(end)▿#MARKBAM ; ROOMMATE #รูมเมทมบ ❞ [ft. GOT7]

ตอนที่ 17 : ROOM XV : EXCHANGE STUDENT

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16,665
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,546 ครั้ง
    17 พ.ค. 61

     

 

________________________________________________________

 

Room XV

Exchange Student

________________________________________________________

 

 

 

  ________________________________________________________

 


“แบมแบมมมมม” เสียงแหลมที่แสนคุ้นเคยของยองแจดังขึ้นพร้อมกับร่างป้อมที่วิ่งเข้ามากอดแบมแบมจนคนที่ยืนอ้าแขนรอรับเพื่อนอยู่ต้องเซไปเล็กน้อยด้วยขนาดไซส์ตัวเพื่อนที่ตัวใหญ่กว่าเล็กน้อย

 

“ไหนบอกจะบินมาก่อนไงแล้วทำไมเพิ่งมาเรียน” ยองแจถามเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันมาร่วมเดือน ทีแรกที่พวกเขาคุยกันนั้นเพื่อนบอกว่าจะบินมาถึงก่อนเปิดเทอมสามวันแต่ทว่าพอเปิดเทอมไปแล้วได้สี่วันเพื่อนถึงจะมาเรียนเสียแบบนั้น

 

“แหะๆ พอดีมีปัญหานิดหน่อยหน่ะ” คนที่ความจริงแล้วบินมาถึงก่อนอย่างที่เพื่อนว่าจริงหัวเราะเบาๆ แล้วปล่อยให้เพื่อนเข้าใจแบบผิดๆ แบบนั้นไปว่าตนมาช้า ขณะที่หางตาเหลือบไปมองตัวต้นเหตุที่ทำให้เขาไม่ได้มาเรียนสี่วันแรกที่ตอนนี้กำลังยืนคุยกับเพื่อนๆ ของเขาอยู่

 

ไม่รู้ว่าไปอดอยากปากแห้งมาจากไหน...

 

แบมแบมคิดในใจขณะที่แก้มใสขึ้นสีชมพูจางๆ เมื่อนึกถึงระยะเวลาตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ตนไม่ก้าวเท้าออกจากห้องเลย ไม่สิ เรียกว่าแทบไม่ได้ก้าวเท้าลงจากเตียงเลยจะถูกต้องมากกว่า เพราะถูกใครบางคนที่เป็นคนร่วมห้องจับพิสูจน์ความแข็งแรงของเตียงทั้งวันทั้งคืนจนหมดแรง ชนิดที่ว่าถ้าไม่ผล็อยหลับไปเขาก็ไม่หยุดง่ายๆ 

 

นี่ยังโชคดีที่ว่าช่วงเปิดเทอมสองนั้นอากาศที่นี่ยังคงเย็นๆ อยู่จึงสามารถใส่เสื้อคอเต่าแขนยาวได้สบายๆ ไม่งั้นแล้วล่ะก็อาจจะเจอเพื่อนๆ ที่แสนจะเป็นห่วงถกคอเสื้อดูจนเห็นรอยแดงมากมายทั้งเก่าใหม่เต็มไปหมดให้อายเล่นๆ แน่

 

“ไปเรียนกันได้แล้วจะสายแล้ว” จินยองที่ยืนดูสองคนที่กอดกันกลมอยู่นั้นเอ่ยเตือนเพื่อนสนิททั้งสองคนพร้อมกับชี้ไปที่นาฬิกาข้อมือของตนเป็นเชิงว่าพวกเขากำลังจะสายแล้วนั่นทำให้ทั้งคู่รีบผละออกจากกันแล้วรีบเดินหมายจะขึ้นอาคารเรียน

 

หมับ

 

“เลิกแล้วรอที่ห้องเดี๋ยวไปรับ” ในจังหวะที่แบมแบมจะก้าวเดินออกไปนั้นก็ติดที่มือหนาคว้าจับที่ข้อมือบอบบางเอาไว้เสียก่อนพร้อมกับกระซิบที่ข้างหูคนตัวเล็กเบาๆ ซึ่งร่างน้อยก็พยักหน้าตกลงช้าๆ แล้วทำท่าจะเดินไปอีกรอบแต่ก็ยังติดแรงพันธนาการจากมือหนาอยู่จนร่างบางต้องหันมาอีกครั้ง

 

“พี่มาร์คแบมจะสายแล้ววว”

 

“ลืมอะไรหรือเปล่า” ชายหนุ่มเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าเรียบนิ่งจนคนตัวเล็กต้องจับไปที่กระเป๋ากางเกงตัวเองแล้วก็เปิดกระเป๋าดูเพื่อเช็คว่าตนลืมอะไรหรือไม่

 

“ก็ไม่นี่ครับ” แต่เขาก็พบว่าเขาเอาของจำเป็นทั้งหมดใส่มาแล้วจริงๆ ทว่าร่างหนายังคงยืนยันว่าร่างน้อยได้ลืมของบางอย่างไว้จริงๆ

 

“ไม่นายลืม...”

 

“อะไรครับ?”

 

“Good bye kiss” เสียงทุ้มพูดมาได้หน้าตาเฉยราวกับมันเป็นเรื่องปกติหากแต่คนฟังได้แต่หน้าแดงแปร๊ดแล้วใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่ตีไปที่มือหนาที่จับข้อมือตนอยู่เบาๆ พร้อมเอ่ยทักท้วงในความหน้ามึนที่มีมากเหลือเกินของคนรัก

 

“ไม่ต้องเลยครับ พี่น่ะเอาแต่ใจเกินไปแล้ว” 

 

“งั้นก็ไม่ต้องไป”​ คนตัวสูงพูดทั้งยังยืนยังเจตจำนงของตนอย่างชัดเจนด้วยใบหน้าเรียบนิ่งในแบบฉบับเจ้าตัวนั่นแหละ

 

“แบมแบม...?”​ เสียงของจินยองดังขึ้นมาขัดบทสนทนาของทั้งสองจนแบมแบมต้องหันไปมองหน้าเพื่อนสนิทที่ยืนรอตนอยู่แล้วยิ้มเจื่อนๆ ให้แล้วรีบหันกลับมาหาคนรักของตน

 

“พี่มาร์คแบมจะสายแล้วจริงๆ นะครับ”

 

“อืม รู้แล้ว” คนเอาแต่ใจรับคำก็จริงแต่ก็ยังคงไม่ปล่อยจนสุดท้ายคนตัวเล็กที่เป็นคนกลางนั้นต้องยอมแพ้ในที่สุดด้วยหนึ่งเพื่อนกำลังรอ สองกำลังจะสาย สามดูยังไงแล้วคนตรงหน้าไม่ปล่อยง่ายๆ แน่

 

จุ๊บ

 

สุดท้ายคนที่กำลังรีบก็ต้องยอมเขย่งตัวขึ้นจุ๊บเบาๆ ที่แก้มสากตามที่เขาต้องการแล้วรีบดึงแขนวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว แต่ในจังหวะที่กำลังจะวิ่งไปนั้นหางตาเขาก็เหลือบไปเห็นมุมปากที่กระตุกขึ้นน้อยๆ ของคนรักกับใบหน้าหล่อเหลาที่ฉายแววเจ้าเล่ห์และพึงพอใจไม่น้อย

 

คนนิสัยไม่ดี...

 

@ห้องเรียน

 

“นี่พวกนายรู้หรือยังว่าจะมีเด็กแลกเปลี่ยนมาที่เซคเราเทอมนึง” เสียงของยองแจที่พยายามหันมากระซิบกระซาบกับเพื่อนสนิทอีกสองคนหากแต่ก็ไม่เบามากพอเพราะขนาดที่คนที่นั่งถัดไปอีกสามแถวก็ยังคงสามารถได้ยินอย่างง่ายดาย

 

“พอได้ยินมาบ้าง เห็นพี่แจบอมบอกว่ามีทุกปี ปีละสี่คนนี่” จินยองว่าเนื่องจากช่วงอาทิตย์ก่อนเปิดเทอมตนเห็นว่าแฟนหนุ่มวุ่นๆ กับงานจัดหาห้องพักและเรื่องจิปาถะมากมายเพื่อรองรับเด็กแลกเปลี่ยนสี่คนของปีนี้แล้วมาเล่าให้จินยองฟัง

 

“จริงเหรอๆ ผู้หญิงหรือผู้ชายอ่ะ” ยองแจถามต่ออย่างใคร่รู้พอๆ กับเพื่อนร่วมห้องที่กางหูรอฟังอย่างใจจดใจจ่อแบบเนียนๆ

 

“เห็นเขาบอกว่าชายสองหญิงสองนะ แต่ชั้นปีของเราไม่รู้เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง” จินยองตอบตามที่ตนรู้แบบไม่มีปิดบังซึ่งความสงสัยของทุกคนก็ไม่ได้ถูกเก็บไว้นานมากเท่าไหร่นักเพราะหลังจากที่จินยองพูดจบอาจารย์ที่ปรึกษาของเซคพวกเขาก็เดินเข้ามายืนหน้าห้องทันที

 

“อรุณสวัสดิ์ครับ ผมขอเข้าเรื่องเลยแล้วกันอย่างที่หลายคนทราบกันดีแล้วว่าจะมีนักศึกษาแลกเปลี่ยนมาเรียนร่วมกับเราหนึ่งเทอมเต็มๆ...”

 

“...”

 

“ดังนั้นผมขอแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนใหม่ของพวกคุณ...คิม ยูคยอม” ทันทีที่อาจารย์ที่ปรึกษาหนุ่มพูดจบเขาก็ผายมือไปทางประตูที่เขาเพิ่งเข้ามาที่ตอนนี้มีชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กำลังเดินเข้ามาและหยุดยืนข้างๆ อาจารย์คนนั้นที่หน้าห้องพร้อมกับเอ่ยทักทายเพื่อนใหม่ของเขาทุกคน

 

“คิม ยูคยอม ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนครับ” เขาว่าจบก็ยกยิ้มอย่างเป็นมิตรให้เพื่อนร่วมเซคทุกคนซึ่งรอยยิ้มนั้นสามารถทำให้หญิงสาวทุกคนในห้องต้องใจเต้นแรงเพราะรอยยิ้มที่แสนมีเสน่ห์นั่น

 

“เห้ย!” และในตอนนั้นเองที่ทุกคนได้เห็นใบหน้าของเพื่อนใหม่ของพวกเขาอย่างเต็มตาก็มีเสียงหนึ่งร้องขึ้นมากลางห้องจนเรียกความสนใจของทุกคนให้หันไปมองที่เขาเป็นตาเดียวจนอาจารย์ที่ปรึกษาต้องหันไปถามทันที

 

“นักศึกษาคนนั้นเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

 

“เอ่อ...ผมแค่ตกใจนิดหน่อยหน่ะครับ” แบมแบมที่เป็นเจ้าของเสียงร้องนั้นตอบออกมาแล้วยิ้มเหยๆ ขณะที่หันไปมองคนที่ยืนอยู่หน้าห้องข้างๆ อาจารย์ที่ปรึกษาของพวกเขา...

 

คนที่เขารู้จักดี...มากๆ เลยหล่ะ

 

“ตกใจอะไรเจ้าหมู นี่เพื่อนไม่ใช่ผี” เสียงทุ้มของเด็กแลกเปลี่ยนนั้นสามารถดึงความสนใจจากทุกคนในห้องได้อีกครั้งซึ่งตอนนี้ทุกคนต้องหันกลับไปมองเด็กใหม่สลับกับแบมแบมอย่างงุนงงกับสรรพนามที่ยูคยอมใช้เรียกแบมแบมนั้นราวกับว่าสนิทกันมาก่อนยังไงยังงั้น

 

“นายโผล่มาที่นี่ได้ยังไง...เจ้าปิ๊งป่อง!” แบมแบมโต้กลับไปทันทีเมื่อถูกสรรพนามที่แสนคุ้นเคยกับใบหน้ากวนอารมณ์ของอีกฝ่ายยั่วยุ

 

“เป็นเด็กแลกเปลี่ยนไง เด๋ออีกละ” ยูคยอมแกล้งส่ายหน้าน้อยๆ อย่างเอือมระอาด้วยท่าทีที่เจ้าตัวรู้ว่าทำยังไงให้แบมแบมหมั่นไส้ได้

 

“เอาหล่ะๆ พอก่อนนี่คือรู้จักกันมาก่อนเหรอ” เป็นอาจารย์หนุ่มที่เป็นคนห้ามทัพไว้เสียก่อนเพราะดูเหมือนว่าบทสนทนาของทั้งสองคนจะยาวเกินไปหน่อยแล้ว

 

“ครับ รู้จักดีเสียด้วย” ยูคยอมหันไปตอบอย่างสุภาพแล้วยกยิ้มให้อาจารย์คนนั้นอีกครั้งเพื่อเป็นการยืนยันในสิ่งที่ตนพูดไปจริงๆ

 

“งั้นก็ดีเลย ถ้างั้นผมฝากคุณดูแลเพื่อนใหม่ด้วยนะครับ” เมื่ออาจารย์ได้ยินแบบนั้นก็โล่งใจไปเปราะหนึ่งพร้อมกับหันไปพูดฝากฝังกับแบมแบมให้ดูแลเพื่อนใหม่ด้วย

 

“ครับ” ทางด้านคนหัวอ่อนไม่กล้าปฏิเสธผู้อาวุโสก็ได้แต่รับคำแม้ในใจจะรู้สึกเหม็นเบื่อเจ้าเพื่อนคนนี้เสียเหลือเกินก็ตามที

 

“ถ้างั้นผมขอตัวก่อนแล้วพบกันใหม่ครับ” หลังจากหมดหน้าที่ของตนเรียบร้อยแล้วอาจารย์หนุ่มก็เอ่ยขอตัวแล้วเดินออกจากห้องไปทิ้งให้เหลือไว้แต่พวกนักศึกษาที่กำลังมองเพื่อนใหม่เป็นตาเดียวในขณะที่เขากำลังเดินไปนั่งบนเก้าอี้ข้างๆ แบมแบมที่ยังคงว่างอยู่

 

“ไงเจ้าหมู”

 

ยืดดดดด

 

ทันทีที่ชายหนุ่มร่างหนานั่งลงบนเก้าอี้เขาก็ทำการทักทายเพื่อนสนิทของตนอย่างสนิทสนมทันทีด้วยการยืดแก้มนิ่มทั้งสองข้างของร่างน้อยออกอย่างหมั่นเขี้ยวจนเจ้าตัวร้องโอ๊ยและตีที่มือใหญ่รัวๆ เพื่อให้เขาปล่อย

 

“โอ๊ยยยย”

 

เพี๊ยะๆๆๆ

 

“เจ็บนะ” พอแก้มที่ถูกดึงยืดจนแดงได้รับอิสระจากเงื้อมือยักษ์(?) เรียบร้อยแล้วมือนิ่มก็ยกขึ้นมานาบแก้มตัวเองทันทีแล้วนวดเบาๆ เพื่อคลายความเจ็บจนคนต้นเรื่องต้องยื่นหน้าเข้าไปดูแก้มนิ่มใกล้ๆ

 

“ไหนๆ ดูซิ”

 

 

 

 

แชะ!





#รูมเมทมบ





พักเที่ยง

 

หมับ

 

“เจ้าหมูพาไปหาอะไรกินหน่อยสิ” เสียงทุ้มของยูคยอมที่มาพร้อมกับท่อนแขนหนักๆ ที่วางพาดบ่าเล็กลงมาเอ่ย

 

“เลิกเรียกว่าแบมเจ้าหมูได้แล้วเจ้าปิ๊งป่อง!” คนที่ถูกเรียกว่าหมูพูดอย่างเคืองๆ ขณะที่ปัดมือหนาที่พาดบ่าอยู่ให้ออกไปพลางหยิบกระเป๋าผ้าขึ้นมาสะพายข้าง

 

“พวกนายดูสนิทกันดีเนอะ” จินยองพูดขึ้นมาเมื่อเห็นท่าทีสนิทกันมากของทั้งสองฝ่ายแถมยังมีสรรพนามแปลกๆ ใช้เรียกกันอีกต่างหาก

 

“ก็เรียนด้วยกันมาตั้งแต่อนุบาลแล้วเพิ่งมาแยกกันตอนมหาลัยเนี่ย” ยูคยอมตอบอย่างเป็นกันเองเพราะตลอดเวลาที่เรียนคาบเช้าพวกเขาได้คุยกันบ้างนิดหน่อยจึงเริ่มสนิทกันในระดับหนึ่งเนื่องด้วยส่วนตัวแล้วยูคยอมเองก็เป็นคนเข้ากับคนง่ายด้วยเพราะงั้นจึงไม่ค่อยมีปัญหาอะไรเวลาที่จะต้องหาเพื่อนใหม่

 

ฮือฮา ฮือฮา

 

ในตอนที่พวกเขาทั้งสี่คนกำลังคุยกันอยู่นั้นเองเสียงฮือฮาก็เกิดขึ้นหน้าห้องพร้อมกับเด็กผู้หญิงหลายคนที่เริ่มไปยืนออหน้าห้องเพื่อมองอะไรสักอย่างกันและบางคนก็หันกลับมามองทางที่พวกเขาทั้งสี่คนยืนอยู่สลับกับอะไรบางอย่างที่อยู่หน้าห้อง

 

“พวกเฮียคงมาแล้ว” ยองแจว่าหลังจากที่เห็นท่าทางเหล่านั้นซึ่งมันสามารถเดาได้ไม่ยากเลยว่าใครหรืออะไรอยู่หน้าห้องเรียนของพวกเขาในตอนนี้

 

“ใครเหรอ” ยูคยอมถามออกมาอย่างงงๆ เนื่องจากตนเพิ่งมาแลกเปลี่ยนวันนี้วันแรกทำให้ไม่รู้ว่าบุรุษที่สามที่เพื่อนใหม่พูดถึงคือใคร หากแต่ก็เริ่มเดินตามทั้งสามคนไปโดยที่ท่อนแขนแกร่งยังคงพาดอยู่ที่บ่าของแบมแบม

 

“...” ภาพความใกล้ชิดสนิทสนมกันของคนรักกับชายหนุ่มแปลกหน้าทำให้มาร์คที่ยืนทำหน้านิ่งๆ รออยู่หน้าห้องของคนรักหน้าตึงเปรี๊ยะยิ่งกว่าเดิม สายตาคมจับจ้องไปที่ทั้งสองคนแล้วเลื่อนไปมองท่อนแขนแกร่งที่พาดอยู่บนบ่าเล็กนิ่งๆ หากแต่ในหัวของชายหนุ่มนั้นนึกอยากจะดึงแขนนั้นออกมาแล้วหักมันทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด

 

“แบมแบมมานี่” เสียงทุ้มพูดออกมาเสียงเข้มที่เจือด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความไม่พอใจเท่าไหร่นักจนทำให้บรรยากาศที่มีเสียจ้อกแจ้กจอแจรอบข้างค่อยๆ ลดเสียงลง ถ้าเปรียบเทียบกับในการ์ตูนที่เคยอ่านกันตอนนี้ร่างของชายหนุ่มคงไม่แคล้วมีแสงออรอร่าสีม่วงเข้มทะมึนๆ แผ่ออกมาเป็นแน่

 

“พี่มาร์ค...” แบมแบมเรียกชื่อคนรักเบาๆ เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายเริ่มไม่พอใจแล้วแต่ด้วยความที่เป็นคนที่ไม่ค่อยทันกับเรื่องอะไรแบบนี้สักเท่าไหร่เลยทำให้เจ้าตัวไม่รู้ว่าที่อีกฝ่ายหงุดหงิดนั้นเกิดจากอะไร

 

“...”

 

“ใครอ่ะเจ้าหมู” ยูคยอมที่ยืนอยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นโน้มตัวเอาหน้าลงมาใกล้ๆ เพื่อนสนิทแล้วถามออกมาเบาๆ

 

“เอ่อ พี่รหัสน่ะ ยูคปล่อยแบมก่อน” คนตัวเล็กอ้ำอึ้งเล็กน้อยเพราะไม่มั่นใจว่าจะตอบเพื่อนสนิทยังไงดีจึงเลือกที่จะบอกสถานะของเขากับอีกฝ่ายไปแบบนั้นแล้วรีบบอกให้เพื่อนสนิทปล่อยท่อนแขนที่รั้งตัวเขาไว้เสียก่อน

 

ไม่ใช่ว่าคนตัวเล็กไม่อยากบอกหรืออยากจะปิดบังความสัมพันธ์ระหว่างเขากับมาร์คไว้ไม่ให้ใครรู้หรอก แต่ทว่าร่างน้อยนั้นขวยเขินเกินกว่าที่จะเปิดเผยออกมาเป็นคำพูดออกมาตรงๆ ต่างหากปล่อยให้คนอื่นเดาเอาจากท่าทางของพวกเขาทั้งสองคนคงจะง่ายกว่ามาก

 

“...” ทางด้านมาร์ค ต้วนที่ยืนจ้องอยู่ตั้งแต่แรกตอนนี้ดวงตาของเขากำลังวาวโรจน์ราวกับมีกองไฟลูกย่อมๆ เผาไหม้อยู่ในนั้นหลังจากที่เห็นว่าชายหนุ่มแปลกหน้าที่รู้มาว่าเป็นหนึ่งในเด็กแลกเปลี่ยนของปีนี้ที่โน้มตัวลงไปกระซิบกระซาบคุยอะไรกับแฟนของเขาก็ไม่รู้ที่เขาไม่สามารถได้ยิน หากแต่คำตอบของร่างน้อยที่ตอบกลับไปนั้นถึงจะเบาก็จริงๆ แต่เขาก็ได้ยินมันอย่างชัดเจนซึ่งนั่นทำให้มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนออกมา

 

“อ้อ...ยินดีที่ได้รู้จักครับพี่รหัสเจ้าหมู ผมคิมยูคยอมเป็นเด็กแลกเปลี่ยนแล้วก็เป็นเพื่อนสนิทเจ้านี่” ยูคยอมกล่าวแบบนั้นพร้อมกับยื่นมือไปตรงหน้ามาร์คเอ่ยแนะนำตัวเองเสร็จสรรพพร้อมแย้มยิ้มแบบมีมิตรไมตรีจิตให้แต่ดูเหมือนว่าคนเย็นชาที่ตอนนี้ดูน่ากลัวจะไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะมาแนะนำตัวอะไรแบบนี้ด้วยสักเท่าไหร่

 

ยิ่งเขานิ่ง ยิ่งเขาเงียบ มันยิ่งทำให้บรรยากาศรอบๆ เหมือนมีไอเย็นและความกดดันจากอะไรบางอย่างรายล้อมจนคนบริเวณนั้นรู้สึกหายใจได้ไม่ทั่วท้องเสียงเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะจินยองกับยองแจที่ตอนนี้นึกอยากจะผลักเพื่อนสนิทไปหารุ่นพี่ที่เป็นคนรักแล้วดึงตัวยูคยอมเพื่อนใหม่ให้ออกไปจากในรัศมีแถวนี้เสียให้ได้

 

มาร์คมองมือที่ยื่นส่งมาตรงหน้าของเขานิ่งๆ สลับกับใบหน้าคมคายที่เขานึกหมั่นไส้ก่อนจะเหลือบไปมองคนตัวเล็กที่มองมาทางต้นด้วยสายตาที่แบมแบมเองก็อ่านไม่ออกเหมือนกันว่ามันคืออะไร

 

พี่รหัสงั้นเหรอ...

 

“หึ!” มาร์คคิดในใจก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ คล้ายกับเสียงหัวเราะเย้ยหยันก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปจากบริเวณนั้นทันที โดยไม่สนใจเรื่องการเสียมารยาทกับคนที่ยื่นมือมาทำความรู้จักหรือกับคนรักที่ตอนนี้ยืนมองตามแผ่นหลังกว้างตาปริบๆ ด้วยความสับสนงุนงง

 

“แบมแบมรีบตามไปสิ” เป็นจินยองที่รีบเดินมากระซิบข้างหูเพื่อนพร้อมกับเอามือดุนๆ หลังเจ้าตัวให้รีบเดินตามหลังชายหนุ่มไป

 

“อ่าๆ งั้นแบมฝากยูคด้วยนะ” คนตัวเล็กว่าแบบนั้นพร้อมเอ่ยฝากฝังเพื่อนสนิทอีกคนกับเพื่อนสนิทของตนเสร็จสรรพก็รีบวิ่งตามหลังคนตัวสูงที่เดินดุ่มๆ ออกไปไกลแล้วทันทีโดยมีสายตาของยูคยอมมองตามไปด้วยสายตาที่ฉายแววสนใจและสนุกสนานเหมือนได้เจอเรื่องอะไรน่าสนุกใหม่ๆ

 

พี่รหัสเจ้าหมูเหรอ...น่าสนุกดีนี่

 

“พี่มาร์คเดี๋ยวก่อน รอแบมด้วย” แบมแบมที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งตามคนที่ขายาวกว่าตนเกือบก้าวหนึ่งจนมาถึงตอนที่เขากำลังจะขึ้นรถลางของมหาลัยสายที่กลับไปที่หอพัก ร่างน้อยรีบก้าวกระโดดขึ้นไปบนรถลางตามคนตัวสูงที่เดินขึ้นมาก่อนแล้วพร้อมกับเจอสายตาของคนบนนั้นหลายคนที่มองมาที่พวกเขาเป็นทางเดียว ซึ่งเมื่อเห็นแบบนั้นแล้วร่างน้อยก็ไปกล้าพูดอะไรต่อแค่เดินเงียบๆ ไปยืนตัวลีบๆ อยู่ข้างคนตัวสูงที่ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ ไม่แม้แต่จะหันมามองร่างบางเลยแม้แต่น้อย

 

แม้กระทั่งตอนที่รถลางนั้นจอดสนิทที่ป้ายหน้าหอพักแล้วชายหนุ่มก็แค่เพียงเดินลงไปเงียบๆ ผ่านร่างเล็กไปจนแบมแบมต้องรีบเดินจ้ำๆ ตามอีกครั้งโดยมีสายตาสอดรู้สอดเห็นของคนรอบข้างที่บ้างก็แอบกระซิบกระซาบกันตลอดทาง

 

“พี่มาร์ค” ไม่ว่าคนตัวเล็กจะร้องเรียกชื่อร่างหนาอีกกี่ครั้งชายหนุ่มก็ไม่หันมาสนใจเลยแม้แต่น้อยจนกระทั่งพวกเขาเดินเข้ามาถึงในห้องของทั้งคู่แล้วนั่นแหละมือเรียวจึงตัดสินใจยื่นไปจับมือหนาเอาไว้ให้หันมาคุยกัน

 

“เป็นอะไรครับ”

 

”...”

 

“พี่โกรธอะไรผมหรือเปล่า” คนใจเย็นถามออกมาเป็นครั้งที่สองเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าตนไม่ยอมตอบรับอะไรกลับมาสักแอะแถมยังเบือนหน้าหนีอีกต่างหาก

 

“...”

 

หมับ

 

“ถ้าพี่ไม่พูดผมก็ไม่รู้หรอกนะครับว่าพี่เป็นอะไร” จนแบมแบมต้องเอื้อมมือไปจับใบหน้าคมคายให้หันมามองหน้าตนตรงๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนอ่อย

 

“เหอะ”

 

ฟึ่บ กริ๊ก

 

“อธิบายมา” สุดท้ายร่างหนาก็เปล่งเสียงออกมาในลำคอที่บ่งบอกถึงความไม่พอใจพลางดึงหน้าของตัวเองออกจากอุ้มมือนิ่มแล้วหยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมาจากกระเป๋ากางเกงตัวเองพร้อมกับสไลด์ปลดล็อคแล้วเปิดรูปหนึ่งออกมาที่มีคนส่งข้อความต่อๆ กันมาจนมาถึงเขา

 

“...?” แบมแบมมองร่างหนาด้วยความงุนงงแต่ก็ยอมหันไปมองรูปภาพที่ว่านั้นก่อนที่จะเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างกลายๆ แล้วว่าอีกฝ่ายอาจจะเข้าใจอะไรบางอย่างผิดไป

 

“ว่าไง”

 

“มันไม่มีอะไรเลยนะครับ” คนตัวเล็กตอบไปตรงๆ เพราะสำหรับร่างน้อยแล้วมันไม่มีอะไรจริงๆ แต่ดูเหมือนคำว่าไม่มีอะไรนั้นจะไปสะกิดโดนต่อมอะไรบางอย่างของชายหนุ่มเข้าเสียแล้ว

 

“ไม่มีอะไรแล้วทำไมหน้าต้องใกล้กันขนาดนี้!?” เพราะเขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเข้มแถมดังกว่าทุกทีจนแบมแบมสะดุ้งน้อยๆ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่อีกฝ่ายขึ้นเสียงใส่ตน

 

“มันไม่มีอะไรจริงๆ ครับอีกอย่างผมกับยูคเป็นแค่เพื่อนสนิทกันเท่านั้น” ร่างบางพยายามอธิบายออกมาอย่างใจเย็นเนื่องจากว่าอีกฝ่ายตอนนี้ดูร้อนขึ้นเรื่อยๆ เพราะอย่างนั้นแล้วถ้าเขาร้อนบ้างมันจะทำให้เป็นเรื่องใหญ่

 

“อ่อ เพราะเป็นเพื่อนสนิทเลยต้องแนะนำว่าฉันเป็นแค่พี่รหัสสินะ” มาร์คที่ร้อนอยู่แล้วก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงติดจะเย้ยหยันจนทำให้คนฟังต้องขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความไม่เข้าใจว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกัน

 

“ไปกันใหญ่แล้ว ผมว่าเราเริ่มพูดกันไม่รู้เรื่องแล้วนะครับ”

 

“ทำไมเพราะฉันไม่ใช่ไอ้นั่นเลยไม่อยากคุยเหรอไง” ชายหนุ่มเอ่ยประชดด้วยความที่อารมณ์โทสะนั้นเริ่มมาบังตาทำให้คนที่มักควบคุมอารมณ์ได้ดีเสมอกลายเป็นคนปากไวพูดอะไรโดยไม่ผ่านการกลั่นกรองออกมาก่อนเหมือนดั่งเช่นทุกที

 

“พี่เป็นอะไรของพี่เนี่ย ผมว่าพี่ควรสงบสติอารมณ์ก่อนแล้วเย็นนี้เราค่อยมาคุยกันใหม่ดีกว่านะครับ” คนตัวเล็กว่าแบบนั้นเพราะดูเหมือนว่าระหว่างพวกเขาตอนนี้เริ่มคุยกันไม่รู้เรื่องแถมคนตัวสูงดูเหมือนจะมีแต่อารมณ์ร้อนๆ จนลากเรื่องนั้นเรื่องนี้มาตีกันมั่วไปหมด สุดท้ายร่างน้อยเลยตัดสินใจว่าให้เวลาอีกคนได้สงบสติอารมณ์คนเดียวก่อนเลยเลือกที่จะหมุนตัวหมายจะเดินออกจากห้อง

 

ทว่า...

 

โครม เคร้ง!

 

ในจังหวะที่ร่างน้อยหันหลังไปแล้วนั้นจู่ๆ โทรศัพท์ที่เขาจำได้ว่าเคยอยู่ในมือหนาก็ลอยเฉียดเขาไปอย่างรวดเร็วไปกระทบเข้ากับกำแพงหนาอีกด้านอย่างแรงจนหน้าจอแตกละเอียด

 

แบมแบมที่เห็นภาพนั้นต่อหน้าต่อตาเบิกตากว้างด้วยความตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินไปที่โทรศัพท์เครื่องนั้นที่ตกอยู่ที่พื้นแล้วหยิบมันขึ้นมาดูสภาพที่ไม่น่าจะใช้การได้อีกเป็นครั้งที่สองจากนั้นก็หันมามองคนต้นเหตุที่เป็นคนปามันมาด้วยแววตาที่ไม่พอใจเช่นกัน

 

“พี่มาร์ค! ทำไมโมโหแล้วต้องลงที่ข้าวของครับ” ร่างน้อยพูดออกมาหลังจากที่ได้เห็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรของคนรักที่พอได้โมโหหรือไม่พอใจอะไรก็มันจะไปลงที่ของใช้เพื่อระบายอารมณ์อยู่เรื่อย

 

“เรื่องของฉัน...” เสียงทุ้มพูดออกมาจากด้วยแรงอารมณ์ที่คุกกรุ่นอยู่ในใจโดยที่ไม่ได้ตริตรองดูก่อนจะเอื้อนเอ่ยออกมาเลยว่ามันจะมีผลกระทบอะไรกับจิตใจคนฟังบ้างหรือมันจะมีผลกระทบอะไรกับสิ่งที่อาจจะส่งผลตามมาหรือไม่

 

กึก

 

“งั้นเหรอครับ...เข้าใจแล้ว” แบมแบมที่ได้ยินคำพูดนั้นจากปากของคนรักก็ชะงักกึกพร้อมกับใจดวงน้อยที่หล่นวูบกับขอบตาที่ร้อนผะผ่าวจนเจ้าของดวงตากลมโตต้องกระพริบตาถี่ๆ เมื่อเห็นว่าภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัวไปด้วยม่านน้ำที่จู่ๆ รื้นขึ้นมาแบบที่เจ้าตัวไม่ได้ร้องขอ

 

“...”

 

 

 

 

“ขอโทษที่ผมมาก้าวก่ายเรื่องของพี่แล้วกันนะครับ”





#รูมเมทมบ






“ขอโทษที่ผมมาก้าวก่ายเรื่องของพี่แล้วกันนะครับ”ว่าจบคนตัวเล็กก็หันหลังเดินออกไปทางประตูห้องทันทีโดยไม่สนใจเสียงร้องเรียกของคนรักอีก

 

“แบมเดี๋ยว...”

 

ปัง

 

เสียงประตูที่ปิดลงนั้นทำให้ชายหนุ่มได้สติกลับมาอีกครั้งมือหนายกขึ้นมาขยี้หัวตัวเองแรงๆ เมื่อเผลอพูดอะไรที่ไม่ควรออกไปโดยไม่ทันยั้งปากตัวเองทำให้เรื่องมันกลายเป็นเรื่องใหญ่จนได้แถมดูเหมือนว่าตอนนี้ถ้ายิ่งดันทุรังจะวิ่งตามไปคุยคงไม่แคล้วต้องทะเลาะกันอีกเป็นแน่ มาร์คจึงตัดสินใจนั่งลงสงบสติอารมณ์ของตนอย่างที่คนตัวเล็กได้พูดไว้จริงๆ กะไว้ว่าจะคุยปรับความเข้าใจกับร่างน้อยอีกครั้งตอนเย็น

 

หากแต่ดูเหมือนว่าคนที่คนตัวสูงรอจะปรับความเข้าใจอยู่นั้นจะไม่ยอมกลับมาเสียทีแม้กระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไปจนท้องฟ้าข้างนอกมืดสนิทแล้วก็ตามที่

 

ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด

 

แกร๊ก

 

และเสียงเครื่องสแกนบัตรจากที่ประตูทำให้คนที่นั่งรออยู่บนโซฟาหันขวับแล้วรีบลุกขึ้นเต็มความสูงเพื่อเดินไปที่ประตูห้องทันที แต่ดูเหมือนว่าคนที่เปิดประตูเข้ามานั้นจะไม่ใช่คนที่เขารอคอย

 

“ไอ้แจ็ค...” มาร์คเรียกชื่อเพื่อนสนิทขณะที่ก้มหน้าลงไปมองหมอนกับผ้าห่มที่เพื่อหอบถือมาด้วยในอ้อมกอดอย่างไม่เข้าใจ

 

“เออมึงไม่ต้องทำหน้างง กูก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน” แจ็คสันที่สามารถอ่านความคิดของเพื่อนสนิทได้ตั้งแต่ที่เห็นแวบแรกตอบแล้วเดินแทรกตัวเข้ามาในห้องเพื่อนสนิททันทีแล้วไปทรุดตัวลงนั่งบนโซฟา แล้วมีมาร์คที่ดันประตูปิดแล้วเดินตามมาทรุดตัวลงนั่งอีกฟากหนึ่งเช่นกัน

 

“...”

 

“ไอ้มาร์คไหนมึงบอกกูซิว่ามึงกับเมียทะเลาะอะไรกัน” และเมื่อเพื่อนได้นั่งลงแจ็คสันก็เปิดประเด็นขึ้นมาทันที

 

“ไม่ได้ทะเลาะ...” เสียงทุ้มของคนปากหนักเอ่ยออกมาขณะที่เหม่อมองไปทางอื่นจนคนเป็นเพื่อนได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ กับความปากหนักของเพื่อนสนิท

 

“งั้นไหนมึงเล่า” แจ็คสันเอ่ยแกมบังคับทำให้มาร์คตัดสินใจยอมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นออกมาให้เพื่อนสนิทฟังและพอชายหนุ่มสัญชาติฮ่องกงได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้วก็รู้สึกอยากจะยกยิ้มอ่อนใส่เพื่อนสนิทเสียสักที

 

“ก่อนอื่นเลยนะครับคุณมาร์ค ต้วน สมน้ำหน้า! ไอสัสพูดอะไรไม่คิด”

 

“...”

 

“เป็นไงหล่ะเมียไม่กลับห้องไม่พอ เดือดร้อนเพื่อนอย่างกูมึงเห็นมั้ย!? กูต้องหอบผ้าหอบผ่อนมาห้องมึงเนี่ย” เสียงทุ้มที่ติดจะแหบต่ำบ่นออกมายาวเหยียดอย่างเหลืออดกับการทำอะไรไม่คิดของเพื่อนสนิทที่ตอนนี้เอาแต่นิ่งเงียบเพราะยอมรับว่าที่ตนทำไปนั้นผิดจริงๆ

 

“...”

 

“แล้วมึงจะเอายังไงต่อรู้ไหมว่าแบมมันร้องไห้เพียงเพราะคำพูดไม่คิดไม่กี่คำของมึงเนี่ย” แจ็คสันถามออกมาเนื่องจากตอนนี้พวกเขาไม่ต่างอะไรกับคนที่ลงเรือลำเดียวกันแล้วเพราะถ้าหากทั้งสองคนไม่ดีกันแปลว่าตัวแจ็คสันเองอาจจะไม่ได้กลับไปนอนกอดเมียที่ห้องได้ง่ายๆ แน่

 

“กู...” 

 

ปิ๊งป่องๆๆ ปึงๆๆ

 

ในจังหวะที่มาร์คกำลังจะตอบคำถามน้ำจู่ๆ เสียงกดออดหน้าห้องรัวๆ ก็ดังขึ้นตามมาด้วยเสียงทุบประตูรัวแรงถี่ๆ จนแจ็คสันต้องรีบวิ่งไปเปิดประตูให้และเมื่อเขาเห็นว่าคนหน้าห้องเป็นใครก็เปิดประตูให้กว้างกว่าเดิมแล้วบ่นเพื่อนที่ทุบประตูซะกลัวมันจะไม่หลุดออกมา

 

“ไอ้บี...มึงจะทุบทำเตี่ยไรมึงเยอะแยะเดี๋ยวประตูก็พังหรอก”

 

“ช่าง ไอ้มาร์คมึงไปเคลียร์กับเมียมึงเดี๋ยวนี้” ประธานนักศึกษาเอ่ยออกมาอย่างไม่ยี่หระเนื่องจากตอนนี้มีสิ่งสำคัญกว่าที่ทำให้เขาต้องบุกมาที่ห้องเพื่อนเวลานี้

 

“...”

 

“มึงรู้ไหมว่าเมียมึงร้องไห้จนเมียกูต้องไปปลอบตั้งแต่บ่ายจนตอนนี้ยังไม่กลับห้องเนี่ย” เจบีพูดออกมายาวเหยียดซึ่งนั่นทำให้แจ็คสันที่ฟังอยู่เหมือนกันต้องแอบคิดในใจ

 

ที่แท้ก็ผู้ประสบภัยเมียหายเหมือนกันนั่นเอง

 

“กูรู้...” ส่วนคนที่เป็นต้นเรื่องทั้งหมดนั้นก็พูดออกมาเบาๆ ด้วยสีหน้าที่พวกเขาอ่านไม่ออก แต่ใครจะรู้เล่าว่าภายใต้ใบหน้านิ่งๆ นั้นกำลังร้อนใจมากแค่ไหนเมื่อได้รับรู้ว่าคนรักของตนกำลังเสียใจเพราะคำพูดเพียงไม่กี่คำของตน

 

“รู้แล้วทำไมยังเฉยอยู่” เจบีถามออกมาอย่างไม่เข้าใจเพื่อนสนิทจอมหน้านิ่งตรงหน้าสักเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่ดูก็รู้ว่ารักจะเป็นจะตายแต่พอมาถึงเวลาแบบนี้ดันนิ่งเฉยเสียแบบนั้น

 

“กู...ไม่กล้า” ความจริงในใจของคนปากหนักหลุดออกมาในที่สุดและนั่นทำให้เพื่อนทั้งสองต้องหันมามองอย่างสนใจปนแปลกใจเพราะตั้งแต่คบกันมาไม่เคยเห็นเพื่อนสนิทคนนี้ในมุมแบบนี้เลยสักครั้ง

 

“ไม่กล้า?” แจบอมที่รู้เรื่องทุกอย่างมาก่อนแล้วทวนคำเพื่อนอีกครั้งก่อนที่มาร์คจะเอ่ยสิ่งที่คิดในใจออกมาจนหมดเปลือก

 

“กูว่าแบมอาจจะยังไม่อยากเจอหน้ากู”

 

ผัวะ

 

“กูขอซักทีเถอะ ทีเรื่องแบบนี้หล่ะโง่” และเมื่อเจบีฟังจบเขาก็เอื้อมมือไปตบหัวไอ้เพื่อนสนิทจอมมึนเพื่อเรียกสติเพื่อนเสียทีนึง จนคนที่โดนประทุษร้ายต้องตวัดสายตาขึ้นมามองอย่างเคืองๆ ที่จู่ๆ ก็โดนทำร้ายโดยไม่มีสาเหตุ

 

“จะมาเล่นบทพระเอกอะไรตอนนี้ ทะเลาะกันทำไมไม่คุยกันดีๆ”

 

“ไอ้บีพูดถูก ถ้าทะเลาะกันมึงต้องรีบง้ออย่าปล่อยให้มันข้ามคืนหรือนานๆ ไม่งั้นความสัมพันธ์ของพวกมึงจะห่างกันออกไปเรื่อยๆ มึงรู้ไว้” 

 

แต่มีหรือว่าคนที่สนิทกันมานานจะสนเพราะเขาร่ายประโยคถัดมาอย่างยาวเหยียดด้วยความหมั่นไส้จากคำพูดของเพื่อนที่ยังไม่จางหายโดยมีแจ็คสันเป็นคนเอ่ยเสริมอีกคนทำให้คนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดเงียบไปเหมือนกำลังใช้ความคิด

 

“มาร์คมึงฟังกูนะ เรื่องนี้กูไม่ได้เข้าข้างใครทั้งนั้นแต่กูบอกเลยว่าพวกมึงผิดทั้งคู่”

 

“...”

 

“ใช่ แบมมันทำไม่ถูกที่บอกไอ้เด็กนั่นว่ามึงเป็นพี่รหัสแต่มึงก็ไม่ควรไปโมโหแบบขาดสติแล้วพูดหมาๆ ออกไปโดยที่ไม่ถามเหตุผลเด็กมันซักคำว่าทำไมถึงทำแบบนั้น” 

 

“...” 

 

“โอเคกูยอมรับว่าไม่มีใครชอบหรอกที่คนอื่นมาเกาะแกะหรือใกล้ชิดกับแฟนตัวเองแต่มึงก็ควรจะมองมาร์คว่าแบมก็เป็นผู้ชาย กูถามหน่อยกับเพื่อนสนิทการกอดคอกันมันร้ายแรงมากเหรอวะ? โอเคถ้าแบมเป็นผู้หญิงกูจะไม่ว่าเลยว่ามันไม่เหมาะสมแต่มาร์คมึงต้องแยกแยะนะว่าน้องมันก็บอกอยู่ว่านั่นเพื่อนสนิทเขา ถ้ามึงไม่พอใจกับความใกล้ชิดนั้นมึงก็บอกน้องมันไปดีๆ”

 

“...”

 

“กูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแบมมันคิดอะไรอยู่แต่กูก็อยากพูดให้มึงมองหลายๆ มุมก่อนว่าทำไมน้องมันถึงทำแบบนั้น คนเรามันมาจากต่างที่ โตมากับสังคม วัฒนธรรมที่แตกต่างมันเลยทำให้ความคิดความอ่านมุมมองในบางเรื่องไม่เหมือนกัน” แจบอมพูดออกมาอย่างใจเย็นโดยที่มาร์คนั่งฟังเงียบๆ แล้วเป็นแจ็คสันที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ จะพูดเสริมขึ้นมา

 

“ความรักคือเรื่องราวของคนสองคนนะมาร์ค ถ้ามึงคาดหวังว่าอยากจะก้าวเดินไปพร้อมกับใครซักคน พวกมึงควรที่จะคุยกันให้มากกว่านี้ ปรับความเข้าใจกันด้วยเหตุผลไม่ใช่อารมณ์ ข้าวของถูกทำลายมันยังซื้อใหม่ได้แต่ความรักถ้ามันถูกทำลายไปแล้วมึงไปหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วนะ”

 

“กูจะไปหาแบม” สิ้นคำพูดของแจ็คสันทำให้มาร์คที่ได้รับฟังความเห็นของเพื่อนในแบบที่เขาไม่ได้มองถึงมันมากก่อน มันทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วก้าวเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็วเพื่อไปหาคนที่สำคัญสำหรับเขามากที่สุด

 

ปิ๊งป่อง ปิ๊งป่อง ปิ๊งป่อง

 

มาร์คเดินไปหยุดยืนอยู่หน้าห้องของแจ็คสันพร้อมกับกดออดหน้าห้องแล้วยืนรออยู่ครู่นึงจนประตูห้องถูกเปิดออกมาด้วยฝีมือของยองแจที่เป็นหนึ่งในเจ้าของห้องนี้เช่นกัน

 

“พี่มาร์ค...” ยองแจเมื่อเปิดประตูออกมาเห็นพี่รหัสที่พ่วงตำแหน่งคนรักของเพื่อนสนิทอยู่หน้าห้องนั้นได้แต่ทำหน้าไม่ถูกสลับกับคนรักที่เพิ่งเดินตามมาสมทบข้างหลังเพื่อนของเขา

 

“แบมแบมอยู่นี่ใช่ไหม” เสียงทุ้มถามออกมาแม้จะรู้ดีอยู่แล้วว่าคนที่เขาต้องการเจอนั้นได้อยู่ที่นี่

 

“แต่แบม...” ยองแจพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะพูดออกมาแบบอ้ำอึ้งอย่างไม่แน่ใจว่าจะพูดเกี่ยวกับสภาพของเพื่อนตนตอนนี้ดีหรือไม่

 

“ขอฉันคุยกับแบมหน่อยได้ไหม...แค่สองคน” ชายหนุ่มพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแกมขอร้องและนั่นทำให้ยองแจต้องเม้มปากเล็กน้อยอย่างลังเลใจแล้วหันไปสบตาคนรักของเขาที่ยืนเยื้องออกไปทางข้างหลังของคนตรงหน้าตนที่กำลังพยักหน้าให้ยองแจน้อยๆ ซึ่งเมื่อเห็นแบบนั้นแล้วยองแจจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วกดหน้าลงช้าๆ

 

“รอเป๊ปนึงนะครับ” ยองแจว่าแบบนั้นขณะที่หันหลังไปเจอจินยองที่เพิ่งเดินมาแล้วได้ยินบทสนทนาพวกนั้นพอดีเช่นกัน จินยองพยักหน้าให้ยองแจน้อยๆ เป็นเชิงรับรู้แล้วก้าวมาหยุดยืนข้างๆ ยองแจเพื่อจะคุยกับรุ่นพี่ของตนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องนี้

 

“ผมหวังว่าพี่กับแบมจะคุยกันด้วยเหตุผลนะครับ” จินยองว่าแบบนั้นแล้วดึงมือยองแจให้เดินเบี่ยงหลบออกจากห้องไปเพื่อเปิดโอกาสให้มาร์คได้เข้ามาในห้องก่อนที่พวกเขาจะดันประตูปิดลง

 

ขายาวก้าวเดินไปในห้องที่มีการออกแบบไม่ต่างอะไรจากห้องของเขานอกเสียจากเฟอร์นิเจอร์ที่แตกต่างกันจนไปถึงโซนห้องนอนที่มีเตียงนอนกว้างหลังนึงและมีคนตัวเล็กที่เขากำลังตามหานั่งกอดเข่าแล้วซบหน้าลงกับเข่าของเขาอยู่บนนั้น

 

“แบมแบม...” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกชื่อคนที่นั่งอยู่บนเตียงจนเจ้าของชื่อสะดุ้งน้อยๆ พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมาจากเข่า ภาพใบหน้าหวานที่ยังมีคราบน้ำตาเปรอะอยู่บนใบหน้านวลนั้นทำให้ก้อนเนื้อในอกแกร่งรู้สึกเจ็บปวดไปหมดจนรู้สึกอยากจะต่อยตัวเองแรงๆ เสียหลายทีเพื่อชดใช้ให้สาสมกับสิ่งที่พูดไปโดยไม่ทันคิด

 

“...” คนตัวเล็กที่มักจะเป็นคนชวนเขาเสมอตอนนี้กลับเงียบแล้วเบือนหน้าหนีคนที่เพิ่งเดินเข้ามาหากแต่ก็ไม่ได้ลุกหนีไปไหนซึ่งนั่นถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าอย่างน้อยร่างบางก็พร้อมที่จะปรับความเข้าใจกันไม่ถอยหนีปัญหา

 

“พี่ขอโทษ” มาร์คพูดออกมาด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดขณะที่นั่งคุกเข่าลงข้างเตียงที่มีร่างน้อยนั่งกอดเข่าเบือนหน้าหนีอยู่ข้างบน

 

“ขอโทษทำไมครับ” คนตัวเล็กที่ไม่ยอมหันมามองหน้ากันถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่เจ้าตัวพยายามควบคุมมันเอาไว้อย่างสุดความสามารถเพื่อไม่ให้ก้อนสะอื้นที่อยู่ในลำคอหลุดรอดออกมา

 

“ขอโทษที่ปากไวพูดออกไปแบบไม่คิด”

 

“มันอาจจะเป็นคำพูดที่ออกมาจากใจจริงของพี่ก็ได้ ผมอาจจะยุ่งเรื่องของพี่มากเกินไปจริงๆ” เขาว่าอย่างตัดพ้อขณะที่ใช้ดวงตากลมโตที่มีน้ำใสๆ เริ่มเอ่อล้นขึ้นมาอีกครั้งหันมามองคนที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียง

 

“ไม่แบมอย่าพูดแบบนี้ เรามีสิทธิทุกอย่างในตัวพี่” คนที่ทำผิดพลาดไปรีบส่ายหัวปฏิเสธแล้วพูดทันทีเพราะไม่อยากให้ร่างบางเข้าใจในตัวเขาผิดไปมากกว่านี้

 

“พี่อย่าพูดในสิ่งที่พี่อาจจะไม่เต็มใจสิครับ” แต่สำหรับคนที่เสียความรู้สึกไปแล้วนั้นบางครั้งมันก็กลัวจนก่อเกิดเป็นความระแวงไม่น้อย

 

“พี่เต็มใจสิ สาบานได้...” เสียงทุ้มเอ่ยยืนยันอีกครั้งเสียงเข้มด้วยสายตาที่อ้อนวอนขอร้องให้ร่างน้อยได้โปรดเชื่อในคำพูดของตน

 

“ฮึก...”

 

“อย่าร้อง พี่ขอโทษนะครับคนดี ขอโทษที่ปากไว เราจะทุบจะตีพี่แรงๆ ก็ได้ให้สมกับที่ทำเราเสียใจแต่ได้โปรดยกโทษให้พี่” มือหนาเอื้อมไปดึงมือเรียวให้มาทุบเข้ากับอกแกร่งแต่ติดที่เจ้าของมือเรียวนั้นพยายามขืนตัวเอาไว้แล้วพูดตัดพ้อออกมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงสั่นๆ

 

“คนใจร้าย”

 

“พี่ขอโทษ”

 

“พี่รู้ไหมว่าแบมเสียใจมากแค่ไหนน่ะ”

 

“พี่ขอโทษ”

 

“พี่ทำแบมร้องไห้”

 

“พี่ขอโทษ” ไม่ว่าคนตัวเล็กจะพูดกล่าวโทษอะไรเขาสิ่งที่ชายหนุ่มตอบกลับมานั้นมีเพียงแต่คำว่าขอโทษที่ออกมาจากใจจริงๆ ของเขาเท่านั้น

 

“แต่แบมก็โกรธพี่ไม่ลงเหมือนกัน...” ประโยคสุดท้ายที่เสียงหวานก็พูดมันออกมาอย่างยอมแพ้

 

“พี่...”

 

“พี่ไม่ต้องขอโทษแล้วให้แบมขอโทษบ้าง”

 

“...”

 

“แบมขอโทษที่พูดออกไปแบบนั้นโดยที่ไม่ทันนึกถึงความรู้สึกของพี่เพียงเพราะความเขินบ้าๆ ทำให้พี่ต้องรู้สึกไม่สบายใจ”

 

“ไม่เป็นไร”

 

“แบมขอโทษที่ไม่อธิบายให้ชัดเจน กับยูคเราไม่มีอะไรกันจริงๆ ครับสาบานได้เพราะเราโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก อีกอย่างผมสองคนไม่ทางจะรักกันในเชิงนั้นได้หรอกครับ”

 

“อืม พี่ก็จะพยายามใจเย็นไม่ขาดสติและไม่ทำลายข้าวของแบบนั้นอีก พี่ขอ...” เสียงทุ้มว่าแบบนั้นความรู้สึกอึดอัดในใจได้จางหายไปราวกับได้ยกภูเขาออกจากอกแล้วเอ่ยขอโทษร่างน้อยอีกครั้งในสิ่งที่ตนได้ทำผิดพลาด แต่ยังไม่ทันที่คำขอโทษท้ายประโยคนั้นจะได้ถูกเอื้อนเอ่ยออกไปแบมแบมก็เอานิ้วเรียวแตะของเขาไปที่ริมฝีปากของคนที่เอาแต่พูดว่าขอโทษตนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสียก่อน. พร้อมกับยกยิ้มบางๆ ให้ทั้งคราบน้ำตาที่ยังคงเปรอะอยู่ที่แก้มนิ่ม

 

“ไม่เอาคำขอโทษแล้ว แต่สัญญานะครับว่าต่อไปนี้พวกเราจะหันหน้าคุยกัน ปรับความเข้าใจกันในทุกเรื่องที่ไม่สบายใจ”

 

มือหนาเอื้อมไปจับมือนิ่มที่ปิดปากเขาอยู่แล้วกดจูบที่มือเรียวของร่างน้อยเบาๆ หลายทีก่อนที่เขาจะเงยหน้าสบกับดวงตากลมโตพร้อมกับพูดออกมาอย่างหนักแน่น

 

 

 


“I promise...”

 


 

100%

 

 

______________________________

 

ความรักมันไม่อะไรถูกหรือผิด ไม่มีกฎตายตัว

แค่เพียงคนสองคนเข้าใจซึ่งกันและกันก็พอแล้ว

;)


TWITTER : @giftaplus

COMMENT / SCREAM TAG : #รูมเมทมบ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.546K ครั้ง

2,978 ความคิดเห็น

  1. #2977 ทัศนีย์ สว่างจันทึก (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 มกราคม 2563 / 08:17

    ใช่ต้องคุยกันอย่าใช้อารมณ์น้า ดีแล้วที่ปรับความเข้าใจกัน

    #2977
    0
  2. #2968 YanisaCH (@YanisaCH) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2562 / 09:43
    ต้องคุยกันด้วยความเข้าใจนะะ
    #2968
    0
  3. #2931 YanisaCH (@YanisaCH) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 22 เมษายน 2562 / 00:05
    โคตรดีเลยยย
    #2931
    0
  4. #2904 Pent SG (@porpentt) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 / 00:07
    ดีแล้ว ปรับความเข้าใจ
    #2904
    0
  5. #2880 panggulico (@panggulico) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 18 กันยายน 2561 / 17:05
    บอก****
    #2880
    0
  6. #2879 panggulico (@panggulico) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 18 กันยายน 2561 / 17:05
    555แต่ยังไงก็บแกยูคไปเลยว่าแฟนน่าจะดีกว่า ถึงขั้นนี้แล้ว ไม่ต้องเขินแล้วน้า
    #2879
    0
  7. #2872 Spices_smile (@igot7ibambam) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 กันยายน 2561 / 21:36
    หื้อออออ
    #2872
    0
  8. #2824 Nuthathai Por (@oengoeng15) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 12:00
    มันต้องแบบนี้สิ มีอะไรก็พูดกันอธิบายกันด้วยเหตุผล อย่าใช้แต่อารมณ์
    #2824
    0
  9. #2795 Eve-krD (@Eve-krD) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2561 / 12:12
    แบมน่ะ อธิบายตั้งแต่มาร์คเปิดรูปให้ดูก็จบแล้วป่ะ หงึ! แล้วนูคยอมมันคิดอะไรแผลงๆอยู่แน่ๆเลย ไม่สงสารเพื่อนรึไง
    #2795
    0
  10. #2747 cxiixcvii9397 (@cxiixcvii9397) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2561 / 22:08
    เอาจริงแบมนี่ก้แอบงี่เง่ายุเด้อ
    #2747
    0
  11. #2628 phaka (@parka-in) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2561 / 20:41
    พิเค้าทำมัยอบอุ่นงี้
    #2628
    0
  12. #2251 bbboobb (@bbboobb) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 / 14:16
    กว่าจะได้สตินะมาร์ค
    #2251
    0
  13. #2222 DaDa Suttida (@dadajibi1990) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 / 02:52
    เห้ยยยย
    #2222
    0
  14. #2221 Ploymark93 (@Ploymark93) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 / 00:54
    <p>ฮื่อ เขาสองคนดีกันเเล้ว ถึงจริงๆจะผิดทั้งคู่ก็เถอะ เเต่อย่างว่าเนอะความรักมันไม่มีใครผิดใครถูก ขอเเค่คนสองคนปรับความเข้าใจซึ่งกันเเละกันก็พอ ดีใจที่กลับมารักกันดีเหมือนเดิม ไม่อยากให้ม่าเลย รู้สึกใจคอไม่ดี ;-;</p>
    #2221
    0
  15. #2220 Chansmile11 (@Chansmile11) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2561 / 11:34
    กลัวทะเลาะกันนานจริงๆ แต่โล่งใจมากตอนดีกันน ค่อยปรับตัวเข้าหากันต่อไปนานๆนะะะะ
    #2220
    0
  16. #2219 sary2b (@sary2b) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2561 / 09:21
    นี่สิรักกันจริงต้องแบบนี้
    #2219
    0
  17. #2218 My love markbam (@a_mote3030) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2561 / 01:37
    น้ำตาไหลเลยทีเดียว
    #2218
    0
  18. #2217 หลินจือ (@aingfah1) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2561 / 00:37
    ดีกันๆฮือออออย่างอนนาน
    #2217
    0
  19. #2216 mark42 (@mark4) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2561 / 00:10
    อ่านไปลุ้นไป
    #2216
    0
  20. #2215 ppts2 (@PPTs) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2561 / 00:10
    ดีกันแล้วววว
    #2215
    0
  21. วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 / 21:13
    ดีกันแล้วววว ลุ้นมากก อ่านไปก็ลุ้นไป5555555 รอนะคะ
    #2213
    0
  22. #2212 wilair72 (@wilair72) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 / 21:00
    มาร์คทำถูกแล้ว
    #2212
    0
  23. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  24. #2210 NokJS (@NokJS) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 / 17:27
    คิดถูกแบ้ววว ค่อยๆคุยกันน
    #2210
    0
  25. #2208 Surunda (@Surunda) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 / 16:23
    นั่งอ่านไปลุ้นตัวเกร็งไป ว้อยยย55555
    #2208
    0