วาสนา พรหมลิขิต ภาค สิ้นสุดทางเดิน

ตอนที่ 2 : วาสนาครั้งที่๒ : นามแห่งชะตากรรม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    15 ก.ค. 63



 

นามแห่งชะตากรรม

 

 

         เช้าวันนี้ก็เหมือนทุกๆ วัน

 

         ผมตื่นขึ้นมา เก็บเตียง ลงจากเตียง หยิบรีโมทปิดแอร์ ขณะจะเดินเข้าห้องน้ำก็ไม่ลืมอ้าปากหาวด้วยความง่วงงุน พลางยกเสื้อเกาหน้าท้องเหมือนที่ลุงแก่ๆ พุงพลุ้ยมักจะทำ

 

ใบหน้าขาวสะอาด เสี้ยวคมคายคล้ายบิดาบังเกิดเกล้าทว่าอ่อนเยาว์กว่ามีน้ำตาเล็ดออกมาจากหางตา ดวงตาเรียวคมกับแพขนตายาวกว่าผู้ชายทั่วไปขับความฉ่ำให้งดงาม โดยปกติชายหนุ่มจะรู้ตัวดีอยู่แล้วว่าตัวเองค่อนข้างดูดี แต่ก็ไม่ได้สนใจในรายละเอียดยิบย่อยมากนักเพราะความคิดที่ลอยอยู่ในหัวมีแต่คำว่า ‘น่าเบื่อ’ ...นับว่าน่าเสียดายในรูปลักษณ์ที่สาวโสดข้างบ้านมักจะกำเดาไหลทุกครั้งที่ได้จ้องมองอกตึกไหล่กว้างกับซิกแพ็คแน่นๆ ฉ่ำวาวหลังออกมาจากห้องน้ำด้วยผ้าขนหนูผืนเดียว...ซึ่งพายไม่เคยรู้ตัวเลยว่ากำลังถูกคุกคามทางสายตาผ่านผ้าม่านที่ดูเหมือนจะปิดสนิทของเพื่อนบ้าน

 

เอี๊ยด...ซ่า...

 

สายน้ำจากฝักบัวพร่างพราย น้ำอุ่นอุณหภูมิพอเหมาะร่วงหล่นพรมลงบนร่างกายของชายวัยเบญจเพศขับการไหลเวียนของเลือดในกายจนแดงก่ำขึ้นเล็กน้อย ส่วนที่แข็งขืนรับอรุณค่อยๆ อ่อนยวบลง ใบหน้าคมคายเงยรับความสดชื่น ก่อนที่มันจะไหลจากลำคอ ไหปลาร้า และร่องกล้ามเนื้อทุกส่วนเพื่อชำระล้าง ฝ่ามือใหญ่ละเลงสบู่หอมทั่วร่างโดยไม่ได้ปิดน้ำ จากนั้นก็รวบทำทั้งสระผมแปรงฟันใต้ฝักบัวนั้นด้วยความรวดเร็ว...ทว่ายังคงความละเมียดละไม รักษาความสะอาดเหมือนเดิม

 

กิจวัตรประจำวันเช่นเดิมที่ไม่ต่างจากหุ่นยนต์ถูกป้อนโปรแกรมให้ทำตามคำสั่ง แม้แต่เวลาในการใช้แต่ละกิจกรรมผมก็สามารถบอกได้อย่างถูกต้อง

 

อาบน้ำแปรงฟันสระผมรวมสิบนาที เช็ดตัวเป่าผมเซ็ตผมสิบห้านาที แต่งตัวสองนาที เวลาที่เหลือบมองรูปภาพใบเก่าใบนั้นและรวมถึงระลึกความทรงจำคือสิบวินาที

 

         ปึง...เสียงประตูตู้เสื้อผ้าปิดลง สายตาเหลือบมองนาฬิกาก็เห็นเข็มสั้นและเข็มยาวชี้ก่อนเจ็ดโมงเล็กน้อยซึ่งเป็นเวลาเดิมที่ควรจะเป็น...และจากนั้นก็จะได้ยินเสียง

 

         “พาย ข้าวเช้าเสร็จแล้วลูก”

 

         “ครับ” และผมก็ตอบรับไปอย่างทุกที

         

 

         ปิ๊น...ปิ๊น...

 

         แถบหน้าจอสว่างวิบวับระหว่างรถติดท่ามกลางสี่แยกไฟแดง เสียงแตรดังจากนอกรถเป็นระยะ ผมหยิบมันขึ้นมารับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเช่นเคย ไม่ต้องมองก็รู้ว่าเป็นใคร

 

         “ครับ มิ้นท์” เสียงทุ้มกรอกลงไป ก่อนที่สายตาจะกวาดมองหาสาวสวยคุ้นตา “อยู่ไหนแล้วครับ นี่ผมติดอยู่ตรงนี้มาเกือบสิบห้านาทีแล้ว”

 

         “ใกล้แล้วค่ะ พายรอมิ้นท์แปปนึงนะ” เสียงใสๆ ของสาวเจ้าดูเหมือนจะหอบเหนื่อยอยู่หน่อยๆ ...ได้ยินเสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นด้วยความรีบเร่ง

 

         “ไม่เป็นไร ไม่ต้องรีบ เดี๋ยวจะหกล้มเอา ถึงจะไฟเขียวแต่ก็น่าจะยังไม่พ้นสี่แยกนี้แน่ๆ” ผมบอกเสียงใจเย็น มิ้นท์จึงรับคำและวางสายไป

 

         ใบหน้าคมคายยังคงติดรอยยิ้มพึงใจเล็กน้อยแม้ปลายสายจะวางไปแล้ว เสียงใสๆ เปี่ยมดั่งน้ำชโลมหัวใจให้ชุ่มชื้น บรรยากาศที่น่าเบื่อพลันสดใสขึ้นมา

 

         รอแล้วรอเล่าแต่หญิงสาวยังคงไม่มา ไม่รู้วันนี้ตื่นสายหรือว่าอย่างไรถึงได้ดูรีบนัก ไฟแดงเปลี่ยนเป็นเขียวขยับเขยื้อนรถไปได้ไม่กี่เมตรก็ต้องใส่เกียร์ว่างอีก ร่างสูงเคาะนิ้วตามจังหวะเพลงยอดฮิตติดชาร์จในสัปดาห์นี้ เพลงที่ถูกขับร้องเป็นภาษาอังกฤษฟังง่าย เสียงของนักร้องและทำนองเชื่องช้าไพเราะติดหูจึงนิยมสู่ผู้คนอย่างแท้จริง

 

         เพียงแต่ความหมายที่ทำให้ผมหยุดชะงัก ฟังท่อนฮุคร้องซ้ำจบยิ่งตอกย้ำกระตุ้น

 

         เนื้อความในเพลงสื่อถึง ‘ฉันรอคอยที่จะได้พบเธออีกครั้ง’ แต่การรอคอยเพื่อได้พบไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งอะไรมากมาย เพียงแค่ว่า...ความรู้สึกแรกพบมันติดตรึงอยู่ในความทรงจำไม่ยอมหายไป

 

         ...เด็กประหลาดที่แนะนำว่าตัวเองชื่อวาด...

 

         เด็กหนุ่มที่ภายนอกเหมือนมัธยมปลายแต่แท้จริงแล้วเป็นเด็กมหาลัยที่อ่อนกว่าผมเพียงห้าปี ถึงจะทำตัวเหมือนคนขาดเซ็กส์ไม่ได้ถึงขนาดต้องมาขอร้องผู้ชายแปลกหน้าอย่างผมไปมีอะไรด้วยก็ตาม

 

แต่หลังจากนั้นผ่านมาตั้งสองสัปดาห์แล้วกลับไม่มีแม้แต่เสียงเรียกเข้าพร้อมกับเบอร์แปลกหน้าโทรเข้ามาเลยแม้แต่ครั้งเดียว

 

         แต่ถึงอย่างนั้น...

 

         นิ้วโป้งไถสมาร์ทโฟนเครื่องหรูเปิดหน้าเว็บไซต์ล่าสุดที่ยังเปิดค้างเอาไว้

 

‘เทคนิคมือใหม่...เข้าประตูหลังปลอดภัย’

 

หัวข้อไม่สื่อถึงเนื้อหาสิบแปดบวกประกอบกับรูปแม่กุญแจที่มีรูถูกไขล็อคประตูไม้เอาไว้อย่างแน่นหนา

 

ถึงอย่างนั้น...

 

‘นอนกับผมนะครับ’

 

‘ปล่อยนะเว้ย ไอ้เด็กขายตัว!’

 

‘ผมไม่ได้ขายตัวนะครับ ถ้าเป็นคุณล่ะก็ ผมให้เอาฟรีๆ เลย ไม่คิดเงิน’

 

‘ปล่อยกูเดี๋ยวนี้...จะปล่อยดีๆ หรือปล่อยด้วยน้ำตาและเลือด’

 

ทั้งๆ ที่ตอนแรกปฏิเสธเสียงแข็งอย่างนั้นแท้ๆ ...แต่กลับกลายเป็นผมเองที่บ้ามานั่งจริงจังถึงขั้นค้นหาวิธีการเตรียมพร้อมจะมีอะไรครั้งแรกกับผู้ชายซะอย่างนั้น

 

ชายหนุ่มไม่ต้องหลับตาก็นึกถึงรูปร่างบอบบางภายใต้เสื้อผ้าสีหม่นนั้นได้ เด็กนั่นบอกว่าไม่เคยนอนกับใครแสดงว่ายังเวอร์จิ้น หากเขาไม่เตรียมให้...ตอนรับขนาดของเขาเข้าไปเป็นได้ฉีกขาดอย่างแน่นอนไม่ต้องคาดเดา

 

ตลอดเวลาที่ผ่านมาได้แต่คิดหาเหตุผลว่าทำไม

 

‘จะไม่เอาเงินจริงๆ รึ’

 

‘...ขอแค่คุณพายไปเที่ยวกับผมสองต่อสองแค่สัปดาห์ละครั้งก็พอครับ’

 

หรือเพราะตระหนักได้ว่าตัวเองได้ไม่คุ้มเสียก็เลยหายเงียบไป

 

“จิ๊!”

 

ตุ้บ!

 

พอคิดถึงตรงนี้ก็กดล็อคหน้าจอดับวูบ ก่อนจะโยนมือถือทิ้งลงบนเบาะข้างคนขับด้วยความหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก...และยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นไปอีกเมื่อความคิดชั่ววูบที่ว่า ‘ทำไมถึงไม่ขอเบอร์ติดต่อของอีกฝ่ายเอาไว้’ แล่นเข้ามาในสมอง

 

ทำไมถึงติดใจนัก...

 

ทำไมถึงต้องหาเหตุผล...

 

ทำไมถึงได้รู้สึกแบบนี้...

 

จากนั้นผมก็ได้แต่ยอมตัดใจลืมซะ ช่างแม่งเหอะ ไม่ต้องโผล่หน้ามาให้เห็นอีกเลยนะ ไอ้เด็กเวร

 

 

“พาย ทางนี้แปปนึงสิจ๊ะ”

 

“อ้อ ได้ครับ พี่แป้ง” ร่างสูงถือกระเป๋าเอกสารในมือ เก็บของเสร็จเรียบร้อยหลังเลยเวลาเลิกงานแล้วสิบห้านาที กำลังเตรียมตัวกลับแต่ก็ได้ยินเสียงของแป้ง รุ่นพี่สาวที่เคยฝึกงานให้เขาช่วงหนึ่งตอนเข้ามาทำงานใหม่ๆ เรียกเอาไว้เสียก่อน เนื่องด้วยไม่มีธุระต้องรีบเร่งไปไหนจึงไม่ขัดข้องใดๆ “มีอะไรเหรอครับ”

 

แป้งคือหญิงสาวสถานะโสดอายุสามสิบดูแลตัวเองเป็นอย่างดี หุ่นเพรียวเอวเอสสะโพกผายในชุดเสื้อเชิ้ตสีครีมมีระบายกับกระโปรงยาวถึงหน้าแข้ง ผมยาวเป็นลอนสีบลอนด์อ่อนสยาย ทรงผมและสีผมแบบนี้เห็นกันได้ทั่วไป แต่พอเป็นผู้หญิงคนนี้กลับเข้ากันอย่างบอกไม่ถูก เป็นผู้หญิงที่สวยแบบเนี้ยบ สุภาพเรียบร้อย ทำงานเก่ง คุยเก่งและน่าเคารพนับถือ...มีใครหลายคนเคยสงสัยว่าเพียบพร้อมขนาดนี้แต่ทำไมเธอถึงยังไม่มีใครซักที รวมถึงผมด้วย แต่ก็ไม่อาจละลาบละล้วง

 

พี่แป้งเดินเข้ามาใกล้ ป้องปากพูดเสียงเบา “พรุ่งนี้ไม่ต้องเข้าบริษัทนะจ๊ะ ลูกค้าประจำเธอเรียกไปแนะนำสินค้าใหม่อีกแล้ว”

 

ใบหน้าหล่อขมวดคิ้วเล็กน้อย สบตากับหญิงสาวแล้วถอนหายใจเบา “อีกแล้วเหรอครับ”

 

“น่านะ...รีเควสต์มาเองเลยว่าต้องเป็นพายเท่านั้น” หญิงสาวประกบมือ ที่จริงแล้วไม่ใช่ความผิดของเธอหรือใครทั้งนั้น...ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายจะทำแค่สั่งผมก็ได้ แต่ว่าเธอก็ไม่ได้ทำแบบนั้น

 

“ผมไม่ค่อยชอบเรื่องแบบนี้เลย” เสียงทุ้มเอ่ยลำบากใจทั้งๆ ที่ใบหน้าคมคายยังคงติดรอยยิ้ม ครั้นจะบอกปัดเด็ดขาดก็ดูจะเสียมารยาท “แล้วอีกอย่างผมก็มีคนที่ชอบแล้วด้วย...”

 

“พี่รู้จ้ะ คุณมินตราที่อยู่ฝ่ายบุคคลใช่มั้ยล่ะ” พี่แป้งเปลี่ยนเรื่อง พลางขยิบตา แซวพลางหัวเราะคิกคัก

 

“ใช่ครับ” ชายหนุ่มกล่าวกลั้วหัวเราะอย่างเป็นกันเอง “พี่แป้งรู้ดีจัง”

 

แป้งมองสีหน้าของรุ่นน้องหนุ่ม รู้สึกได้ว่ารอยยิ้มในเวลานี้แตกต่างไปจากเดิม

 

“คนงามของบริษัทนี่จ๊ะ ไม่มีใครไม่รู้จักหรอก...หัวหน้ายังเปรยเสียดายอยู่เลยที่ไม่ได้มาอยู่กับฝ่ายขายของเรา” แป้งพูดพลางจับแก้ม ใบหน้าขาวแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางค์บางๆ อย่างพอดีพอเหมาะ “แต่จริงๆ แล้วพายก็ดังใช่ย่อยน้า”

 

ผมหัวเราะเบา ไม่ได้สนใจหรือภูมิใจอะไรมากมายอย่างที่ควรเป็น “เหรอครับ”

 

“แล้วเรื่องที่คุยเมื่อกี้ สรุปช่วยพี่หน่อยได้มั้ย”

 

“แล้วผมปฏิเสธได้มั้ยล่ะครับ” ผมย้อนถามกลับ ก็รู้อยู่แล้วว่าคำตอบจะเป็นยังไง

 

“เพื่อยอดขายของเธอเองนะ คิดเสียว่าเอาใจลูกค้า...นะจ๊ะ นานๆ ที”

 

เพื่อยอดขายของผม...และเพื่อรักษาชื่อของบริษัทด้วย

 

“...ครับ แล้วเรื่องสถานที่...”

 

“ที่เดิมจ้ะ หรือถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลงเค้าจะโทรหามือถือของพายเองนะ”

 

ผมตอบรับและเดินออกมาด้วยความอึดอัด

 

บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่างานที่ผมทำอยู่ตอนนี้...มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับเด็กนั่นเลย

 

 

เวลาเลิกงานก็เหมือนเวลาเข้างาน เผลอๆ อาจจะหนักยิ่งกว่า ยืนยันด้วยสภาพรถติดกลางไฟแดงอันแสนน่าเบื่อปนน่ารำคาญในตอนนี้ แต่ละวันทำงานต้องอยู่บนยานพาหนะรวมเบ็ดเสร็จเกือบสี่ชั่วโมง การจราจรไม่คิดจะแก้ไขอะไรกันบ้างหรือไง

 

ทันใดนั้นเองเสียงเรียกเข้าประจำมือถือส่วนตัวของผมก็ดังขึ้น หน้าจอสว่างวาบ แสดงชื่อ ‘แม่เลี้ยง’

 

(“พายอยู่ไหนแล้วลูก”)

 

“อีกแยกเดียวก็ถึงแล้วครับ คุณกลับไปรอที่บ้านก่อนเลยก็ได้”

 

(“ต้องขอโทษจริงๆ ที่รบกวนนะจ๊ะ”)

 

“อย่าพูดแบบนั้นเลยครับ...ไม่เป็นไรครับ...ครับ”

 

ผมกดวางสาย ตอนนี้ผมกำลังจะไปรับฝาแฝดบีหนึ่งบีสองจอมซน โดยปกติหน้าที่ก็เป็นพ่อกับแม่เลี้ยงนั่นแหละแต่ดูเหมือนจะติดธุระเลยออกมาช้า นอกจากนี้บริษัทของผมก็อยู่ใกล้โรงเรียนของซันกับซินมากกว่า แถมยังเป็นทางผ่านอีก...ประจวบเหมาะกับที่มิ้นท์ไม่ว่างพอดี

 

นานๆ ครั้งก็ไม่เห็นเป็นไร ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วจำไมของเด็กน้อยก็เป็นอะไรที่สนุกดี

 

ครืด...ครืด...

 

“?” เสียงเรียกเข้าของมือถือครานี้ทำให้ผมอดขมวดคิ้วไม่ได้ เพราะมันเป็นมือถือที่ไว้ใช้ทำงาน

 

ผมมีโทรศัพท์สองเครื่อง ในฐานะคนทำงานเซลล์แบบผม แผนกได้ทำการมอบของที่จำเป็นอย่างมือถือพร้อมซิมและแพ็คเกจอินเทอร์เน็ตที่เอาไว้ใช้สำหรับติดต่อกับลูกค้าและค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานไว้เครื่องหนึ่ง

 

แต่ก็เป็นสมาร์ทโฟนราคากลางเครื่องหนึ่งที่เอาไว้ใช้โทรออกกับเล่นอินเทอร์เน็ตได้นิดหน่อยเท่านั้น ไม่ได้หรูหราหรือมีค่าอะไร

 

ครืด...ครืด...

 

หน้าจอโชว์เบอร์สาธารณะ...ไม่อยากจะเชื่อว่าเดี๋ยวนี้ยังมีคนหยอดเหรียญตู้โทรอยู่อีก

 

“ใครเนี่ย” ชายหนุ่มอดบ่นพึมพำไม่ได้ หากเป็นลูกค้าจะเป็นอะไรที่รู้สึกเซ็งสุดๆ ...นั่นหมายถึงทำงานนอกเวลาแต่ไม่ได้เงินไงล่ะ

 

ผมถอนหายใจหนึ่งทียาวๆ ก่อนจะกดรับ “ครับ”

 

(“...”)

 

ไม่มีเสียงใครตอบกลับมา ทำให้ผมต้องละมือถือออกมาดูหน้าจอ เห็นเวลารับสายยังนับวินาทีอยู่จึงกรอกเสียงไปอีกรอบ “ฮัลโหล สวัสดีครับ”

 

(“...อ...เอ่อ...ค คือ”) เสียงตะกุกตะกักกรอกตามสาย ได้ยินเสียงแกรกๆ ไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่นัก วินาทีนั้นผมขมวดคิ้วมุ่น กดเครื่องมือสื่อสารแนบหูแน่นขึ้นอีก (“ค คุณพรหมลิขิต...หรือเปล่าครับ”)

 

“ครับ ผมพรหมลิขิตครับ กำลังพูดสายอยู่”

 

(“คุ...คุณพาย นี่ผมเอง...วาด จำได้มั้ยครับ”)

 

“...”

 

ทันทีที่ได้ยินผมก็เงียบไปพักใหญ่ ไม่อยากเชื่อว่าหลังจากที่เปรยในใจว่าจะลืมไอ้เด็กที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวให้อึ้งกิมกี่และจู่ๆ ก็หายตัวไปอย่างกับเงาไม่มีตัวตนจะโทรมาหาผมในตอนเย็นวันเดียวกัน...อย่างกับอีกฝ่ายมีโทรจิต

 

(“คุณพาย”)

 

“เออได้ยิน นี่เพิ่งนึกได้ว่ามึงเป็นใคร หายไปนานเกินจนเกือบจำไม่ได้”

 

(“ดีใจจัง คุณพายจำผมได้ด้วย”) เด็กนั่นหัวเราะร่าเริงกลับมา (“วันนี้มากินข้าวกับผมมั้ยครับ”)

 

“กินข้าว? ที่ไหน?” ร่างสูงแปลกใจ ไม่อยากเชื่อว่าคนที่ก่อนหน้านี้ชวนผมไปนอนด้วยท่าเดียว ครั้งนี้จะชวนไปกินข้าว

 

(“คุณพายสะดวกมาแถวๆ ถนนBมั้ยครับ ผมมีร้านแนะนำ”)

 

“อืม…” ผมมองวินาทีของไฟแดงที่ลดลงจากสองหลักเหลือหนึ่งหลัก ครุ่นคิดว่าจะเอ่ยดีไหม สุดท้ายก็... “แค่กินข้าวเหรอ”

 

ปลายสายเงียบไปพักหนึ่งเหมือนหยุดหายใจ ก่อนจะหัวเราะคิกคักกลับมาอีก (“...กินข้าวแล้วค่อยทำเรื่องอย่างว่าก็ได้ครับ”)

 

ผมหยักยิ้มมุมปาก เสียงใสๆ นั่นทำให้นึกอยากจะด่าไปเหลือเกินว่าพูดออกมาหัดมียางอายบ้างเถอะ...ก็กลัวจะย้อนเข้าหาตัวเอง

 

“รอกูก่อนแล้วกัน รถติด” ชายหนุ่มคำนวณเวลาหลังจากไปส่งเด็กแฝดที่บ้านแล้วออกมาถึงถนนที่ว่าคร่าวๆ ในใจจึงบอก “สักชั่วโมงครึ่งน่าจะถึง”

 

(“ครับ ผมรอได้”)

 

ไฟสีแดงเปลี่ยนเป็นสีเขียววาบพอดีกับที่กดวางสาย มือใหญ่จับเกียร์เปลี่ยนจากเอ็นเป็นดี เดินหน้ารถตามคันข้างหน้าไปตามท้องถนน

 

ในตอนนั้นผมไม่อยากเชื่อตัวเองเลยว่า...จะนัดเจอกับเด็กแปลกหน้าได้ง่ายดายขนาดนี้

 

แล้วความหงุดหงิดก่อนหน้านี้มันหายไหนหมด?

 

 

“อ้าว นี่แกจะออกไปไหนอีก ไม่กินข้าวเหรอ”

 

ผมหันไปโดยมือยังอยู่ตรงที่มือจับของประตูบานใหญ่ เพิ่งกลับมาไม่ถึงห้านาที หลังจากเปิดประตูให้ซันกับซินวิ่งแจ้นเข้าบ้านผมกลับจะหันกายออกไปทันทีโดยไม่ได้เข้าไปขัดจังหวะพ่อกับแม่เลี้ยงที่น่าจะกำลังอยู่ในห้องครัวทำอาหารกันสองต่อสอง คาดไม่ถึงว่าทั้งสองคนจะเดินออกมาทันเห็นพอดี “โทษทีครับ พอดีผมเพิ่งมีนัดเมื่อกี้นี้เอง”

 

ผมกับพ่อมองหน้ากัน ได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กแฝดบีหนึ่งบีสองอยู่เป็นฉากหลัง

 

เราสองคนรับรู้ได้ว่าความผูกพันระหว่างสายเลือดมันลดน้อยลงทุกที

 

“ตายจริง น่าเสียดายจัง นึกว่าวันนี้จะได้ทานข้าวเย็นด้วยกัน” คุณซอเปรยด้วยสีหน้าผิดหวัง

 

ผมไม่รู้จะพูดอะไรจริงๆ นอกจากคำว่า “ขอโทษด้วยครับ” ...แล้วก็เดินออกมา

 

 

และแล้วผมก็มาถึงถนนBที่นัดกับเด็กแปลกหน้าที่ชื่อว่าวาดเอาไว้ในเวลาที่เลทกว่าที่บอกนิดหน่อย ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เพราะผมจงใจ แต่เพราะการจราจรมันไม่เอื้ออำนวยต่างหาก

 

ใช่ มันเป็นเพราะอย่างนั้น...แต่ให้ตายเถอะ

 

“ไอ้เด็กเวร...!” รองเท้าหนังอย่างดีเหวี่ยงหวดเตะล้อรถยนต์ของตัวเอง เสียงทุ้มสบถดังจนคนแถวนั้นหันมามอง ตอนนี้ผมกำลังหงุดหงิดสุดๆ

 

ทำไมน่ะเหรอ...ก็คนที่นัดผมมันหายหัวไปไหนแล้วล่ะ!?

 

ยิ่งคิดยิ่งเคี้ยวฟันด้วยอารมณ์โมโห ถนนBก็ใช่ว่าจะใหญ่มาก แต่ก็ไม่ได้เล็กจนหากันได้ง่ายๆ หลังจากจอดรถมาได้สักพัก ผมก็ขยี้หัว เดินหาตั้งสิบห้านาทีแล้วก็ไม่เจอ แถวนี้มืดก็มืด ท้องก็ร้องประท้วง จะให้โทรกลับไปก็โทรไม่ได้เพราะเป็นเบอร์ตู้สาธารณะอีก

 

นี่อย่าบอกนะว่ามันทำแบบนี้เพราะจะปั่นหัวผมเล่น!

 

ดวงตาหลุบมองนาฬิกาบอกเวลาสองทุ่ม สาบานได้ว่าถ้ามันไม่โผล่มาภายในห้านาทีนี้ผมจะกลับแล้ว...แล้วข้อตกลงห่าเหวอะไรนั่นก็เป็นอันยกเลิกไปเลย!

 

“คุณพาย?”

 

ร่างสูงสะดุ้งโหยงเพราะจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อจากด้านหลังทันทีที่คิดจบ เด็กวาดที่ไม่ได้เจอกันสองอาทิตย์เต็มๆ บัดนี้ปรากฏอยู่ข้างหลังผม เจ้าตัวกำลังจับสายกระเป๋าคาดอกท่าทางเก้กัง พอเห็นหน้าผมก็ยิ้มทั้งดวงตาออกมา...แต่นั่นแหละทำให้ผมระเบิดอารมณ์ใส่อีกฝ่าย “นี่มึงหายไปไหน ไหนว่าถนนB แล้วทำไมกูเดินหาตั้งนานไม่เจอ คราวหลังหัดระบุสถานที่ให้มันชัดเจนกว่านี้หน่อย!”

 

เด็กนี่ชอบโผล่มาในเวลาที่ผมคิดจะยอมแพ้ทุกที...มีโทรจิตรึไง

 

อาจเป็นเพราะเมื่อกี้อยู่ในจุดที่แสงส่องไม่ถึง แต่ในตอนที่เจ้าตัวก้าวเข้ามา แสงจากดวงไฟทำให้มองเห็นชัดเจนขึ้น อีกฝ่ายไม่เหมือนเด็กวาดตัวมอมแมมเหมือนเมื่อสองอาทิตย์ก่อนอีกแล้ว...ผิวขาวซีดกับการแต่งกายที่ดูสะอาดสะอ้านขึ้นทำให้วาดดูเหมือนคุณหนูทอมบอยบ้านร่ำรวยที่ถูกประคบประหงมดูแลมาอย่างดีคนหนึ่ง

 

เด็กหนุ่มทั้งสวยและน่ารัก ดวงตาเปล่งประกายอยู่ตลอดเวลา...มันงดงามราวกับดอกไม้เบ่งบานเพียงตอนที่อีกฝ่ายจ้องมองมาที่ผม

 

“ก็คุณพายไม่ได้ถามอะไรผมเลยนี่นา ผมก็เลยรออยู่ตรงตู้โทรศัพท์ที่เดิม” เจ้าตัวชี้ไปอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นมุมมืด มีเสาไฟฟ้าและตู้โทรศัพท์สาธารณะตั้งอยู่จริงๆ เด็กหนุ่มหันกลับมา หัวเราะแหะๆ ราวกับไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับอารมณ์เกรี้ยวกราดของชายหนุ่มสักกะนิด “ผมรอตั้งนาน...ก็คิดว่าคุณจะไม่มาแล้ว”

 

ทั้งๆ เด็กหนุ่มพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แต่น้ำเสียงกลับเจือด้วยความเศร้าเล็กน้อย...แต่ก็ชั่วพริบตาเท่านั้น

 

ผมเบือนหน้า “...กูบอกมึงแล้วว่ารถติด”

 

“ครับ คุณบอกผมแล้ว” เจ้าตัวย้ำคำพูดและทำเพียงพยักหน้าเข้าใจ ไม่ได้ถือสาอะไรกับคำแก้ตัว ร่างโปร่งที่สูงเพียงไหล่ก้าวเข้ามาชิดใกล้ กลิ่นหอมอ่อนๆ จากผิวกายทำให้เผลอเมินเฉยกับมือบางที่ถือวิสาสะจับมือผมและดึงราวกับจะให้เดินตาม “คุณพายคงจะหิวแล้วแน่เลยใช่มั้ยครับ ถ้างั้นเราไปกันเถอะ”

 

“อ้าวเห้ย แล้วรถกู” จอดไว้ในที่มืดแบบนั้นถ้ามีคนคิดขโมยขึ้นมาจะทำไง?

 

“จอดไว้นี่แหละครับ อยู่ใกล้แค่นี้เอง” เจ้าตัวบอก กุมมือใหญ่เอาไว้แน่นแล้วลากให้เดินตามต่อ ผมจึงเหลือบมองลงมาที่มือ ทั้งๆ ที่เป็นเด็กแปลกหน้าแล้วยังผอมแคระแกร็นเหมือนขาดสารอาหาร...เพียงแค่ออกแรงสะบัดและขืนตัวนิดหน่อยก็หยุดแรงดึงนี่ได้แล้วแท้ๆ

 

แต่ผมก็ไม่ได้ทำ

 

เดินข้างถนนมาได้สักระยะหนึ่งจนเริ่มมีคนเดิน ก็เห็นรถเข็นกับป้ายไฟแอลอีดีสว่างเขียนตัวโตๆ ว่าร้านโจ๊กหมูชื่อดัง เด็กวาดหย่อนตัวลงบนโต๊ะที่ว่างผมก็เดาได้ทันทีว่าเด็กนี่มันชวนมากินโจ๊ก แต่ถึงกระนั้นผมก็หย่อนตูดลงบนเก้าอี้ตรงข้ามมันอยู่ดี

 

“นี่มึงให้กูถ่อมานี่ เพื่อมากินโจ๊กเนี่ยนะ”

 

“ถึงจะดูไม่ค่อยสะอาด แต่ร้านนี้อร่อยมากเลยนะครับ” เจ้าตัวยิ้มบอก คงคิดว่าผมรังเกียจร้านข้างถนนหนทางแบบนี้ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย

 

“กูหิวแทบกินวัวได้ทั้งตัวอยู่แล้ว โจ๊กเบาๆ มันจะมาช่วยประทังอะไรได้” ผมถลึงตาใส่เจ้าคนตรงข้ามที่มีความผิดส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมท้องร้องได้ขนาดนี้ ซึ่งเจ้าตัวก็เหมือนจะรู้จึงยกมือและสั่งเจ้าของร้าน

 

“ป้าครับ ผมขอโจ๊กสี่ชาม ขอหมูเยอะๆ แล้วก็ใส่ไข่ลวกชามละสองฟองเลยนะครับ”

 

ใบหน้าคมคายมองอึ้งปนทึ่ง ถาม “นี่มึงกินหมดเหรอ”

 

“ก็คุณพายบอกว่าหิว อีกอย่างนะ...ผมหนึ่งคุณสาม ผมสั่งให้คุณไม่ได้กินเองสักหน่อย”

 

“...”

 

“ผมเลี้ยงเองครับ”

 

นั่นมันไม่ใช่ปัญหา!

 

ผมถอนหายใจ ขี้เกียจจะต่อปาก ระหว่างรอคนตรงข้ามนั่งเท้าคางบนมือทั้งสองข้างจับจ้องที่ใบหน้าของผมด้วยดวงตาประกายดอกไม้ ผมไม่รู้สึกใดๆ เป็นโอกาสดีที่ได้มองอีกฝ่ายบ้าง หน้าผากมนแคบ ขนคิ้วไม่เข้มไม่บางจนเกินไป ดวงตากลมโตเสริมเสน่ห์ด้วยแพขนตางอน จมูกโด่งรั้นเล็กน้อย ริมฝีปากจิ้มลิ้มสีชมพูซีด เครื่องหน้าพอดิบพอดีกันมากเด็กนี่

 

สำรวจใบหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กหนุ่มได้สักพักก็นึกขึ้นได้ “จะว่าไป...มึงใช้ตู้สาธารณะโทรเข้ามือถือ?”

 

“อ๋อครับ”

 

“ทำไมไม่โทรมือถือตัวเอง เมื่อกี้กูวุ่นวายแทบตายหามึงไม่เจอเพราะโทรกลับไม่ได้” พอนึกแล้วก็ขมวดคิ้ว จำได้ว่าหงุดหงิดมากจนผมนึกว่าโดนเด็กหลอกปั่นหัวเข้าให้แล้วอยู่แวบหนึ่งเลย

 

“ผมไม่มีโทรศัพท์มือถือครับ”

 

“ไม่มี? อะไรนะ...ทำไมไม่มี บ้าไปแล้ว” นี่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งเลยสำหรับผม ยิ่งไปกว่านั้นก็ไม่เคยพบเคยเจอคนไม่มีมือถือ แบบนี้มันไม่สะดวกสุดๆ เลยไม่ใช่เรอะ

 

เด็กนั่นก้มหน้า “...ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องใช้”

 

“หา!?” คนฟังเผลอตบโต๊ะถลึงตาจนเจ้าของร้านหันมามองระแวง ผมล่ะไม่อยากจะเชื่อ เดี๋ยวนี้เครื่องมือสื่อสารมันแทบจะเป็นปัจจัยที่เจ็ด(ปัจจัยหกคือเงิน)ที่ทุกคนขาดไม่ได้ไปแล้ว แต่เด็กนี่กลับบอกว่าไม่จำเป็นต้องใช้เนี่ยนะ “แล้วมึงไม่ต้องใช้ติดต่อกับใครหรือไง”

 

“...”

 

ระหว่างนั้นเองก็โดนขัดจังหวะด้วยการมาเสิร์ฟโจ๊กหมูหอมฉุยพิเศษไข่ลวกสองฟอง ชามหนึ่งก็ใหญ่พอควรแล้ว แต่นี่มาถึงสี่ วางเต็มโต๊ะจนไม่มีช่องว่างแม้แต่จะเขยิบแก้วน้ำ

 

“...” ไม่พูดพร่ำทำเพลงผมตักโจ๊กซดไปครึ่งชามด้วยความหิวโหย เนื้อข้าวถูกเคี่ยวกันอย่างพอดิบพอดีไม่ข้นไม่จางจนเกินไป ก้อนหมูสับก็มีกลิ่นสมุนไพรหอมหวน ความอร่อยทำให้ชายหนุ่มตักจ้วงเพียงแค่แปปเดียวก็จวนหมดชามแรก พอเหลือบมองฝั่งตรงข้ามก็เห็นเจ้าตัวมองผมด้วยรอยยิ้มกับดวงตาประกาย

 

“มองอะไร รีบกิน”

 

จากนั้นมันก็เริ่มหยิบช้อนตักข้ามต้มร้อนๆ เข้าปากบ้าง...มันทำตัวกลบเกลื่อน ทำเหมือนไม่ได้ยินคำถามผม ถึงจะไม่พูดแต่จริงๆ แล้วผมไม่ได้ลืม

 

‘พ่อแม่ของนายอยู่ไหน’

 

จำได้ว่าตอนเจอหน้ากันครั้งแรก พอโดนถามเกี่ยวกับครอบครัวเด็กนี่ก็ปิดปากเงียบ ผมไม่ได้สนใจ แต่พอมาถึงตรงนี้...ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างที่มันดูแปลกๆ

 

พอเด็กวาดกินไปได้เพียงครึ่งหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังเริ่มชามที่สาม มันก็วางช้อน ดูดน้ำ เท้าคางจ้องหน้าผม

 

ผมเหลือบมองโจ๊กที่เหลืออยู่ในชามของเด็กหนุ่ม แต่ก็ไม่ได้ถาม เพียงแต่พูดว่า “ยิ้มอะไร” โลกรอบตัวมันนี่สดใสอยู่ตลอดเลยจริงๆ

 

“แล้วทำไมคุณพายถึงไม่ยิ้มเลย” เจ้าตัวพูดเสียงใส ฟังจากเสียงคงเป็นเพียงคำถามสงสัยไม่ได้มีอะไรแอบแฝง “ทั้งๆ ที่อยู่กับผู้หญิงสวยๆ คนนั้นที่คุณกำลังจีบอยู่ก็ยิ้มตลอดนี่ครับ เอ ชื่ออะไรนะ...”

 

“นั่นก็เพราะว่ากูชอบเขาไง” ผมพูดขัดขึ้นมาตอนที่มันกำลังจิ้มหน้าผากนึก ซึ่งแปลได้อีกความหมายก็คือผมไม่ได้ชอบมันนั่นเอง

 

“แต่ตอนอยู่กับคนอื่นๆ คุณก็ยิ้มนี่นา...มีแค่ตอนอยู่กับผมที่คุณไม่เคยยิ้มเลย เพราะอะไรครับ”

 

ผมหยุดชะงักทันที เหลือบมองด้วยอารมณ์เริ่มกรุ่นและถามเสียงเหี้ยม “นี่มึงตามสตอล์คเกอร์กูเหรอ”

 

เจ้าตัวส่ายหน้าด้วยสีหน้ายิ้มไม่ทุกข์ร้อน บอกตาใสแป๋ว “แค่วันแรกก่อนที่จะได้เจอกับคุณพายเท่านั้น...หลังจากตอนนั้นจนถึงวันนี้ก็ไม่ได้เห็นหน้าคุณอีกเลย”

 

ผมฟังแล้วก็ทอดถอนใจอย่างโล่งอก นึกว่าชีวิตนี้จะไม่มีความเป็นส่วนตัวเพราะถูกเด็กบ้าโรคจิตมาตามติดส่องชีวิตประจำวัน ร่างสูงวางช้อนและดันโจ๊กชามสุดท้ายที่หมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่เศษข้าวออกไปเล็กน้อย ดึงทิชชู่ขึ้นมาเช็ดปากก่อนจะหยิบแก้วน้ำแข็งขึ้นมาดูดเย็นชื่นใจ

 

บางทีผมก็คิดว่ามาทำอะไรที่นี่ เหมือนชายหนุ่มขี้เหงาหาเรื่องมานั่งคุยเต๊าะเด็กวัยกระเตาะเล่น แต่หารู้ไม่ แท้จริงแล้วเจ้าเด็กนี่ต่างหากที่มันคิดจะเต๊าะผม

 

“นี่...คุณพาย” ร่างผอมที่เท้าคางมองชายหนุ่มทุกอิริยาบถเรียก เจ้าของชื่อเลิกคิ้ว มองหน้าเยาว์วัยก่อนจะสะดุดเข้าที่ชามโจ๊กที่ยังเหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง

 

“อืม” ผมตอบรับพลางหยิบชามของเด็กนั่นมาวางไว้ตรงหน้าแล้วตักซด...ยังร้อนอยู่เลย

 

เพียงเท่านั้นเองอีกฝ่ายก็หัวเราะคิกคักร่าเริงออกมา ทำเอาผมนิ่วหน้าไปไม่ถูก “นี่มึงบ้ารึเปล่าวะอยู่ๆ ก็หัวเราะ”

 

“เปล่าครับ ไม่คิดว่าคนอย่างคุณพายจะชื่อจริงว่าพรหมลิขิต”

 

“เออ อยากจะหัวเราะเยาะก็เชิญ” ร่างสูงพูดเสียงห้วนไม่ถือสา เพื่อนสมัยมหาลัยก็เที่ยวล้อชื่อผม บอกว่าไม่เข้ากับหน้าอย่างนู้นอย่างนี้...ทั้งๆ ที่ผมชอบมาก เพราะมันเป็นชื่อที่แม่ตั้งให้

 

พอได้รับคำอนุญาต เจ้าตัวก็ยิ่งหัวเราะคิกคักด้วยใบหน้ามีความสุข “แต่ผมคิดว่ามันเข้ากันดีออก”

 

“หือ?” ชายหนุ่มอดเลิกคิ้วไม่ได้ พอมองเด็กวาดที่ทำเพียงเท้าคางจับแก้ม ดวงตาวาววับเหมือนดอกไม้บานนั่นแล้วผมก็หลุดยิ้ม “เป็นครั้งแรกที่มีคนบอกว่าชื่อนี้เหมาะกับกู”

 

พายไม่รู้ตัวเลยว่ารอยยิ้มเพียงเล็กน้อย มันส่งผลให้หัวใจของคนมองสูบฉีดเต้นแรงแค่ไหน

 

วาดเม้มปากแก้มแดง แต่กระนั้นก็ส่ายหน้าหวือบอก “ไม่ใช่ครับ ผมไม่ได้บอกว่าชื่อเข้ากับคุณพาย”

 

“อ้าว?” ใบหน้าหล่อหงิกทันที ไอ้เด็กนี่มันคิดจะกวนประสาทผมจริงๆ ใช่ไหมวะ...แถมยังด้วยท่าทางซื่อๆ นั่น

 

“ผมหมายถึงชื่อของคุณพายน่ะ...” เด็กหนุ่มดวงตาเป็นรอยยิ้ม ขณะพูดก็ยกนิ้วชี้สองมือขึ้นมาทีละข้างและจับมาชิดคู่กัน “เข้ากับชื่อของผมต่างหาก”

 

ฟังคำหยอดเหมือนถูกจีบ ผมอยากจะตอบไปว่ากูขี้เกียจฟังมึงพูดแล้ว แต่พอได้มองท่าทางลุ้นอยากจะบอกนั่นแล้วก็อดที่จะถามเพื่อต่อบทสนทนาด้วยไม่ได้ “ยังไงไม่ทราบ?”

 

“ก็ ‘วาสนา’ ...กับ...” ผมมองนิ้วชี้ที่ชี้เข้าหาตัวเองของอีกฝ่าย และจากนั้นก็ชี้มาที่ผมช้าๆ “... ‘พรหมลิขิต’ ไงครับ”

 

ขณะนั้นดวงตาสองคู่ได้สบมองกัน นัยน์ตาดอกไม้สะท้อนภาพของผม ดวงตาสีเข้มของผมก็สะท้อนภาพของเขา

 

บ่วงแห่งโชคชะตาของคนสองคนเริ่มสอดคล้องเกี่ยวพัน

 

คนสองคนที่มีนามเชื่อมโยงกัน

 

วาสนา...พรหมลิขิต

 

จบตอน.

ติดตามต่อไปใน วาสนาครั้งที่ ๓ : พรากบริสุทธิ์

 

แค่ชื่อตอนก็รู้ว่าต่อไปจะเจออะไร 55+

ฝากน้องวาดด้วยนะคะ เรื่องนี้นายเอกแอบลึกลับนิดหน่อย เมนจะเป็นพระเอก

ใครอยากรู้ว่ามีปมอะไร ช่วยกันอ่านแล้วเม้นเป็นกำลังใจด้วยน้า ^3^

รักนักอ่านทุกคนอย่างเสมอต้นเสมอปลายเช่นเคย


 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น