[TWICE] SWEETEST SENTIMENT : MiChaeng

ตอนที่ 8 : Chapter 7 : Wilful Woman

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,251
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    26 มิ.ย. 59



Chapter  7 : Wilful Woman


 


มีหลายเรื่องที่ไม่อาจหาเหตุผลมาอธิบายได้

โดยเฉพาะเหตุผลจากผู้หญิงเอาแต่ใจ

 


           



            “เมื่อไรคุณจะเลิกทำตัวมีปัญหาแบบนี้ซะที” ชายวัยกลางคนเอ่ย ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสีดำมองเด็กสาวผมสั้นอย่างควบคุมความอดทน ซึ่งใกล้จะหมดลงทุกทีที่นักเรียนเจ้าปัญหาคนดังกล่าวยังคงเคาะด้ามปากกาบนโต๊ะ ไม่แยแสต่อการมีตัวตนของเขา



            ปัดปากกาในมือเด็กสาวเพื่อให้หยุดการกระทำอันน่าหงุดหงิด



            “ผมกำลังพูดกับคุณซนแชยอง”




            “เมื่อไรก็เมื่อนั้นค่ะ” แววตาแข็งกระด้างเงยขึ้นอย่างท้าทาย ให้คนมองต้องพยายามนับหนึ่งถึงสิบในใจ มันคงไม่ฉลาดนักหากเขาเอาชื่อเสียงและภาพลักษณ์อาจารย์ระดับสูงที่สั่งสมมาตลอดหลายปี แลกกับเด็กกะโปโลห้องสุดท้ายคนหนึ่ง



            หล่อนควรจะสำนึกสักหน่อยอย่างที่บอกไปตอนต้นคาบ แค่เขายอมลดตัวมาสอนถึงที่แทนอาจารย์ประจำที่ลาป่วยไปก็นับว่าเป็นบุญคุณมากพอแล้ว



            “ผมจะจัดการคุณยังไงดี” เขาว่า “หรือผมควรส่งจดหมายแจ้งผู้ปกครองพ่อแม่คุณจะได้รู้ว่าลูกตัวเองทำอะไรไว้บ้างที่โรงเรียน”




            “พวกเขาไม่มาหรอกค่ะ” แชยองยิ้มเหยียด “พนันได้เลย ยังไงก็ไม่มา”



            “ทำไม”



            “ก็แค่ไม่มาค่ะ”



            บรรยากาศภายในเงียบกริบ แม้มีปากกาตกสักด้ามคงได้ยินโดยทั่วกันนักเรียนทุกคนจับจ้องร่างสูงใหญ่ของอาจารย์กับเพื่อนตัวเล็กหลังห้องเป็นตาเดียว แม้จะนึกเป็นห่วงและเข้าใจว่าทำไมแชยองถึงก่อปัญหา แต่ก็ไม่มีใครกล้าทำอะไร



            อาจารย์คนนี้ไม่เหมือนคนอื่นที่จะยอมปล่อยพวกเธอไปง่ายดาย



            ความกดดันยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อเขาแค่นหัวเราะในลำคอ



            “ผมพอเข้าใจแล้วพ่อแม่ไม่ใส่ใจเลยขาดความอบอุ่นจากครอบครัวสินะ ถ้างั้นก็ควรมีอาจารย์สักท่านช่วยจัดการปัญ



            หากเสียงทุ้มจากเด็กสาวตอกกลับในทันที




            “เพิ่งรู้ว่าอาจารย์มีสิทธิ์วิจารณ์ครอบครัวคนอื่นด้วย ไม่ใช่ว่ามีหน้าที่สอนอย่างเดียวเหรอคะ”



 

---------------------------------------------------------------------------------

           

 


            แชยองมีปัญหาอีกแล้ว



            ร่างสูงหุ่นดีราวกับนางแบบก้าวไปตามทางด้วยความร้อนรนต่อให้นี่ไม่ใช่ครั้งแรก อันที่จริงมันค่อนข้างเยอะเกือบครึ่งร้อยแล้วนับแต่พวกเธอเป็นเพื่อนกัน หากเธอก็ยังรู้สึกไม่ดีทุกคราวยามได้ข่าวว่าแชยองโดนเรียกเข้าห้องพักอาจารย์



            ยิ่งดาฮยอนกับจื่อวี่เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง เธอก็ยิ่งเป็นห่วง



          แชยองอ่อนไหวกับเรื่องครอบครัวมากเป็นพิเศษมากยิ่งกว่าเรื่องใด




            โซมีหยุดหน้าประตูที่ยังปิดสนิท ด้วยรู้ว่าตอนนี้ตนไม่มีสิทธิ์เข้าไป จึงทำได้แค่รออยู่ตรงนั้นจนกว่าคนข้างในออกมาซึ่งใช้เวลาหลังจากนั้นไม่นานนัก



            “เธอมีญาณทิพย์เหรอโซมี”



            นี่ก็ปากดีตลอด



            คิดได้เพียงเท่านั้น ยังไม่ทันได้เอ่ยปากพูดอะไร คู่กรณีของแชยองก็เดินออกมาด้วยบรรยากาศกดดันขึ้นอีกครั้งเมื่อเขาปราดสายตาเย็นเยียบมองพวกเธออย่างจงใจ ขณะที่คนตัวเล็กแสร้งเป็นไม่สนใจ



            “จอนโซมีนักเรียนห้องหนึ่งติดท็อปห้านักเรียนคะแนนสูงสุดของโรงเรียน” เขาเริ่มเปรย น้ำเสียงซ่อนความหงุดหงิดไว้ไม่มิดอันเนื่องมาจากผลสรุปบทลงโทษของคู่กรณีไม่เป็นตามหวัง “คนฉลาดอย่างเธอน่าจะรู้นะว่าควรเลือกคบเพื่อนแบบไหน”



            คนฉลาดรีบดันไหล่เพื่อนสิบสองปีของตัวเองเป็นเชิงปราม เพราะไม่อยากให้เจ้าตัวต้องโดนเพิ่มโทษโดยไม่จำเป็น เธอพยายามฉีกยิ้มให้ผู้อาวุโสกว่า “ไม่ต้องห่วงค่ะอาจารย์ ฉันมีวิจารณญาณมากพอสำหรับเรื่องนี้ค่ะ”



            แน่นอนถึงเธอจะไม่ค่อยชอบอาจารย์ท่านนี้นับแต่ตอนที่รู้ว่าเขาก่อเรื่องอะไร แต่ก็นั่นแหล่ะ ถ้าเธอไม่คุมสติเสียตอนนี้ก็คงได้โดนลงโทษกันทั้งคู่




            เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่มีแววจะเกิดตามมา โซมีโค้งลาแล้วลากแชยองออกจากบริเวณนั้น พอเห็นว่าพ้นเขตอันตรายแล้วจึงเอ่ย



            “คราวนี้โดนอะไรอีกล่ะ”



            “ล้างห้องน้ำ”



            “โรงเรียนมีห้องน้ำเป็นสิบ?



            “ห้องน้ำใหญ่ข้างโรงยิม”



            “งั้นก็ไปกัน”



            “ไปไหน”



            “ล้างห้องน้ำไง”




            แชยองถอนหายใจ คิ้วขมวดอย่างไม่เห็นด้วย



“โซมีนี่มันงานของฉัน ฉันสร้างปัญหาเอง ไม่เกี่ยวกับเธอเลย” ว่าพลางยกนาฬิกาขึ้นดูเวลาสนับสนุนความคิดตน “เที่ยงกว่าแล้ว เธอรีบไปช่วยงานที่ร้านเถอะสัญญาว่าทำเสร็จแล้วจะรีบตามไป”



“ฉันโทรบอกพี่จองยอนแล้วว่าเราจะไปเลท”



“...”



            “เราเป็นเพื่อนกันนี่ ใช่มั้ย” สาวลูกครึ่งสอดมือเข้าคล้องแขนคนข้างกาย “เอาน่า ช่วยกันทำสองคนเสร็จไวกว่าคนเดียวอยู่แล้ว”



            “เธอนี่มันดื้อจริง ๆ ”



            “คิดว่าติดมาจากใครล่ะ”



            “รู้ว่าไม่ดีก็อย่าทำตามได้มั้ยล่ะ” เจ้าของความดื้อฉบับต้นตำรับหลุดหัวเราะเสียงเบาโซมีเป็นคนเดียวที่รู้วิธีจัดการเธอมากที่สุดในทุกด้าน รู้ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะช่วยให้เธออารมณ์ดีขึ้น คอยอยู่เคียงข้างกันมาตลอด



            สุดยอดเพื่อนที่ตายแล้วเกิดใหม่สักสิบชาติก็คงหาไม่ได้ง่าย ๆ



            อยู่ด้วยกันมาสิบสองปี ร่วมทุกข์ ร่วมสุข ผ่านเรื่องราวมากมาย



            เธอจินตนาการถึงชีวิตที่ไม่มีโซมีเป็นเพื่อนไม่ออกเลย



           

---------------------------------------------------------------------------------

 

           


            “จากที่เธอเล่า ฉันว่ามันก็ไม่มีอะไรน่ากังวลนะ” ซานะออกความเห็นหลังจากฟังเพื่อนร่วมชาติพร่ำบ่นถึงความคับข้องภายใน ระหว่างนั่งฆ่าเวลาในร้านคาเฟ่รอเวลาฉายภาพยนตร์ชื่อดังที่พวกเธอตกลงว่าจะมาดูด้วยกันเมื่อสัปดาห์ก่อน



“โซมีแค่หุ่นดีกว่า สวยกว่า น่ารักกว่า เด็กกว่า อยู่โรงเรียนเดียวกัน ทำงานพิเศษด้วยกันแล้วก็ยังไงนะ อ้อ เหมือนจะเป็นเพื่อนกับแชยองมานานแล้วด้วย” หญิงสาวใช้หลอดคนมวลเฟรปเป้ในแก้วทรงสวย “เธอชนะใส ๆ ”



            ชนะได้ก็บ้าแล้ว!



          ถ้าจะประชดกันแรงขนาดนี้ ไม่สาดน้ำใส่หน้าเลยล่ะ เจ็บน้อยกว่า



            “ขอบคุณที่ให้กำลังใจนะ” มินะขบเขี้ยวเคี้ยวฟันตอบ เริ่มรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดที่เอาปัญหามาเล่าให้เพื่อนฟังก็คราวนี้ เพราะนอกจากจะไม่ได้ช่วยแก้ไขอะไรแล้ว ยังมีแต่คำพูดบั่นทอนความหวังอีก




            “ตอนนี้เธอก็กำลังไปได้สวยนี่ จะเก็บเอาเรื่องเด็กนั่นมาคิดมากทำไม”



“ก็




ซานะถอนหายใจ ลอบมองสีหน้าอึกอักของเพื่อนแล้วจึงวางแก้วลง “คิดมากน่า ถ้าสองคนนั้นจะมีซัมติงอะไรกันอ่ะนะ ฉันว่าพวกเขาคงคบกันไปนานแล้ว ไม่เหลือรอดมาให้เธอแจกอ้อยถึงตอนนี้หรอก”




            “ฉันจะไปสั่งขนมเพิ่มนะ มีใครอยากเอาไรมะ” บุคคลผู้เกือบถูกลืมเลือนไปแล้วว่าเจ้าหล่อนก็อยู่ในวงสนทนาด้วยลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หลังจากเพิ่งจัดการฮันนี่โทสต์สำหรับสามที่หมดด้วยตัวคนเดียว สาวญี่ปุ่นสองคนที่เหลือมองหน้ากันพลางกระพริบตาปริบ ๆ พร้อมความคิดผุดข้างในใจโดยมิได้นัดหมาย



            กินหมดตั้งแต่เมื่อไรวะ



            “เอ่อ ไม่ล่ะอยากเก็บท้องไว้กินป๊อปคอร์น” เจ้าของเสียงใสบอกปัดด้วยรอยยิ้มแห้ง จำได้ว่าเธอเพิ่งคุยกับมินะ ละสายตาจากขนมไม่ถึงห้านาที เฟรปเป้ยังลดลงไม่ถึงครึ่งค่อนแก้วเลยด้วยซ้ำ



            นับวันสกิลการกินของโมโมะก็ยิ่งน่ากลัวมากขึ้นเรื่อย ๆ



            แต่ยอมรับว่าเพราะการขัดจังหวะของโมโมะถึงช่วยทำให้บรรยากาศการสนทนากลับมาดีขึ้น คล้ายกับไม่อยากพูดถึงสิ่งที่ทำให้บั่นทอนกำลังใจ มินะจึงเลือกที่จะเปลี่ยนประเด็นเป็นเรื่องอื่นแทน เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้กลับมาอีกครั้ง



            พออารมณ์เริ่มดีใจก็เริ่มเย็นลงตามไปด้วย



            บางทีมันอาจจะจริงอย่างที่ซานะบอกถึงโซมีจะได้เปรียบตรงระยะเวลาที่เคยใช้ร่วมกันมีมากกว่า แต่ปัจจุบันนี้ความสัมพันธ์ของเธอกับแชยองก็พัฒนารวดเร็วภายในเวลาอันสั้น และมีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นไปอีก แหงล่ะ มินะจะไม่นับเรื่องลักษณะทางกายภาพเพราะเธอมีความเชื่อมั่นอยู่เสมอว่าเธอก็มีดีในแบบของตัวเอง



            เรื่องอะไรจะยอมรับว่าคนอื่นสวยกว่า



            หรืออย่างน้อยโซมีก็อ้อยไม่ได้เท่าครึ่งของเธอหรอก




            ระหว่างหลุดหัวเราะให้ภาพซานะกับโมโมะที่กำลังเปิดศึกกันเพราะมีคนแย่งขนมของอีกคนจนต้องเบือนหน้าหนี สายตาก็บังเอิญไปบรรจบที่ร่างสูงโปร่งในชุดนักเรียนมัธยมปลาย เส้นผมสีน้ำตาลยาวบวกกับหลังเหยียดตรงยิ่งเสริมบุคลิกให้ชวนมอง



            เหมือนเคยเห็นเมื่อไม่นานมานี้แฮะ



            คราแรกเธอยังไม่มั่นใจ กระทั่งเด็กคนดังกล่าวหันกลับมา คิ้วเลิกขึ้นเล็กน้อยด้วยไม่คาดว่าจะบังเอิญเจอคนเพิ่งรู้จักอีกครั้งเพียงข้ามวัน



            และยิ่งแปลกใจเมื่ออีกฝ่ายเดินตรงมาทางโต๊ะที่พวกเธอนั่งอยู่



            “มาทำอะไรที่นี่เหรอจื่อวี่”



            “แค่เดินเล่น” จื่อวี่ตอบเสียงทื่อ ๆ แล้วก็หยุดเพียงเท่านั้น ไม่พูด ไม่ถามอะไรต่อ ไม่ขยายความสักนิดด้วยว่าอะไรคือเหตุผลที่พาเจ้าตัวเดินมาหาเธอ



            เห็นคนอายุน้อยกว่าถือแก้วน้ำเย็น ๆ ในมือพอดี บวกกับอยากทำอะไรก็ได้เพื่อพาสถานการณ์ออกจากความเงียบ มินะจึงพูดขึ้นอีกครั้งเป็นการเชื้อเชิญตามมารยาท “นั่งด้วยกันก่อนมั้ย”



            ผงกหัวสองสามครั้งแล้วทรุดตัวลงนั่งบนพื้นที่ว่างของเก้าอี้เหลือ ซึ่งบังเอิญอยู่ข้างเธอพอดี



            “คนนี้ชื่อซานะ แล้วก็โมโมะ เพื่อนสนิทฉันเอง” คนพูดน้อยพ่วงตำแหน่งคนกลางระหว่างสองประเทศจำเป็นต้องรับหน้าที่เริ่มต้นบทสนทนาอีกครั้ง “ส่วนนี่จื่อวี่เป็นเพื่อนแชยอง”



            “อ้อออออ” ยัยเพื่อนไม่รักดีทั้งสองพยักหน้าหงึกหงัก ลากเสียงคานยางอย่างพร้อมเพรียงราวกับนัดกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน ปราศจากแววของคนที่เพิ่งเปิดศึกทะเลาะแย่งของกินไม่กี่นาทีที่แล้วโดยสิ้นเชิง



            ทีงี้ล่ะสามัคคีกันเชียว




            ยังไม่ทันวางแผนว่าต้องทำอะไรต่อ เจ้าของเสียงใสมุ้งมิ้งก็พูดโพล่งขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย และแน่นอนว่าไม่คิดจะถามความเห็นเพื่อนสักนิด



“รู้มั้ยว่าเพื่อนฉันกำลังจีบเพื่อนเธออยู่”



            เห้ยยย!



            “ทำไมจะไม่รู้”



            “จากสายตาเธอคิดว่ามินะเป็นยังไงบ้าง ผ่านมั้ย”



            เดี๋ยวค่ะได้โปรดใจเย็นก่อน ปรับอารมณ์ไม่ทัน



“ก็เป็นผู้หญิงที่ดูดีคนหนึ่ง”



“แล้วผ่านมั้ย” เมื่อไม่ได้คำตอบที่ต้องการซานะจึงถามย้ำ



“ฉันไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะบอกว่าผ่านหรือเปล่า” จื่อวี่พยายามตอบอย่างเป็นกลาง ปรายตามองผู้ถูกพาดพิงที่ยังนั่งเงียบ “แต่จากสายตาคนนอก มองเพื่อนกำลังโดนคนอื่นจีบฉันโคตรนับถือพี่เลยที่กล้าอ่อยแชยองขนาดนั้น”



นี่ชมหรือด่าคะ ตอบ!



          ส่วนตัวมั่นใจว่าน่าจะค่อนไปทางอย่างหลังมากกว่า



            คนถูกวิจารณ์ส่งรังสีอาฆาตมองเพื่อนตัวดีที่นั่งกลั้นหัวเราะอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างคาดโทษ พอรู้ตัวว่าโดนมองแรงซานะก็ฉีกยิ้มกว้างด้วยความภาคภูมิใจเสียเต็มประสา ไม่ใช่เพราะได้ช่วยเพื่อน แต่เพราะเกือบได้เห็นมาดหลุดยามไม่ได้ตั้งตัวของมินะต่างหาก



“ถ้างั้นจื่อวี่” แม้จะยังตั้งตัวไม่ทัน แต่เพราะแหล่งข้อมูลชั้นดีมานั่งอยู่ข้าง ๆ จะให้เธอปล่อยหลุดมือไปง่ายดายก็คงเป็นการกระทำที่โง่ไปสักหน่อย



“ฉันพอจะถามเรื่องเกี่ยวกับแชยองจากเธอได้มั้ย แค่นิดหน่อยน่ะ”



            จื่อวี่ยกยิ้มพลางยักไหล่



            “จะตอบเท่าที่ตอบได้นะ”



            “ขอบ



            “แต่รู้ใช่มั้ยว่าของฟรีไม่มีในโลก” เด็กสาวขัดเสียงเรียบ หากสีหน้าเจือประกายสนุกสนานประหนึ่งเด็กได้ของเล่นชิ้นใหม่ “มาแลกเปลี่ยนอะไรกันหน่อยมั้ย”



 

---------------------------------------------------------------------------------

           



            มินะไม่ใช่ผู้หญิงประเภทที่จะออกนอกเคหสถานยามค่ำคืนโดยเฉพาะเวลาเกือบล่วงเลยข้ามพ้นคืนเก่าสู่วันใหม่ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอบังเอิญทำผ้าพันแผลเจ้าปัญหาชิ้นสุดท้ายเปียกน้ำเสียชุ่ม ครั้นจะให้ใช้ชีวิตต่อในสภาพไร้ผ้าปิดทั้งที่แผลยังไม่แห้งดีก็เกรงว่าตัวเองจะไม่ระมัดระวังมากพอจนอาการหนักยิ่งกว่าเดิม



โชคดีที่มีร้านสะดวกซื้อเปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงตั้งไม่ไกลจากหอพักมากนัก ใช้เวลาไม่ถึงห้านาที มีเสาไฟประดับตลอดเส้นทางพอรับรองความปลอดภัยได้ระดับหนึ่ง เธอจึงไม่ต้องทนรอให้ถึงพรุ่งนี้เช้า



            หยิบของทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็น จากที่ตั้งใจซื้อแค่อุปกรณ์ทำแผล กลับกลายเป็นว่าตอนนี้มีทั้งน้ำทั้งขนมและของใช้จิปาถะจนแน่นเอี๊ยด เตรียมความพร้อมเพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่ต้องออกมาเดินซื้อของยามวิกาลอีก




            มือชะงักค้างชั่วครู่เมื่อบังเอิญเห็นซองขนมอันคุ้นเคยวางแอ้งแม้งบนชั้นวางของ พาลให้นึกถึงใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารักของเด็กสาวที่เพิ่งส่งข้อความแชทบอกเธอว่า เลิกงานแล้ว เมื่อราว ๆ ครึ่งชั่วโมงก่อน



            รอยยิ้มกว้างผุดขึ้นอย่างห้ามไม่ได้



            เธอรู้มันเป็นขนมที่แชยองชอบกิน



            แทบไม่ต้องเสียเวลาคิด มินะเอื้อมมือหยิบอันที่จริงเรียกได้ว่าโกยมันลงมาแทบทั้งแถวอย่างไม่คิดเหลือเผื่อแผ่ให้ลูกค้ารายอื่น มีความมุ่งมั่นตั้งใจชนิดที่ว่าเธอคงจะเหมาหมดร้านแล้วหากไม่ทันสำเหนียกได้ว่าตัวเองยังต้องเดินแบกของกลับ



            อยากเปย์นะคะ แต่ก็สงสารตัวเองด้วย




            ราวกับคนบนฟ้านึกเห็นใจในความพยายาม หรือบางทีอาจจะเป็นพรหมลิขิตของคนสองคนที่มีชะตาคล้องกัน ท่านจึงได้ประทานตัวช่วยให้ทันทีที่ก้าวขาออกจากร้านสะดวกซื้อ



            แหม เกริ่นซะน้ำเน่าขนาดนี้แล้วจะเป็นใครไปได้อีกถ้าไม่ใช่แชยอง



            “พี่มินะจะย้ายบ้านเหรอ” สีหน้าท่าทางอิดโรยเพราะเหนื่อยจากการทำงานหนักไม่ได้ช่วยลดดีกรีความปากไวลงแม้แต่น้อย กระนั้นแชยองก็ยังเสนอตัวช่วยหิ้วสัมภาระบางส่วนด้วยกลัวว่าแผลบนมือคนอายุมากกว่าจะบอบช้ำจากการยกของ



            ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากบอกว่าจากจำนวนทั้งหมดเป็นขนมที่ตั้งใจซื้อให้แชยองคนเดียวเสียเกือบครึ่ง เรื่องเล่าจากจื่อวี่เมื่อตอนบ่ายก็ดังสะท้อนอยู่ในห้วงความคิด มินะจึงเปลี่ยนใจมาคุยเรื่องนี้แทน



            “แล้วเป็นไงล่ะ ได้ข่าวว่าวันนี้โดนอาจารย์ลงโทษด้วยนี่”



            “พี่รู้ได้ไง”



            “ฉันถามเธอก่อนนะ”



            “ก็ไม่อะไร แค่ต้องล้างห้องน้ำใหญ่” แชยองตอบอย่างว่าง่าย “ลำบากตรงที่ต้องรีบไปทำงานพิเศษต่อเนี่ยแหล่ะ พี่นายอนบ่นฉันจนหูชาเลย”



            “โห อย่างนี้ก็เหนื่อยแย่เลยสิ” รีบยิงคำถามต่อ ไม่เปิดโอกาสให้แชยองวกกลับมายังประเด็นที่ว่าทำไมเธอถึงรู้เรื่องนี้ โชคดีที่อีกฝ่ายคงยังไม่ทันตั้งสติ หรือเพราะอาจจะไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญจึงไม่ได้ทวงเอาคำตอบจากเธอ




            และมินะก็เพิ่งรู้ว่าเธอไม่ควรชวนคุยเรื่องนี้ตั้งแต่แรก




            “ไม่เท่าไรหรอกพอดีโซมีมาช่วยล้างด้วยน่ะ สะดวกขึ้นเยอะเลย”




            “อ่อ เหรอ” อารมณ์พลิกจากหน้ามือเป็นหลังเท้า ถ้าให้เปรียบเทียบคงคล้ายกับกำลังดูหนังรักโรแมนติกแล้วทันใดนั้นก็ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นหนังดราม่า มินะพยายามเก็บความรู้สึกด้านลบไว้เงียบ ๆ ภายในใจ ทว่ามันถาโถมมากเสียจนเธอไม่อาจแสร้งทำตัวให้เป็นปกติได้



            ไม่ชอบเวลาแชยองพูดถึงเด็กคนนั้น



            และยิ่งหงุดหงิดที่เห็นว่ารอยยิ้มของเจ้าตัวกว้างมากแค่ไหน



            ทั้งน้ำเสียงสดใส กับแววตาเป็นประกาย



            ยอมรับว่ามันเป็นหนึ่งในเสน่ห์ของแชยองที่ทำให้เธอตกหลุมรักแต่ต้องไม่ใช่แบบนี้



            ไม่ใช่รอยยิ้มที่เกิดขึ้นเพราะกำลังนึกถึงคนอื่นสิ




“พี่เป็นอะไรหรือเปล่า” คงเพราะเธอเงียบนานเกินไปหน่อย แชยองจึงเริ่มจับได้ถึงความผิดปกติ คนตัวเล็กพยายามชะโงกหน้าเรียกร้องความสนใจ หากเธอกลับเบือนหนีไปอีกทาง



            “เปล่า”



            “ต้องมีอะไรแน่ ๆ อ่ะพี่โกรธฉันเหรอ”



            “ไร้สาระน่า ฉันจะโกรธเธอทำไม”



            ใช่ ไร้สาระเนอะ



คนไร้สาระขบริมฝีปากอย่างอดกลั้น



แชยองไม่ผิดที่ชมโซมี และแน่นอนว่าเจ้าตัวมีสิทธิ์จะยิ้มหรือมีความสุขเมื่อไรก็ได้ตามใจปรารถนาเธอรู้ดี แต่เธอก็ยังห้ามความโกรธของตัวเองไม่ได้ ทุกอย่างมันพุ่งพล่านอยู่ข้างใน ไม่แน่ใจว่าเธอโกรธใครมากกว่ากันระหว่างแชยอง โซมี หรือตัวเอง




            เพราะเธอพาลเกินกว่าจะพูด ส่วนแชยองก็คงเหนื่อยและสับสน ส่งผลให้ไม่มีใครปริปากเอ่ยคำใดตลอดทางเดิน แม้แต่ตอนที่แชยองยื่นของคืน มินะก็ทำเพียงแค่รับมันมาแล้วไขกุญแจกลับเข้าห้องเงียบ ๆ



            ไม่ชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้เลย




            พอวางของทั้งหมดกองลงกับพื้นลวก ๆ ควานหาอุปกรณ์ทำแผลซึ่งเป็นต้นเหตุที่พาเธอออกไปข้างนอก จนต้องมารับรู้เรื่องที่ไม่ควรรู้เลยสักนิดซองขนมสีสันสดใสที่เธอไม่ได้โปรดปรานก็หลุดออกมา ดึงสติและความสนใจจากเธอไปจนสิ้น



            เธอรู้เธอจะไม่กินมันแน่ ๆ



            มากเท่าที่รู้ว่าอารมณ์อ่อนไหวนี้จะเกาะกุมหัวใจไม่นาน เชื่อเถอะว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้เธอก็พร้อมจะสลัดทุกความคับข้องใจแล้วหยิบยื่นขนมให้แชยองเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเอง



            จนกว่าจะถึงตอนนั้น




            ขอเธอทำตัวเป็นเด็กเอาแต่ใจตัวเองสักคืนหนึ่งนะ

           


 


 

**************************************************************************************

สงครามยังไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหารนะคะ

นี่มันฟิคมิแชงค่ะ จบมิแชงอยู่แล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงเลย 555555555555

เราแค่สร้าง ทีมแชยองงี่ของโซมี ขึ้นมาเพื่อเหตุผลบางประการ

หนึ่งคือ ให้คนอ่านรู้ค่ะว่าแชยองซื่อบื้อจริง มีคนคิดเกินเพื่อนตั้งนานยังไม่รู้ตัว

แต่ก็ต้องเข้าใจนะคะว่าเพราะโซมีทำแบบนี้มาตลอด แชยองเลยนึกว่ามันเป็นเรื่องปกติในฐานะเพื่อน

เหตุผลอื่นยังไม่บอก แต่จะส่งผลดีต่อ ทีมแชงแชงของพี่มินะ ภายในอนาคตแน่นอนค่ะ


แล้วก็ ชื่อตอนนี้สื่อถึงมิแชงทั้งคู่เลยค่ะ เข้าใจเนอะว่าเอาแต่ใจยังไง

ขอให้มีความสุขกับการอ่านนะคะ รักคนอ่านทุกคน แต่รักน้อยกว่ามิแชงนิดนึง


#FicSweetest


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

390 ความคิดเห็น

  1. #378 Mimi (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2562 / 18:57

    ต้องสู้ค่ะพี่มินะ อย่าเพิ่งท้อ

    #378
    0
  2. #113 อาจื่อวีของเค้า (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2559 / 00:07
    พี่มินะสู้ๆนะ เราเปนกำลังไจไห้ !!
    #113
    0
  3. #109 tew (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2559 / 18:05
    น้องแชงข่นซื่อบื้อ พี่เค้าหึงก็ยังไม่รู้ตัว แต่อย่างว่าแหละ ขนาดฝรั่งคิดเกินเพื่อนเจ้าแชงยังไม่รู้ตัวเลย

    แต่ขำโมะกับซานะอ่ะ อะไรคือการแย่งของกินกัน ตลก 5555555555 ส่วนน้องจื่อนี่ดูเจ้าเล่ห์นะคะ
    #109
    0
  4. #107 osaka okonomiyaki (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2559 / 23:50
    พี่มินะอย่าเพิ่งรีบหายงอนนะคะ รอให้น้องแชงมาง้อก่อน5555 ตอนนี้อ่านแล้วก็ชอบมากอีกแล้วค่ะ แอบหน่วงๆเบาๆตอนท้าย รออ่านต่อนะคะ
    #107
    0
  5. #106 allnightjubu (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2559 / 20:45
    คนอ่านก้ใจแข็งนะ พี่มินะสู้ๆ
    #106
    0
  6. #105 aonnuch_zz (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2559 / 14:35
    น้องแชงซื่อจริงๆ5555 แต่ตอนโดนทำโทษนี่สงสารเลยอะT^T
    #105
    0
  7. #104 Kwanjira Temsawat (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2559 / 12:53
    ผิดมั้ยคะที่ชอบโซมีแชยอง 5555555
    #104
    0
  8. #103 Kkero (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2559 / 11:33
    ขออยู่ทีมกบฏค่ะ โซมีแชงต้องมา 555555 แม้ว่าจะลงเอยด้วยมิแชงแต่ชอบบรรยากาศอบอุ่นของโซมีแชงอ่ะค่ะ เห้ออออ มีความหมั่นไส้พี่มินะเหมือนกันนะคะบางที อ้อยเรี่ยราด แถมความสัมพันธ์ก็พัฒนานิดๆด้วย สงสารโซมีที่คบกันมาสิบสองปี 555555
    #103
    0
  9. #102 kumyoon (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2559 / 10:22
    น้องแชงมาง้อพี่มินะหน่อยเร้ววว
    #102
    0
  10. #101 apolloxx17 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2559 / 09:53
    โง้ยย มีความหน่วง มีความอึดอัดคับข้องใจ ;4; แต่ที่พี่มินะคิดมันก็ถูกนะคะ ไม่ได้เป็นไรกันจะไปมีสิทธิ์โกรธได้งายยยยย แถมยังไม่รู้ว่าน้องแชงคิดยังไงอีก แง้ อึดอั้ดดดดดด!
    #101
    0
  11. #100 khunlung_s (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2559 / 09:30
    น้องแชงนี่ก็ยังคงซื่อบื่อเสมอต้นเสมอปลาย นิ่มหึงนี่จะรู้บ้างไหม....นิ่งๆ ยังจือวี่ยังดูออก ถถถถ
    #100
    0
  12. #99 BearBD (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2559 / 03:01
    มินะนิ่งไว้ๆนะ ถ้าเงียบไปแล้วน้องจับสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลง แปลว่าน้องแชงก็สนใจพี่มินะอยู่นะ....
    ให้กำลังใจมินะแปป สู้ๆ 555
    #99
    0
  13. #98 ++Black_Hell++ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2559 / 02:50
    เวลาอ่านตอนมาส์กหน้าด้วยนี่ลำบากอ่ะค่ะ จะหลุดยิ้มหลุดขำหลายทีละ ฮรืออออออ
    ตกลงน้องแชงซื่อบื้อจริงๆด้วยสินะ โถ่ สู้ๆนะคะพี่มินะ ท้อได้แต่อย่าถอยค่ะ ทีมแชงแชงของพี่มินะ<3
    อยากรู้ปมครอบครัวของน้องจังเลย มีส่วนให้น้องแชงดูเป็นเด็กป่วงๆแบบนี้รึเปล่านะ แถมน้องก็อยู่ตัวคนเดียว ทำงานพิเศษอีก....
    ปล. ขำฉากน้องจื่อกับซาโมะมากๆ นึกภาพตามแล้วตลกอ่ะค่ะ 555555555555
    #98
    0