[นิยายแปล BL] วิธีตายอย่างยิ่งใหญ่เยี่ยงเขาไท่ซาน How To Die As Heavy As Mount Tai 如何死得重于泰山

ตอนที่ 30 : Chapter 30

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15,444
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,850 ครั้ง
    25 เม.ย. 62


Chapter 30

 

เสียงทารกร้องไห้ดังลั่นจวนทว่ากลับฟังดูอ่อนแอเหลือเกิน ทารกได้รับการทำความสะอาดด้วยทักษะของไป๋ก่อนถูกห่อด้วยผ้าผืนหนา เขาสังเกตทารกด้วยความระมัดระวังในฐานะการเป็นพ่อคนครั้งแรก ใบหน้าของไป๋เศร้าสลดเพราะเขารู้ดีว่าพลังชีวิตของเด็กคนนี้น้อยเพียงใด เกรงว่าเด็กคนนี้คงอยู่ได้อีกไม่นาน

“เป็นบุตรสาว” ไป๋กระซิบข้างอวิ๋นเหนียง

“ให้ข้าดูหน่อย เข้ามาใกล้กว่านี้” อวิ๋นเหนียงกล่าวอย่างอ่อนแรง

ไป๋ลังเลชั่วขณะ เขาไม่อยากให้อวิ๋นเหนียงเห็นเด็กคนนี้เพื่อไม่ให้นางเสียใจมากกว่าที่เป็นอยู่ แต่เมื่อเขาเห็นท่าทางคาดหวังของอวิ๋นเหนียงเขาก็ไม่กล้าปฏิเสธ

อวิ๋นเหนียงโอบกอดทารกไว้ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความสุขและความรักของคนเป็นแม่ “แม่พบพ่อของเจ้าในฤดูที่ดอกแพร์บานสะพรั่ง เจ้าจะมีนามว่าไป๋หลีดีหรือไม่?” (梨花 Líhuā หมายถึง ดอกแพร์)

นางก้มศีรษะลงและจูบแก้มทารกอย่างแผ่วเบา “แม่หวังว่าชีวิตของเจ้าจะเต็มไปด้วยความสุขและความสงบ”

พริบตาพวกเขาก็เห็นอวิ๋นเหนียงคายบางอย่างออกมาจากริมฝีปากและป้อนใส่ปากทารก นางไม่ได้กลืนดอกบัวเชียนเย่ลงไปแต่ซ่อนไว้ใต้ลิ้นแทน

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากทำให้ไม่มีใครสามารถห้ามนางได้ทัน ทารกน้อยกลืนของเหลวในปากโดยสัญชาตญาณ มองด้วยตาเปล่าก็เห็นว่าใบหน้าที่ซีดจางของเด็กคนนั้นค่อยๆ แดงขึ้น ก่อนเสียงร้องไห้ของนางจะดังขึ้นเรื่อยๆ

กลับกันอวิ๋นเหนียงที่คล้ายได้เติมเต็มความปรารถนาของตน ใบหน้ากลับซีดเผือดลงทันที เห็นได้ชัดว่านี่เป็นช่วงเวลาก่อนที่ความตายจะมาเยือน

“อวิ๋นเหนียง เหตุใดเจ้าจึงโง่เช่นนี้!” การตายของอวิ๋นเหนียงเป็นบทสรุปที่คาดเดาได้อยู่ก่อนแล้ว ไป๋รู้สึกว้าวุ่นใจเป็นอย่างมาก เขาคุกเข่าลงข้างนางและเริ่มร้องไห้

อวิ๋นเหนียงยิ้มบางๆ และยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าของผู้เป็นสามี “ไม่มีแม่คนใดปล่อยให้ลูกตายหรอกนะ การได้รู้จักท่านเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตข้า แต่ข้าคงต้องขอลาท่านไปก่อน...”

ไป๋ปฏิเสธที่จะยอมรับ คว้ามือของอวิ๋นเหนียงพร้อมส่ายหน้าอย่างไร้เรี่ยวแรง

อวิ๋นเหนียงจูบทารกที่อกของนางอีกครั้งและกล้ำกลืนความรู้สึกที่ต้องผละออกมา “ไป๋ หากมีท่านคอยดูแลไป๋หลีชีวิตข้าก็ไม่มีอะไรที่ต้องเสียใจอีกแล้ว อย่าได้เศร้าไปเลยนะ สำหรับสิ่งที่ครอบครัวของข้าทำ... ท่านไม่จำเป็นต้องออกจากเส้นทางบำเพ็ญเพียรของท่านเพราะพวกเขาอีกอย่างดูแลไป๋หลีดีๆ นะ...”

ในที่สุดเรี่ยวแรงเสี้ยวสุดท้ายของอวิ๋นเหนียงก็หมดลง ก่อนที่ดวงตาอันอ่อนโยนและงดงามของนางจะปิดลงในขณะที่ริมฝีปากยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม

ไม่กี่วันต่อมา

ในที่สุดไป๋ก็ค่อยๆ เริ่มทำใจได้จากการสูญเสียภรรยา จากนั้นลู่เหิงจึงได้ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น

ผิดที่ครอบครองหยก*

(*สำนวนเต็มๆ คือคนไม่ผิด ผิดที่ครอบครองหยก (匹夫无罪、怀璧其) หมายถึง คนไม่ผิดแต่การครอบครองสิ่งล้ำค่ำกระตุ้นความริษยาของผู้คน)

เมื่อไม่กี่วันมานี้ไป๋ได้ออกไปตามหายาอายุวัฒนะเพื่อเสริมการกลั่นดอกบัวเชียนเย่ให้บริสุทธิ์ ทว่าจู่ๆ พ่อแม่และพี่ชายของอวิ๋นเหนียงก็มาเคาะประตูโดยอ้างว่าพวกเขาได้ตัดสินใจเรื่องอวิ๋นเหนียงกับไป๋แล้ว พวกเขาเต็มใจยอมรับการแต่งงานระหว่างอวิ๋นเหนียงและไป๋เพื่อเห็นแก่ลูกของพวกเขา

ตอนที่นางทิ้งครอบครัวแล้วหนีมา อวิ๋นเหนียงไม่เคยเสียใจเลยสักครั้ง แต่ทุกครั้งที่นางตื่นจากฝันกลางดึก นางก็ยังคิดถึงครอบครัวเสมอ

อวิ๋นเหนียงเป็นเด็กสาวที่ได้รับการปกป้องราวไข่ในหิน นางดีใจเป็นอย่างมากที่ครอบครัวของนางเป็นฝ่ายมาหาก่อน นางไม่ได้สงสัยในตัวพวกเขามากมายและปล่อยให้พวกเขาอยู่ในจวน ทว่าผู้ใดจะคิดว่าพวกเขาไม่ได้มาด้วยความปรารถนาดี

ในตอนที่พี่ชายของอวิ๋นเหนียงได้รู้จักกับลูกศิษย์ของพรรคโดยบังเอิญก็ได้ทราบว่ามีคนจากเผ่าปีศาจได้สมบัติสวรรค์ไป และเมื่อได้เห็นภาพปีศาจในลูกปัดบันทึกภาพเขาก็ต้องประหลาดใจที่พบว่าปีศาจตนนั้นคือเด็กชั้นต่ำที่ฉุดน้องสาวเขาแล้วหนีไป

หลายปีที่ผ่านมาอวิ๋นเหนียงได้ส่งจดหมายกลับไปหาครอบครัว โดยหวังว่าวันหนึ่งจะได้กลับไปที่บ้านของนางอีกครั้งและคลี่คลายความสัมพันธ์ในครอบครัว ทว่าพ่อแม่ของอวิ๋นเหนียงเสียหน้าอย่างรุนแรงต่อหน้าผู้พิพากษาคนนั้นจากการหนีไปของนาง พวกเขาจึงมองนางเป็นรอยด่างพร้อยของตระกูลมาโดยตลอด

พวกเขาทราบว่าอวิ๋นเหนียงอาศัยอยู่ที่ไหนยามนี้ พี่ชายของนางปรารถนาที่จะเข้าสู่วิถีแห่งการฝึกตนมาตลอด แต่เพราะคุณสมบัติของเขาทำให้เขาไม่สามารถเข้าพรรคใดได้ วินาทีที่เขาได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้เขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าโอกาสของเขามาถึงแล้ว เขาวางแผนกับศิษย์จากพรรคคนหนึ่งที่สัญญากับพี่ชายของอวิ๋นเหนียงว่าตราบใดที่เขาร่วมมือและเอาสมบัติมาได้ อีกฝ่ายจะช่วยเขาในการเริ่มฝึกตน

นั่นคือจุดเริ่มต้นของการจากลาชั่วนิรันดร์

วันนั้นเมื่อไป๋กลับมาที่จวนหลังจากออกไปเสาะหายาและเห็นภรรยาของเขาดูมีความสุข ไป๋จึงรู้สึกยินดีเช่นกันที่ได้รู้ว่าภรรยาของเขาได้คืนดีกับครอบครัวแล้ว เพราะเขารู้ดีว่านี่เป็นสิ่งที่ทำให้อวิ๋นเหนียงปวดใจมาตลอด คืนนั้นไป๋เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงฉลองให้แก่ครอบครัวอวิ๋นเหนียง ทว่าทันทีที่พวกเขาลดการป้องกันลง ไป๋ก็ถูกพี่ชายของอวิ๋นเหนียงโจมตีด้วยของวิเศษอันทรงพลัง

ในช่วงเวลานั้นเป็นอวิ๋นเหนียงที่ป้องกันการโจมตีด้วยร่างกายของตนเอง อวิ๋นเหนียงที่กำลังตั้งครรภ์บาดเจ็บหนักทำให้ทารกในครรภ์ไม่อาจรอให้คลอดช้ากว่านี้ได้

นอกจวนถูกล้อมรอบด้วยผู้ฝึกตนที่ไม่รู้ว่ามาจากที่ไหน และนั่นเป็นสิ่งที่ลู่เหิงเห็นวันนั้น

“ฉันจะเอากระดูกของอวิ๋นเหนียงกลับไปฝังที่ดินแดนของเผ่าเรา เจอกันที่แดนปีศาจตามวันที่พวกเราตกลงกันไว้นะ” ไป๋อุ้มกระต่ายตัวเล็กไว้ในอ้อมแขน เมื่อเขาเห็นลู่เหิงมองกระต่ายหิมะในอ้อมแขนของตนจึงอธิบาย “เด็กเผ่าปีศาจจะอยู่ในร่างดั้งเดิมของพวกเขาหลังจากที่เกิดหนึ่งวัน”

หลังจากนั้นไป๋ก็กล่าวลาพวกเขาและกลับไปที่จวนเพื่อจัดการกับผลกระทบที่ตามมา

มองไป๋ที่ซูบผอมเหมือนวิญญาณเร่ร่อนและคิดถึงกระดูกของหมินในย่ามเก็บของ ลู่เหิงก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “เป็นไปได้หรือที่มนุษย์และปีศาจจะครองรักกันได้?”

“มันไม่ได้เกี่ยวว่ามนุษย์หรือปีศาจ ความโลภ ความโกรธ และความริษยาเป็นเหมือนรากอันชั่วร้ายที่ทำให้ผลไม้ที่ออกผลมามีรสขม” ซื่อคงยังคงสงบและผ่อนคลาย ความเจ็บปวดของไป๋ไม่ได้สร้างระลอกคลื่นใดๆ ในดวงตาคู่นั้น

ลู่เหิงสังเกตซื่อคงแล้วอดคิดไม่ได้ว่าจะต้องเกิดอะไรขึ้นถึงจะสามารถทำให้ใบหน้าเย็นชานั้นเปลี่ยนสีได้

“อย่ามัวแต่คิดถึงสิ่งเหล่านี้ มันไม่ดีต่อการบำเพ็ญเพียรของเจ้า”

“บำเพ็ญเพียร บำเพ็ญเพียร! เฮ้อ ช่างมันเถอะ ท่านกำลังเลี้ยงข้าในฐานะบุตรหรือ? ข้าแก่กว่าท่านสองสามร้อยปี ท่านไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระดับความอาวุโสได้นะ” ลู่เหิงกระพริบตาและกล่าวติดตลกเพื่อกำจัดบรรยากาศอึมครึมที่แผ่ไปทั่ว

“อย่าพูดไร้สาระ”

จู่ๆ ลู่เหิงก็รู้สึกเจ็บที่หน้าผาก ก่อนจะรับรู้ว่าตนเองถูกซื่อคงดีดที่หน้าผาก นักบวชรูปนี้กระทั่งตอนดีดหน้าผากเขายังแสดงสีหน้าเคร่งขรึมได้อีก ลู่เหิงแอบถ่มน้ำลายในใจ ทว่าใบหน้ากลับแสดงสีหน้า ขอความเมตตาและกลับไปบำเพ็ญเพียรอย่างเชื่อฟังต่อ

วิธีการเข้าแดนปีศาจง่ายอย่างคาดไม่ถึง

ไป๋ให้ผลไม้แห้งสองผลแก่ลู่เหิง “นี่เป็นผลจากต้นพิศวง หลังเจ้าทานมันเจ้าจะสามารถเข้าไปในเขตแดนได้โดยไม่พบอุปสรรค”

“เช่นนั้นไม่ว่าใครก็สามารถเข้าแดนปีศาจได้ตราบใดที่มีผลไม้นี่งั้นหรือ?” ลู่เหิงถาม

“ผลจากต้นพิศวงจำเป็นต้องเสริมด้วยพลังปีศาจเสียก่อน หากเป็นคนที่ไม่มีพลังปีศาจจะไม่สามารถใช้มันได้” ไป๋ยังเสริมอีกว่า “และต้องเป็นพลังปีศาจที่ฝึกตนทางธรรมเท่านั้น ปีศาจที่ฝึกตนทางมารก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน”

ลู่เหิงพยักหน้ารับและลองใส่พลังปีศาจเข้าไปในผลไม้ จากนั้นเขาก็เห็นผิวแห้งๆ ของผลไม้เปลี่ยนเป็นสีเขียวชอุ่มดูหวานฉ่ำน่าทานทันที ลู่เหิงมอบผลไม้ในมือให้ซื่อคงและทำแบบเดียวกันกับอีกผล

หลังจากที่เขากลืนผลพิศวงลงไปมันก็กลายเป็นของเหลวใสที่มีรสหวานอบอวลไปทั่วโพรงปาก ลู่เหิงรู้สึกว่าประสาทสัมผัสทั้งตาและหูของเขาชัดเจนขึ้น

หลังจากปีศาจสามตนกับมนุษย์อีกหนึ่งคนกินผลไม้เข้าไปแล้ว พวกเขาก็ข้ามก้อนหินใหญ่นอกเมืองเพื่อไปยังแดนปีศาจ

หลังจากผ่านป่าเขียวชอุ่ม วิสัยทัศน์ของพวกเขาก็ชัดเจนขึ้นอย่างฉับพลัน ไม่เหมือนมนุษย์ที่ชอบการสร้างเมืองด้วยก้อนหิน เมืองของเผ่าปีศาจสร้างอยู่ระหว่างต้นไม้ มีทั้งบ้านเรือนที่สร้างอยู่บนพื้นและบ้านต้นไม้ที่แขวนอยู่บนกิ่งไม้ ลู่เหิงเห็นกระทั่งประตูที่จู่ๆ ก็เปิดขึ้นจากพื้นจากนั้นปีศาจร่างเล็กผอมบางก็กระโดดออกมา

เมื่อไป๋เห็นลู่เหิงสะดุ้ง ในที่สุดใบหน้าเขาก็ปรากฏรอยยิ้มแรกของวัน “นั่นเผ่าหนูทองคำ พวกเขาชอบอาศัยอยู่ใต้ดิน”

หลังจากนั้นไป๋ก็หยุดพูดกะทันหันก่อนจะพูดต่อ “ทุกครั้งที่ข้าพูดเกี่ยวกับธรรมเนียมของเผ่าปีศาจกับอวิ๋นเหนียง นางเองก็อยาก...”

ลู่เหิงตบเบาๆ ที่บ่าของไป๋ ความเจ็บปวดจากการสูญเสียภรรยา อีกฝ่ายมีแต่ต้องก้าวข้ามด้วยตนเองเท่านั้น ลู่เหิงมองไป๋หลีตัวจ้ำม่ำในอ้อมแขนของเขาแล้วคิดว่ามีลูกที่น่ารักขนาดนี้ ไป๋น่าจะรู้สึกดีขึ้นได้ในไม่ช้า

“พวกเราจะอยู่ที่นี่สักระยะ อาณาเขตของเผ่าจิ้งจอกอยู่ในชิงชิว ข้าจะไปหาเพื่อนที่มาจากเผ่าจิ้งจอกแล้วให้เขาเป็นคนนำทางให้เจ้า” ไป๋พยายามทำให้ตัวเองร่าเริงขึ้น

ทั้งสามพักอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่มีเจ้าของเป็นปีศาจนก ปีศาจนกชอบอาศัยอยู่บนต้นไม้ โรงเตี๊ยมแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางต้นไม้โบราณขนาดสูงใหญ่ ห้องพักถูกสร้างอยู่บนกิ่งไม้ที่แข็งแรงคล้ายรังนก อาคารที่ไม่เหมือนใครนี้เปิดหูเปิดตาลู่เหิงที่มาจากสังคมสมัยใหม่ได้ดีทีเดียว

ลู่เหิงและซื่อคงเคยอยู่ร่วมห้องกันมาก่อน แม้ครั้งสุดท้ายที่พวกเขาอยู่ร่วมกันลู่เหิงจะยังเด็กมาก แต่ตอนนี้พวกเขาก็เคยชินกับการที่มันเป็นเช่นนี้ไปแล้ว ถึงอย่างไรพวกเขาก็นั่งสมาธิในตอนกลางคืนอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องเตียงไม่พอ

แสงจันทร์คืนนี้สว่างเป็นพิเศษ

ลู่เหิงเอนตัวพิงหน้าต่างมองทิวทัศน์แปลกใหม่ซึ่งแตกต่างจากบ้านเกิดของเขาเล็กน้อย เมื่อมองลงไปเขาก็เห็นปีศาจกำลังวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน ทิศทางนั้นปรากฏแสงไฟระยิบระยับจำนวนมากคล้ายกับหลอดไฟนีออนในโลกสมัยใหม่

“หือ? ดูเหมือนจะมีอะไรยิ่งใหญ่เกิดขึ้นนะ” ลู่เหิงรู้สึกสงสัยและพยายามมองฝ่าไปด้วยการโน้มลำตัวท่อนบนไปข้างหน้า

“คืนนี้เป็นเทศกาลไหว้พระจันทร์ของเผ่าปีศาจ” ซื่อคงคว้าคอเสื้อลู่เหิงและลากเขากลับเข้ามาในห้องที่ค่อนข้างสูงจากพื้นดิน ลู่เหิงจึงรู้สึกตัวว่าหากคนอย่างเขาตกลงไปต้องหน้าปูดบวมเลือดกลบจมูกแน่ๆ

“เทศกาลไหว้พระจันทร์? ยอดไปเลย ข้าอยากไปดูจัง พวกเรายกเลิกการฝึกวันนี้ได้หรือไม่?”

เห็นดวงตาเป็นประกายของลู่เหิงแล้วซื่อคงก็พยักหน้า “อาตมาจะไปกับโยม”

เทศกาลไหว้พระจันทร์เป็นเทศกาลประจำปีที่สำคัญของเผ่าปีศาจ ผู้ที่อยู่อาศัยในอาณาเขตของเผ่านกทั้งหมดจะมารวมตัวกันบริเวณพื้นที่โล่งข้างทะเลสาบขนาดใหญ่ น้ำใสๆ ในทะเลสาบสะท้อนภาพดวงจันทร์ที่ส่องสว่างขนาดเท่าจานโม่แป้ง ปราณบริสุทธิ์จากดวงจันทร์ทำให้ปีศาจจำนวนมากกลับสู่รูปลักษณ์เดิมโดยไม่รู้ตัว

ตรงกลางพื้นที่ที่เปิดโล่งมีการตั้งเวทียกสูงขึ้น สตรีที่งดงามมากมายบนเวทีลากขนนกของพวกนางเต้นไปตามจังหวะการกระพือปีก ท่าเต้นนั้นทั้งนุ่มนวลและเปี่ยมไปด้วยพลัง ลู่เหิงที่ไม่เคยเห็นการเต้นรำแบบนี้มาก่อนค่อนข้างงงงวย เนื่องจากการแสดงออกของนักเต้นดูค่อนข้างแปลกประหลาด ดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความรักใคร่เสน่หาที่มีต่ออีกคน คนทั้งหมดปลดปล่อยความใคร่ที่คล้ายจะไม่มีที่สิ้นสุดออกมา ก่อนผู้คนที่ดูการเต้นนี้จะขยับตัวและลุกขึ้นยืน

“นั่นเป็นปีศาจเพศชาย” ซื่อคงพูด

อะไรนะ? ปีศาจเพศชาย! ลู่เหิงรู้สึกตกใจราวกับโดนฟ้าผ่า ก่อนเขาจะสงบลงและคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติที่นกต้องเต้นรำเพื่อหาคู่ ตัวผู้ต้องเต้นเพื่อดึงดูดความสนใจของตัวเมีย

ลู่เหิงยอมรับความจริงได้อย่างรวดเร็วและเริ่มดูการเต้นรำด้วยความชื่นชมอย่างบริสุทธิ์ใจ

ขณะที่การเต้นรำดำเนินต่อไปบรรยากาศโดยรอบก็ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ลู่เหิงเห็นปีศาจหนุ่มที่สูงเหมือนหอคอยถือดอกไม้สีแดงเพลิง ใบหน้าป่าเถื่อนปรากฏความเขินอายอย่างรุนแรง เขาเดินตรงไปที่เด็กสาวคนหนึ่งที่สูงเพียงหน้าอกของตน

เด็กสาวคนนั้นมีรูปร่างผอมบางรูปโฉมงดงาม เมื่อพวกเขายืนข้างกันดูคล้ายโฉมงามกับอสูร ลู่เหิงยังคิดด้วยซ้ำว่าผู้หญิงคนนั้นอาจจะกลัวเพราะพฤติกรรมของปีศาจหนุ่มร่างสูงขณะที่ส่งดอกไม้ให้นั้นบรรยากาศราวกับว่าเขากำลังจะไปฆ่าใคร ใครจะคิดว่าเด็กสาวคนนั้นจะรับดอกไม้อย่างนุ่มนวลแล้วพูดว่า “เจ้าโง่ ในที่สุดเจ้าก็กล้าแสดงออกมาเสียที!

จากนั้นเด็กสาวก็คว้าคอเสื้อของปีศาจร่างสูง บังคับเขาให้โน้มตัวลงมาและจุมพิตลงบนริมฝีปาก ปีศาจรอบๆ ส่งเสียงให้กำลังใจทั้งคู่ ปีศาจบางตนก็หยิบเอากลีบดอกไม้ออกมาโปรยเหนือศีรษะพวกเขา

สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นรอบตัวพวกเขาเต็มไปหมด นี่น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองที่ให้เหล่าคู่รักมาสารภาพรักต่อกันและกัน ลู่เหิงคิดเช่นนั้น

ดอกไม้สีชมพูปรากฏใต้จมูกลู่เหิง มือที่กำลังถือมันไว้เรียวสวย ดอกไม้ตรงหน้าดูงดงามมากตั้งแต่แวบแรกที่ได้เห็น ลู่เหิงเงยหน้าขึ้นก่อนจะเห็นใบหน้าอันงดงาม

เมื่อนางเห็นลู่เหิงมองมา นางไม่ได้รู้สึกเขินอายแม้แต่น้อยอีกทั้งยังส่งสายตายั่วยวนไปให้ “คุณชายน้อยท่านนี้ ข้ารับใช้ผู้นี้ตรงตามความปรารถนาในใจของท่านหรือไม่”

“แม่นาง พวกเราไม่รู้จักกัน พวกเราจะแลกเปลี่ยนของสำคัญเช่นนี้กันได้อย่างไร...” ลู่เหิงที่รู้สึกอายก้าวถอยหลัง เขาเดาว่าดอกไม้ที่ดูคล้ายๆ กันเหล่านี้น่าจะเป็นของแทนใจกันในงานเทศกาล

หญิงสาวชะงัก ก่อนจะหัวเราะโดยไม่คิดจะกลั้นเสียงแม้แต่น้อยใส่ลู่เหิงที่ยืนหน้าแดง “ทารกน้อยเจ้ามาจากเผ่าใดกัน ดูเหมือนเจ้าจะแอบออกมาโดยไม่ได้เรียนรู้สิ่งใดมาก่อนเลยสินะ พี่สาวจะสอนเจ้าเองว่าดอกเยว่เจียน*สีชมพูนี้มีความหมายแตกต่างจากสีแดงอย่างไร สีแดงหมายถึงตลอดกาล ส่วนสีชมพูหมายถึงชั่วคราว”

(*ดอกอีฟนิ่งพริมโรส)

จากนั้นนางก็ขยิบตาอีกครั้ง “คุณชายน้อยที่รักใส่ใจความรู้สึกของพี่สาวยิ่ง เอาเช่นนี้เป็นอย่างไรหากพี่สาวช่วยทำให้เจ้าเป็นผู้ใหญ่?”

ลู่เหิงกำลังจะปฏิเสธก่อนเขาจะรู้สึกว่าหลังคอถูกบีบเบาๆ และออกแรงดึงเขากลับไปด้านหลังอย่างนุ่มนวล ลู่เหิงจึงต้องถอยหลังอย่างช่วยไม่ได้ทำให้ชนเข้ากับแผ่นอกที่คุ้นเคย

“เขายังเด็ก” ซื่อคงทักทายสตรีคนนั้นและพาลู่เหิงออกไปจากสถานการณ์ยากลำบาก

บรรยากาศรอบตัวเริ่มอึดอัดในขณะที่ลู่เหิงรู้สึกผิดแปลกๆ ซื่อคงพาลู่เหิงไปบริเวณใกล้เวที “อาตมาได้ยินมาว่าช่วงสุดท้ายของเทศกาลไหว้พระจันทร์เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการฝึกตนของเผ่าปีศาจ ดังนั้นพวกเราจะรอที่นี่”

ยิ่งเวลาผ่านไปดวงจันทร์ที่ส่องสว่างก็ยิ่งลอยขึ้นสูงเหนือศีรษะทุกคน การปฏิสัมพันธ์ระหว่างคู่รักเหล่านั้นก็ดูเหมือนจะหยุดลง เสียงโหวกเหวกรอบตัวค่อยๆ เงียบลง ทุกคนมองไปยังทิศทางที่เวทีตั้งอยู่ด้วยความเลื่อมใสคล้ายกำลังรอพิธีการที่สำคัญบางอย่าง

บุรุษที่เพิ่งเต้นบนเวทีเดินขึ้นมาอีกครั้งและถือของวิเศษของเผ่าปีศาจทรงดอกไม้ตูมในมือ หลังจากอ่านคาถาลึกลับ ปีศาจหนุ่มตนนั้นก็ชูของวิเศษขึ้นสู่ดวงจันทร์ที่ส่องสว่าง “เทพจันทราได้โปรดอวยพรพวกเราด้วย”

จากนั้นของวิเศษทรงดอกไม้ตูมก็บานออกทีละชั้นๆ ก่อนพระจันทร์เสี้ยวเล็กๆ ที่ลอยออกมาจะลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดสูงสุดเหนือศีรษะทุกคน พระจันทร์เสี้ยวบินวนอยู่ในอากาศหลายครั้งจนกระทั่งจู่ๆ มันก็บินมาทางลู่เหิงและซื่อคง

ก่อนลู่เหิงจะทันตอบสนอง พระจันทร์เสี้ยวก็แยกออกเป็นสองส่วน หนึ่งจมลงไปในร่างกายเขาและอีกส่วนจมลงไปในร่างของซื่อคง น่าแปลกที่ลู่เหิงไม่ได้รู้สึกผิดปกติอะไรหลังจากที่พระจันทร์เสี้ยวเข้ามาในร่าง คนทั้งคู่ถูกเลือกโดยพระจันทร์เสี้ยว ปีศาจรอบข้างก็ส่งเสียงโห่ร้องและขยับเข้ามาล้อมรอบพวกเขาอย่างกระตือรือร้น

เหนือเวทีปีศาจหนุ่มตะโกนอย่างตื่นเต้น “ขออวยพรแก่คนรักที่มีความรักลึกซึ้งต่อกันและกันคู่นี้ เทพจันทราจะปกป้องท่านเสมอ!

คนรักที่มีความรักลึกซึ้งต่อกัน? สถานการณ์นี้มันอะไรน่ะ? ลู่เหิงรู้สึกมึนงง แต่เมื่อเห็นปีศาจรอบข้างเหมือนจะต้องการเข้ามาแสดงความยินดีกับเขาและซื่อคง เขาก็ไม่มีเวลาคิดอะไรต่อ ลู่เหิงคว้าซื่อคงและรีบออกจากฝูงชนทันที

หลังจากเลี้ยวซอกแซกเจ็ดแปดครั้งเพื่อหนีจากปีศาจที่กระตือรือร้นเหล่านั้น ในที่สุดลู่เหิงก็กลับมาถึงโรงเตี๊ยมได้ด้วยความยากลำบาก และพบว่าตัวเองยังคงกุมมือซื่อคงไว้แน่น

“ท่านกลับไปก่อนเลย ข้ามีบางอย่างต้องไปหา” ลู่เหิงสะบัดมือซื่อคงออกและรีบไปที่ห้องของไป๋โดยไม่ได้มองกลับไป

ไป๋ที่กำลังจะนำไป๋หลีไปดูดซับปราณแสงจันทร์ข้างหน้าต่างตกใจกับการบุกรุกของลู่เหิง “เกิดอันใดขึ้น? เหตุใดจึงตื่นตระหนกเช่นนั้น?”

ลู่เหิงนั่งลงบนโต๊ะและเทน้ำใส่แก้วแต่เขาก็ยังรู้สึกลำคอแห้งผาก หลังจากดื่มไปสามแก้วเขาจึงรู้สึกว่าความรู้สึกร้อนๆ ที่หูดีขึ้นนิดหน่อยและเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น

“พระจันทร์เสี้ยวนั้นแปลกๆ ตอนแรกข้าไม่ได้รู้สึกอะไรสักนิดแต่หลังจากนั้นครู่หนึ่งข้าก็รู้สึกว่าร่างทั้งร่างร้อนขึ้น นั่นไม่ใช่ทักษะทางมารใช่หรือไม่?” ลู่เหิงยังคงรู้สึกใจสั่นอยู่เล็กน้อย

ไป๋เข้าใจทุกอย่างได้ในพริบตาแต่เขาไม่รู้จะเริ่มยังไง ปรมาจารย์ซื่อคงดูคล้ายว่าเขาจะไม่ปรารถนาสิ่งใดทางโลก นอกจากนี้ยังเป็นนักบวชมาโดยตลอด นึกถึงจุดจบความรักอันแสนขมขื่นของตัวเองแล้ว เขาก็ไม่ต้องการให้ลู่เหิงเดินตามรอยเท้าของเขา

ไป๋คิดก่อนจะพูดออกมา “นั่นเป็นพรของเทพจันทราไม่ใช่ทักษะมาร ทุกปีในเทศกาลไหว้พระจันทร์จะมีคน... คู่หนึ่งที่ใกล้ชิดกันได้รับพรจากเทพธิดาจันทรา ในอนาคตเมื่อพวกเจ้าบำเพ็ญเพียรร่วมกัน เจ้าจะได้ผลลัพธ์เป็นสองเท่าทั้งที่ใช้ความพยายามเพียงครึ่งเดียว”

หลังจากได้รับคำตอบจากไป๋ ในที่สุดลู่เหิงก็ตัดสินใจกลับห้องตัวเอง ซื่อคงนั่งสมาธิและบำเพ็ญเพียรอยู่ก่อนแล้ว ลู่เหิงเปลี่ยนร่างกลับเป็นรูปลักษณ์เดิมก่อนจะฝังตัวเองอยู่บนไหล่ซื่อคง

ลู่เหิงไม่ได้โง่ ยิ่งเขาคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นมากเท่าไหร่ เขายิ่งรู้สึกแย่ลงมากเท่านั้น ปีศาจหนุ่มกล่าวว่าพวกเขาเป็นคนรักที่มีความรักลึกซึ้งต่อกัน เมื่อพิจารณาท่าทางแปลกๆ ของไป๋และความคลุมเครือหลังจากนั้น ลู่เหิงพลันนึกได้ถึงประเด็นสำคัญ เขามั่นใจว่าร้อยละแปดสิบของคำอวยพรจากเทพธิดาจันทรานั้นมีไว้สำหรับคนที่รักกัน

รัก? ลู่เหิงคิดย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่เขาอาศัยอยู่กับซื่อคงอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะพบว่าเขามีความรู้สึกต่อซื่อคงแตกต่างออกไป

ความใกล้ชิดโดยไม่ได้ตั้งใจของซื่อคงมักจะทำให้เขารู้สึกประหม่าเสมอ ตลอดทั้งเดือนที่อีกฝ่ายจากไปไม่ว่าเขาจะทำอะไร เขาจะคิดเสมอว่าจะเป็นอย่างไรหากซื่อคงกลับมา เขาจำได้กระทั่งความรู้สึกไม่สบายใจที่ถูกมองข้ามในตอนที่เขาเห็นหลินหยางจวิ้นจู่ยั่วยวนซื่อคง

ลู่เหิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาทั้งๆ ที่พยายามจะไม่ทำ เขานี่มันโง่จริงๆ เขาตกหลุมรักซื่อคงมาตั้งนานโดยไม่เคยรู้ตัวแม้แต่น้อย อีกทั้งเขายังคิดอีกว่าความรู้สึกอยากพึ่งพาซื่อคงเป็นเพียงความรู้สึกเหมือนลูกเป็ดแรกเกิดที่เห็นใครเป็นคนแรกก็คิดว่าเป็นแม่

ลู่เหิงรู้สึกหดหู่กับความรู้สึกที่เพิ่งรับรู้เกี่ยวกับซื่อคง เป็นครั้งแรกที่เขาชอบใครสักคนแต่ความรักครั้งนี้ถูกตัดสินไว้แล้วว่าอย่างไรก็ต้องจบลง ซื่อคงเป็นนักบวชที่ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา เขาจะทำลายคำปฏิญาณของอีกฝ่ายเพียงเพราะความต้องการที่เห็นแก่ตัวของตนเองได้อย่างไร?

“ความคิดโยมกระจัดกระจายเต็มไปหมด มีสิ่งใดกวนใจอยู่หรือ?” จู่ๆ ซื่อคงก็เปิดปากถาม

ลู่เหิงที่กำลังหมกมุ่นอยู่กับความคิดของตัวเองสะดุ้ง จากนั้นก็เลื้อยลงมาจากไหล่ซื่อคงและเปลี่ยนกลับเป็นร่างมนุษย์ “ข้าคิดว่าข้าสามารถบำเพ็ญเพียรคนเดียวได้แล้วยามนี้ หากท่านกลับไปที่สำนักของท่านคงไม่มีอันตรายอันใดเกิดขึ้นกับข้าอีกแล้ว”

ซื่อคงจ้องมองลู่เหิงเงียบๆ ครู่หนึ่ง ภายในใจรู้สึกสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะเปิดปาก “เอาเถอะ บนเส้นทางการบำเพ็ญเพียรในท้ายที่สุดแล้วย่อมต้องพึ่งพาตนเองเท่านั้น”

ลู่เหิงยิ่งรู้สึกหดหู่ขึ้นไปอีกเมื่อได้ยินคำพูดของซื่อคง เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าการบำเพ็ญเพียรนั้นช่างน่าเบื่อและไร้รสชาติสิ้นดี

“หัวใจของโยมไม่สงบเอาเสียเลย คืนนี้ไปพักผ่อนเถอะ” ซื่อคงพูด

ลู่เหิงพยักหน้าและพาตัวเองไปที่เตียงอย่างเซื่องซึม คืนนั้นเขานอนอย่างกระสับกระส่าย ลู่เหิงรู้สึกว่าเขาฝันตลอดทั้งคืน ทั้งยังเป็นความฝันที่แปลกประหลาดอีกด้วย สิ่งต่างๆ มากมายคล้ายอัดแน่นอยู่ในสมองเขาจนแทบจะระเบิดออกมา

หลักจากพยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นจากฝันร้าย ลู่เหิงก็พบว่าเป็นเวลาเที่ยงวันแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาไม่รู้สึกกระตือรืนร้นตั้งแต่เขาได้เริ่มเข้าสู่วิถีแห่งการฝึกตน น่าแปลกที่เขาไม่ถูกซื่อคงที่เคร่งครัดยิ่งกว่าใครปลุกให้ตื่น

ทั้งห้องว่างเปล่า ลู่เหิงทำจมูกฟุดฟิดเมื่อได้กลิ่นไม้จันทน์ที่ใช้ในการสวดมนต์ของทางศาสนาพุทธในห้อง ไม้จันทน์นี้ไม่ใช่สิ่งที่จะพบได้ทั่วไปมีเพียงนักบวชจากวัดฟ่านหยินเท่านั้นที่ทำขึ้นมาได้และยังผลิตได้เพียงจำนวนน้อยนิด เมื่อใช้ไม้จันทน์ในการบำเพ็ญเพียรมันจะสามารถเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่การหยั่งรู้ได้

มีการใช้ไม้จันทน์ในการบำเพ็ญเพียรเมื่อคืนงั้นหรือ? ไม่ ซื่อคงเคยพูดว่าเขาไม่เคยใช้สิ่งของภายนอกในการบำเพ็ญเพียร เมื่อนึกถึงประโยชน์อีกอย่างของไม้จันทน์แล้วลู่เหิงก็ต้องคิดทบทวนอีกครั้ง มันคงไม่ได้ถูกใช้เพื่อขับไล่ฝันร้ายให้ฉันนอนอย่างสงบใช่ไหม? ไม้จันทน์สำหรับสวดมนต์ทางพุทธศาสนาซึ่งเป็นสิ่งที่หายากมากถูกใช้เพื่อช่วยให้ฉันหลับสบาย หากข่าวนี้แพร่ออกไปน่ากลัวว่าคนที่ทำจะต้องถูกเหล่าผู้ฝึกตนตามล่าอย่างแน่นอน

เมื่อไม่สามารถหาจุดเชื่อมต่อได้ลู่เหิงก็คร้านจะคิดต่อ เขามองไปที่กระจกก่อนจะเห็นสภาพผมของตัวเองหลังการดิ้นกระสับกระส่ายเมื่อคืนอยู่ในสภาพน่าสลด

การปรากฏตัวของไป๋ช่วยลู่เหิงเอาไว้พอดี

เมื่อเห็นท่าทางราวกับได้พบผู้ช่วยชีวิตของลู่เหิง ไป๋จึงต้องหยิบเบาะมาและวางไป๋หลีในอ้อมแขนของตนไว้บนโต๊ะสี่เหลี่ยม จากนั้นก็หยิบหวีของลู่เหิงมาเตรียมหวีผมให้เขา

ก่อนจะได้เริ่มซื่อคงก็เขามาพอดี สายตาอีกฝ่ายตกอยู่ที่มือไป๋ซึ่งกำลังถือหวีไว้เพียงเสี้ยววินาที

“วันนี้ข้าไม่รบกวนท่านนะ” ลู่เหิงจ้องไปที่กระจกอย่างไม่กล้ามองไปทางซื่อคง เพราะกลัวว่าอีกคนจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกผิดของเขา

ซื่อคงไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม เขาแค่เดินไปที่โต๊ะ นั่งลงและรินชาให้ตัวเอง ลู่เหิงรู้สึกหดหู่เล็กน้อยเมื่อเห็นซื่อคง เขารู้สึกเหนื่อยมากๆ กับการได้อย่างเสียอย่างของตัวเอง และตอนนี้อารมณ์ของเขาก็งุ่นง่านและควบคุมไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

ในขณะที่หวีจรดลงบนเรือนผมของลู่เหิงอย่างแผ่วเบา ทันทีที่ไป๋กำลังจะเริ่มหวีผมให้เขา ฉับพลันกระต่ายหิมะตัวน้อยบนโต๊ะก็ร้องเสียงหลงขึ้นมา เมื่อหันไปมองก็เห็นไป๋หลีที่นอนหลับอยู่ดีๆ จู่ๆ ก็ตื่นขึ้นมา นางงอตัวไปด้านหลังเพื่อหาความรู้สึกที่คุ้นเคย

น่าแปลกเพราะลูกสาวเขามักจะนอนหลับลึกตลอด ครั้งหนึ่งนางเคยนอนหลับไปสองชั่วยามโดยที่ปลุกอย่างไรก็ไม่ตื่นแม้จะมีเสียงดังเกิดขึ้นก็ตาม วันนี้นางเพิ่งนอนไปได้ไม่นาน เหตุใดถึงได้ตื่นขึ้นมา? แต่ไป๋ไม่ได้คิดอะไรมาก เขาขอโทษลู่เหิงและวางหวีลงเพื่อไปกล่อมลูก

ลู่เหิงมองผมที่ยังยุ่งเหยิงของตัวเองในกระจกและทำได้เพียงหันไปพึ่งซื่อคง “ซื่อคง ข้าต้องรบกวนท่านแล้ว”

ซื่อคงวางถ้วยชาลงและหยิบหวีขึ้นมาเหมือนที่ทำในทุกๆ เช้า แต่ลู่เหิงรู้สึกว่าความใส่ใจของอีกฝ่ายไม่เพียงตกลงบนเส้นผมของเขาเท่านั้น แต่ดูเหมือนจะตกลงมาในหัวใจของเขาด้วย

ขณะที่ลู่เหิงหวีผม ไป๋ก็กล่อมลูกไปด้วย นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงไม่มีเสียงพูดคุย

ไป๋พูด “สหายจิ้งจอกของข้าส่งข้อความมาบอกว่าวันนี้เขาจะกลับไปที่บ้านเกิดของเขา”

“แล้วท่านล่ะ?” ลู่เหิงเหมือนจะสัมผัสได้ถึงคำอำลาจากไป๋

“ข้าอยากนำอวิ๋นเหนียงกลับไปที่เผ่ากระต่าย จากนั้นก็อยู่ในอาณาเขตของเผ่าและสนใจเรื่องเลี้ยงดูไป๋หลีเท่านั้น เจ้าสามารถมาหาข้าได้หลังจัดการทุกอย่างเรียบร้อย”

ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา

หลังจากแนะนำสหายจิ้งจอกของตนให้ลู่เหิงและซื่อคง ไป๋ก็เริ่มเดินทางกลับไปยังแดนบ้านเกิดของตนเพียงลำพัง เมื่อเห็นเสื้อผ้าที่สะบัดไปมาเพราะสายลม ตอนนั้นเองลู่เหิงถึงได้รู้ว่าเสื้อผ้าที่เคยพอดีตัวของไป๋ตอนนี้ดูหลวมมากเพียงใด

หวนนึกถึงท่าทางอ่อนเยาว์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังตอนที่เขาเจอไป๋ครั้งแรก ลู่เหิงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอึดอัดใจและผิดหวัง ประสบการณ์และความรู้สึกสร้างตัวตนของคน ตัวอักษรของคำว่าโชคดีและโชคร้ายต่างกันเพียงตัวอักษรเดียวเท่านั้น ( vs )

“ถึงเวลาที่เราต้องไปเช่นกัน”

ลู่เหิงได้ยินซื่อคงพูด จากนั้นมือเขาก็ตกอยู่ในฝ่ามืออุ่นๆ ของอีกคน

“ข้าไม่ใช่เด็กแล้วนะ มะ ไม่ต้องจับ” ลู่เหิงดึงมือของตัวเองออกมา รู้สึกว่าใบหน้าของเขาร้อนผ่าวขึ้นเล็กน้อย

ภูเขาชิงชิวที่นำโดยราชาจิ้งจอกเก้าหางเป็นที่อยู่อาศัยของเผ่าจิ้งจอกทั้งหมด สหายจิ้งจอกของไป๋แนะนำพวกเขาให้กับผู้อาวุโสเผ่าจิ้งจอก

หลังจากได้ยินเรื่องราวของลู่เหิง ท่านผู้อาวุโสก็ขมวดคิ้ว รูปลักษณ์ของเขาดูค่อนข้างสง่างาม “บุรุษผู้นี้เป็นปีศาจที่ยิ่งใหญ่ในเผ่า พวกเราไม่สามารถรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ เจ้าต้องรอให้ราชาจิ้งจอกออกจากการปิดด่านเสียก่อน”

“ราชาจิ้งจอกจะออกจากการปิดด่านเมื่อไหร่?” ลู่เหิงถาม

“น่าจะเป็นเร็วๆ นี้ จนกว่าจะถึงตอนนั้นพวกเจ้าทั้งคู่ก็มาพักอยู่กับครอบครัวข้าก่อน เมื่อราชาจิ้งจอกออกจากการเก็บตัว ผู้เฒ่าผู้นี้จะรายงานเรื่องนี้ทันที” ผู้อาวุโสจิ้งจอกพูด

ทั้งสองจึงต้องอาศัยอยู่ในภูเขาชิงชิวสักระยะ ขนบธรรมเนียมของชาวชิงชิวมักจะกระตือรือร้นและรักอิสระ เด็กสาวชาวจิ้งจอกที่ผ่านไปผ่านมาสวมเสื้อผ้าที่ค่อนข้างทันสมัยทีเดียว แม้ลู่เหิงจะมาจากสังคมสมัยใหม่ แต่เขาก็เริ่มจะคุ้นเคยกับเสื้อผ้าหลายๆ ชั้นที่ห่อตัวอย่างแน่นหนาแล้ว ทันใดนั้นเขาก็เห็นชุดกระโปรงที่เหมือนกับชุดที่สวมในช่วงกลางฤดูร้อนในสังคมสมัยใหม่ซึ่งทำให้เขาไม่กล้ามองตรงๆ

ลู่เหิงอดไม่ได้ที่จะมองไปยังดวงตาของซื่อคงที่อยู่ข้างๆ ดวงตาคู่นั้นมองตรงไปข้างหน้าอย่างไม่ไหวติง

“นักบวชไม่สนใจเรื่องความไม่สุภาพหรือ?” ลู่เหิงดึงเสื้อคลุมของซื่อคงด้วยความรู้สึกรำคาญเล็กน้อย

ซื่อคงไตร่ตรอง สายตาของเขาแสดงให้เห็นถึงความสับสนเล็กน้อย ลู่เหิงส่งสัญญาณด้วยมือโดยการชี้ไปที่เหล่าจิ้งจอกสาวที่งดงามซึ่งค่อนข้างปล่อยเนื้อปล่อยตัว

“รูปลักษณ์อ่อนเยาว์และกระดูกที่ร่วงโรยเป็นเพียงเนื้อหนังภายนอก” ซื่อคงตำหนิ “หัวใจของโยมไม่สงบ ยังต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ให้มากกว่านี้”

ลู่เหิงสำลักเกือบตายเมื่อได้ยินสิ่งที่ซื่อคงพูด ดังนั้นเขาจึงพยายามเลียนแบบท่าทางของซื่อคงที่ไม่ว่าจะโดนลมพายุพัดอย่างไรก็ไม่เคยสั่นไหว และพยายามที่จะมองจิ้งจอกสาวเหล่านั้นเป็นเพียงต้นหญ้าริมทางและก้อนเมฆบนท้องฟ้า ครู่ต่อมาเขาก็พบว่ามันได้ผล หัวใจของเขาสงบนิ่งและไม่ได้ได้รับผลกระทบจากสิ่งเร้าต่างๆ

ทั้งสองอุทิศตนเพื่อการฝึกอย่างเต็มที่จนกระทั่งวันเวลาผ่านไป

ราชาจิ้งจอกก็ออกจากการปิดด่าน

ปีศาจชราพาลู่เหิงและสหายของเขาไปหาราชาจิ้งจอกเก้าหาง สถานที่ที่ราชาจิ้งจอกใช้ฝึกตนตั้งอยู่ที่แหล่งกำเนิดอิงสุ่ย หุบเขาอุดมไปด้วยธารน้ำมากมายราวกับเส้นเลือด ภายใต้แสงอาทิตย์ละอองน้ำที่ลอยอยู่ในอากาศดูราวกับแดนสวรรค์

ราวกับหมึกที่เปรอะเปื้อนไปบนภูเขาอันงดงามที่เต็มไปด้วยหมอก หญิงสาวคนหนึ่งที่ร่างกายประดับประดาด้วยเครื่องแต่งกายสีแดงเข้มเดินออกมาจากถ้ำ คิ้วของราชาจิ้งจอกเข้มกว่าสตรีปกติ ดวงตาหงส์สีแดงคู่นั้นดูราวกับภาพวาด แต่ถึงกระนั้นแทนที่มันจะทำให้ดูมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น ตรงกันข้ามมันกลับแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญอันสง่างาม

ปีศาจชราจบการแนะนำลู่เหิงและสหายต่อราชาจิ้งจอก ราชาจิ้งจอกได้ฟังดังนั้นก็โบกมือให้ผู้อาวุโสของเผ่าออกไป

เมื่อผู้อาวุโสออกไปจากหุบเขาแล้ว ราชาปีศาจก็โค้งคำนับต่อหน้าหน้าลู่เหิงด้วยความเคารพ “องค์ราชามาที่ชิงชิวครานี้มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นหรือเจ้าคะ?”

ไม่น่าแปลกใจที่ราชาจิ้งจอกถามเช่นนี้ ราชาองค์ปัจจุบันของเผ่าปีศาจเป็นผู้ฝึกตนที่แปลกประหลาด ตามปกติเป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้เห็นเขาข้างนอกหากไม่มีเหตุการณ์สำคัญใดเกิดขึ้น ซึ่งนั่นนำไปสู่การที่แบ่งแยกราชาของปีศาจแต่ละเผ่า อีกทั้งแทบจะไม่มีปีศาจตนใดเลยที่เคยเห็นหน้าราชาปีศาจ

ลู่เหิงเกือบจะสะดุ้งกับการคารวะของราชาจิ้งจอก ราชา? นางเรียกเขาว่าราชา? นี่มันสถานการณ์อะไรเนี่ย?  ลู่เหิงอดไม่ได้ที่จะกำแขนของซื่อคงเอาไว้ด้วยความตื่นตระหนก

“ฟังสิ่งที่นางพูดก่อนเถิด” ซื่อคงแนะนำ

เมื่อเห็นลู่เหิงเงียบไปครู่หนึ่ง ราชาจิ้งจอกจึงยกศีรษะขึ้นก่อนจะพบว่าราชาปีศาจตรงหน้านางมีบางอย่างที่ขัดหูขาดตา

“องค์ราชา เกิดอันใดขึ้นกับการบำเพ็ญเพียรของท่าน? เหตุใดท่านจึงอยู่ในร่างเด็กหนุ่มเช่นนี้?” ราชาปีศาจมองด้วยความสงสัย

เมื่อนึกถึงนิสัยตามปกติของเหล่าปีศาจที่เคยสนทนากับเขาจนถึงตอนนี้รวมถึงสิ่งที่กล่าวไว้ในมรดก ทำให้เขาตระหนักได้ว่าปีศาจมักจะมีนิสัยเปิดเผยและตรงไปตรงมา อีกทั้งยังไม่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันเท่าไหร่นัก ราชาของทุกเผ่าพยายามจัดการเรื่องต่างๆ ในเผ่าของตัวเองให้ดีที่สุด ดังนั้นกำแพงป้องกันของลู่เหิงที่มีต่อราชาจิ้งจอกจึงไม่ได้จริงจังมาก นอกจากนี้เขายังมีซื่อคงอยู่ด้วยในกรณีที่เลวร้ายที่สุด เขาต้องบำเพ็ญเพียรให้ตนเองอยู่ในระดับที่สูงกว่านี้เพื่อให้สามารถปกป้องตนเองได้

เมื่อคิดเช่นนั้นลู่เหิงจึงไม่ปิดบังสถานการณ์ปัจจุบันของตนอีกต่อไปและเปิดเผยทุกอย่างต่อราชาจิ้งจอก

หลังจากฟังคำลู่เหิง ราชาจิ้งจอกจึงเข้าไปตรวจร่างกายของลู่เหิงหลังได้รับอนุญาต และพิจารณาสถานการณ์ของเขาโดยละเอียด

“แกนปีศาจได้รับความเสียหายอย่างหนัก นี่อาจจะเกี่ยวข้องกับการสูญเสียความทรงจำของท่าน” ราชาจิ้งจอกเองก็ไม่สามารถหาเบาะแสใดๆ ได้ “ข้าก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ ท่านคงต้องหาสาเหตุที่เหลือเอาเอง ซีซีสามารถวิเคราะห์ได้เพียงเท่านี้”

เมื่อนึกขึ้นได้ว่าลู่เหิงสูญเสียความทรงจำ ราชาจิ้งจอกจึงแนะนำตัวเองใหม่อีกครั้ง นางมีนามว่าซีซีเป็นปีศาจจิ้งจอกเก้าหางอายุ 5,000 ปี

จากนั้นลู่เหิงจึงเผยความตั้งใจของเขาในการมาหานาง

“มีจิ้งจอกปี้จงนามว่าหมินในเผ่าจิ้งจอกหรือไม่?”

“หมิน ข้าไม่ได้เห็นเด็กคนนั้นมานานแล้วเจ้าค่ะ และข้าก็ไม่รู้ว่ายามนี้เขาไปซ่อนตัวอยู่ที่ใดในโลกมนุษย์” เมื่อพูดถึงหมิน ซีซีก็รู้สึกปวดหัวเล็กๆ พรสวรรค์ของเขาโดดเด่น บำเพ็ญเพียรเพียงไม่กี่ร้อยปีก็สามารถกลายเป็นปีศาจที่แข็งแกร่งได้ แต่เขาไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องการบำเพ็ญเพียรสักเท่าไหร่

“หมินเสียชีวิตแล้ว” ในที่สุดลู่เหิงก็พ่นคำที่โหดร้ายออกมา ความสัมพันธ์ในหมู่สหายของเผ่าปีศาจเป็นสิ่งที่ลึกล้ำเสมอ

“อะไรนะ!” ถ้วยของซีซีหลุดจากมือ “เป็นไปได้อย่างไร! หรือเขาถูกเหล่าผู้ฝึกตนฆ่า? ข้าจะไปทำให้มั่นใจว่ามันผู้นั้นไม่ตายดี! พรรคของคนพวกนั้นก็ต้องชดใช้เช่นกัน!” ด้วยความโกรธทำให้ซีซีหลุดจากกิริยาท่าทางของราชาจิ้งจอกและเริ่มตะโกนด่าทอด้วยอารมณ์คุกรุ่น

รอจนกระทั่งอารมณ์ของซีซีสงบลงเล็กน้อย ลู่เหิงจึงเริ่มเล่าทุกอย่าง

หลังจากได้ฟังซีซีก็เงียบไปพักใหญ่ และสุดท้ายก็ถอนหายใจออกมา “ข้าเองก็รู้เรื่องหมินและเด็กสาวคนนั้น ตอนที่เขาเกือบคลั่งข้าเป็นคนไปพาเขากลับมาที่นี่เอง”

“หลายปีที่ผ่านมา ข้าคิดว่าเขาปล่อยวางเรื่องนี้ลงได้แล้ว ไม่คาดว่าเขาจะยังเฝ้ารอการกลับมาเกิดใหม่ของเด็กสาวคนนั้น การยึดติดมากไปไม่ใช่สิ่งที่ดี” ซีซีพึมพำอีกครั้ง “ความรักที่เขามีต่อ...”

เห็นได้ชัดว่าซีซีเพิ่งจะระลึกได้ถึงความทรงจำบางอย่าง ครู่ต่อมาหลังจากหัวเราะเยาะตัวเอง นางก็กลับสู่ความสงบ “ท่านมีร่างกายของหมิน?”

ลู่เหิงกล่าว “ตอนนั้นเขาพูดว่าพลังชีวิตของเขาถูกบั่นทอน เขาจึงยกแกนปีศาจของเขาให้ข้าและขอเพียงให้ข้านำกระดูกของเขากลับมาที่บ้านเกิด”

“พลังชีวิตถูกบั่นทอน?” คิ้วของซีซียกขึ้น “ข้าเกรงว่าเขาเพียงสูญเสียความตั้งใจที่จะมีชีวิตอยู่เท่านั้น สหายที่น่าผิดหวังผู้นี้สามารถเริ่มต้นฝึกใหม่ได้อย่างง่ายดายด้วยซ้ำ!

เห็นปีศาจจิ้งจอกควันออกหูและเริ่มโมโหขึ้นมาอีกครั้ง ลู่เหิงจึงถามอย่างรวดเร็ว “เจ้าจะฝังศพหมินไว้ที่ใด”

“กระดูกของปีศาจที่ตายต้องฝังในสถานที่ต้องห้ามเท่านั้นและที่นั่นมีเพียงราชาปีศาจเท่านั้นที่เข้าไปได้ เนื่องจากองค์ราชาอยู่ที่นี่เช่นนั้นก็ไปสถานที่ต้องห้ามพรุ่งนี้แล้วกันนะเจ้าคะ” ซีซีเสริม “แดนต้องห้ามนั้นตกทอดมาหลายพันปี ข้าไม่ทราบว่ามันมีความลับอะไรบ้าง แต่บางทีอาจจะมีโอกาสแก้ไขสถานการณ์ยากลำบากของท่านในยามนี้ก็ได้”

หลังตัดสินใจจะไปที่สถานที่ต้องห้ามของเผ่าปีศาจในวันรุ่งขึ้น ลู่เหิงจึงเลือกที่จะเดินสำรวจชิงชิวก่อนออกเดินทาง

“ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว ข้าจะออกไปดูข้างนอกหน่อย” ลู่เหิงพูดกับซื่อคงที่กำลังเตรียมบำเพ็ญเพียร

“อาตมาจะไปกับโยม”

“ไม่ต้องๆ ข้าแค่จะออกไปดู” โดยไม่รอให้ซื่อคงตอบ ลู่เหิงก็รีบออกมาจากห้องทันที

ยามพระอาทิตย์ตกดิน แสงสีทองที่ส่องแสงไปทั่วชิงชิวทำให้เกิดภาพที่งดงามจนแทบลืมหายใจ ลู่เหิงถอนหายใจยาวๆ เขายอมรับว่าเขาพยายามหลีกเลี่ยงซื่อคงตลอดสองสามวันที่ผ่านมา หลังจากเข้าใจความคิดของตัวเอง เขาก็รู้สึกสับสนและเซื่องซึมไปหมด

ลู่เหิงรับรู้ได้ว่าเขาได้รับการปฏิบัติจากซื่อคงแตกต่างจากคนอื่น และความแตกต่างนี้บางครั้งก็ทำให้ลู่เหิงเข้าใจผิด เขาสงสัยว่าซื่อคงเองก็สนใจตัวเขาเช่นกัน แต่เมื่อจินตนาการถึงความรู้สึกในหัวใจของซื่อคงแล้วก็ทำให้ลู่เหิงรู้สึกว่าเขากำลังดูหมิ่นศาสนาอยู่

ในขณะที่เขากำลังมีปัญหานั้นเอง ป้าย สุราก็ผ่านเข้ามาในแนวสายตาของลู่เหิง

เหตุใดต้องกังวลในเมื่อมีตู้คัง* ลู่เหิงตัดสินใจเข้าไปดื่ม (*ผู้คิดค้นสุรา)

บางทีอาจเพราะเพิ่งจะเป็นตอนเย็น ร้านสุราแห่งนี้จึงดูค่อนข้างโล่ง ลู่เหิงจึงเลือกโต๊ะนั่งตามใจชอบ

เจ้าของร้านเป็นปีศาจสาวที่มีส่วนเว้าส่วนโค้งและสง่างาม ทว่าใบหน้าของนางดูคุ้นๆ

“คุณชายน้อยท่านนี้ พวกเราพบกันอีกแล้วนะเจ้าคะ” เจ้าของร้านเป็นฝ่ายจำลู่เหิงได้ก่อน

“ท่านคือ?” ลู่เหิงยังจำนางไม่ได้

“อ๊า คุณชายน้อยเป็นคนที่ไม่ธรรมดาจริงๆ ที่สามารถลืมข้าได้ลง ข้าน้อยเสียใจยิ่ง” เจ้าของร้านขยิบตาและพูด “เทศกาลไหว้พระจันทร์”

กลายเป็นว่าปีศาจสาวตนนี้คือคนที่มอบดอกไม้ให้เขาคืนนั้น ลู่เหิงรู้สึกอาย “ขออภัย มีหลายๆ อย่างเกิดขึ้นช่วงนี้ ข้าจึงจำไม่ได้”

ปีศาจสาวยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ “การพบกันถือเป็นโชคชะตา ไม่ต้องพูดถึงว่าท่านและข้าได้พบกันโดยบังเอิญถึงสองครั้งแล้ว ข้าน้อยมีนามว่าหงเหมย”

ถึงแม้ว่าหงเหมยจะดูเหมือนกำลังเล่นๆ ทว่าดวงตาของนางกลับดูกระจ่างใสและอารมณ์ดี ลู่เหิงจึงบอกชื่อของเขาแก่นาง ตามธรรมเนียมของเผ่าปีศาจมิตรภาพจะเกิดขึ้นหลังจากมีการแลกเปลี่ยนชื่อแล้ว

หงเหมยเปลี่ยนจากวิธีการพูดอ่อนหวานเป็นเริ่มพูดอย่างเป็นธรรมชาติ นางหยิบสุราสองไหออกมาจากห้องครัวด้านหลังและพูด “วันนี้เจ้าโชคดีมาก เมื่อเร็วๆ นี้ทางร้านเพิ่งจะสั่ง เซียนจิ้งจอกมัวเมามาเก็บไว้”

พวกเขาไม่ได้สนทนากันและดื่มเงียบๆ หงเหมยค่อนข้างมีน้ำใจเพราะสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่หนักอึ้งในหัวใจของลู่เหิง หากลู่เหิงไม่เปิดปากนางก็ไม่คิดจะรบกวน นางทำเพียงแค่เติมแก้วให้ลู่เหิงแก้วแล้วแก้วเล่า

เมื่อลู่เหิงเริ่มมึนเล็กน้อย เขาก็อดกลั้นไม่ไหวอีกต่อไป “เจ้าจะฟังหรือไม่ หากข้าเล่าปัญญาของข้าให้เจ้าฟัง”

หงเหมยยกแก้วขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้ลู่เหิงพูดต่อ

ลู่เหิงเล่าถึงความสนิทของเขากับซื่อคงเล็กน้อย แต่ปกปิดเรื่องที่ซื่อคงเป็นนักบวชเอาไว้ เขาเน้นเรื่องภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเขาระยะนี้หลังจากรับรู้ความรู้สึกของตนเอง

“ฟังจากที่เจ้าเล่าอีกฝ่ายไม่ได้ไม่สนใจเจ้าเลย ข้าว่าความคิดของพวกเจ้าตรงกันนะ ก็แค่บอกอีกคนไปตามตรง มีอะไรที่เจ้าต้องกังวล?” สำหรับหงเหมยที่มักจะตรงไปตรงมา นี่เป็นสิ่งที่ค่อนข้างเข้าใจยากสำหรับนาง ในความเห็นของนางมันเป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขาจะสนใจกันและกัน

“ข้ากลัวว่าข้าจะทำให้เขาเบี่ยงเบนออกจากเส้นทางการฝึกตนของตัวเอง”

หงเหมยเริ่มรับรู้ได้ถึงบางอย่าง “คนในใจเจ้าคือท่านปรมาจารย์ที่พาเจ้าไปวันนั้นใช่หรือไม่?”

ลู่เหิงหน้าแดงทันที ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความมึนเมา “ชะ ใช่”

หงเหมยปรบมือและหัวเราะเสียงดัง “ไม่เลวๆ พี่สาวขอคารวะเจ้า กล้าหาญจริงๆ!

หงเหมยตบไหล่ลู่เหิงอย่างแรงและพูดด้วยความกระตือรือร้น ใบหน้าของนางดูเบิกบานใจมากราวกับว่านางตกอยู่ในห้วงอารมณ์บางอย่าง ลู่เหิงจึงได้แต่รอให้นางสงบลงเงียบๆ

“เจ้าถามเขาไปหรือยังว่าเขาคิดอย่างไร?” หงเหมยรินสุราให้ตัวเองอีกแก้วหลังจากที่สงบลงเล็กน้อย

ลู่เหิงยิ้มอย่างขมขื่น “ข้าจะกล้าถามได้อย่างไร?”

“แล้วเหตุใดเจ้าถึงตัดสินใจแทนเขา?” หงเหมยกล่าวอย่างไม่อ้อมค้อม “หากท่านปรมาจารย์ไม่สนใจเจ้าก็ไม่มีอะไรที่จะทำให้เขาเบี่ยงเบนออกจากการบำเพ็ญเพียรของตนได้ แต่หากเขาก็สนใจเจ้าเช่นกัน ไม่ว่าเขาจะเบนออกจากเส้นทางการฝึกตนของเขาเพื่อเจ้าหรือไม่ ก็มีเพียงเขาที่จะตัดสินใจเรื่องนี้ได้”

เพียงคำเดียวก็ทำให้ผู้ที่ตกอยู่ในห้วงความฝันตื่นขึ้นมาคำพูดของหงเหมยทำให้ลู่เหิงหลุดออกจากความสับสนตลอดสองสามวันที่ผ่านมา

หลังจากผ่านการดื่มรอบที่สามลู่เหิงก็รู้สึกเมาเล็กน้อย ลู่เหิงพลันตระหนักได้ว่าเริ่มดึกแล้ว เขาจึงกล่าวลาหงเหมยและกลับไปที่โรงเตี๊ยม

ที่ทางเข้าลู่เหิงใช้ทักษะการชำระร่างกายเพื่อลบกลิ่นสุราออกไป

หลังจากผลักประตูเปิดลู่เหิงก็เห็นซื่อคงที่ยังนั่งขัดสมาธิบำเพ็ญเพียรเหมือนตอนที่เขาออกไป

ลู่เหิงเบาเสียงฝีเท้าของตนลงเนื่องจากกลัวว่าจะเป็นการรบกวนซื่อคง เขาเพิ่งจะได้นั่งขัดสมาธิข้างหน้าต่างเพื่อเริ่มบำเพ็ญเพียร ซื่อคงก็ถามขึ้น

“เจ้าเคยอาบน้ำหรือไม่?”

“ห๊ะ?” ลู่เหิงนิ่งไปชั่วขณะ ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร

“เป็นเรื่องยากสำหรับโยมที่ทำจิตให้มั่นคง ลมหายใจจากร่างกายที่ไม่สงบสามารถส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของโยมได้ง่าย” ซื่อคงอธิบาย

ลู่เหิงรู้สึกงุนงง แม้ว่าทักษะของเขาจะไม่ค่อยดีนักแต่เขาก็มั่นใจว่าเขาสามารถใช้ทักษะง่ายๆ อย่างการชำระร่างกายได้อย่างคล่องแคล่ว แต่เมื่อได้ยินคำของซื่อคง ลู่เหิงก็ก้มศีรษะลงดมชายแขนเสื้อของตัวเองอย่างระมัดระวัง ไม่มีร่องรอยของกลิ่นสุราแต่สิ่งที่อีกฝ่ายบอกเป็นนัยๆ ดูเหมือนจะเป็นกลิ่นเครื่องหอมของหงเหมยที่ยังเหลืออยู่

ลู่เหิงใช้ทักษะชำระร่างกายอีกครั้งและพบว่ากลิ่นยังอยู่เหมือนเดิม เขาเริ่มสงสัยว่าเครื่องหอมนี้คืออะไรกันแน่กระทั่งทักษะชำระร่างกายยังลบออกไม่ได้

“กลิ่นดูเหมือนจะไม่หายไปนะ” ลู่เหิงพูดอย่างขมขื่น “หากทิ้งไว้เช่นนี้บางทีพรุ่งนี้มันอาจจะหายไปเองก็ได้”

“มากับอาตมา” ซื่อคงลุกขึ้นและเดินออกไป

ลู่เหิงตามอีกฝ่ายไปที่หุบเขานอกเมืองซึ่งมีบ่อน้ำพุร้อนซ่อนอยู่

“พลังจากน้ำพุวิญญาณนี้น่าจะสามารถกำจัดกลิ่นเหล่านี้ออกไปได้”

ลู่เหิงเอื้อมมือออกไปทดสอบน้ำในบ่อน้ำพุและพบว่าอุณหภูมิค่อนข้างน่าพอใจ เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติที่ยอดเยี่ยมจริงๆ เขาถอดปิ่นปักผมออกอย่างร่าเริงแล้วสยายผมตัวเอง “ท่านอยู่กับข้ามาตลอดสองวัน ท่านหาสถานที่ที่ดีเช่นนี้เจอได้อย่างไร? หรือท่านออกมาสำรวจที่นี่อย่างลับๆ?”

“การประจักษ์ด้วยวิญญาณ”

คำตอบที่ชัดเจนของซื่อคงทำให้ลู่เหิงรู้สึกโง่งมเล็กน้อยคล้ายเขากำลังพยายามทำความเข้าใจโลกของเซียนด้วยดวงตาของมนุษย์ธรรมดา

หลังจากถามโง่ๆ ออกไป ลู่เหิงก็ก้มหัวลงและเริ่มปลดผ้าคาดเอวของเขา ปลอบใจตัวเองว่านี่เป็นเพราะเขาดื่มสุรามาต่างหาก หลังจากถอดเสื้อคลุมตัวนอกของตัวเองออก ลู่เหิงก็คิดบางอย่างได้และชะงัก

ลู่เหิงอยากขอความเป็นส่วนตัวกับซื่อคง แต่เมื่อเขาเห็นท่าทางสงบนิ่งของอีกฝ่าย เขาก็คิดว่าเขาไม่ใช่ผู้หญิง ดังนั้นแทนที่เขาจะขอให้อีกฝ่ายออกไปเขาก็เริ่มปลดเสื้อผ้าของตัวเองต่อ เขาถอดชุดเอี๊ยมตัวในออกไปอย่างไม่แยแสและเดินลงไปในบ่อน้ำพุวิญญาณโดยที่มีเพียงกางเกงขาสั้นตัวเดียวติดตัว

ทันทีที่เขาลงมาในบ่อน้ำพุ ลู่เหิงก็รู้สึกว่าพลังวิญญาณกำลังแทรกซึมเข้ามาในทุกรูขุมขนบนร่างกายซึ่งทำให้เขาต้องครางออกมาเบาๆ จากนั้นเขาก็พูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ซื่อคง น้ำพุวิญญาณนี้ดูเหมือนจะเป็นประโยชน์ต่อการบำเพ็ญเพียร ลงมาลองเถอะ”

ซื่อคงจ้องลู่เหิงสักพักราวกับกำลังตัดสินใจ จนกระทั่งลู่เหิงขยับด้วยความอึดอัดเล็กน้อยเมื่อเขาพูดว่า “ไม่จำเป็น อาตมาไม่ชอบใช้สิ่งของภายนอกเพื่อบำเพ็ญเพียร”

หลักจากนั้นเขาก็หันหลังจากไป ทิ้งไว้เพียงคำพูดประโยคหนึ่ง “หลังจากอาบน้ำเสร็จอย่าเถลไถล แล้วรีบกลับมาบำเพ็ญเพียรของวันนี้ให้เสร็จ”



-------------------------------------------------------------------

อยากจับซื่อคงมาเขย่าคอถามว่าทำไมทำกับน้องอย่างนั้นนน แต่ก็ทำไม่ได้มันบาป ส่วนน้องก็แก้ผ้าอ่อย อยากจะบอกเหลือเกินว่ามันบาปนะลูกกก สรุปคือบาปทุกคนยกเว้นซื่อคงที่(ยัง)ไม่บาป

และอย่าถามนะคะว่าสรุปย้อนอดีตหรือแค่ความทรงจำหายเพราะคนแปลก็เริ่มงงแล้วจ้าาาา

-------------------------------------------------------------------

คำศัพท์

Discernible = มองออก, สังเกตเห็น

Transpire = ปรากฏ, รั่วไหล

Forage = ออกหาอาการ, ค้นหา

Aftermath = ผลที่ตามมา

Emaciate = ทำให้ซูบผอม

Ordeal = วิธีพิสูจน์ความบริสุทธิ์, ความเจ็บปวด, อุปสรรค

Meddlesome = ชอบก้าวก่าย, จุ้นจ้าน, สอดรู้สอดเห็น

Coquettish = ยั่วยวนผู้ชาย, กรุยกราย, กระตุ้งกระติ้ง

Fanatical = คลั่งไคล้, เลื่อมใสอย่างมาก

Incantation = การปลุกเสก, คาถา

Palpitation = อัตราการเต้นของหัวใจเร็วหรือไม่สม่ำเสมอ

Sluggish = ขี้เกียจ, ซึมเซา

Bizarre = แปลกประหลาด, วิตถาร, มหัศจรรย์

Cramp = เป็นตะคริว, จำกัด, ขัดขวาง

Quagmire = หล่ม, บ่อเลน, สถานการณ์ที่ลำบากมาก

Squeal = ร้องเสียงแหลม, ร้องเสียงหลง

Picturesque = สวย, เหมือนภาพวาด

Adorn = ตกแต่ง, ประดับประดา

Eccentric = ผิดปกติ, แปลกประหลาด

Divulge = เปิดเผยความลับ

Blasphemous = ดูหมิ่นเหยียดหยาม

Frivolous = ไม่น่าเอาจริงเอาจัง, เล่นๆ, ไม่มีความหมาย

Fathom = วัดความลึกของน้ำ, เข้าใจ, หยั่งรู้


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.85K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,990 ความคิดเห็น

  1. #6909 evethewang (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2563 / 17:11
    ทุกคนล้วนงงกับไทม์ไลน์ 5555555
    #6,909
    0
  2. #6845 Promise69 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2563 / 21:21
    555555คนอ่านงงคนแปลก็งง ที่มันทามไลน์อะไรนี่
    #6,845
    0
  3. #6738 TaMeKabTaNa (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 / 21:17
    เราเดาว่าตุ้มหูสไลม์ที่พาหนี พาย้อนเวลามาในอดีต แล้วก็ถูกฟ้าผ่าจนจำอะไรไม่ได้อ่ะ.... แนวไทม์แมทชีนของโดราเอมอนงี้
    #6,738
    0
  4. #6717 ku_ro (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 16:54
    เหมือนย้อนอดีต เเบบเหตุผลที่รับนางเอกมาเลี้ยงอะ เพิ่มเติมคือความจำน้องเสื่อมด้วย555 ระบบนี่หายไปจากสารระบบ
    #6,717
    0
  5. #6171 Natacha_i-sen (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2563 / 17:52
    ฮรุก-ฟิน
    #6,171
    0
  6. #6144 alittletigerp (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 15:43
    ความสัมพันธ์นี้มัน55555555
    #6,144
    0
  7. #6020 BB8888 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 21:52
    ตกลงคือย้อนเวลาเพราะสมบัติวิเศษของเผ่าปีศาจ และถูกทันสวรรค์ทำให้ความจำเสื่อม

    ???
    #6,020
    0
  8. #5994 Dar699699 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 21:29
    เหมือนมาจุดเริ่มต้นที่ไป๋หลี่เกิดเลย
    #5,994
    0
  9. #5949 慕芳荣 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 11 มีนาคม 2563 / 23:44

    เราควรจะเรียกโซนนี้ว่าอะไรดีคะ

    #5,949
    2
    • #5949-1 rinlaneearun(จากตอนที่ 30)
      26 เมษายน 2563 / 03:36
      Buddha โซนดีมั้ยคะ?555คิดดูแล้วช่างบาปเหลือเกิน
      #5949-1
    • #5949-2 doubleua01(จากตอนที่ 30)
      5 มิถุนายน 2563 / 15:32
      นรกโซนดีมั้ย😆 ฟังดูร้อนแรงดี
      #5949-2
  10. #5418 Alisona Janes Curse (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2562 / 09:41
    เจิงเป็นราชามาก่อนหน้าแล้ว เจิงบำเพ็ญเพียรมาพันปีหมื่นปี ในวันที่ลอกคราบหลังบำเพ็ญเพียรก็ได้รับทัณฑ์สายฟ้า ในช่วงนั้นได้รับความช่วยเหลือจากปีศาจกระต่ายขาว ต่อมากระต่ายตายและทิ้งบุตรที่พึ่งคลอดไว้ นี่น่าจะเป็นการย้อนอดีตค่ะ แต่อดีตมันเปลี่ยนแปลงไปมาก แทนที่กระต่ายจะต้องตายในช่วงที่ลูกคลอดกลับยังมีชีวิตอยู่ แทนที่คนที่ช่วยเหลือแต่ต้นจะเป็นกระต่ายไป๋แต่กลับเป็นพระซื่อคง แล้วก็ตกหลุมรักกัน น้องความจำหาย+ย้อนอดีต เยี่ยมไปเลย
    #5,418
    4
    • #5418-1 Amiko233(จากตอนที่ 30)
      27 มีนาคม 2563 / 19:04
      Σ(●д●)แสดงว่าเจิงเป็นราชาปีศาจนานแล้วสินะ
      #5418-1
    • #5418-3 Dar699699(จากตอนที่ 30)
      30 มีนาคม 2563 / 21:30
      ขอบคุณเม้นนี้ที่ทำให้เรารู้สึกหายโง่
      #5418-3
  11. #5312 Bambi3 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 / 00:58
    เอ๊ะๆๆๆๆ ตอนแรกมั่นใจว่าย้อนอดีตแน่ๆ เพราะไป๋หลีพึ่งเกิด แต่สรุปราชาจิ้งจอกก็จำเจิงได้อีก อิหยังวะเนี่ยย
    #5,312
    0
  12. #5171 malin964 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 / 22:08
    แหมมมมม น้องจะไปไหนก็อยากจะไปด้วยเนาะ. แหมมมมมม รู้นะ บาปทั้งคู่ โดยเฉพาะอิน้อน
    #5,171
    0
  13. #5064 Oillyziiz (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 / 13:42
    คือยังไงนะคะ เเต่ตอนนี้ไปหลีก็เพิ่งเดิด แต่เอะ อาจจะน้อยอดีตๆ ที่มีตอนบอกว่า ปีศาจกระต่ายมาช่วยไว้ แล้วกระต่ายตายเพราะไรไม่รู้ลืม เลยเลี้ยงลูกนางไว้
    #5,064
    0
  14. #5063 Oillyziiz (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 / 13:42
    คือยังไงนะคะ เเต่ตอนนี้ไปหลีก็เพิ่งเดิด แต่เอะ อาจจะน้อยอดีตๆ ที่มีตอนบอกว่า ปีศาจกระต่ายมาช่วยไว้ แล้วกระต่ายตายเพราะไรไม่รู้ลืม เลยเลี้ยงลูกนางไว้
    #5,063
    0
  15. #5013 P'est (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 18:13
    อารมณ์หลานจ้านเลย แต่ต่างตรงที่ พระในที่นี้คือพระแบบพระจริงๆ55555
    #5,013
    0
  16. #4961 chalita01 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2562 / 20:35
    บาปหนาาาา
    #4,961
    0
  17. #4838 ChaTzar (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 16:45
    ลู่เหิงมันยังจำได้ปะวะว่ามันมาทำอะไรทึ่โลกนี้ บาปใดๆล้วนไม่บาป
    #4,838
    0
  18. #4813 ZYXWYFIR (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 / 01:30
    ณ จุดๆนี้บอกเลยว่าไม่สนใดๆแล้ว บาปก็บาปเถอะ5555 โอ้ยยยย นุชอบมาก
    #4,813
    0
  19. #4755 May_conan (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 11:15
    งงด้วยค่ะ แต่คิดว่าย้อนอดีตนะคะ
    #4,755
    0
  20. #4740 อะหมีบอยด์มูฟเม้น (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2562 / 09:57
    แงงงงงงง บาปมาก แต่ก็เกลียดตัวเองที่ชอบ 55555555555
    #4,740
    0
  21. #4707 kanyaest (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 / 13:20
    ทั้วย้อนอดีตทั้งสูญเสียความทรงจำมั้ย นี่ก็ว่าอยู่ทำไมลู่เหิงถึงไม่ติดต่อกับระบบ ผู้ช่วยน้อยของเขา สรุปนี่ว่าก็น่าจะทั้งสองอย่าง
    #4,707
    0
  22. #4518 Gee_attano (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 / 20:43
    ไม่ไหวแล้ว ใช้คำว่าลูกท้อเถอะ ลูกท้อ ลูกแพร์ โมโมะ มันอันเดียวกัน ธีมจีนโบราณแต่ใช้ลูกแพร์😂 ฮืออออ
    #4,518
    3
    • #4518-1 ปราสาทน้ำแข็ง(จากตอนที่ 30)
      8 กรกฎาคม 2562 / 21:30
      อ้าว อันเดียวกันหรอคะ ไม่เคยรู้
      #4518-1
  23. #4512 Lilac__852 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2562 / 20:13
    คิดว่าย้อนอดีตจริงๆนะ เพราะว่าที่น้องอยู่ตอนนี้คือช่วงเวลาที่ไป๋หลีเพิ่งเกิด ส่วนที่มีคนรู้จักน้องก็ไม่น่าแปลกอะไรในเมื่อปีศาจอายุยืนอยู่แล้ว เดาว่าน้องเป็นราชาปีศาจมานานมากๆๆก่อนเจอไป๋หลีอีก
    #4,512
    0
  24. #4476 ::Rabbit Hole:: (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2562 / 07:40
    ย้อนอดีตเหรอ ไป๋หลี่? แต่ก็โอ้ย55555
    #4,476
    0
  25. #4397 papark (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 / 20:12
    เนี่ย เหมือนจะย้อน แต่ก็งงอ่ะ 5555555555555 หรือว่ายังไง
    #4,397
    0
  26. #3636 **Music** (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 02:21
    ตอนแรกอ่านแล้วงงๆเลยหยุดอ่านไปทำความเข้าใจสักพัก เหมือนจะเข้าใจนะ แต่อ่านตอนนี้แล้วงงอีกรอบ55
    #3,636
    1
    • #3636-1 YorcHub(จากตอนที่ 30)
      6 กรกฎาคม 2562 / 11:24
      ย้อนไม่ย้อน คืออะไรแต่ตัวละครหลักๆก็วนกลับมาบรรดาครอบครัวกระต่ายทั้งหลาย ส่วนอิตาระบบนี่ก็เงียบไม่มีตัวตน
      #3636-1