#ช่วงนี้เดือนหนาว

ตอนที่ 7 : Chapter 6 : เสียงลือเสียงเล่าอ้าง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 31,039
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3,265 ครั้ง
    9 พ.ค. 64





Chapter 6 : เสียงลือเสียงเล่าอ้าง

 

 






♚♚♚

 





 

 

 

 

            “สิงห์”


            “...


            “ไอ้สิงห์!


            “อะไรอยู่ใกล้กันแค่นี้มึงจะตะโกนทำไม!” ผมหันไปตะคอกเสียงดังใส่ไอ้เบนที่ยืนอยู่ข้างในเคาน์เตอร์บาร์ ส่วนผมนั่งอยู่ข้างนอก


            “เหม่อเหี้ยไรนักหนา เรียกตั้งนานไม่ได้ยิน”


            “มีไร”


            “ไม่ กูสิต้องถามว่ามึงอะมีไร มาบ้านกูตอนตีสาม มาถึงก็เอาแต่นั่งเหม่อแถมแดกเหล้ากูอีก” มันบ่นอย่างเซ็งๆ “มีไร งานมีปัญหาหรอ?”


            “ไม่มี”   


            “งั้นอะไร ทะเลาะกับน้อง?”


            “ไม่ได้ทะเลาะ”


            “เออ ก็ไม่ได้ทะเลาะหรอกเพราะไม่เคยดีกันเลย”


            “-วย” ผมอดที่จะสบถด่าออกไปไม่ได้ ในตอนนี้ในหัวของผมมีแค่ภาพของน้อง ภาพไอ้เสือที่เอาแต่ยืนนิ่ง ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาเพิ่งเคยเห็นมันตัวสั่นหวาดกลัวขนาดนั้นเป็นครั้งแรก จนผมเกือบจะใจอ่อนเดินเข้าไปปลอบแล้วบอกว่า ไม่เป็นไร ไม่ต้องทำอีกแล้ว กูจะปกป้องมึงเอง


     “สรุปเกิดไรขึ้น?”


            “คืนนี้ไอ้เสือฆ่าคนครั้งแรก” ผมเอ่ยตอบ คนตรงหน้าขมวดคิ้วทันที “กูเป็นคนบังคับมันเอง”


            “น้องมึงอายุเท่าไหร่นะ?”


            “สิบหก”


            “เหี้ย ไม่เร็วไปหรอวะ”


            “กูโดนพ่อเอาปืนจ่อหัวบังคับให้ฆ่าคนตอนอายุสิบสี่” ผมว่าเสียงเรียบ “แต่นั่นมันกูไง สำหรับไอ้เสือคงเร็วไปจริงๆนั่นแหละ มันถือปืนมือสั่น ตอนยิงก็หลับตาปี๋เลย”


            “มึงก็ยังไม่ใจอ่อน?”


            “มึงก็รู้ว่ากูใจอ่อนไม่ได้” ผมว่าไปตามตรงพร้อมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ หวังให้ความรู้สึกแย่ๆที่กำลังคุกกรุ่นอยู่ข้างในอกทุเลาลงบ้าง “เพราะครั้งที่แล้วไอ้เสือมันไม่ยอม ครั้งนี้พ่อเลยสั่งมาแถมให้คนมาจับตาดูด้วย ถ้ากูบังคับมันไม่สำเร็จ ต่อไปพ่อจะเป็นคนทำเอง”


            แน่นอนว่าถ้าพ่อเป็นคนลงมือเองมันจะไม่เหมือนกับผมที่ให้แค่ยิงเฉยๆ จำได้ว่าตอนอายุสิบสี่ผมถูกพ่อบังคับให้ฝึกทรมานเค้นเอาความจริงด้วยก่อนจะยิงทิ้ง 


            ถ้าต้องโดนอะไรแบบนั้นจริงๆ ไอ้เสือมันคงน่าสงสารกว่านี้


            “เฮ้อ...กูต้องทำยังไงวะเบน”


            “เหอะ โดนเกลียดยิ่งกว่าเดิมอีกมั้ง แค่นี้น้องมันก็เห็นเหมือนมึงเป็นแค่ก้อนขี้แล้ว” 


            “เบน มึงอยากได้งานใหม่มั้ย?”


            “เออ อยาก กูลาออกเอง กูเบื่อเจ้านายบราค่อนแต่เสือกปากแข็งเต็มทีแล้ว สมเพชเวทนา”


            “ไปตายไปไอ้สัดเบน” ผมว่าอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่


            “ไอ้ที่มึงโดนพ่อบังคับน่ะกูเข้าใจ แต่กูไม่เข้าใจว่าทำไมมึงอธิบายเหตุผลดีๆกับน้องมึงไม่ได้วะ ความสัมพันธ์ของมึงกับมันจะไม่ได้แย่แบบนี้” ไอ้เบนเสนอความคิดเห็นเดิมที่มันเคยพูดมาแล้วเป็นร้อยรอบ “เออลืมไป มันไม่ได้ หัวหน้าสาขาหลักของแก๊ง ว่าที่หัวหน้าใหญ่คนต่อไปอะเนาะ มันยอมอ่อนข้อไม่ได้ มันเสียระบบ”


            “เดี๋ยวมันได้ใจ” ผมว่าพร้อมรินวิสกี้ใส่แก้ว


            “ควาย สมแล้วที่น้องไม่รัก”


            “ด่ากูยังไงก็ได้เบน แต่อย่าด่าว่าน้องไม่รัก!” ผมโวยวายพร้อมตบโต๊ะดังปัง ไอ้เบนทำหน้าเยาะเย้ย

            “ไอ้คนน้องไม่รักได้ยินมั้ยว่าไทเกอร์เกลียดมึงมึงมันก็ไม่ต่างกับก้อนขี้หมาในสายตาน้องมันหรอก!” ไอ้เบนขยี้ลงตรงกลางใจผมจนเจ็บแปลบ “ไม่ต้องเสือกมาทำหงอย รำคาญ!


     “มึงต้องเข้าข้างกูดิ” ผมว่าเสียงอ่อนพร้อมยกวิสกี้ขึ้นดื่มอีกครั้ง “เหอะ เมื่อก่อนนะพี่สิงห์อย่างนั้นพี่สิงห์อย่างนี้ ตอนนี้นะไอ้เหี้ยสิงห์ ไอ้สัด ไอ้หน้าหมา ไล่กูไปตายทุกครั้งที่เจอหน้า ลืมแล้วข้าวที่เคยเคี้ยวป้อน ลืมแล้วนมที่เคยชงให้กิน ผ้าอ้อมกูก็เป็นคนเปลี่ยน ตูดมันกูก็ล้าง ถ้าไม่ใช่เพราะรักใครจะทำให้วะ บอกให้อ้อนก็ไม่ทำ จะได้ลางานแอบพาไปเที่ยวสวนสนุก”


     “อ้อนคนอย่างมึงอะนะ กัดลิ้นตัวเองตายดีกว่า”


            “เกลียดไรกูมากปะ” ผมหันไปว่าอย่างหงุดหงิด 


            “ถึงกูจะเกลียดมึงแค่ไหน ก็ไม่เท่าที่ไทเกอร์เกลียดมึงหรอก”


            “-วย ขยี้อยู่นั่น” ผมถอนหายใจอย่างเซ็งๆ ยกเหล้าขึ้นดื่มจนหมดแก้ว “กูเคยเล่ารึยังที่ตอนเด็กๆกูจับมันใส่กระโปรง”


     “เล่ารอบที่ร้อยแล้ว อะแต่เล่ามาอีกก็ได้ กูอยากฟังมากๆ”


            “ตอนเด็กๆกูอยากได้น้องสาวเลยจับมันใส่กระโปรง แม่งอย่างน่ารัก เสียดายมันฉีกกระโปรงทิ้ง หึ เจ้าอารมณ์ตั้งแต่เด็ก” ผมส่ายหน้าเบาๆเมื่อนึกถึงสมัยก่อนแล้วรู้สึกเอ็นดูขึ้นมา


            “ไม่แปลกใจทำไมโดนเกลียดตั้งแต่เด็ก”


            “เลิกย้ำเถอะ เอาให้กูขาดใจตายไปเลยมั้ย ฮะให้มันตายไปเลยมั้ยไอ้สิงห์เนี่ย!” ผมตะคอกใส่ไอ้เบนเสียงดัง พลันจู่ๆน้ำตาก็เริ่มไหลออกมา


     “เอาอีกแล้ว” ไอ้เบนลากเสียงยาวถอนหายใจ หันไปหยิบผ้ามาให้ ผมรับมาซับน้ำตา “อยากให้คนอื่นมาเห็น มาเฟียสุดโหดมาแอบนั่งร้องไห้เพราะน้องไม่รัก”


     “ไม่เว้ย” ผมเถียง “มันก็รักกูอยู่แหละ”


            “โห ถามจริง ไปเอาความคิดแบบนี้มาจากไหน”


            “ให้กำลังใจกูดิ” ผมว่าเสียงเบา “แม่ง...ฮึก ใจกูน่ะนะเบน”


            “เฮ้อ ส่วนกูน่ะนะง่วงก็ง่วง” ไอ้เบนบ่นก่อนจะเดินอ้อมเคาน์เตอร์มานั่งข้างๆ ตบบ่าพยายามพูดปลอบใจ “มึงคงรู้สึกแย่ที่บังคับน้องมันวันนี้ใช่ไหม”


            “เออ”


            “มึงทำเต็มที่แล้วเว้ย หัวหน้าใหญ่สั่งมาอีกทีไม่ใช่หรอ แล้วมึงจะทำไรได้อะ ทั้งๆที่วันนี้มีงานต้องไปทำกับกู มึงก็ทิ้งกูเพราะหัวหน้าใหญ่สั่งให้น้องมึงไปทำงาน มึงรีบเสนอหน้าไปหาน้องทันทีเลย ถึงน้องมันจะไม่รู้ว่ามึงกำลังปกป้องมันอยู่แต่อย่างน้อยๆวันนี้น้องมึงก็ปลอดภัยนะเว้ย”


            “แต่...ฮึก เบน กูต้องเอาปืนจ่อหัวมัน มันถึงขั้นเอ่ยปากขอร้องกูเป็นครั้งแรกอะ ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ด้วย”


            “แต่ตอนนี้เป็นมึงที่ร้องไห้แทน” ไอ้เบนว่าพร้อมลูบหลังผมเบาๆ มันเป็นคนเดียวที่เห็นมุมแบบนี้ของผมและมันก็ชินไปแล้วที่ผมร้องไห้เพราะเรื่องนี้ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ถ้าเป็นเรื่องน้องผมจะอ่อนไหวจนไม่รู้จะทำยังไงดีเลย


            “พอกลับถึงบ้านมันก็เอารถออกไปเลย ไม่รู้ตอนนี้มันเป็นยังไงบ้าง”


            “มึงก็โทรถามดิ”


            “ไม่เอา” ผมตอบไปทันควันพลางเช็ดน้ำตาของตัวเองไปด้วย “เดี๋ยวมันรู้ว่ากูรักมัน”


     “แล้วมันจะเป็นเหี้ยอะไรวะ!” ไอ้เบนตะคอกอย่างหมดอารมณ์ “โอ๊ย! กูล่ะปวดหัวกับความปากแข็ง ต่อหน้าชอบทำเป็นเก่ง แกล้งยั่วโมโหน้องมันไม่เว้นแต่ละวัน พอโดนน้องมันเกลียดก็มานั่งซึม”


     “ให้กูทำยังไงเล่า” ผมตอบกลับเสียงสะอื้น “มันไม่ได้จริงๆว่ะ กูว่านิสัยแบบนี้คงแก้ไม่ได้หรอก แล้วถ้าเอาแต่คอยปลอบคอยโอ๋ตลอดมันจะเอาตัวรอดยังไง กูปกป้องมันตลอดชีวิตไม่ได้ปะวะ!


     “ก็เห็นปกป้องตลอด ขอให้น้องได้มีเพื่อน มีชีวิตเหมือนเด็กธรรมดาทั่วไปจนกว่ามันจะโตพอ ขอให้หัวหน้าใหญ่อย่าเข้มงวดกับมันมากแลกกับการที่มึงจะทำตามคำสั่งทุกอย่าง เนี่ยสิงห์ กูถึงได้บอกไงว่ามึงก็ทำเต็มที่แล้ว”


            “แต่มันยังไม่ดีพอเลยว่ะ” ผมว่าเสียงเบา “พ่อไม่ได้รับปากว่าจะให้มันมีชีวิตแบบคนธรรมดาทั่วไป พ่อแค่บอกว่าจะพยายามไม่บังคับ เพราะงั้นมันเลยยังต้องมาทำงานกับกูบ้าง วันนี้ก็เหมือนกัน”


     “ก็ถือว่าดีแล้ว อย่างน้อยๆชีวิตน้องมึงตอนนี้ยังดีกว่ามึงเมื่อก่อนนะ” ไอ้เบนยังคงพยายามปลอบใจผม “น้องมึงยังได้เรียนโรงเรียนธรรมดาเหมือนเด็กคนอื่นอะ”


     “กูน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้”


     “คนเรามันเลือกเกิดไม่ได้นี่หว่า แล้วน้องมึงดันมาเกิดในครอบครัวมาเฟียอะทำไงได้วะ”


     “เออ”


     ปฏิเสธไม่ได้ว่าเพราะเกิดในครอบครัวแบบนี้ทำให้มีภาระต้องรับผิดชอบ ไม่ว่ามันจะพยายามหลีกหนีสักแค่ไหนแต่ความจริงที่ว่ามันคือลูกชายของหัวหน้าใหญ่แก๊งมาเฟียจะตามติดตัวมันไปตลอดชีวิต จะบ่ายเบี่ยงไม่อยากยุ่งเกี่บว จะออกห่างจากครอบครัวก็ได้ แต่ไม่ว่ายังไงก็จะมีคนคอยจับตามองและโดนหมายหัวอยู่แล้ว


     ในเวลาที่โดนศัตรูเอาปืนจ่อหัว จะบอกว่า ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับครอบครัวนั้นแล้ว’ แล้วคิดว่าอีกฝ่ายจะเห็นใจแล้วยอมไว้ชีวิตหรอ ไม่มีทาง สิ่งเดียวที่จะทำให้มันมีชีวิตรอดคือต้องปกป้องตัวเองให้ได้ ไม่ฆ่าเขา เขาก็ฆ่าเรา เพราะมันคือโลกของมาเฟีย


            พักหลังๆมาผมเริ่มกังวลเรื่องไอ้เสือมากขึ้น โรงเรียนที่มันอยู่คือโรงเรียนธรรมดา ตอนกลางคืนยังคงออกไปไหนมาไหนคนเดียวอย่างไม่ระมัดระวังตัวเลยสักนิด คงเพราะมันยังเด็ก ยังไม่ได้เข้าใจว่าตัวเองนั้นเป็นลูกชายของแก๊งมาเฟียที่มีอิทธิพลมากที่สุด


            ผมให้คนไปคอยแอบตามดูความปลอดภัยของมันตลอด โชคยังดีที่จนปานนี้แล้วยังไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น


            ด้วยนิสัยแข็งกระด้างและไม่ยอมอ่อนให้ใครของผม ทำให้ผมแทบไม่เคยพูดดีๆกับมันเลยและเพราะอายุที่ห่างกันมากทำให้ผมรู้สึกเอ็นดูมัน ได้เห็นน้องชายตัวเล็กๆโมโหพยายามเถียง พยายามสู้กลับ จะเรียกว่าเป็นนิสัยเสียก็ได้ แต่การได้แหย่มันเล่นเป็นเรื่องบันเทิงใจอย่างหนึ่งของผม


            แต่เรื่องใหญ่กว่านั้นคือการที่ผมต้องบังคับให้มันทำนู่นทำนี่ ข้อตกลงของผมกับพ่อคือพ่อต้องไม่เข้มงวดกับมันมาก ให้เวลามันได้ใช้ชีวิตเหมือนเด็กคนอื่นไปก่อน แลกด้วยการที่ผมจะทำงานอย่างหนักโดยไม่ปฏิเสธหรือปริปากบ่นสักคำ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมตอนนี้มันยังดื้อ ยังเถียงพ่อได้ ถ้าเป็นผมตอนเด็กนั้นไม่สามารถทำได้เลย 


            อาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อแต่ชีวิตวัยเด็กของไอ้เสือมันดีแล้วจริงๆในฐานะลูกชายของบ้านนี้ อย่างน้อยๆก็ดีกว่าผม เพราะหลายครั้งผมเป็นคนรับโทษแทนมัน ตอนนั้นที่มันโดนจับมัดติดต้นไม้ทั้งคืนก็เป็นผมที่ไปนั่งตบยุงให้ ผมยอมโดนตีจนหัวแตกเลยนะกว่าพ่อจะยอมให้ผมไปแอบเฝ้ามัน


            พ่อไม่ให้ใช้วิธีประนีประนอมกับไอ้เสือเด็ดขาด พ่อบอกว่าไม่อย่างนั้นมันจะอ่อนแอ ถ้าผมยอมอ่อนข้อให้มัน พ่อจะไม่ให้ผมได้เป็นคนดูแลมันอีกแล้ว ถ้าพ่อเป็นคนจัดการเองสิ่งที่ไอ้เสือโดนคงไม่ต่างกับสิ่งที่ผมเคยโดนและแน่นอนว่าผมไม่มีทางยอมหรอก ผมจึงจำเป็นต้องเข้มงวดกับมันเพื่อที่ผมจะยังได้ดูแลมันต่อ


            “เรื่องอื่นน่ะเก่งหมด พอเป็นเรื่องน้องนี่ทำไรไม่ได้นอกจากร้องไห้จริงๆ” ไอ้เบนเริ่มกลับมาบ่นอีกครั้งหลังจากที่เห็นว่าผมหยุดร้องไห้แล้ว


            “หึ มึงมันไม่มีน้องที่เลี้ยงเองกับมือตั้งแต่แบเบาะอะ มึงไม่เข้าใจหรอก”


            “ดีแล้ว กูไม่อยากโดนน้องเกลียดแบบมึง”


            “ไอ้สัดเบน” ผมว่า “เฮ้อ กูยอมโดนเกลียดดีกว่าเห็นมันต้องเจ็บปวดกว่านี้ว่ะ”


            “เท่มากมั้งไอ้เวร”


            “ด่ากูอยู่นั่นแหละ มันทำไมวะเบน”


            “พักเรื่องนี้ไว้ก่อน” ไอ้เบนว่า เดินไปหยิบเอกสารชุดหนึ่งมาให้ผม “ดูเหมือนว่าน้องมึงจะไม่ได้ไปนอนหอเพื่อนที่ชื่อฟิวส์แล้วนะช่วงนี้”


            “ฮะ?” ผมขมวดคิ้วอย่างแปลกใจพร้อมรับเอกสารมาเปิดดู “แล้วทำไมมึงถึงเพิ่งมาบอกกู”


            “ลืม”


            “ห่า ไปหางานใหม่เถอะมึงอะ”


            “โอเค งั้นบ๊ายบายน้า”


            “ไอ้เบน ไอ้หน้าสัด สรุปยังไง แล้วมันไปนอนที่ไหนถ้าไม่ใช่หอฟิวส์”


            “เพื่อนใหม่เป็นแฝดชื่อเดือนหนาวกับแดนเหนือ” ไอ้เบนเริ่มเล่ารายละเอียด ผมกวาดสายตามองประวัติของเด็กแฝดที่ว่า “น้องมึงสนิทกับคนที่ชื่อเดือนหนาว อยู่ชมรมฟุตบอลเหมือนกันคงจะสนิทกัน”


            “สนิท? แต่ไหนแต่ไรน้องกูมีเพื่อนสนิทแค่สองคน แล้วถึงขั้นไปนอนที่บ้านเลยเนี่ยนะ?” ผมเลิกคิ้วว่าอย่างแทบไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน 


            “สืบประวัติแล้วมีอะไรน่าสนใจนิดหน่อย”


            “อะไร?”


            “พ่อเลี้ยงของเด็กนี่เป็นสมาชิกแก๊งที่เป็นศัตรูของเรา ตอนนี้เข้าไปเป็นเส้นสายในคุกอยู่”


            “...” ผมเงียบยังไม่ตอบอะไร แค่ตั้งใจอ่านข้อมูลให้ละเอียดมากขึ้น


            สรุปได้ว่าตอนนี้ครอบครัวมีกันทั้งหมดสามคน แม่กับสองแฝด พ่อแท้ๆเป็นวิศวกรอยู่บริษัท xxx เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตอนอายุสี่สิบสามปี ไม่มีประวัติทำผิดกฎหมาย ส่วนแม่ไม่ได้ทำงานประจำ อายุสี่สิบสองปีปัจจุบันเปิดร้านอาหารตามสั่ง ไม่มีประวัติทำผิดกฎหมายเช่นเดียวกัน


            ส่วนประวัติของเด็กสองคนนั้นธรรมดามาก


            แต่ที่น่าสนใจคือเมื่อสองปีก่อนหลังจากที่พ่อแท้ๆเสียชีวิตแล้ว แม่ก็แต่งงานใหม่แทบจะทันที แถมสามีใหม่ก็เป็นสมาชิกของแก๊งที่เป็นศัตรูกับเราด้วย


     “ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีก”


            “อะไร?”


     “เดือนหนาวคนนี้ มีข่าวลือว่าเป็นหัวหน้าแก๊ง”


            “?”


            “เป็นแค่ข่าวลือที่หายังหลักฐานไม่ได้”


            “ข่าวลือว่าไง” ผมถามเพราะเกิดความรู้สึกสนใจขึ้นมา


            “ขาใหญ่คุมโรงเรียน หัวโจกอันธพาล มีลูกน้องอยู่หลายร้อยคนในโรงเรียน กระจัดกระจายอยู่ทุกชั้นปี ไม่รู้ว่าข่าวลือมันจริงแค่ไหน แต่ที่แน่ๆจากที่แอบตามดูคร่าวๆ เด็กคนนี้มีลูกน้องอยู่จริงๆ”


     “...


     “อาจจะเป็นลูกของคนใหญ่คนโตสักคนส่งมาเพื่อฝึกคุมอำนาจ อย่างน้อยๆก็น้องมึงคนหนึ่งนั่นแหละที่ติดกับเพราะน้องมึงติดไอ้เด็กนี่แจเลย ล่าสุดน้องมึงกำลังพยายามแย่งตำแหน่งมือขวา”


     “น้องกูเนี่ยนะ? ถ้าน้องกูถึงขั้นอยากเป็นมือขวามันแสดงว่าต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ” ผมหรี่ตาลงพลางเริ่มใช้ความคิดอย่างจริงจัง ผมเข้าใจว่าเสือมันไม่อยากทำงานด้านนี้ แต่ความจริงแล้วมันแค่อยากอยู่แก๊งอื่นหรอกหรอ


     ทำไมกัน...เพราะแก๊งนั้นมันมีอิทธิพลมากกว่ารึไง 


     หรือว่ากำลังโดนมันหลอกใช้

     

     ไม่ได้ยอมไม่ได้น้องกู กูเลี้ยงมาแต่อ้อนแต่อก พวกมึงเป็นใคร ยิ่งใหญ่มาจากไหนจะพรากน้องไปจากกู!!


     “แถมหลังจากที่น้องมึงไปนอนบ้านมัน น้องมึงก็ไม่ออกไปข้างนอกตอนกลางคืนอีกเลย”


     “น้องกูเชื่อฟังคำสั่งมันขนาดนั้นเลยหรอวะ” 


     “กูสงสัยว่าพ่อแท้ๆตายไปจริงๆรึเปล่า ทำไมถึงแต่งงานใหม่ทันทีเลยหรือว่าความจริงแล้วพ่อแท้ๆยังไม่ตายแค่ปกปิดข้อมูลเอาไว้เฉยๆ”


     “มึงหาข้อมูลไม่ได้เลยหรอ?”


     “เออ ให้คนเจาะข้อมูลแค่ไหนก็หาไม่เจอ” ไอ้เบนขมวดคิ้วว่าเสียงจริงจัง “แสดงว่าต้องเป็นคนที่มีอิทธิพลมากพอสมควรเลยแหละ”


     “...


     “เพราะงั้นสิ่งเดียวที่เล็ดลอดออกมาได้คือข่าวลือไง”


     “อืม ส่งคนไปจับตามองไอ้เด็กนี่เอาไว้ ถึงจะยังไม่รู้แน่ชัดแต่กูคิดว่ามันไม่ใช่แค่เด็กธรรมดา ดีไม่ดีเราอาจจะได้ข้อมูลของแก๊งนั่นเพิ่มด้วย ส่งคนที่สะกดรอยตามเก่งที่สุดไปเลย ที่สำคัญอย่าให้พ่อรู้เด็ดขาด”


     “รับทราบ”


     “เฮ้อ ไอ้เสือนะไอ้เสือ จะมีเพื่อนทำไมไม่หาคบคนที่มันธรรมดาๆ จะไปยุ่งกับตัวอันตรายทำไมวะ”

 

 

 




 

 

❆❆❆

 

 




 

 

            “แม่” ผมเอ่ยเรียกขึ้นในขณะที่กำลังช่วยแม่เตรียมของสำหรับเปิดร้านในตอนเช้าอยู่ เพราะร้านเปิดตั้งแต่หกโมงเช้า เราเลยต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ ไหนจะต้องเตรียมน้ำเต้าหู้อีก “หนูรู้สึกแปลกๆ”


            “ยังไงครับ? ไม่สบายหรอ” แม่ถามด้วยความเป็นห่วง


            “ไม่ๆ มันแบบ...สังหรณ์ใจไม่ดี” ผมว่าไปตามความรู้สึก หัวคิ้วขมวดเข้าหากันแน่น “เหมือนกำลังมีใครบางคนปองร้ายหัวหน้าแก๊งอย่างหนูอยู่ เหมือนหนูกำลังจะโดนโค่นล้มอำนาจ”


            “งั้นเช้านี้เราตักบาตรกันไหม?”


            “ดีครับ ดีเลย”


            “โอเคงั้นเดี๋ยวแม่ไปดูก่อนว่าเรามีอะไรใส่บาตรได้บ้าง” แม่ว่าก่อนจะเดินหายกลับเข้าไปในบ้าน ผมล้างผักอย่างขะมักเขม้น พอพระอาทิตย์ขึ้นผมก็ไปปลุกไอ้เสือที่กำลังนอนขดอยู่บนโซหาให้มาตักบาตรด้วยกัน


            “เสือ มึงตื่นๆๆ” ผมเขย่าเรียก มันครางเสียงเบาในลำคออย่างไม่พอใจ “ตื่น!


            “เออๆๆ เสียงดังอะไรนักหนาวะเนี่ย” อีกฝ่ายว่าอย่างไม่พอใจ “ตีสี่แล้วหรอ?”


            “จะหกโมงแล้ว”


            “อ้าว ทำไมไม่ปลุกกูอะ จะได้ช่วยเปิดร้าน”


            “เห็นมึงนอนดึกเลยให้พัก”


            “มึงก็นอนพร้อมกูไหม?”


            “เออน่า ไปล้างหน้าล้างตาได้แล้ว” ผมว่า ปล่อยไอ้เสือไปล้างหน้าล้างตาแล้วออกมาข้างนอกรอตักบาตรพร้อมกัน “ไหนมีอะไรใส่บาตรบ้าง”


            แล้วแดนก็ยื่นถุงใส่ของให้ดู


            “ว้าว สุดยอด ต้องได้ขึ้นสวรรค์แล้วแหละ”


            “ทำบุญแค่นี้หวังขึ้นสวรรค์เลยนะ” ไอ้เสือว่าขึ้น สภาพงัวเงียและตาบวมตุ่ย


            “ไทเกอร์ ทำไมตาบวมล่ะครับ?” แม่ถาม


            “อ๋อ ช่วงนี้ผมกินเค็มเยอะไปหน่อยครับ”


            “ลดๆบ้างนะลูก เดี๋ยวเป็นโรคไต”


            “ครับ”


            “กินเค็มพ่อง” ผมแอบเขยิบไปใกล้ กระซิบเบาๆ “แหม เมื่อวานนะ ฮึก ฮือออ หนาว หนาวยังงั้นยังงี้ เสื้อกูชุ่มน้ำตาน้ำมูกมึงไปเป็นครึ่งแถบ” ผมแกล้งเอ่ยแซว ไอ้เสือหลุดขำเสียงเบา


            “ไอ้ควาย อย่าแซวกู”


            ไม่ทันได้พูดอะไรกันมากไปกว่านั้นพระท่านก็เดินมาใกล้ พอตักบาตรกรวดน้ำเสร็จก็พากันเดินกลับเข้าไปในร้าน พอดีที่กับลูกค้าคนแรกมา


            “เอ๊ะกูชักแปลกใจ” เป็นไอ้แม็ก ไอ้หน้าม่อคนเดิม “ทำไมกูเห็นไอ้เกอร์อีกแล้ว นี่มึงแอบตีท้ายครัวกูหรอ!


            “ก็เหี้ยแล้ว แทนที่จะไปตีท้ายครัว ตีหน้ามึงดีกว่า” ไอ้เสือว่านั่นทำให้ผมอดที่จะขำออกมาไม่ได้ “ไปนั่งได้แล้วไม่ต้องมายืนมอง เกะกะ จะแดกก็แดกไม่แดกก็ออกไป”


            “ทำดีว่ะเสือ” ผมยกนิ้วโป้งให้อย่างชอบใจ ไอ้แม็กขมวดคิ้วสงสัยทันที


            “ทำไมกูถึงมีคนขัดขวางเส้นทางรักเพิ่มวะ”


            “ใครก็ไม่สนับสนุนมึงทั้งนั้นแหละ” ผมว่าเสริม อีกฝ่ายหรี่ตามองอย่างไม่ไว้ใจ “ทำหน้าอะไรของมึง”


            “หรือว่า...เกอร์มึงชอบว่าที่แฟนกูหรอ!


            “ฮะ?” ไอ้เสือหันขวับมามองไอ้แม็กทันที สิ่งที่ได้ยินทำผมชะงักไปด้วย “อะไรของมึงเนี่ย ปัญญาอ่อน”


            “เสือ...มึง” ผมว่าเสียงเบาเริ่มมองมันด้วยแววตาที่ไม่ไว้ใจ


            “เดี๋ยวนะ ทำไมมองกูอย่างนั้น?” 


            “เสือ...มึงไอ้เหี้ย” 


            “หนาว” ไอ้แม็กเขยิบเข้ามาใกล้ เอียงตัวมาทางผม “ทำไมคนอย่างไอ้เสือมันถึงได้มาเกาะติดพวกมึงอย่างกับปลิง ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุผลที่ว่ามันชอบเหนือ มึงไม่คิดอย่างนั้นหรอ แถมมันยังพยายามกีดกันกูอีก เพราะอะไร เพราะมันชอบเหนือไง”


            “กูไม่เคยคิดเลย” ผมส่ายหน้า “แต่ตอนนี้กูเริ่มคิดแล้ว...ไอ้เสือ!


            “อะไรไปกันใหญ่แล้วเนี่ย!” แล้วลูกค้าคนอื่นก็เริ่มทยอยเข้ามา ผมอยากจะถามให้ได้ความมากกว่านี้แต่ไม่มีโอกาสอีกเลย ดีนะที่แม่กับแดนกำลังยุ่งอยู่หน้าร้านคงจะไม่ได้ยินที่เราสามคนคุยกันเมื่อกี้ พอใกล้เวลาโรงเรียนเข้าพวกเราค่อยออกมาจากร้าน


            “เสือ มึงมานี่เลย” ผมดึงแขนไอ้เสือให้มันมาเดินใกล้ผมแทนที่จะไปเดินใกล้แดน เอียงตัวเข้าไปใกล้เอ่ยกระซิบ “ไอ้หน้าหมา อย่าให้กูรู้นะว่ามึงชอบพี่กู กูจะแอบเอาไฟแช็คมาลนขนตามึงตอนหลับ”


            “มึงอย่ามาโดนไอ้แม็กปั่นได้ไหมเนี่ย กูไม่ได้อะไรเลย”


            “ที่ไอ้แม็กพูดมันฟังดูมีเหตุผล จากตอนแรกที่กูไม่สงสัยแต่ตอนนี้กูเริ่มสงสัยแล้ว นี่คือแผนการอันแยบยลของมึง...ใช่หรือไม่?”


            “แยบยลเหี้ยอะไร ก็บอกว่าไม่ใช่ไง”


            “เลิกปฏิเสธเถอะเสือ กูรู้ว่าพี่กูน่ารักมากมันยากจะห้ามใจไหว กูก็ไม่ได้อะไรถ้าแดนโอเคกับมึงแต่กูบอกเลยนะว่าเส้นทางความรักของมึงกับแดนมันไม่ง่ายนักหรอก กูจะอยู่เป็นหนามทิ่มแทงใจมึงตลอดไป”


            “มึงบอกว่าพี่มึงน่ารัก หมายความว่ามึงก็น่ารักด้วยอะดิ”


            เพราะเราสองคนเอาแต่เดินรั้งท้ายจนแดนสงสัยหันมามอง


            “นินทาอะไรแดนรึเปล่าเนี่ย”


            “เปล่าเลย” ผมรีบตอบทันควัน “เนาะมึงเนาะ”


            “ฮะ เออๆ ใช่ ไม่มีใครนินทาเหนือหรอก”


            “อ๋อ โอเค งั้นสองคนรีบเดินหน่อยนะเดี๋ยวไม่ทันเข้าแถว”


            “ได้เลย” ผมยิ้มหวานตอบกลับไปจากนั้นค่อยหันมาทำเสียงเข้มใส่ไอ้เกอร์ “เพราะกูเห็นว่ามึงไม่ได้เลวร้ายอะไรนักหรอกนะ กูจะให้โอกาสมึงพิสูจน์ตัวเองก็ได้”


            “ไม่ กูไม่ได้ต้องการโอกาสอะไรทั้งนั้น”


            “หึ จะบอกว่าไม่เห็นหัวกูเลยสินะ”


            “อะไรวะ”


            “ทำไม ก็มึงบอกว่าไม่ต้องการโอกาสจากกู แสดงว่ามึงไม่เห็นหัวกูที่เป็นน้องชายของแดนเลยใช่ไหม” ผมยื่นนิ้วชี้จิ้มไปที่ต้นแขนมัน “ฟังกูให้ดีนะไอ้น้อง หนึ่งเลยคือกูเป็นคนที่ใกล้ชิดและสนิทกับแดนที่สุด”


            “...


            “สองคือกูรู้ว่าแดนชอบหรือไม่ชอบอะไร กูทำให้มึงสามารถเข้าใกล้แดนหรือให้แดนถอยห่างจากมึงก็ได้”


            “คือมัน...ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับกูอยู่แล้ว”


            “นี่มึงยังจะมองข้ามกูอยู่อีกอย่างนั้นหรอ!” ผมตะคอกใส่มันทั้งที่ยังทำเสียงกระซิบอยู่ กระชากแขนมันเข้ามาใกล้เพื่อให้ตั้งใจฟังผม “กูอุตส่าห์คิดจะให้โอกาสมึงแล้วเพราะเห็นว่ามึงไม่เหมือนคนอื่นๆ แต่มึงก็ยังเลือกจะทิ้งโอกาสนั้นไปหรอ มึงนี่มันโง่จริงๆ ไอ้หน้าโง่”


            “ทำไมกูถึงต้องมาโดนด่ากันนะ”


            “เสือ มึงช่วยจริงจัง หัวใจของพี่กูไม่ใช่ของเล่นๆ”


            “โว้ย ไอ้หนาว” ไอ้เสือหยุดเดินกะทันหันทำให้ผมหยุดเดินไปด้วย มันจับไหล่ผมสองข้างแล้วเขย่าอย่างแรง “กูไม่ได้ชอบเหนือมึงเข้าใจรึยัง!!


            “โอ๊ยๆ โอเคๆ หยุดเขย่าทีมึนหัวแล้ว”


            “เออพูดไม่เคยจะรู้เรื่อง!


            “ใครจะไปรู้ กูยิ่งโดนคนปั่นง่ายอยู่”


            “เออ ก็มึงมันโง่ไง”


            “เอ้า เฮ้ย วิ่งทำไมวะ” ผมถามขึ้นอย่างตกใจเมื่อจู่ๆคนข้างๆก็เริ่มออกวิ่ง ผมจึงรีบวิ่งตาม


            “ออดดังแล้วไอ้เหี้ยรีบวิ่ง เดี๋ยวก็โดนเช็กสายหรอก”


            “เชี่ย ไอ้เสือรอกูด้วย”

 

 

 






            .....

 

 

 





            ตกเย็นถึงเวลาซ้อมชมรม ผมก็ยังคงรู้สึกสงหรณ์ใจไม่ค่อยดีเหมือนเดิมแม้ว่าจะทำบุญกรวดน้ำส่งไปให้แล้วแต่ใครคนนั้นมันยังคงคิดร้ายกับผมอยู่ดี


     มันเป็นใครกันวะ เจ้ากรรมนายเวรหรอ เฮี้ยนขนาดที่ว่าจะไม่เอาบุญเลยรึไง


            “เป็นไรวะหนาว ทำหน้าเครียด” ไอ้เสือถามขึ้นในขณะที่กำลังวอร์มร่างกายกันอยู่


            “กูว่ากูโดนจองเวรว่ะ แบบอาฆาตแรงมากสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่รุนแรง”


            “ฮะ?”


            “กูสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วอะ ทำบุญให้ก็ไม่หาย ไม่สบายใจเลยว่ะ” ผมว่าไปตามความรู้สึกพร้อมยืดเส้นบริเวณต้นขาไปด้วย “กูพูดจริงนะมึง แล้วสังหรณ์กูมันชอบถูกด้วย หาเวลาว่างไปทำบุญกันอีกดีมั้ยวะ”


            “เออก็ได้ อืม...หรือว่าเป็นแก๊งอื่นกำลังจะมาเล่นงานมึงวะ”


            “เป็นไปได้” ผมขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม “ใครกันบังอาจมาท้าทายอำนาจมืดของกู แก๊งเราไม่แพ้ใคร”


            “สนิมย้อยอันเกรียงไกรของมึงอะนะ”


            “หึ บอกแล้วไงว่าอย่าเรียกว่าแก๊งของกู ให้เรียกว่าแก๊งของเรา” ผมหันไปยิ้มกริ่ม “สรุปมึงกับไอ้จ๊าบนี่ยังไง รู้ผลกันยังว่าใครจะได้เป็นมือขวาของกู”


            “กูไม่คิดจะสู้ตั้งแต่รู้ชื่อแก๊งแล้วแหละ”


            “หึ อ่อนหัด เป็นแค่ลูกกระจ๊อกปลายแถวไปแล้วกันมึงอะ”


            “เออได้ กูขอเป็นแค่ลิ่วล้อพอ หน่วยซัพพอร์ต”


            “เออแล้วมึงจะสมัครรด.มั้ย? เห็นเขาเปิดรับสมัครแล้วนะ ทดสอบสมรรถภาพอาทิตย์หน้ามั้ง”

            “ไม่รู้ว่ะ ไม่แน่ใจ มึงอะ?”


            “สมัครดิ กูไม่คิดจะไปจับใบดำ-ใบแดงอยู่แล้ว” ผมว่า 


            “อืม งั้นกูคงสมัครแหละ”


            “เออดีๆ จะได้มาฝึกด้วยกัน”


            “เออ”


            “เสือ”


            “ไร”


            “สรุปมึงชอบพี่กูจริงหรอวะ”


            “บอกว่าไม่ได้ชอบไงโว้ย!






#ช่วงนี้เดือนหนาว





 

 

 

            

            

            

 


          

            

            

Twitter : @Howl_sairy

Facebook fanpage : Howlsairy






 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3.265K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

11,703 ความคิดเห็น

  1. #11434 RealBT (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2564 / 03:08
    เอ้าคดีพลิก พี่สิงห์เป็นบราค่อน 55555
    #11,434
    0
  2. #11433 RealBT (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2564 / 03:08
    เอ้าคดีพลิก พี่สิงห์เป็นบราค่อน 55555
    #11,433
    0
  3. #11186 MiAo_kp (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2564 / 02:24
    สงสารพี่สิงห์ก่อนเลย ข่าวลือเกินจริงไปมากโข55555555
    #11,186
    0
  4. #11156 ตัวซึมเศร้า (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2564 / 15:05
    เกลียดชื่อแก๊งค์งมาก
    #11,156
    0
  5. #10548 Promise69 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 เมษายน 2564 / 19:46
    โธ่ ไอพี่บราค่อนที่ปากแข็งเต็มที ยืมคำหน่อยนะเบน
    #10,548
    0
  6. #10407 moiindyy (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 เมษายน 2564 / 21:42
    ก่อยจะมาหาเรื่องหัวหน้าแก๊งค์ ดูชื่อแก๊งค์สะก่อน อย่ามาบังอาจหาเรื่องสนิมย้อยนะ!!
    #10,407
    0
  7. #10242 K.white wine (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 เมษายน 2564 / 21:39
    น้องหนาวววววววววววววว โถ่กลายเป็นบุคคลอันตรายที่ถูกบราค่นหมายหัวแน้ววววว
    #10,242
    0
  8. #9730 Siroreaw (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 เมษายน 2564 / 00:11
    พบบราค่อน1อัตราค่ะพี่ขาาาา มุงื้ออออ
    #9,730
    0
  9. #9273 real_apin (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 เมษายน 2564 / 00:39
    แงงพี่สิงห์ดีมากเลยอะ พี่ชายเเสนดีที่หนึ่งน่ารักอะ555
    #9,273
    0
  10. #8237 rnhaha (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 มีนาคม 2564 / 11:15
    สงสารพี่สิงห์มากเลยTT
    #8,237
    0
  11. #8236 rnhaha (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 มีนาคม 2564 / 11:15
    ทุกคนดูจริงจังกับแก๊งสนิมย้อย555555555555555555555555555
    #8,236
    0
  12. #8229 I'm beautiful (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 มีนาคม 2564 / 21:04
    คุณพี่สายฮาปะคะ55555555 ต้าวหนาวผู้เกรียงไกลและยิ่งใหญ่จะทำไงดีคะลูกมีคนมาท้าทายอำนาจมืดแก๊งสนิมย้อยของหนูอยู่นะ555555555555555
    #8,229
    0
  13. #8204 oomka (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 มีนาคม 2564 / 20:54
    ข่าวลือไปไกลเชียว55555555555555
    #8,204
    0
  14. #8185 kikss (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 มีนาคม 2564 / 15:30

    ถ้าพี่สิงห์รู้ชื่อแก๊งค์สนิทย้อย ต้องรู้สึกยังไง 555555555555

    #8,185
    0
  15. #8154 boom5807 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 มีนาคม 2564 / 21:23
    หลอกได้แม้แต่มาเฟียตัวจริง55
    #8,154
    0
  16. #7412 0eun0 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 / 00:25
    5555555555 หนาววววววววว
    เอ็นดูพี่สิงห์จังเลยยยย
    #7,412
    0
  17. #7379 Nuna_MinJ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 มกราคม 2564 / 22:11
    เอาใจช่วยพี่สิงห์ไม่ให้น้องเกลียด

    เดือนหนาวตลกอะ สมแล้วที่เป็นเพื่อนกับนอร์ท
    #7,379
    0
  18. #7182 Jinji_10 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 มกราคม 2564 / 07:31
    ข่าวลือยิ่งใหญ่มาก555555555555
    #7,182
    0
  19. #7177 it's me (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 มกราคม 2564 / 10:07
    บร่ะะะะะ เอาว่ะ พี่ลีโอเป็นบราค่อนหรอเนี่ย ฮ่าๆๆๆๆ โอ้ยยยยยย กะว่าอยู่ว่าน้องทั้งคนนะเว้ยยยยย จะใจร้ายไปถึงไหน สรุปโอ้ยยยยย ฮ่าๆๆๆๆ แล้วไหนจะมากังวัลกะแก๊งสนิมย้อยอีกกกกก พี่!!! พี่โดนปั่นแล้วววววว ฮ่าๆๆๆๆๆๆ
    #7,177
    0
  20. #6925 P.chonn3 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2563 / 07:46
    เอ็นดูพี่สิงห์ แต่ข่าวลือคือขำไม่ไหว55555555555555
    #6,925
    0
  21. #6870 crzoldyck7 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2563 / 21:18
    น้ำตาคลอเลยอ่านตอนพี่สิงห์ สงสารพี่สิงห์น้องไม่รัก ทีมพี่สิงห์ รักพี่สิงห์
    #6,870
    0
  22. #6836 chompoo_tm (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2563 / 22:57
    เอ็นดูพี่สิงห์ โอ้ยยย 55555 คลั่งรักน้องเสือแหล่ะ

    ข่าวลือก็ปั่นใหญ่โตมาก
    #6,836
    0
  23. #6752 Mirror room (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2563 / 00:20
    ขอร้องละข้าวลือไปไกลขนาดนั้นเลยพี่สิงห์คิดไปถึงไหนแล้ว 55555555 //พี่สิงค์คลั่งรักน้องแหละแต่ฟอร์มจัดไปไหน5555
    #6,752
    0
  24. #6600 RJ1448Rotjeep (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2563 / 16:02
    พวกพี่สิงห์กลายเป็นเจ้ากรรมนายเวรน้องหนาวไปแล้ว555
    #6,600
    0
  25. #6408 mod_dumdum (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2563 / 14:23
    ข่าวลือไปถึงไหนแล้วววววว เดือนหนาวมันโหดอะไรขนาดนั้นอะแม่~~~ 5555555
    #6,408
    0