วาสนา พรหมลิขิต ภาค สิ้นสุดทางเดิน

ตอนที่ 1 : วาสนาครั้งที่๑ : เด็กเหลือขอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    1 ก.ค. 63


เด็กเหลือขอ

 

 

 

ผมคิดว่าผมเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

 

ใครๆ ก็บอกว่ารู้สึกดีและสบายใจเมื่ออยู่ใกล้...นั่นเพราะผมมักจะยิ้มอยู่ตลอดเวลา นั่นทำให้ใครหลายๆ คนชอบเข้าหาและปรึกษาชีวิต

 

แน่นอน พวกเขาเข้าใจถูกต้องแล้ว แต่มันก็ไม่ใช่ ‘ความจริง’

 

ผมยิ้มไม่ใช่ว่าเป็นเพราะสิ่งที่ฟ้ามอบให้ แต่มันคือบุคลิกที่ผม ‘สร้าง’ เพื่อให้มาเป็นตัวผม และเพราะแบบนั้นจึงทำให้ผมได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่ง

 

ผู้หญิงที่สำคัญที่สุดในชีวิต

 

ตลอดชีวิตที่ปั้นหน้าเสแสร้ง ภายนอกใสสว่างภายในดำมืด ในใจผุกร่อนเริ่มมีหลุมโพรง ความทุกข์ทรมานดั่งแมลงค่อยๆ กัดกินจากในร่างกาย

 

...แต่เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะสดใสของเธอ...

 

ผมก็รู้สึกว่ารอยยิ้มของผมมันก็ไม่ใช่เรื่องเสแสร้งแกล้งทำ ร่างกายและหัวใจได้รับการเติมเต็ม

 

ทว่า...

 

‘ยิ้มเยอะๆ สิ...ผมชอบรอยยิ้มของคุณ’

 

นับตั้งแต่ได้เจอกับเด็กประหลาดคนหนึ่ง

 

ผมก็คิดว่ารอยยิ้มของผมทำพิษเข้าให้แล้ว

 

 

แสงอาทิตย์ส่องสว่างเป็นสัญญาณเริ่มวันใหม่

 

ชีวิตประจำวันของผมเริ่มจากการตื่นนอน กดรีโมทปิดแอร์ ลงจากเตียง ถกเสื้อเกาพุงพลางปิดปากหาว ส่องกระจกสำรวจหนวดและใบหน้า อาบน้ำสระผมแปรงฟัน หลังเสร็จกิจก็นุ่งผ้าออกมาจากห้องน้ำทั้งกายเปียกปอน เปิดตู้สูงเสียดเพดาน ก่อนจะกวาดสายตาเพื่อเลือกสรรเสื้อผ้ามากมายมาแต่งกาย

 

“...”

 

ดวงตาคมหรี่ลงมองรูปถ่ายรูปหนึ่งที่ถูกติดเอาไว้ข้างประตู เป็นหญิงชายหน้าตาดูดีมีสกุลคู่หนึ่งกำลังอุ้มเด็กชายน่ารักน่าชังวัยหกขวบ ใบหน้าของทั้งสามประดับรอยยิ้มหัวเราะ เพียงแค่มองก็เข้าใจว่าเหล่าคนในรูปต้องมีความสุขมากแน่...ทว่าดวงตาจดจ้องไปที่ผู้ชายที่อยู่ข้างมารดา ใบหน้าของผมก็เริ่มบิดเบี้ยว

 

“พาย ข้าวเช้าเสร็จแล้ว” เสียงทุ้มตะโกนจากด้านล่าง ตรงเวลาเจ็ดโมงทุกวันจนแทบไม่ต้องมองนาฬิกา

 

“ครับพ่อ” เสียงทุ้มแหบไม่ต่างกันตอบกลับไป ผมเหลือบมองรูปนั้นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะแง้มปิดประตูตู้ดังปัง!

 

ขายาวภายใต้กางเกงแสลคสีดำก้าวเข้ามาในห้องอาหาร ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วสองเสียงทักทาย พร้อมกับเสียงเก้าอี้ดังครืดคราดเสียดหู เจ้าเด็กฝาแฝดชายหญิงตัวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มวิ่งเข้ามาพัวพันข้างขา

 

“พี่ฮะ! พี่นี่นา!”

 

“พี่พาย ตื่นแย้วหยอคะ”

 

ผมก้มลงมอง แย้มรอยยิ้มใจดี “อื้ม ไหนคำทักทายตอนเช้าล่ะเด็กๆ”

 

“อรุณซาหวัดพี่พาย! / อารุนหวัดค่า!”

 

“อรุณสวัสดิ์ ซัน ซิน” จากนั้นร่างสูงนับร้อยแปดสิบปลายก็ก้มลงอุ้มเด็กอนุบาลทั้งสองขึ้นแขนคนละข้าง หอมแก้มนุ่มๆ จนได้ยินเสียงหัวเราะคิกคัก ก่อนจะสลับให้เด็กจุ๊บแก้มบ้าง ผมพาพวกเขาไปนั่งที่เดิม ก่อนจะทรุดลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเองบ้างและเริ่มทานอาหารเช้า

 

“กินเยอะๆ เลยนะจ๊ะพาย”

 

เสียงใสเอ่ยทัก ในที่สุดผมก็สังเกตเห็นแม่เลี้ยงที่นั่งอยู่ข้างๆ เธอมีชื่อว่าซอ เธอเป็นแม่เลี้ยงเยาว์วัยที่ใจดีมาก รักครอบครัว รักสามี เธอมีลูกแฝดที่เกิดจากพ่อแท้ๆ ของผมชื่อซันกับซิน เด็กทั้งสองหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ดังนั้นผมจึงไม่ได้เกลียดอะไร

 

“ครับ”

 

แต่ที่ผิดคงจะเป็นเมียน้อยของพ่อเนี่ยแหละ

 

ผมไม่ได้เกลียดเธอ...แต่ผมเกลียดเพราะพ่อทำเหมือนไม่แยแสแม่ของผมที่ตายไปแล้วเลยสักนิด

 

ในใจรู้สึกเฉยเมยกับคนทั้งคู่ ไม่ได้มีความสุขเพราะเสียงหัวเราะและรอยยิ้มที่มอบให้กัน แต่กับเด็กๆ นั้นไม่ได้ผิดอะไรผมจึงใจดีด้วยตามที่ควรจะเป็น

 

แต่พี่น้องที่เกิดจากพ่อเดียวกันวัยห่างกันเป็นยี่สิบปีก็น่าตลก อายุแทบจะเป็นพ่อลูกกันได้...ส่วนกับพ่อจริงๆ น่าจะเป็นตาหลานมากกว่า

 

“กรี๊ด...ฮ่าๆๆ”

 

“เดี๋ยวสิ ซัน ซิน อย่ามัวแต่เล่นจะไปโรงเรียนไม่ทันนะลูก”

 

ชีวิตครอบครัวอยู่ในระดับดีถึงดีมาก ทุกคนรักใคร่กลมเกลียว...ยกเว้นก็แต่ผม

 

ผมช่วยดูแลเด็กๆ ...สั่งสอนไม่ให้เขาเจี๊ยวจ๊าวและคุยกันเวลาเคี้ยวอาหาร หยิบทิชชู่เช็ดปากเลอะเทอะ จนซันกับซินติดผมแจ

 

ผมรับรู้ได้ถึงสายตาของพ่อที่มองมา พวกเรายังคงเหมือนเดิม ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน แต่มันก็นานมากแล้วที่ผมไม่เริ่มสนทนากับพ่อก่อน และเขาก็มัวแต่ยุ่งกับ ‘ครอบครัวใหม่’ จึงไม่ได้ใส่ใจกับ ‘ลูกเมียเก่า’ ที่โตแล้วสักเท่าไหร่

 

ในวันหนึ่งเคยถามพ่อว่าทำไมถึงมีเมียใหม่เพราะไม่ว่าจะคิดทบทวนกี่รอบก็ไม่เข้าใจ และได้คำตอบพร้อมรอยยิ้มผ่านโลกว่า “ความรักก็เกิดขึ้นได้เสมอนั่นแหละ สักวันลูกจะเข้าใจ”

 

จำได้เลยว่าหลังจากนั้นตัวเองทำหน้าอย่างไร เบะปาก มองบนและบ่นในใจ...ห่วยแตกที่สุด

 

กระนั้นผมก็ยังสามารถสวมหน้ากากรอยยิ้มพิมพ์ใจ ทั้งที่ในใจเน่าเฟะเต็มทน

 

ผมไม่มีวันเป็นแบบพ่อ

 

ชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าลุกขึ้นเมื่อได้เวลา ไม่ลืมโบกมือลาซันกับซินที่มองตามต้อยๆ และคอยปลอบว่าเดี๋ยวตอนเย็นก็ได้เจอกันก่อนออกจากบ้าน

 

ผมขับรถออกจากหมู่บ้านจัดสรรไปตามท้องถนน เวลาเจ็ดโมงครึ่งถึงแปดโมงเป็นช่วงรถติดนรกแตก ย่านเมืองกรุงเป็นสถานที่ที่ไม่เหมาะกับการนำรถมาทำงานแต่ทว่าผมเกลียดการนั่งรถโดยสารร้อนๆ มากกว่า จะให้นั่งแท็กซี่ก็เปลือง จึงได้แต่ตัดใจและขับรถยนต์มาทำงานได้ถึงสามปีแล้ว

 

นิ้วยาวกระดกเคาะพวงมาลัยตามจังหวะเพลงไทยยอดฮิตตามสายวิทยุ “ฮึมๆ” และฮัมเพลงในลำคออย่างอารมณ์ดี

 

จริงๆ แล้วการใช้ชีวิตไปกับการทำงานแต่ละวันเป็นอะไรที่จืดชืดยิ่งกว่าก๋วยเตี๋ยวไม่ได้ปรุงกับน้ำซุปไม่ได้เคี่ยวกระดูกหมู แต่พอแค่คิดว่าจะได้พบกับใครบางคน ผมก็ยิ้มออกมาได้เหมือนคนบ้าอยู่คนเดียว

 

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เมื่อมองหน้าจอสว่างวูบวาบหัวใจที่เย็นชาค่อยๆ อบอุ่นและเต้นรัว

 

...มิ้นท์...

 

ผมไม่อยากให้ปลายสายรอนาน พอเห็นหน้าจอแสดงชื่อว่าเป็นใครก็ไถนิ้วโป้งกดรับกรอกเสียงลงไปทันที “ครับผม ใกล้ถึงแล้วครับ”

 

ใบหน้าคมคายกดยิ้มมุมปาก เพียงฟังเสียงใสกับคำทักทายเรียบง่ายก็ทำให้ผมรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ชายหนุ่มคุยอีกสองคำก็กดวาง ขับมาได้อีกระยะหนึ่งก็เป็นช่วงรถติดอีกครั้ง เมื่อสังเกตเห็นสาวสวยร่างเพรียวสวมชุดกระโปรงลุคเวิร์คกิ้งวูแมนเดินเข้ามาใกล้ในระยะ นิ้วยาวก็กดปลดล็อครถให้อีกฝ่ายตวัดขาเข้ามานั่ง กลิ่นน้ำหอมดั่งน้ำหวานขับลุคสวยเฉี่ยวให้ดูน่ารักมากขึ้น ดวงหน้าขาวกระจ่างกับดวงตากลมโตที่ถูกกรีดอายไลน์เนอร์หันข้างปรายตา กระชากใจคนมองให้หลุดออกมาจากอก

 

“สวัสดีค่ะ คุณสารถี”

 

บุคลิกสาวมั่นที่เห็นด้วยตากับนิสัยขี้เล่นช่างขัดกัน ทำให้หนุ่มหล่อคมเข้มหลุดขำ เสียงทุ้มเอ่ยอย่างอารมณ์ดี “อรุณสวัสดิ์ครับ ดีใจจัง เมื่อวานผมเพิ่งเป็นคนถือของ วันนี้เลื่อนขั้นเป็นคนขับรถแล้ว”

 

“อะไรกัน” คราวนี้มิ้นท์ปิดปากหัวเราะบ้าง คนน่ารักทำอะไรก็น่าดูชม ยามหัวเราะน้อยๆ ดวงตากลมจะหยักลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ผมสีดำขลับเป็นลอนยาวสลวยกับแพขนตาขับใบหน้าและดวงตาหวานฉ่ำ “เป็นคนขับรถก็ดีใจแล้วเหรอคะ ถ้าเป็นมากกว่านี้ไม่ดีใจกระโดดลงสระน้ำว่ายไปกลับร้อยเมตรเลยเหรอ”

 

หัวใจของผมแทบหยุดเต้น คำพูดและสายตาสื่อความนัยแต่ไม่รู้ว่าคืออะไรมีแดเมจรุนแรงมาก “เป็นมากกว่านี้? เช่นอะไรครับ”

 

“ก็...” ริมฝีปากรูปสวยทาลิปสีชมพูน่าจูบขยับแง้ม ฟันขาวเรียงสวยดึงดูดสายตาไม่ให้วอกแวกไปทางอื่น ชายหนุ่มไม่รู้เลยว่าช่วงนั้นเขากลืนน้ำลายไปกี่อึก “ก็เป็นคนถือของควบคนขับรถไงคะ”

 

“โธ่...” ชายหนุ่มคอตกทันใด แต่แค่วินาทีเดียวก็เด้งตัวขึ้นมาปั้นรอยยิ้มพิมพ์ใจเช่นเดิม หยอดด้วยคำหวาน รีบรุกเข้าหัวใจหญิงสาว “ไม่เป็นไร ถ้าสำหรับมิ้นท์ ผมเป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้น”

 

มิ้นท์ทิ้งตัวกับเบาะ เหลือบตามองคนข้างๆ ทีเล่นทีจริง “ปากหวานจริงๆ เลย”

 

“เคยชิมแล้วเหรอครับ” ผมหยอดอีก ชายหนุ่มอยู่ใกล้ชิดหญิงสาวมาเป็นเวลาเกือบปีแล้ว รู้ดีที่สุดว่าตอนนี้มิ้นท์เริ่มหวั่นไหวกับเขาบ้างแล้ว สังเกตได้จากแก้มใสที่ขึ้นสีแดงระเรื่อ

 

“พายคะ วันนี้หลังเลิกงานว่างไปทานข้าวเย็นด้วยกันมั้ย” มิ้นท์ตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง ซึ่งผมดูก็รู้ว่าเจ้าตัวพูดแก้เขินไปอย่างนั้น เมื่อเห็นไฟแดงเปลี่ยนเป็นเขียว จึงเปลี่ยนเกียร์และเหยียบคันเร่ง เมื่อรถออกตัวก็ค่อยตอบคำถามเมื่อครู่

 

“ไปสิครับ ตอนเย็นผมไม่มีธุระอะไรอยู่แล้ว”

 

สาวเจ้าตบมือแปะๆ ทำตาวาวเหมือนเด็กๆ “ดีใจจัง กำลังหาเพื่อนไปตระเวนร้านขนมร้านใหม่อยู่พอดี”

 

“เอาอีกแล้วเหรอครับ” ชายหนุ่มถอนใจ หักสาวพวงมาลัยเข้าลานจอดรถใต้ดินของบริษัท อาหารคาวว่าไปอย่าง แต่ผมไม่ชอบพวกของหวานๆ ซะด้วยสิ

 

“มิ้นท์รู้ว่าพายไม่ชอบของหวาน แต่แค่ไปเป็นเพื่อนนั่งกินก็ได้ นะคะๆ”

 

มาจับแขนอ้อนแล้วช้อนตาใส่กันแบบนั้น มีหรือคนหลงเสน่ห์เจ้าตัวอย่างผมจะหนีไปไหนรอด “ครับ มิ้นท์อยากไปไหนขอให้บอกผม”

 

“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวยิ้มกว้าง ปลดเบลท์เมื่อรถจอดสนิท

 

ในขณะที่ผมกำลังปลดเบลท์ออกบ้างก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อมีสัมผัสที่ข้างแก้ม พอหันขวับกลับไปดวงหน้าหวานล้อมกรอบด้วยผมลอนกับหน้าม้าก็อยู่ใกล้ชนิดเป่าลมหายใจรดใส่กัน

 

“มิ้นท์ครับ...เอ่อ...” ร่างสูงติดอ่างชั่วขณะ ไม่รู้ว่าจะเอ่ยอะไรกับสถานการณ์ตอนนี้ดี

 

“พายเคยบอกว่ารถฟิล์มดำมิ้นท์ก็เลย...” หญิงสาวที่มักมีบุคลิกสาวมั่นกำลังเม้มปากและบอกแผ่วเบา “ไม่ต้องห่วง แก้มไม่เปื้อนลิปหรอกค่ะ...แล้วเจอกันตอนเย็นนะคะ”

 

ดวงตาคมกริบอึ้งค้าง มองตามร่างสูงเพรียวเพราะเสริมส้นก้าวขึ้นลิฟต์ไป

 

มิ้นท์คือคนที่มาปรุงรสให้กับชีวิตจืดชืดของผม...ทำให้การทำงานแต่ละวันมีชีวิตชีวา มีเป้าหมายและมองอนาคตไปได้ก้าวไกล

 

ผมรักผู้หญิงคนนี้...รักจริงหวังแต่งและใช้ชีวิตเคียงคู่ไปจนแก่เถ้า

 

ชายหนุ่มที่เคยพึ่งแค่นางน้อยทั้งห้าช่วยตัวเองกำลังปิดหน้าร้อนผ่าว เผลอพูดความในใจ “ทำไมไม่ทำที่ปากนะโธ่”

 

จากนั้นพายก็ได้แต่เขกหัวตัวเองแรงๆ

 

 

หากทำงานจริงคุณจะรู้ว่ามันผ่านไปไวแค่ไหน ผมยังรู้สึกว่าสามปีนั้นเสมือนกระพริบตาหนึ่งครั้ง นี่เพียงแปดชั่วโมงจะนับประสาอะไร

 

“ร้านขนมที่ว่าคือร้านอะไรเหรอมิ้นท์” ผมถามขณะคีบเนื้อหมูที่ย่างสุกแล้วบนตะแกรงให้อีกฝ่าย

 

“มา เดี๋ยวมิ้นท์ให้ดู” สาวเจ้าวางตะเกียบ ไถหน้าจอมือถืออยู่แปปๆ และหยิบขึ้นมาโชว์

 

ผมมองแล้วขมวดคิ้ว “นี่มันที่กินเมื่อวันก่อนนี่” ใช่ ไอ้หน้าตาเหมือนน้ำแข็งไสที่อาแปะแถวบ้านขับรถผ่านมาขาย โปะหน้าด้วยผลไม้หลากชนิดและราดนมข้นแบบเนี้ยเธอเพิ่งพาผมไปกินมาเอง อุ พอคิดถึงมันก็ผะอืดผะอมขึ้นมาแล้ว

 

“เหมือนที่ไหนคะ นั่นมันคนละร้าน...นี่มันร้านใหม่” ใบหน้าสวยบูดบึ้ง วางโทรศัพท์คว่ำหน้าแล้วหยิบตาเกียบขึ้นมาหนีบหมูที่หายร้อนแล้วจิ้มน้ำจิ้มส่งเข้าปาก

 

“คนละร้านแล้วไม่เหมือนกันยังไง” หน้าตามันก็เหมือนกันชัดๆ

 

“คนละร้านก็ไม่เหมือนกันแล้ว”

 

ชายหนุ่มส่ายหน้า คำพูดแถสีข้างถลอกประกอบกับที่อีกฝ่ายเริ่มออกอาการแง่งอนเขาจึงขี้เกียจจะเถียงกับสาวเจ้า “แล้วกินข้าวเยอะขนาดนี้ จะกินต่อไหวเหรอ”

 

“อยู่แล้วค่ะ”

 

พูดไปก็เหมือนจะเป็นการแฉ ผู้หญิงทั่วๆ ไปจะรักสวยรักงาม กินอะไรก็ต้องเป็นอาหารคลีนและมีประโยชน์ เป็นของกินที่ทำให้ท้องเบา ไม่ใช่อาหารหนักอย่างที่คนตรงหน้าผมกินอย่างหมูกระทะปิ้งย่างหรือขนมหวานเลี่ยนแบบนี้ มิ้นท์เป็นคนกินเยอะมากแต่ไม่เคยอ้วนเลย เจ้าตัวหุ่นดีมาก ไม่มีไขมันส่วนเกินแต่ก็ไม่ผอมเกินไป

 

นอกจากภายนอกที่ดูงดงามแล้วนิสัยยังถูกใจผมมาก ตั้งแต่ตามจีบและอาสารับส่ง เจ้าตัวก็พอจะรู้ ทั้งไม่เคยปฏิเสธและไม่ตอบรับชัดเจน แต่ก็ไม่เคยให้โอกาสผู้ชายคนไหนนอกจากผมซึ่งแค่นั้นก็ทำให้พายดีใจมากแล้ว อีกอย่างหญิงสาวถือตัวมาก หนึ่งปีมานี้ชายหนุ่มจึงทำได้มากสุดแค่จับมือและก็พอใจอยู่แค่นั้น

 

จนกระทั่งวันนี้ตอนเช้า...ที่มิ้นท์ก้าวข้ามความสัมพันธ์แค่การจับมือมาเริ่มหอมแก้มผมก่อน

 

ถึงมิ้นท์จะไม่พูดอะไรแต่ร่างสูงขอคิดไปเองว่าอีกฝ่ายคิดเหมือนกัน เท่านั้นแหละพายก็ทำท่ากำหมัดร้องเยสอยู่ในใจคนเดียว

 

แค่สัมผัสที่แก้มยังหอมขนาดนั้น ไม่อยากจะคิดถึงจูบเลยว่ามันจะหวานกว่านี้สักแค่ไหน

 

ทั้งสองหยุดยืนอยู่หน้าร้านขนมขนาดกลาง ตัวอักษรบนป้ายบ่งบอกสัญชาติเกาหลี ร้านนี้ต้องเดินออกจากห้างสรรพสินค้ามาค่อนข้างไกลพอสมควร โลเคชั่นร้านอยู่ในตรอกซอยบนถนนคับแคบที่มีรถจอดอยู่เต็มที่ถ้าไม่มีแผนที่ปักไว้คงไม่มีทางหาเจอ ระยะทางขนาดนี้ผู้หญิงคนอื่นคงบ่นกระปอดกระแปดยอมแพ้แต่มิ้นท์ไม่มีท่าทีเหน็ดเหนื่อยเลยสักนิด

 

ทั้งๆ ที่เปิดร้านใหม่แท้ๆ แต่คนก็ค่อนข้างเยอะทีเดียว โชคดีที่พอจะมีที่ว่างสองที่เหลือพอจะให้นั่ง ไม่งั้นสงสัยผมกับมิ้นท์คงต้องยืนรออีกนาน

 

“...?” ใบหน้าคมเข้มหันไปมองรอบด้าน เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่ง...จริงๆ เขาก็รู้สึกมาได้สักพักแล้วตั้งแต่อยู่ในร้านปิ้งย่าง แต่ตอนนี้กลับชัดเจนมาก

 

“พายคะ”

 

พอเสียงใสเรียกชื่อ เขาก็ก้าวเข้าร้านไปและเลื่อนประตูกระจกใสปิด พอชายหนุ่มหันแผ่นหลังให้ เด็กหนุ่มตัวผอมแต่งตัวปอนๆ ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับถนนเส้นเล็กก็โผล่ศีรษะออกมาครึ่งหนึ่ง

 

 

ผมไม่เข้าใจนิสัยอย่างชอบการถ่ายรูปอาหารก่อนกินสักเท่าไหร่ แต่ทว่าก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปเพราะใบหน้าสะสวยตอนตั้งอกตั้งใจเล็งหามุมที่สวยที่สุดของมิ้นท์ก็น่าดูน้อยเสียเมื่อไหร่ นอกจากนี้หญิงสาวยังเล่าให้ผมฟังด้วยว่าเจ้าตัวมีงานอดิเรกเขียนรีวิวของกิน ดังนั้นการถ่ายรูปก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในงานอดิเรกของเธอ ใบหน้าของชายหนุ่มประดับรอยยิ้มเท้าคางมองหญิงสาวสะสวยพลางเห็นด้วยเพราะสาวเจ้าชอบของกินเป็นชีวิตจิตใจจริงๆ

 

ผมสีดำยาวทัดไว้ข้างหูตกลงมาตอนอีกฝ่ายเอียงหัวทำให้ผมยกนิ้วขึ้นช่วยเก็บปอยผมส่วนนั้นเหน็บไว้อีกครั้งแผ่วเบา กลิ่นยาสระผมหอมโชยออกมาแตะจมูกทำให้ผมดูเหมือนโรคจิตที่คิดจะหยิบเส้นผมของหญิงสาวขึ้นมาดอมดมเพื่อพิสูจน์ว่าเจ้าตัวใช้ยี่ห้ออะไร

 

กว่าจะได้รูปมาเสร็จสิ้น ชายหนุ่มก็ดันตัวลุกขึ้น “ผมขอไปห้องน้ำเดี๋ยวมานะ”

 

“ค่ะ” มิ้นท์ทำมือรูปโอเคพลางตักกีวี่ชิ้นน้อยเข้าปากพร้อมกับน้ำแข็งไสเย็นชื่นใจ

 

ผมเดินมาตามทางที่พนักงานบอก ในร้านไม่มีห้องน้ำส่วนตัว จึงต้องออกมาด้านนอกซึ่งเป็นห้องน้ำสาธารณะ เมื่อได้ยินแบบนั้นผมจึงเตรียมใจรับมือกับความวังเวงและสิ่งสกปรกที่ต้องเจอ ยิ่งตอนนี้ก็ค่ำมืดแล้วด้วยยิ่งน่ากลัวกว่าเดิมหลายเท่า ใครบอกว่าเป็นผู้ชายแล้วจะไม่กลัวอะไรแบบนี้...ไม่ใช่ผมแน่นอน

 

ขายาวพาตัวเองมาถึงหน้าห้องน้ำสาธารณะ ยังดีที่ในห้องน้ำทุกห้องดูสะอาดดีแต่พูดไปนั่นเขาก็มีธุระกับแค่โถปัสสาวะเท่านั้น หลอดไฟทุกดวงยังทำงานปกติ ถึงจะไม่มืดแต่ตอนนี้ไม่มีคนเลยสักคนจึงเงียบมาก

 

ตั้งแต่ออกจากร้านพายก็รู้สึกเหมือนถูกจ้องมองโดยใครบางคนอีกแล้ว ร่างสูงมองซ้ายมองขวาไม่เห็นใครก็รูดซิปกางเกงทำธุระก่อนจะเก็บของลับและล้างมือให้เรียบร้อย

 

ครั้นกำลังจะเดินออกจากห้องน้ำดันโดนรั้งเสื้อเอาไว้จากด้านหลัง ทั้งๆ ที่ตกใจจนหัวใจแทบหลุด แต่ชายหนุ่มก็ค่อยๆ หันไป เจ้าของมือไม่ใช่ผีอย่างที่คิด เป็นแค่เด็กหนุ่มตัวผอมที่มีความสูงเท่าไหล่ สวมชุดไปรเวทหม่นๆ กำลังจ้องผมตาใส

 

“...”

 

“...”

 

พอตั้งสติได้ว่าไม่ใช่ผีแต่เป็นคน ก็เลยคิดไปว่าเด็กหนุ่มทักผิดคนคิดว่าเป็นพ่อแม่ แต่พอหันหน้าไปกลับไม่มีแววตกใจ กลับทั้งยังเงียบและนิ่งผิดวิสัย ผมได้ทีเลยกวาดตาสำรวจรอบหนึ่ง หากกะจากความสูงเด็กหนุ่มน่าจะอายุประมาณมัธยมปลาย แต่ว่าผอม ผิวซีดที่ดูแล้วไม่เหมือนได้รับการดูแลมาดีพอ เส้นผมละเอียด เครื่องหน้าเล็กจิ้มลิ้มไม่เหมือนผู้ชายสักเท่าไหร่ มีสิ่งเดียวที่ดึงดูดคือดวงตากลมโตวาววับและแพขนตายาวเหมือนผู้หญิง

 

ดวงตาประกายเหมือนดอกไม้บาน

 

“มีธุระอะไร” พอผมถาม อีกฝ่ายกลับเงียบ ไม่ยอมแกะมือออกจากเสื้อและยังจ้องผมนิ่งอย่างกับรูปปั้น “พ่อแม่ของนายอยู่ไหน”

 

คราวนี้เจ้าตัวส่ายหน้าน้อยๆ หลังจากนั้นก็จ้องหน้าผมตาแป๋วอีก ผมอ่านคำพูดในดวงตาคู่นั้นก่อนจะถอนหายใจยาว เอาแล้วไง เพิ่งเคยเห็นเด็กเหลือขอมาขอเงินในรูปแบบนี้นะเนี่ย คิดได้ดังนั้นจึงล้วงกระเป๋าควักแบงค์แดงขึ้นมาหนึ่งใบและยื่นให้ “อ่ะ รับแล้วรีบไป”

 

“คุณ...” ในที่สุดเจ้าตัวก็เริ่มพูด แต่ดูจากสายตาไม่ได้มองเงินแต่มองหน้าผม เด็กนี่จ้องหน้าผมตลอดเลย

 

“อะไร หรือว่าแค่นี้ไม่พอ” ผมถามพลางหยิบขึ้นมาอีกแบงค์กลายเป็นสองร้อย

 

“คุณชื่ออะไรครับ”

 

“หา?”

 

“คุณชื่ออะไรเหรอ ผมชื่อวาด”

 

“ใครถามมึงไม่ทราบ” ใบหน้าประดับรอยยิ้มของพายเริ่มบูด อารมณ์ดีๆ ที่สั่งสมมาตอนอยู่กับมิ้นท์เปลี่ยนเป็นหงุดหงิด ยัดแบงค์กระดาษเข้ากระเป๋ากางเกง “ถ้าไม่เอาเงินก็รีบไสหัวไป”

 

สรรพนามและการกระทำที่ปฏิบัติเปลี่ยนไปทันที กับคนที่ไม่ได้ปรารถนา หนำซ้ำยังวอแวจนน่ารำคาญ เขาก็จะมีนิสัยหยาบคายไม่ไว้หน้าอย่างนี้แหละ

 

“คุณแยกจากผู้หญิงคนนั้นแล้วเหรอครับ” เจ้าตัวไม่ตอบแต่ถามด้วยรอยยิ้มกว้าง พอมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า แววตาดอกไม้ยิ่งระยิบระยับเปล่งประกาย ขับให้เด็กหนุ่มดูมีเสน่ห์ขึ้นมาหลายเท่าตัว คราวนี้ร่างโปร่งผอมปล่อยมือจากเสื้อผมแล้ว แต่ทว่ากลับโถมเข้ามาทั้งตัวโอบกอดเอวสอบไว้แน่น “งั้นมาเที่ยวกับผมต่อนะ”

 

“หา ม มึงพูดอะไรเนี่ย” ผมเกิดติดอ่างขึ้นมาทันที ไม่เคยพบไม่เคยเจอจู่ๆ ก็มาตื๊อคนแปลกหน้าชวนเที่ยว...หรือว่าแทนที่จะขอเงินก็เปลี่ยนมาให้เลี้ยงแทน มันก็คุ้มเกินสองร้อยบาทจริงๆ นั่นแหละ

 

“เที่ยวเสร็จแล้วนอนกับผมนะครับ”

 

ในหัวฟังแล้วจับใจความได้แค่ไอ้เด็กนี่มันเป็นสตอล์คเกอร์โรคจิต ที่รับรู้ถึงสายตาจริงๆ แล้วเจ้าของคือเด็กหนุ่มนั่นเอง และอีกอย่างที่รับไม่ได้ที่สุด...มันกำลังจะมาเสนอร่างกายให้ผม!

 

“ปล่อยนะเว้ย ไอ้เด็กขายตัว!” ครานี้ผมดิ้นอย่างแรง อีกฝ่ายตัวเล็กกว่าแถมแรงแขนก็น้อยเพียงไม่นานก็สะบัดออกจนได้

 

แม้จะตัวช้ำเพราะถูกผมลงกำปั้นไปหลายหมัดแต่เด็กหนุ่มก็โถมเข้ามากอดแขนอีกอย่างไม่ยอมแพ้ เจ้าตัวหลับตาปี๋บอกอย่างไม่อาย “ผมไม่ได้ขายตัวนะครับ ถ้าเป็นคุณล่ะก็ ผมให้เอาฟรีๆ เลย ไม่คิดเงิน”

 

นั่นยิ่งแย่เข้าไปใหญ่!

 

“ปล่อยกูเดี๋ยวนี้” เสียงทุ้มเข้มขึ้นมา บ่งบอกว่าจะเอาจริง บอกเลยว่าแค่เอาเด็กแมงดาตัวผอมเรี่ยวแรงปานมดนี่ออกมันไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะให้ผมทำร้ายเด็กมันก็จะใจร้ายเกินไปหน่อย...ถึงจะทำไปแล้วก็เถอะ “จะปล่อยดีๆ หรือปล่อยด้วยน้ำตาและเลือด”

 

“ทำไมล่ะครับ แค่คุณใส่ถุงยางก็ทำได้ปกติไม่ใช่เหรอ” วาดถามกลับเสียงออด ขมวดคิ้วไม่เข้าใจ แต่ก็ยอมล่าถอย...พอเห็นเจ้าตัวไม่ถึงเนื้อถึงตัวแล้วยอมสงบเสงี่ยมผมจึงได้มองหน้าเล็กๆ ของเด็กนั่น แล้วจู่ๆ ก็เกิดความสงสัยผุดขึ้นมา ตอนผมอายุเท่านี้ยังไม่เคยร่านอยากให้ผู้หญิงมามีเซ็กส์ด้วยเลยนะ...แล้วอะไรดลใจให้เด็กที่น่าจะยังเล่าเรียนหนังสืออยู่มาทำอะไรไร้สาระอย่างนี้

 

“แล้วทำไมต้องเป็นกูด้วย เพราะเผอิญผ่านมาเรอะ” ชายหนุ่มถามทั้งที่รู้ดีอยู่แล้ว แต่ก็ทำเป็นไม่รู้เรื่อง...คนที่จะจ้องกันจนรู้สึกได้แบบนี้คงไม่ใช่บังเอิญ แต่พายก็ไม่รู้อยู่ดีว่าทำไมถึงต้องเป็นเขา

 

เด็กหนุ่มเม้มปากส่ายหน้า ไม่ยอมตอบ “...คุณยังไม่ยอมบอกผมเลยว่าคุณชื่ออะไร”

 

ทั้งๆ ที่มันไม่รู้จักแม้แต่ชื่อ แล้วทำไมถึงต้องเซ้าซี้ขนาดนี้

 

“พาย” ผมตอบห้วน

 

ผิดคาดที่เจ้าเด็กนั่นเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตามีดอกไม้ประดับกำลังเปล่งประกาย ริมฝีปากซีดพึมพำเรียกชื่อผมแผ่วเบา “...คุณพาย”

 

“...มึงอายุเท่าไหร่” ผมเบือนหน้ารู้สึกกระดากที่คิดไปชั่ววูบว่าเด็กมัน ‘น่ารัก’

 

“ยี่สิบครับ” เด็กนั่นตอบ แล้วถามกลับบ้าง “แล้วคุณพายล่ะครับ”

 

“ยี่สิบห้า...” ผมชะงัก หันขวับมองตาแป๋วๆ ของเด็กหนุ่ม “เดี๋ยวนะ มึงไม่ใช่เด็กมอปลายเหรอ?”

 

เมื่อได้ยินคำถามร่างโปร่งผอมติดกระดูกยกมือสองข้างขึ้นนับนิ้วและเกาหัวดูงงๆ “อายุยี่สิบน่าจะประมาณนักศึกษามหาวิทยาลัยนะครับ”

 

“...” พายไร้คำพูด เพราะร่างกายที่ดูขาดแคลนสารอาหารนั่นมั้งผมถึงได้เข้าใจผิดคิดว่าเด็กนี่อายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปดซะอีก...ว่าแต่ผมญาติดียืนคุยสารทุกข์สุขดิบกับเด็กวาดนี่ทำไมกัน หายออกมาตั้งยี่สิบนาทีแล้ว ป่านนี้มิ้นท์คงจะรอผมแย่แล้ว

 

“สรุปว่าคุณพายตกลงจะนอนกับผมแล้วใช่มั้ย”

 

“อย่ามาสรุปเอาเองสิ”

 

“ก็เห็นคุณคุยกับผมเหมือนถามข้อมูลคู่นอนเลย”

 

คำพูดนั่นทำให้ผมแค่นหัวเราะ เห็นท่าทางซื่อๆ แต่ไอ้เด็กนี่มันคงขายตัวมาเยอะแล้วสิท่า “มึงนอนอ้าขาให้คนเอามาแล้วกี่คน”

 

“ยังไม่เคยเลยครับ ถ้าคุณพายยอมนอนด้วย ก็เป็นคนแรกของผม” เสียงใสตอบรวดเร็วอย่างกับท่องจำมา คนไม่เคยมีเซ็กส์แล้วทำไมถึงได้พูดปร๋อเหมือนคนขี้คล่องอย่างนั้น ดูชำนาญเสียยิ่งกว่าชายหนุ่มอายุยี่สิบห้าเช่นผมอีกด้วยซ้ำ ร่างผอมขาดสารอาหารยิ้มกว้างขัดกับใบหน้าตึงๆ แต่ทว่ายังดูดีของชายหนุ่ม “คุณพายชอบผู้หญิงคนสวยๆ เมื่อกี้เหรอ”

 

“หา?” จู่ๆ ถามอะไรวะ

 

“หรือว่าเป็นแฟน”

 

“อย่าเสียมารยาท มิ้นท์เขายังเป็นสาวโสด”

 

“ชื่อมิ้นท์นี่เอง” เด็กหนุ่มพึมพำด้วยรอยยิ้ม “หมายความว่ายังอยู่ในช่วงจีบใช่มั้ยครับ”

 

“...” ผมขี้เกียจการพูดเองเออเองของเด็กตรงหน้าแล้ว กำลังจะหมุนตัวออกจากห้องน้ำเพราะไม่อยากเสวนาด้วย...เสียเวลา

 

“ถ้างั้นก็ดีเลย” ได้ยินเสียงดีดนิ้วดังเป๊าะ ต่อด้วยเสียงใสๆ “ผมว่าเป็นโอกาสทองของคุณพายที่จะได้ฝึกลีลาเด็ดๆ บนเตียงก่อนจะเอาไปใช้จริงกับคนที่ชอบเลยนะครับ”

 

คำพูดนั้นทำให้ผมชะงักขาที่กำลังจะก้าวออกจากกรอบประตู

 

“ผมบอกแล้วว่าถ้าเป็นคุณพายผมให้ฟรีๆ ไม่คิดเงิน แถมยังเป็นผู้ชาย ถึงระหว่างทำถุงยางจะแตกจะรั่วยังไงก็ท้องไม่ได้ ไม่มีช่องทางไหนให้มาเรียกร้องเอาเปรียบอะไรจากคุณภายหลังเลย” เด็กหนุ่มตาส่องประกายเมื่อร่างสูงเริ่มปรายตากลับมามอง ริมฝีปากบางจุดรอยยิ้มหวานมีเสน่ห์ “เริ่มสนใจข้อเสนอของผมขึ้นมาแล้วใช่มั้ยครับ”

 

“...” ผมไม่ปฏิเสธว่าไม่มีประสบการณ์ทำจริงอย่างที่อีกฝ่ายว่า อย่างที่เคยบอก ผมรักมิ้นท์จริงและหวังแต่ง มีครอบครัวและแก่ตายไปด้วยกัน แต่ก็คิดไว้ว่าหลังจากหญิงสาวตกปากรับคำคบหาดูใจกันอย่างเป็นทางการ ก็อยากมีโอกาสเป็นใจให้เราสองเกิดอารมณ์และเมคเลิฟอย่างสุขสมกันบนเตียง แน่นอนว่าผมเป็นชายชาตรี ร่างกายกำยำแข็งแรงดี เวลาไม่ได้ปลดปล่อยก็เก็บสะสมไปฝันว่าทำเรื่องอย่างว่านี้กับสาวเจ้าทุกวัน ถึงจะหมกมุ่นหรือเสียมารยาทแต่นั่นก็เป็นได้แค่ฝัน

 

ความภาคภูมิใจของชายชาตรีไม่ใช่เพียงหน้าตา รูปร่างหรือขนาด ต้องรวมไปถึงท่วงท่าที่สามารถทำให้หญิงที่รักกรีดร้องเสียงแหลมและถึงจุดสุดยอดไปพร้อมกัน

 

“เออ...ก็ได้”

 

ในที่สุดชายหนุ่มก็ตกปากรับคำข้อเสนอบ้าๆ ลงไปเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ...ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันน่าสนใจ ถึงจะเป็นชายแต่คู่นอนก็ไม่ได้หน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่

 

“ถ้างั้น...” วาดยิ้มกว้าง แต่ก็ถูกผมขัด

 

“แต่ไม่ใช่วันนี้”

 

“อ้าว ทำไมล่ะครับ” เด็กหนุ่มหน้าหงอยลง

 

“เพราะมิ้นท์ยังรอกูอยู่ มึงกลับไปก่อน นี่เบอร์ โทรมาแล้วนัดวันมาคุยกัน” ผมยัดนามบัตรใส่มืออีกฝ่าย ดีที่รอบๆ ยังคงเงียบสงัดเหมือนเดิม จึงไม่มีใครได้ยินที่คุยกัน

 

ขายาวชะงักก่อนจะเดินออกมา ใบหน้าหล่อคมเข้มหันข้าง ปรายตามองเป็นครั้งสุดท้าย ยังเห็นเด็กหนุ่มยืนนิ่งจ้องมองนามบัตรของผมด้วยใบหน้ายินดี “วาด”

 

“ค ครับ” เจ้าของชื่อสะดุ้งตอบรับด้วยความตกตะลึง แก้มซีดค่อยๆ แดงเพราะถูกอีกฝ่ายเรียกชื่อเป็นครั้งแรก

 

อย่าว่าแต่อีกฝ่ายเลย ชายหนุ่มก็อึ้งเหมือนกันที่เห็นความตื่นเต้นและเก้อเขินในดวงตาดอกไม้คู่นั้น ทั้งๆ ที่เป็นแค่เด็กใจกล้าแท้ๆ แต่กลับมารู้สึกอะไรไม่เข้าท่ากับการเรียกชื่อแค่นี้ “จะไม่เอาเงินจริงๆ รึ”

 

พอคิดไปคิดมา พายรู้สึกเอาเปรียบเด็กหนุ่มเกินไป หากเจ้าตัวไม่ได้โกหกจะกลายเป็นว่าเขาพรากพรหมจรรย์อีกฝ่ายไปโดยที่ไม่ได้อะไรเลย มีแต่เสียกับเสียชัดๆ

 

สุดท้ายชายหนุ่มก็ได้คำยืนยันมาพร้อมกับการส่ายหน้า

 

“แล้วมึงอยากได้อะไร”

 

เจ้าตัวเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะยิ้มตาหยี “ถ้างั้นขอแค่คุณพายไปเที่ยวกับผมสองต่อสองแค่สัปดาห์ละครั้งก็พอครับ”

 

สัปดาห์ละครั้ง...

 

เป็นการแลกเปลี่ยนที่พายแอบคิดว่าไม่ทัดเทียมสักเท่าไหร่ แต่ถ้าเด็กหนุ่มต้องการอย่างนั้น...เขาก็ไม่คิดขัด

 

 

จบตอน.

ติดตามต่อไปใน วาสนาครั้งที่ ๒ : นามแห่งชะตากรรม

 

ในที่สุดก็ได้เวลาเปิดมหากรรมมาม่า(?)ครั้งใหม่

มาตอนแรกจะงงๆ หน่อย แต่ช่วยเอ็นดูหนุ่มน้อยน่ารักนามวาสนา นายเอกของเราไว้ในอ้อมกอดด้วยนะค้า

วาสนา พรหมลิขิตภาคสิ้นสุดทางเดินนี้ เมนหลักในการบรรยายจะยกให้พ่อพระเอกที่น่าหม่ำทั้งคนทั้งชื่อ

ส่วนประวัติของวาดจะยังคงเป็นปริศนา...

อย่าลืมคอมเม้นต์กันเยอะๆ เป็นกำลังใจให้กับนักเขียนด้วยนะคะ <3

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น