทะลุอกทันที เมื่อได้ยินบ่าวชายคนหนึ่งเอ่ยกับท่านพ่อว่า...

 

เจ้าบ่าวของข้า...มา ถึง แล้ว

 

ขออนุญาตตื่นเต้นหน่อยเถอะ

 

งานแต่งครั้งแรกในชีวิตข้าเลยนะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 83 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

81 ความคิดเห็น

  1. #64 moonbless (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 21:19
    ก็ต้องคนที่น้องบ่นหาว่า หายหน้าไปละสิ

    อิอ๋องงง
    #64
    1
    • #64-1 wanchan p(จากตอนที่ 51)
      12 สิงหาคม 2563 / 18:41
      ถะ ถะ ถูกต้องนะคร้าบ 😆
      #64-1
  2. #63 pook1819 (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 22:31
    แทบจะกัดเล็บลุ้นแล้วเนี่ย ใครหนอใครกัน
    #63
    1
    • #63-1 wanchan p(จากตอนที่ 51)
      12 สิงหาคม 2563 / 18:40
      เฉลยแล้วเนาะ 😆
      #63-1