Check In นอน กิน Check Out [ตีพิมพ์ตุลา 2019]

ตอนที่ 5 : เที่ยวบินที่ PT004: นำท่านเดินทางสู่ ✈ ที่ที่เหตุผลใช้การไม่ได้ [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 166
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    16 ก.ย. 62





เที่ยวบินที่ PT004 

นำท่านเดินทางสู่ ✈ ที่ที่เหตุผลใช้การไม่ได้ [100%]


ไม่! ไม่ต้องไป!

แต่เธอเข้าไปแล้ว ก้าวผ่านประตูรั้วอย่างไม่ลังเลไปเปิดประตูบ้านชั้นในซึ่งไม่ได้ล็อกและผลุบหายเข้าไปข้างในทันที ท่วงท่าของเธอเต็มไปด้วยความกล้าหาญและดูรู้ดีว่าต้องจัดการปัญหานี้ยังไง ขณะที่ผมไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากยืนนิ่งอย่างเดียว

บ้านหลังนี้เป็นบ้านเดี่ยวสองชั้นหลังกลางๆ อายุยี่สิบกว่าปี ประตูรั้วเป็นแบบเลื่อนเปิดด้านข้างซึ่งตอนนี้เปิดเล็กน้อย ถัดเข้าไปแค่ไม่กี่เมตรก็ถึงตัวบ้าน ประตูไม้เปิดแง้มอยู่เหมือนปากของสัตว์ประหลาดสักตัวที่อ้าด้วยความหิวโหย มันกินแพตตี้เข้าไปแล้ว และเหมือนอยากจะกินผมด้วยอีกคน

บนชั้นสอง ควันไฟลอยคลุ้งจากหน้าต่างมากกว่าเดิม

ผมรู้สึกเป็นเด็กเล็กๆ ที่ตัวแข็งทื่อทำอะไรไม่ได้ ไม่กล้าส่งเสียง ไม่กล้าขยับตัว เพราะกลัว บ้าน จะรู้ว่าผมอยู่ตรงนี้และหันมาฉีกทึ้งผมจนไม่เหลือชิ้นดี ขณะเดียวกันก็มีอีกความรู้สึกหนึ่งแฝงอยู่ ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมเสียงตัวเองถึงนิ่งขนาดนั้นในตอนแรก ทำไมถึงเคลื่อนไหวช้าๆ เหมือนไม่กระตือรือร้น เพราะไฟกำลังไหม้บนชั้นสอง และผมอยากยืนดูมันไหม้วอดทั้งหลังไปเลย

แต่ผมมองนานๆ ไม่ไหว สายตาแทบไม่โฟกัสส่วนไหนของบ้านแบบจริงๆ จังๆ รู้แค่ว่าทุกอย่างนิ่งมาก เงียบมาก สิ่งที่เคลื่อนไหวมีแค่ควันจางๆ ลอยจากหน้าต่างย้ำเตือนว่าไฟกำลังไหม้ แพตตี้เข้าไปในนั้นเพื่อช่วยชีวิตบ้านทั้งหลังและผมต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยเธอ

แล้วผมก็ฉุกคิดได้ว่าต้องทำอะไร ผมก้มมองโทรศัพท์ในมือก่อนจะยกมันขึ้นมากดโทรแจ้งเหตุ ใช้เวลาอยู่อึดใจใหญ่ๆ หรืออาจจะนานกว่านั้นก็ได้ถึงจะคุยกับเจ้าหน้าที่เสร็จ เงยหน้ามองใหม่ทุกอย่างก็ยังเงียบ ไฟอาจจะเริ่มไหม้จากพวกหนังสือสวดมนต์ หรือกล่องลังธูปเทียน ตอนนี้ผมมั่นใจแล้วว่ามันลามไหม้สิ่งของอย่างอื่นจนเปลวไฟลามขึ้นผนังจริงๆ

ถ้าแพตตี้รู้ว่าจะจัดการมันยังไงเธอก็น่าจะทำได้แล้ว มันดูเหมือนบ้านวางกับดักล่อเธอให้เข้าไปซะมากกว่า

แพตตี้!ผมควานหาเสียงตัวเองเจอจนได้ แต่ไม่มีเสียงจากเธอร้องตอบแพตตี้! ออกมาได้แล้ว เจ้าหน้าที่กำลังมา แพตตี้!

ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ ทั้งสิ้น ราวกับว่าแพตตี้หายไปในอีกมิติที่เธออาจจะร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่ผมไม่ได้ยินอะไรเลย

แพตตี้!” 

Rrrr

เธอโทรมาแล้ว…

ไม่ใช่โทร แต่เป็นวีดีโอคอลต่างหาก ผมกดรับสายทันทีและประคองโทรศัพท์ไว้ด้วยสองมือ

แพตตี้!

[สลอธ]

เกิดอะไรขึ้นนั่นเป็นคำถามโง่ๆ แต่สมองผมแปลความไม่ออกจริงๆ ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น กล้องในมือเธอส่ายไปมาก่อนจะจับหน้าเธอนิ่งๆ เธอกำลังยิ้ม แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวลและอยู่ในมุมเอียงแปลกๆ ดูเหมือนว่าเธอกำลังนอนตะแคงอยู่บนพื้นเป็นไรรึเปล่า

[ไม่เป็นไรๆ โอเคอยู่ ขอโทษที่ช้านะ]

เกิดไรขึ้นเหมือนสมองผมผลิตคำอื่นไม่ได้

[อ่า...แพทริกไม่ต้องตกใจนะ คือเมื่อกี้รีบไปหน่อย วิ่งขึ้นมาถึงบันไดขั้นสุดท้ายเร็วเกินเลยสะดุดหน้าคะมำไปคว้าตู้หนังสือ...มันก็เลยล้มลงมาทับ]

ไหน

[ไม่ได้เจ็บไรมาก แค่มันหนักเลยติด]

แพตตี้

เธอยิ้ม ก่อนจะค่อยๆ แพนกล้องไป ตู้หนังสือเก่าๆ ที่อยู่ตรงเชิงบันไดล้มคว่ำลงมา พวกหนังสือเก่าๆ ของป้ารวมถึงของตกแต่งแตกกระจาย ข้อเท้าข้างซ้ายของแพตตี้ติดอยู่ใต้นั้น ส่วนตัวเธอล้มอยู่ในท่าตะแคงขวา เธอบอกว่าไม่ได้เจ็บมาก แต่เธออาจจะข้อเท้าหักเลยก็ได้ ถึงยังไงตู้ก็หนักเกินกำลังที่เธอจะเอื้อมตัวมายกเองอยู่ดี

[โอเคดี ไม่เป็นไรมาก สลอธ แค่ว่า…]

ไฟไหม้เหมือนผมย้ำกับตัวเองมากกว่า

[อื้อ] เธอแพนกล้องมาอีกฝั่ง ทำให้เห็นว่ามีถังน้ำคว่ำอยู่และน้ำก็เอ่อนองไปทั่ว ห้องที่ไฟไหม้อยู่ถัดไปไม่ไกล กำลังมีควันกรุ่นจากใต้ขอบประตู [แพทไม่ต้องเข้ามานะ แต่ขอให้คนแถวนั้นช่วยได้มั้ย]

บ้านมันวางกับดักเธอ!

ผมชะโงกหน้ามองจอ แล้วก็เบือนหน้าหนี เหมือนคนที่ทนมองแผลเหวอะหวะไม่ได้ แพตตี้แพนกล้องมาอยู่ตรงหน้าตัวเองแล้วและเธอยังยิ้มอยู่ ไม่รู้ว่าเธอยังยิ้มได้ยังไง ผมทนมองหน้าเธอต่อไม่ไหว และจะมองบ้านนานๆ ก็ไม่ได้เหมือนกัน ผมเลยเอาแต่ก้มหน้าเดินกลับไปกลับมาอยู่ตรงหน้าประตูรั้ว

แถวนี้บ้านไม่ได้เรียงติดกันเหมือนในเมือง แถมบ้านที่มองเห็นในระยะสายตาก็ดูเงียบสงบ ไม่เห็นมีใครเลยนอกจากผม

ผมอยากตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่นั่นจะยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าผมช่วยแพตตี้ไม่ได้

ผมไม่อยากตะโกน แต่แพตตี้กำลังบาดเจ็บและไฟกำลังลุกลามเข้าใกล้เธอ

กลุ่มควันลอยออกจากหน้าต่างมากขึ้นเรื่อยๆ จนดูเหมือนมันกำลังตะโกนขอความช่วยเหลือด้วยสัญญาณควัน ซึ่งคงทำให้คนรับรู้มากกว่าผมตะโกนซะอีก แต่ในแง่หนึ่งก็ดูเหมือนว่ามันกำลังจุดไฟแห่งชัยชนะอยู่เงียบๆ ที่ใกล้จะจัดการแพตตี้ได้สำเร็จ

ผมก็แค่จะมาพาป้าออกไปกินข้าวนอกบ้านกันเท่านั้น

ทำไมต้องเกิดเรื่องวันนี้ด้วย

ทำไมลุงกับป้าไม่อยู่บ้าน

ทำไมแพตตี้ถึงเข้าไปในนั้น

ตอนนี้บานประตูไม้ที่แพตตี้เปิดค้างไว้เผยอกว้างกว่าเดิม อาจจะด้วยแรงลม หรือไม่ก็ด้วยพลังชีวิตลึกลับของตัวบ้านเอง จู่ๆ ผมก็เชื่อสนิทใจว่าถ้าไม่มีใครเข้าไปเดี๋ยวนี้มันจะจัดการแพตตี้แล้ว และถ้าผมเข้าไปมันก็จะตัดการเราทั้งคู่ ทั้งที่มองไปตอนนี้บ้านก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าอิฐ ปูน กระเบื้อง เป็นแค่วัตถุแข็งทื่อที่ทำอันตรายใครไม่ได้ แต่ใจผมก็ยังร้องตะโกนว่ามันเป็นมากกว่านั้น

ความขัดแย้งรุนแรงกำลังเผาไหม้ผม

ผมก้าวขาข้างหนึ่งข้ามรางเลื่อนของประตูรั้ว แล้วก็ชักขากลับ

ผมต้องเข้าไปในนั้น…

ไม่ ผมทำไม่ได้…

หลังจากนั้นผมก็คิดว่าคนที่ขับรถหลับในคงคล้ายๆ แบบนี้เอง มันเหมือนกาลเวลาถูกกรรไกรลึกลับตัดออกไปเสี้ยวหนึ่ง พอรู้ตัวก็พบว่าตัวเองอยู่ในจุดที่ไม่ควรอยู่อีกต่อไป

รู้ตัวอีกทีผมก็มาอยู่ตรงหน้าประตูบ้านชั้นในแล้ว กำลังเอามือค้ำยันกับผนังเพื่อหายใจ แพตตี้อยู่ในนั้น…ความคิดนี้ผลักดันผมให้ผลักประตูออกแล้วก็เข้าไปในห้องโถงที่เปรียบเหมือนภายในร่างกายของมัน ทั้งที่หลีกเลี่ยงมาได้ตั้งหลายปี แต่สุดท้ายผมก็เข้ามาอยู่ในบ้านอีกจนได้

ผมเข้ามาอยู่ในนี้แล้วจริงๆ

ภายในห้องโถงค่อนข้างมืดสลัว โต๊ะ ตู้เย็น โซฟา ทีวี...ทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมใจกันทำตัวนิ่งขึงทันทีที่เห็นผมพรวดพราดเข้ามา แต่ผมรู้สึกชัดเจนว่าพวกมันกำลังพุ่งความสนใจทั้งหมดมาที่ผม หัวใจผมเต้นรัวกระหน่ำ เหงื่อผุดพราวทั่วใบหน้า จังหวะหนึ่งโลกหมุนคว้างจนตัวผมต้องถลาเข้าหาโซฟาและค้ำมือกับพนักพิง แต่ก็รีบชักมือกลับด้วยความรู้สึกว่ามันจะงับเข้าให้

กลิ่นภายในบ้านไม่เหมือนกลิ่นโลกข้างนอก มันเกิดจากหลายกลิ่นผสมผสานกัน ทั้งกลิ่นน้ำยาถูพื้น กลิ่นอับของฝุ่นในซอกมุม กลิ่นจางๆ ของดอกไม้ในแจกัน กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มที่อาจติดอยู่กับผ้าปูโต๊ะหรือไม่ก็ผ้าม่าน กลิ่นความอบอุ่นจากวันที่ป้ากับลุงยิ้มให้กัน กลิ่นความขัดแย้งจากวันที่ทำหน้าบึ้งตึงใส่หรือแม้แต่ทุ่มเถียงกัน...ทั้งหมดรวมกันกลายเป็นกลิ่นอายของบ้านหลังนี้ มันหลั่งไหลเข้าไปในตัวผมพร้อมอากาศที่ผมโกยเข้าปอด และนั่นก็ทำให้ผมหายใจแรงกว่าเดิมเพื่อขย้อนมันกลับออกมา

แพตตี้…ผมได้ยินเสียงตัวเองกระซิบ ทั้งที่ในใจตะโกน

“...” เธอไม่ตอบ เพราะเธอไม่ได้ยินผม หรือไม่เธอก็ถูกบ้านจัดการจนตอบไม่ได้แล้ว

หัวใจผมสั่นไหวพร้อมกระหน่ำรัวในอกจนภาพพร่ามัวไปบางขณะ ผมพยายามหันศีรษะช้าๆ เพื่อไม่ให้รู้สึกโคลงเคลงมากเกินไป จากนั้นค่อยตระหนักว่าแพตตี้อยู่บนชั้นสอง ใช่ เธอนอนตะแคงอยู่ท่ามกลางกองหนังสือ ข้าวของกระจาย พื้นเปียกเฉอะแฉะ และตู้ทับข้อเท้าอยู่ เหมือนเหยื่อติดกับดักและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

กลิ่นอายของบ้านยังหลั่งไหลเข้าปอดผมราวกับควันพิษที่ตัวบ้านจงใจปล่อยออกมาเพื่อจัดการผมโดยเฉพาะ แต่ผมต้องช่วยเธอให้ได้ ผมเข้ามาในนี้เพื่อช่วยเธอ…

ขาของผมก้าวสั้นๆ ตามเสียงที่ตะโกนสั่งอยู่ในหัว พาตัวเองไปจนถึงเชิงบันไดชั้นล่าง ผมคว้าจับราวบันไดเพื่อทรงตัวไว้ให้ได้ ทั้งที่ในความรู้สึกก็ไม่ต่างจากคว้าจับงูพิษ แต่ผมก็ต้องจับมันไว้

แพตตี้

เอ้า สลอธ เข้ามาทำไมจากมุมนี้เรามองไม่เห็นกัน เสียงเธอเหมือนดังจากที่ไกลๆ

เข้ามาช่วย ผมอยากตอบอย่างนั้น แต่ปากแห้งผากจนเปล่งเสียงได้ชัดๆ แค่คำสุดท้าย “...ช่วย

แพทริก

“...”

โอเครึเปล่า ไม่เห็นในกล้องเลย

“...” ผมเพิ่งรู้ตัวว่ามือถือไม่ได้อยู่กับตัวแล้ว มันคงหล่นหายไประหว่างทางตรงไหนสักที่

สลอธ ออกไปจากบ้านก่อนคราวนี้เสียงเธอตามมาด้วยเสียงไอแค่กๆ

มือข้างที่จับราวบันไดเกร็งจนปวดหนึบ หรือไม่ก็เพราะราวบันไดมันแอบลอบกัด ผมปล่อยมือและร่างกายก็ทรุดลงมาอยู่ในท่าคุกเข่าทันที ผมสูดอากาศเข้าลึกๆ เพื่อให้ร่างกายมีแรงปีนขึ้นบันได ผมต้องขึ้นไปบนนั้นให้ได้…

แพทริกใครบางคนจับไหล่ผมจากข้างหลัง

ป้านั่นเอง

ป้ากลับมาแล้ว

เข้ามาในบ้านทำไม

ผมชี้มือสั่นๆแพตตี้

มานี่มาป้ากอดรวบตัวผม และผมอาศัยแรงเฮือกหนึ่งของตัวเองเพื่อช่วยอีกแรงทำให้เรายืนขึ้นจนได้มาเร็ว ออกไปข้างนอกกัน

ไม่! ป้าพาผมมาผิดทางแล้ว เราต้องขึ้นไปชั้นบน

ผมพยายามดิ้นรน ทั้งที่ผมสูงถึง 185 ซม. แต่ผมกลับสู้แรงของผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างป้าไม่ได้ ผมถูกป้ากึ่งฉุดกึ่งพยุงมาจนถึงกลางห้องโถง และผมเกลียดตัวเองที่แวบนึงรู้สึกใจพองโตที่เห็นโลกข้างนอกหลังกรอบประตู

แพตตี้ ต้องช่วยแพตตี้

ผมเอี้ยวศีรษะกลับไปมองเชิงบันได ทั้งอยากผลักป้าออกและอยากกอดป้าไว้ ความขัดแย้งรุนแรงปรากฏในใจผมอีกรอบเหมือนตอนก่อนจะพาตัวเองเข้ามาในบ้านได้ ผมพยายามดิ้นรนและเปล่งเสียงเพื่อบอกความต้องการที่แท้จริงของผม

แต่สุดท้ายผมก็ถูกป้าพาก้าวพ้นประตูบ้านออกมา และหลังจากนั้นขาทั้งสองข้างก็ทรยศผมด้วยการก้าวพาร่างกายออกห่างจากตัวบ้าน ผมปล่อยแขนจากตัวป้า ทรุดลงนั่งกับพื้น

อากาศ...! อากาศข้างนอกบ้าน

ผมรีบหายใจเข้าสั้นๆ และถี่เร็ว เพื่อให้มันชำระกลิ่นอายของบ้านออกจากตัว แต่ก็ไม่รู้สึกดีขึ้น เพราะหัวใจผมปวดร้าวเกินไป

แพตตี้ยังอยู่ในนั้น

ผมช่วยเธอไม่ได้...

มาถึงตรงนี้โลกก็เอียงโคลงเคลงมากกว่าเดิม เป็นอีกครั้งที่เกิดภาวะคล้ายหลับใน กาลเวลาถูกขโมยไปเสี้ยวนึง ก่อนผมจะรู้ตัวชัดๆ ว่านั่งอยู่บนพื้นใกล้ๆ กับประตูรั้ว ซึ่งแม้ว่าจะเป็นนอกตัวบ้านแต่ก็ถือว่าอยู่ในอาณาเขตของมัน ความดื้อด้านยังทำให้ผมนั่งปักหลักก้มหน้าอยู่ตรงนี้

เสียงต่างๆ อยู่รอบตัวผม เสียงผู้คนคุยกันจอแจแต่ผมฟังไม่เข้าใจ ผมสั่งให้ตัวเองเงยหน้าแล้วค่อยๆ หันกลับไปมองข้างหลัง

บ้านของป้ายังเป็นก้อนอิฐนิ่งขึงเหมือนเดิม แต่ไม่มีควันลอยจากหน้าต่างแล้ว ผู้คนเดินตัดหน้าผมไปมาจนทำให้โลกดูเอียงไหวอีก แล้วหัวใจผมก็กระตุกวูบเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งพาแพตตี้เดินออกประตูมา เธอหันซ้ายขวาจนเห็นผมเข้า จากนั้นก็ก้าวยาวๆ กึ่งกะเผลกเข้ามาหาผม

แพทริก

“...”

แพตตี้นั่งลงข้างผม สภาพของเธอทำให้เหมือนมีมือล่องหนล้วงเข้าไปบีบหัวใจผม เสื้อผ้าเธอยับยู่และเปียกซีกหนึ่ง มีอารมณ์หลากหลายในแววตา เป็นสีหน้าที่ผมไม่เคยเห็น ผมไม่รู้ว่าตอนนี้สีหน้าตัวเองเป็นยังไง แต่เธอก็คงไม่เคยเห็นเหมือนกัน ที่ผ่านมาเธอรับรู้ว่าผมมีความรู้สึกต่อบ้านไม่เหมือนคนทั่วไป เธอรู้ว่าผมเป็นอะไร เข้าใจดีว่าอาการเป็นยังไง แต่เธอยังไม่เคยเห็นตอนที่ผมเป็นหนักถึงขั้นนี้

ไม่รู้ว่าเธอยังเห็นผมเป็นแพทริกคนเดิมอยู่มั้ย

แค่เดินขึ้นบันไดไปหาเธอผมก็ทำไม่ได้

ผมยังเป็นสลอธของเธอรึเปล่า…

ผมอยากให้เธอพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่อยากให้พูดด้วยเหมือนกัน ณ นาทีนี้ผมรู้สึกกลัวคำพูดจากปากเธอมากกว่าอะไรทั้งหมด กลัวกว่าการให้กลับเข้าไปในบ้านซะอีก 

สลอธในที่สุดเธอก็พูด เพียงแค่คำพูดแผ่วเบา แต่กลับส่งแรงสั่นสะเทือนเข้าไปถึงจุดที่ลึกที่สุดในตัวผมไม่เป็นไรมากใช่มั้ย หืม?”

“...”

มือเรียวเล็กของเธอวางบนไหล่ผม แล้วก็เลื่อนขึ้นมาลูบขมับ ปาดเช็ดเหงื่อจากใบหน้าให้ไหวมั้ยคะคุณแพท เค้าบอกแล้วว่าให้ออกมาก่อน…

“...” ผมยังควานหาเสียงตัวเองไม่เจอ

ไม่ว่าในสายตาเธอผมจะยังเป็นแพทริกคนเดิมหรือไม่ก็ตาม แต่นี่คือแพตตี้ที่เดินทางกับผมมาตลอดห้าปี

นี่คือหมูแพตของผม

เรี่ยวแรงที่เคยเหือดหายไปก่อนหน้านี้ไหลย้อนกลับมาอย่างปุบปับ จนผมสามารถรวบตัวเธอมากอดได้ 

อะ...โอ๊ะ เบาๆ ค่ะคุณ

ผมกอดเธอแน่นไป แต่ร่างกายยังดื้อไม่ยอมคลายออกง่ายๆ

สลอธเธอหัวเราะจะสิงเค้าเหรอ

หมู...หมูแพตผมหาเสียงตัวเองเจอแล้ว พร้อมกับคลายอ้อมกอดออกได้ แต่แขนก็ยังโอบตัวเธอไว้เจ็บมั้ย

เจ็บสิ เกือบสิงเค้าได้แล้วเมื่อกี้

“...” ผมเลื่อนมือมาสัมผัสขาซ้ายเธอเบาๆ หมายถึงตรงนี้ต่างหากที่เจ็บรึเปล่า ที่ข้อเท้าเธอมีแผลเหมือนถูกของมีคมบาด เลือดหยุดไหลแล้ว แต่มันก็ยังดูน่ากลัวในความรู้สึกผม

อ๋อ หมายถึงตรงนี้เหรอ ไม่เป็นไรเลย นิดเดียว

แต่…

ตู้ไม่ได้ล้มทับแรงอะไรเลย เค้าใช้มือยันมันไว้ตอนล้มลงมาจนเกือบถึงพื้นแล้วค่อยหลบออกด้านข้าง แต่ไม่พ้นน่ะ แล้วเศษแจกันแตกมันกดกับข้อเท้าพอดี ขาเลยติดดึงออกไม่ได้น่ะ...แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรละ เดินได้สบาย

เจ็บแค่ไหนผมยังละสายตาจากแผลนั้นไม่ได้ อาจจะต้องเย็บสองหรือสามเข็มด้วยซ้ำ

หมูแพตยิ้ม แล้วหยิกแขนผมเจ็บแค่นี้

ผมเจ็บมาก

ตรงที่เธอหยิกผมแทบไม่รู้สึกอะไร แต่ลึกลงไปตรงกลางอกผมเหมือนมีเศษแจกันแตกชิ้นนั้นฝังอยู่ และรอยยิ้มของเธอก็เหมือนก้อนหินหนักเป็นตันที่บดทับเศษแจกันนั้นอีกที

แพทขอโทษ

คำนั้นค่อยๆ เอ่อล้นขึ้นมาเหมือนน้ำเย็นเฉียบ มันเกือบถึงปากผมแล้วตอนที่แพตตี้หันไปคุณป้า สวัสดีค่ะ

ป้าเข้ามายืนข้างผม พูดด้วยน้ำเสียงเครียดจัดหวัดดีจ้ะ เป็นไงกันบ้าง

แพตตี้ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ได้เจ็บไรเลย...ขอโทษด้วยนะคะ เพราะซุ่มซ่ามเอง เลยทำตู้พัง ไหนจะหนังสือ...

โอ๊ะๆ อย่าพูดอย่างนั้นนะ ป้าสิต้องขอบคุณแพตตี้ที่เข้าไปช่วย แล้วยังต้องมาเจ็บตัวอีก ป้าขอโทษนะที่ไม่จัดการห้องพระให้ดี

เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ค่ะคุณป้า บางทีแพตตี้ก็ลืมโน่นนี่เหมือนกัน คุณป้าไม่ต้องคิดมากนะคะ

ป้าขอโทษอีกครั้งนะ

ไม่เป็นไรจริงๆ ค่าแพตตี้ยิ้มสดใส ทำมือแทนคำว่าโอเคแล้วในห้องเป็นยังไงบ้างคะ

ก็ไหม้แถวๆ หิ้งพระน่ะ แต่ไม่เป็นไรมาก เราไม่ต้องกังวลนะ...แล้วคนนี้ล่ะ เป็นไงป้าโน้มลงมาลูบไหล่ผม ทำให้ผมรู้สึกเป็นเด็กตัวเล็กๆ อีกครั้ง

ความรู้สึกขุ่นเคืองขนาดเล็กผุดขึ้นมาวูบหนึ่ง แล้วตามด้วยความรู้สึกเกลียดตัวเองที่รู้สึกอย่างนั้นกับป้า

ดีขึ้นแล้วครับผมค้ำตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใช้แขนข้างหนึ่งโอบรอบเอวแพตตี้ไว้เพื่อพยุงเธอ แม้ว่าเธอจะไม่ต้องการก็ตาม จากนั้นก็หันไปยิ้มให้ป้าผมจะพาแพตตี้ไปโรงพยาบาลครับ ต้องเย็บแผล ส่วนเรื่องทานข้าว ไว้ผมจะโทรหาป้าอีกที

ไม่ๆ ไม่เป็นไรเลย เค้าไม่ได้เป็นไรมาก

ป้าเอียงศีรษะมองข้อเท้าเธอไปให้หมอดูหน่อยเถอะนะหนูแพตตี้ แล้วแพทริกขับรถไหว…

สบายมากครับ ไว้คุยกันนะครับป้า

จ้ะ เอ้อนี่ๆ มือถือแพท ป้าเห็นหล่นอยู่ตรงหน้าประตู

ผมรับมือถือมาพร้อมกับขอบคุณ แพตตี้รีบยกมือไหว้ป้าและกล่าวร่ำลากัน จากนั้นผมก็พยุงเธอกลับมาที่รถ แม้ว่าดูเหมือนเธอจะไม่อยากให้ทำแบบนั้นก็ตาม

ระหว่างทางไปโรงพยาบาล พี่ชายของแพตตี้โทรมา อาจจะด้วยสายใยของความเป็นพี่น้องทำให้ฝ่ายนั้นจับความผิดปกติในน้ำเสียงแพตตี้ได้ทันที แม้ว่าเธอจะพูดคุยหัวเราะเป็นปกติก็ตาม เธออึกอักอยู่ขณะหนึ่ง ก่อนจะเล่าเหตุการณ์คร่าวๆ ให้ฟัง

“...อื้อ ใช่...แต่ไม่เป็นไรเลย โอเคมาก...แพทริกเหรอ ก็อยู่นี่แหละ...ไว้ค่อยคุยก็ได้เฮีย เขาขับรถอยู่...

พี่ชายเธออยากคุยกับผม

อยากคุยหลังจากได้รู้ว่าผมดูแลแพตตี้ไม่ดี

คุยได้เลยผมตีไฟเลี้ยวซ้ายแล้วชะลอจอดข้างทาง ยื่นมือขอโทรศัพท์จากเธอ แพตตี้มองหน้าผมอยู่แวบหนึ่งก่อนจะยอมส่งให้

[แพทริก]

“...”

[ฮัลโหล]

ผมหายใจเข้านิดๆ แล้วพูดตอบอีกฝ่ายว่าไงครับ





_____________________


หนังสือใกล้ออกแล้ว ไว้เอาปกมาให้ดูนะคะ

ขอบคุณมากๆ เลยที่เข้ามาอ่านกันน้า ดีใจจจ T T


นางร้าย

16.กันยา.19

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

17 ความคิดเห็น

  1. #16 Giftntrk (@Giftntrk) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 21:41
    รอติดตามเลยค่าา 😊
    #16
    0