Check In นอน กิน Check Out [ตีพิมพ์ตุลา 2019]

ตอนที่ 6 : เที่ยวบินที่ PT005: นำท่านเดินทางสู่ ✈ ที่ที่รอคอยมาเนิ่นนาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 143
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    26 ก.ย. 62







เที่ยวบินที่ PT005

นำท่านเดินทางสู่ ที่ที่รอคอยมาเนิ่นนาน

 

สามเข็ม เย็บที่ขาแพตตี้

ประมาณพันกว่าเข็ม เย็บตามจุดต่างๆ ทั่วร่างกายผมเพื่อให้ผมไม่แตกสลายเวลามองแผลที่ขาเธอ และใช้อีกสองเข็มใหญ่ๆ เย็บตรงมุมปากผมเพื่อรั้งเป็นรอยยิ้ม

แผลที่ขาแพตตี้มองเห็นได้ชัดเจน แต่แผลของผมมันล่องหนและมีแค่ผมเท่านั้นที่มองเห็น

แต่ เฮ้! ผมรู้สึกฟื้นตัวได้เร็วนะ

เพราะผมเก่ง

นี่ไม่ใช่ผมพูดเองนะ มันเริ่มจากที่ผมเห็นแผลของแพตตี้หายเร็วมาก แค่ไม่กี่วันแผลก็แห้งสนิทและแทบไม่เห็นอาการบวมช้ำแล้ว

ขาเก่งจังผมชมเธอ

ฮะ?”

ขาของหมูแพตไง มันเก่ง แผลหายเร็ว

เธอหัวเราะ แล้วตบไหล่ผมคุณสลอธก็เก่งจ้ะ

เธอไม่ได้เจาะจงว่าส่วนไหนของผมที่เก่ง อาจจะเป็นมุมปากก็ได้ที่กลับมามีรอยยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติได้เร็ว แต่ในเมื่อเธอไม่ได้ระบุชัดเจน ผมเลยเหมาเอาเองเลยว่า ผมเก่งทั้งตัว และผมก็ยึดคำนี้ไว้เตือนใจให้เหมือนเกลือรักษาความเค็ม (นี่คือสำนวนไทย ก็ไม่แน่ใจว่าผมใช้ได้ตรงความหมายหรือเปล่านะ)

เอาเป็นว่าเราเก่งทั้งคู่

แต่อย่างไรก็ตาม สองอาทิตย์ที่ผ่านมานี้หมูต้องปฏิเสธงานถ่ายภาพไปงานหนึ่งเพราะขายังไม่หายดี เธอต้องอยู่กับบ้านและทำงานตัดต่อวีดีโอให้ผมอย่างเดียว

ส่วนผม ผมยืนยันว่าจะอยู่กับเธอจนถึงที่สุด ซึ่งในที่นี้ก็คือปักหลักอยู่กรุงเทพฯ จนกว่าแผลหายสนิทไร้ริ้วรอย เพราะผมจะเป็นคนทายาให้เอง เธอบอกว่าไม่จำเป็น ไม่มีประโยชน์ที่ผมจะอยู่ และให้ผมไปที่ชอบๆ ดีกว่า ที่ชอบๆ นี่คือสำนวนไทยที่ผมรู้จัก ถ้าพูดด้วยความจริงจังความหมายของมันจะรุนแรงมาก แต่ถ้าพูดไปหัวเราะไป ฟังแล้วจะน่ารักสุดๆ ซึ่งหมูแพตพูดไปหัวเราะไป

ผมอ้อนต่อนะ อ้อนที่จะอยู่ใกล้ๆ เธอ

คราวนี้เธอพูดจริงจังขึ้นเล็กน้อยว่าไปเถอะ เค้าอยากทำงานตัดต่อแล้ว เห็นสลอธในกล้องกับเห็นตัวจริงสำหรับเค้าก็เหมือนๆ กันแหละ

ไม่เหมือน นี่ตัวจริงจับได้ผมจับมือเธอมาแปะๆ แก้มตัวเอง

เธอหัวเราะไหนดูซิจากนั้นก็หยิบมือถือขึ้นมากดเข้าช่องของผม กดเปิดคลิปล่าสุด แล้วใช้นิ้วแปะๆ แก้มผมคนที่อยู่ในคลิป เธอทำหน้าครุ่นคิดแล้วบอกว่ารู้สึกดีเหมือนกันเลย

ผมยิ้ม หัวใจพองโต

เธอยิ้ม ดวงตาสีน้ำตาลของเธอกำลังบอกว่าการออกเดินทางมันจะดีกับผมแน่นอน

ผมเชื่อคำพูดในดวงตาเธอ และยังมีเหตุผลอื่นอีกคือ ลึกๆ แล้วผมรู้ว่าจำเป็นต้องรีบเดินทาง เพราะสายลมจะแตกสลายหายไปเมื่อหยุดนิ่ง แต่จะทรงพลังเมื่อเคลื่อนไหว ตัวตนของผมก็เป็นแบบนั้น ผมจะรู้สึกดีขึ้น บาดแผลจะจางหาย แล้วยังจะได้สะสมพลังงานเพื่อรับมือกับบางเรื่องที่ผมรับปากคนสำคัญไว้

ผมเลยปรับแผนนิดหน่อย แพ็กกระเป๋าขึ้นภาคเหนือของไทยเพราะอากาศที่โน่นกำลังดี ภาพดวงอาทิตย์ขึ้นตามดอยต่างๆ จะสวยเป็นพิเศษ แม้ว่าฝีมือการถ่ายภาพทั้งภาพนิ่งและเคลื่อนไหวของผมจะไม่ได้ครึ่งของหมูแพตก็เถอะ

แต่มันดีกับผมจริงๆ

บาดแผลจากการที่ถูกบ้านทำร้ายไม่ได้หายไปไหน มันคงไม่มีวันหายสนิทอยู่แล้ว แต่ผมรู้สึกเจ็บปวดน้อยลง จนกระทั่งถึงกำหนดกลับกรุงเทพฯ ผมก็คิดว่าตัวเองแข็งแรงพอที่จะรับมือกับวันนี้ได้…

วันที่น่าจะเป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งในชีวิตผม

ผมขับรถเข้ามาในหมู่บ้านช้าๆ จนมาจอดที่หน้าบ้านของแพตตี้ เหมือนวันที่เราเพิ่งกลับจากลอนดอนกัน แต่แค่ว่าตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว เหล่าบ้านๆ ทั้งหลายไม่ได้ดูเหมือนปีศาจที่หลับอีกต่อไป พวกมันตื่นขึ้นแล้ว ดวงตาที่เป็นแสงไฟทั้งสีเหลืองสีขาวสว่างอยู่ทั่วไปหมด

ผมยังนั่งอยู่ในรถ รู้สึกปลอดภัยดีเท่าที่จะรู้สึกได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็รู้สึกตัวสั่นขึ้นมานิดๆ เมื่อหันไปมองบ้านของเธอ แม้จะแค่มองแป๊บเดียวแต่รายละเอียดเกือบทั้งหมดก็ยังติดตา

บ้านของหมูแพตเป็นทาวน์โฮมสามชั้น มันดูหรูหราและน่าเกรงขามมากยิ่งขึ้นในเวลากลางคืน ประตูรั้วและระเบียงที่เป็นซี่เหล็กแนวตั้งดูเหมือนโครงกระดูกที่ทิ่มทะลุเนื้อหนังของมันออกมา ทั้งเสาทั้งผนังที่ฉาบเรียบดูเหมือนผิวเนื้อแข็งแรง กระจกสะท้อนแสงไฟเหมือนเกล็ดเงางับ และแผงต้นไม้เตี้ยๆ ที่ปลูกเรียงแถวบนระเบียงนั่น ก็ดูคล้ายๆ แผงหนามของสัตว์สักชนิด ที่สำคัญคือดวงไฟ ไฟที่ส่องสว่างอยู่รอบตัวเหมือนดวงตาน้อยใหญ่ของมัน โดยเฉพาะไฟสองดวงบนเสาประตูรั้วตรงนี้ ดูเหมือนมันกำลังหรี่มองผม

เพราะอย่างนี้ผมถึงมาก่อนเวลานัดเล็กน้อย อย่างน้อยก็จะได้เตรียมตัวก่อน

นึกย้อนไปวันนั้น วันที่บ้านป้าทำร้ายแพตตี้จนบาดเจ็บ ระหว่างทางเฮียพีทพี่ชายของเธอขอคุยกับผม ผมถึงกับจอดรถเพื่อคุยกับเขาอย่างจริงจังแม้ว่าจะรู้จักคุ้นเคยกันดีก็ตาม ผมต้องขอโทษเขาที่ดูแลน้องสาวเขาได้ไม่ดีพอ แต่เขาก็แค่ทักทายตามปกติ และพอเห็นแผลจริงๆ ของแพตตี้ เขาถึงกับหัวเราะเยาะบาดแผลของเธอด้วยซ้ำ

ทั้งพี่ชาย พ่อ และแม่ของเธอ ไม่ได้กล่าวโทษผมทั้งจากน้ำเสียงและแววตา ทุกคนเข้าใจดีว่ามันเป็นอุบัติเหตุ

แต่เรื่องก็ไม่ได้จบแค่นั้น

ที่ผ่านมาผมหลีกเลี่ยงการเข้าบ้านได้เกือบตลอด (แค่เกือบ แต่ไม่ถึงกับร้อยเปอร์เซ็นต์) รวมถึงบ้านหลังนี้ด้วยที่ยังไม่เคยเข้าไปสักครั้ง เพราะงานของผมคือการเดินทาง แต่ช่วงนี้ที่แพตตี้บาดเจ็บ ผมมาหาเธอที่บ้านทุกวัน บางวันแค่มาคุยแป๊บนึงที่หน้าบ้าน บางวันก็รับออกไปข้างนอกและมาส่งตรงหน้าประตู

จนวันหนึ่ง แม่ของเธอก็พูดกับผม 

แพทริก กลับมารอบนี้อยู่ไทยนานเลยเหรอ

ใช่ครับ แพตตี้เจ็บแบบนี้ ผมเลยคิดว่าไม่ไปไหนดีกว่าครับ

ก็พูดเกินไป แผลเท่าแมวข่วนเอง

ผมยังไม่ค่อยอยากไปไหนไกลเธอด้วยครับ

งั้นว่างๆ วันไหนเข้ามากินข้าวที่บ้านด้วยกันสิอีกฝ่ายพูดอย่างอารมณ์ดี

ได้ครับผมตอบหนักแน่น จริงจัง

นั่นผมทำอะไรลงไป

ผมไม่รู้ว่าพูดอย่างนั้นทำไม และไม่รู้ว่าพูดอย่างราบลื่นขนาดนั้นได้ยังไง เพราะอย่างนั้นผมถึงแพ็กกระเป๋าขึ้นเหนือเพื่อเตรียมตัวให้พร้อม

จนกระทั่งวันนี้ก็มาถึง

ใครบางคนกำลังเดินออกจากบ้านมาแล้ว

หมูแพตนั่นเอง

ผมสูดหายใจลึก แล้วลงจากรถ

โห คุณสลอธ อีกนิดนึงก็ไปงานกาลาดินเนอร์ได้แล้วนะ เค้าต้องไปเปลี่ยนชุดราตรีก่อนมั้ย จะได้เข้ากันที่เธอทักแบบนี้เพราะผมสวมเสื้อเชิ้ตอย่างเนี้ยบ ขณะที่เธอสวมชุดง่ายๆ แบบอยู่บ้านทำไงดี บ้านไม่มีพรมแดงปู

ผมยิ้ม สำหรับผมการเข้าไปในบ้านก็ไม่ต่างจากนักรบเดินเข้าสู่สมรภูมิ และนี่ก็คือชุดเกราะของผม ผมแต่งตัวแบบนี้เพื่อไม่ให้บรรยากาศภายในบ้านดูเป็นบ้านมากเกินไป และหมูแพตก็ดูเหมือนจะเข้าใจทันทีที่มองตาผม

ที่ผ่านมาเธอจะคอยเลี่ยงคำเชิญเข้าบ้านของครอบครัวให้ผมตลอด โดยการเสนอให้พวกเราออกไปกินข้าวที่ร้านอาหารแทน แต่คราวนี้ผมยืนยันหนักแน่นว่าจะเข้าไป จนเธอไม่กล้าขัดความตั้งใจนี้ของผม

“...” เธอยิ้ม แล้วมาลูบๆ เสื้อเชิ้ตผม

สถานการณ์ข้างในเป็นไงบ้างผมถาม พยายามไม่ให้น้ำเสียงจริงจังเกินไป

หม่าม้ากำลังตั้งโต๊ะน่ะ

งั้นก็...เข้าไปกันผมบอก

แพตตี้จับมือผมแบบประสานพลางลูบเบาๆ นั่นทำให้หัวใจที่เต้นแรงของผมค่อยๆ สงบลง อย่างน้อยก็สงบมากพอในระดับที่ควบคุมได้

มือของเธอทำให้อุ่นใจ กล้าหาญ และบ้านดูเป็นมิตรมากขึ้น ถ้าวันนี้ผมเดินเข้าบ้านเธอไม่ได้ก็คงจะไม่มีวันไหนทำได้แล้ว

โอเคมั้ยคะคุณ เราไม่เข้าไปก็ได้นะ…น้ำเสียงเธอจริงจัง

เข้าไปสิ หิวแล้วน้ำเสียงผมผ่อนคลาย

จากนั้นผมก็จับมือเธอแน่นเข้า แพตตี้ก้าวนำผ่านประตูเข้าไปก่อน ผมยืนแบบปลายเท้าชิดขอบประตูคล้ายกับคนที่ตั้งท่าจะโดดข้ามอะไรสักอย่าง พูดในใจว่า ฮึบ แล้วก็ก้าวยาวๆ ตามเธอเข้าไป

หลังจากเท้าสัมผัสพื้นที่อาณาเขตของตัวบ้านผมก็เข้าใจขึ้นมาทันที

ที่ผมรับปากคุณแม่แพตตี้อย่างง่ายดายวันนั้น เป็นเพราะผมอยากกล้าหาญ อยากดูแลแพตตี้ให้ดีกว่านี้

ที่บ้านป้าวันนั้นผมมีอาการมาก ไม่ใช่แค่เพราะจากสิ่งที่ผมเป็น แต่เพราะเป็นห่วงแพตตี้ที่กำลังตกอยู่ในอันตรายด้วย

แต่ที่นี่ ตอนนี้ คือบ้านของแพตตี้เองและเธอก็อยู่กับผมด้วย ทุกอย่างต้องผ่านไปได้ด้วยดีแน่นอน

เข้าไปข้างในกันผมพูดทั้งที่ใจเริ่มสั่นหวิวขึ้นมาน้อยๆ

แล้วเธอก็จูงมือผมเดินผ่านประตูเข้าไป

ทุกคนรอกันพร้อมหน้าอยู่แล้วที่โต๊ะอาหาร

ผมจำต้องปล่อยมือเธอ และยกมือไหว้ทักทายตามมารยาทไทย

หวัดดีครับม้า หวัดดีครับป๊าผมเรียกทั้งคู่แบบนี้ตามแพตตี้ ทั้งคู่รับไหว้และยิ้มให้อย่างเป็นกันเองเหมือนทุกครั้งที่เจอหน้าหวัดดีครับ

ไงพี่พีทไม่รับไหว้ผม แต่ใช้วิธีตบไหล่แทนเจอทีไรก็หล่อตลอด

สบายดีครับเฮีย

นั่น บอกแล้วอย่าเรียกแบบนี้ เวลาฝรั่งออกเสียงคำนี้ฟังแล้วรู้สึกเหมือนไม่ใช่คนทุกทีเจ้าตัวเคยบอกว่าไม่ชอบเพราะบางครั้งมันฟังดูคล้ายกับคำด่าคำหนึ่งในภาษาไทย

แต่ผมหัดออกเสียงให้ชัดกว่าเดิมแล้วนะ

เรียกพี่เหมือนเดิมเถอะ

โอเค ได้ครับเฮียพีท

เราหัวเราะ

ทุกคนหัวเราะตาม ก่อนที่ป๊าจะเป็นคนเชิญให้ผมนั่ง จังหวะนี้เองที่ผมตระหนักชัดๆ ว่าอาการเริ่มมาแล้ว หัวใจเต้นแรงขึ้น รู้สึกหวิวๆ เหมือนยืนอยู่ริมเหว 

ผมจับพนักพิงเก้าอี้ไม้แน่นกว่าที่ตั้งใจ ค่อยๆ หย่อนตัวลงนั่งและก้มหน้าไว้ ครอบครัวแพตตี้อบอุ่นมาก ทุกคนหัวเราะกันแทบจะตลอดเวลาไม่ว่ากับเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน ซึ่งมันดีมาก แต่จากประสบการณ์ของผมมันก็เหมือนดาบสองคมดีๆ นี่เอง ยิ่งอบอุ่นมากมันก็ยิ่งสร้างบาดแผลให้เราได้มาก…

ผมกำมือแน่นเข้า รู้สึกว่าเหงื่อซึมตามแผ่นหลังและหน้าผาก

แพตตี้สังเกตเห็นอย่างรวดเร็ว เธอดึงทิชชู่จากกลางโต๊ะมาซับเหงื่อบนหน้าผากให้ผม ก่อนจะเลื่อนมือเรียวเล็กมาวางบนมือผมมือเย็นเลย โอเคมั้ย

ผมฝืนยิ้ม คลายกำปั้นออกแล้วกุมมือเธอไว้ไหว

เหมือนจะไม่มีใครสังเกตเห็นชัดๆ นอกจากแพตตี้

เธอเคยบอกทุกคนนะว่าผมมีปัญหากับการอยู่ในบ้าน แต่พวกเขาอาจจะลืมไปแล้ว หรืออาจจะไม่ได้เข้าใจจริงๆ ว่ามันคือยังไง

ผมบังคับขาข้างที่เริ่มสั่นซึ่งมันอยู่ฝั่งพี่พีทให้นิ่งไว้ แล้วสั่นขาอีกข้างที่อยู่ใกล้แพตตี้แทน เธอวางมือข้างหนึ่งไว้บนต้นขาผมคล้ายจะปลอบให้มันสงบ การนั่งสั่นขาเป็นเรื่องเสียมารยาทมาก แต่ผมจำเป็นต้องทำ เพราะผมกำลังนึกภาพตัวเองวิ่งอยู่ในทุ่งหญ้ากว้างๆ ไม่ใช่นั่งอยู่ในกล่องอิฐแคบๆ ที่เรียกว่าบ้านแบบนี้ ผมกำลังสูดกลิ่นดินกลิ่นหญ้าบนยอดเขา ไม่ใช่กลิ่นอายอบอุ่นในบ้านหลังนี้…

ทุกคนคุยสัพเพเหระกันอยู่สักพัก ก่อนจะวกเข้ามาเรื่องของผม

แพตตี้เป็นคนอธิบายแทนผมเป็นส่วนใหญ่ ส่วนผมถามคำตอบคำ มาถึงจุดนี้ผมได้ยินชัดบ้างไม่ชัดบ้างเพราะมัวแต่นึกภาพในหัวว่าไม่ได้อยู่ตรงนี้ ตอนนี้ผมกำลังจ๊อกกิ้งบนถนนโล่งๆ อยู่ และมันสมจริงมากจากการที่ผมหายใจแรงขึ้น เหงื่อออกมากขึ้น

“...แพทริกเสียงหม่าม้าเรียก

ครับ?” ผมอยากจิบน้ำแต่ไม่กล้าหยิบเพราะกลัวทำแก้วหลุดมือ หัวใจผมเต้นแรงมากขึ้นอีก ผมพยายามบังคับให้มันเต้นช้าลง แต่มันไม่ช้าลงเลย และท้องไส้ก็เริ่มปั่นป่วนมากขึ้นเรื่อยๆ

“...เดินทางบ่อยเหนื่อยมั้ย...แพตตี้...เหนื่อย…

แพตตี้เหนื่อย? เสียงเหมือนลอยมาจากที่ไกลและขาดๆ หายๆ ผมแทบไม่ได้ยินเสียงอะไรแล้วนอกจากเสียงหัวใจตัวเอง

อาการมวนท้องเริ่มเล่นงานผม ผมพยายามสูดหายใจเข้าช้าๆ และกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอเพื่อควบคุมความรู้สึกหลากหลายที่กำลังเล่นงานอยู่ แต่เหมือนว่าจะไม่มีอะไรเป็นไปตามคำสั่ง ร่างกายผมกลับหายใจเข้าออกรัวเร็วขึ้นแทน

“...แล้วพ่อแม่แพทริกล่ะ สบายดี…มั้ย

พ่อแม่ผม?

“...ไหวมั้ย

ไม่ไหวเสียงเบาหวิวหลุดจากปากผมขอ...ขอตัวก่อนนะครับ

ห้องน้ำอยู่ไหนนะ นั่นคือความคิดที่ผ่านเข้ามาฉับพลัน แต่ผมกลับลุกพรวดขึ้นแล้วหันหลังก้าวยาวๆ ผ่านประตูออกมานอกบ้านแทน จนมาถึงหน้าประตูรั้วและรีบเกาะมันไว้เพื่อทรงตัวไม่ให้ล้ม ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แต่มันก็ไม่ช่วยอะไรเหมือนเดิม ความปั่นป่วนที่ก่อตัวมานานตีรวนขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ทำให้ผมต้องโน้มตัวเข้าหาท่อระบายน้ำแถวนั้น แล้วก็…

คืนอาหารที่กินเข้าไปนิดหน่อยกลับให้โลกไปอย่างไม่ค่อยสุภาพเท่าไหร่

สลอธ!แพตตี้ตามออกมาลูบหลังให้ผมไหวมั้ยเนี่ย เดี๋ยวไปเอาน้ำมาให้

เธอผละไปแล้ว ผมยังเกาะรั้วอยู่เหมือนเดิมพลางโกยอากาศเข้าปอด อากาศข้างนอก! อากาศของโลกกว้างใหญ่ที่จะเข้าไปล้างบรรยากาศของบ้านที่ผมหายใจเข้าไป แต่มันไม่ง่ายขนาดนั้น โลกยังโคลงเคลงหมุนคว้างไม่หาย

แพตตี้กลับมาแล้วเป็นไงบ้าง แพท นี่น้ำๆ

ผมรับแก้วน้ำมาบ้วนปาก แต่ยังก้มตัวไว้เพราะยังพะอืดพะอมไม่หาย เธอดึงชายเสื้อตัวเองมาเช็ดปากให้ผม จากนั้นก็ลูบหลังให้เรื่อยๆ

ไหวมั้ยเนี่ย

ไหวๆผมตอบอย่างนั้น แต่รู้สึกยังไม่ไหวหรอก

สู้ๆ นะ มา นวดๆเธอนวดไหล่ให้ผมแบบทีเล่นทีจริงหายใจเข้าลึกๆ นะ แล้วค่อยๆ หายใจออก

ผมหลับตาลงทำตามที่เธอบอก จนอาการวุ่นวายที่รุมทึ้งอยู่ในท้องผมค่อยๆ สงบลงบ้างจนพอยืดตัวขึ้นได้ แพตตี้คลายมือที่บีบไหล่ผมออก ก่อนจะโบกมือพัดๆ ใบหน้าผมแทน

จู่ๆ เหมือนผมจะได้ยินเสียงแจ้งเตือนข้อความจากมือถือเบาๆ เธอเงียบไปอึดใจหนึ่งเพื่อเช็กมัน แล้วก็ร้องขึ้นแพท! แพททท!

อะไร เธอดีใจเรื่องอะไร

สลอธ ดูนี่!เธอพูดพลางกระโดดขึ้นลงสลอธๆๆๆ

การกระโดดของเธอคล้ายกับว่าภาพตรงหน้าสั่นไปมา อาการคลื่นไส้ดันขึ้นมาอีกอย่างที่คิด ผมรีบโน้มตัวบ้วนปากแล้วหลับตาพยายามสะกดมันไว้

สลอธ ช่วยเค้าดูหน่อย

แต่ผมลืมตาไม่ได้ ต้องรอให้อาการนี้มันผ่านไปก่อน

ดูๆๆๆเธอใช้นิ้วเปิดเปลือกตาผม

ผมรู้สึกว่าร่างกายดื้อรั้นไม่ฟังอะไรทั้งนั้น

แล้วผมก็อาเจียนออกมาอีกรอบ










______________________________________


ขอบคุณที่เข้ามาอ่านมากๆ เลยนะคะ :)

หนังสือใกล้ออกแล้ว ฝากด้วยนะคะ 


นางร้าย

26.กันยา.2019

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

17 ความคิดเห็น

  1. #17 Giftntrk (@Giftntrk) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 21:44
    แงง คุณสลอธ
    #17
    0