ตอนที่ 6 : บทที่ห้า - ย่อมต้องเชื่อภรรยา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10611
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 507 ครั้ง
    24 พ.ย. 61

 **Rewrite 24/11/18


บทที่ห้า ย่อมต้องเชื่อภรรยา


     “ลู่ฉิน ข้าสามารถมองเห็นวิญญาณคนตายได้”


     ความเงียบโรยตัวอยู่ชั่วอึดใจ สีหน้าของลู่ฉินไม่เปลี่ยนแปลง กลับเป็นปันจินที่เกิดอึดอัดเสียเอง จำต้องเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น “ข้าพูดจริงๆ นะ ข้าจะพิสูจน์ให้ท่านรู้ว่าข้าทำได้จริงๆ”

     ลู่ฉินมองภรรยาสะบัดมือตนทิ้ง นางผุดลุกด้วยแววตาแน่วแน่

     “เจ้าล้อเล่นอะไรน่ะ” ชายหนุ่มสับสนอยู่บ้างเพียงวางสีหน้าขรึมเอาไว้ มือใหญ่ฉวยข้อมือเล็กของอีกฝ่าย รั้งให้เดินไปหน้าเตียง “ข้าบอกแล้วว่าถ้าไม่อยากพูดตอนนี้ก็ค่อยพูดกันวันอื่น ไม่เห็นต้องยกข้ออ้างแปลกๆ นั่นมาเลย”

     เขากดไหล่บางให้นั่ง ออกแรงดันเล็กน้อยแต่นางกลับขืนกายไว้ ไม่ยอมเอนตัวลง

     “ไม่ใช่ ข้าไม่ได้โกหกท่าน ทุกคำล้วนเป็นความสัตย์จริง” ฝ่ามือนุ่มนิ่มเกาะกุมข้อแขนไว้ นางเผลอใช้ดวงตาชุ่มฉ่ำวาววามคู่นั้นเว้าวอนอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว

     ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน ลู่ฉินคิดอยู่เสมอว่าดวงตาของท่านหญิงปันจินช่างงดงามและดึงดูดอย่างน่าประหลาด ราวกับมันถ่ายทอดทุกสิ่งภายในใจออกมา ไม่ใช่สีหน้า ไม่ใช่คำพูด เป็นเพียงแววตา หลังเป็นสามีภรรยากันอย่างสมบูรณ์ชายหนุ่มทำเพียงเฝ้ามองไปเรื่อยๆ อยากทราบว่าท่านหญิงปันจินจะยอมเผยตัวตนแท้จริงออกมามากน้อยเพียงใดต่อหน้าเขา

     “นั่นคือสาเหตุที่เจ้าชอบสนทนาคนเดียวบ่อยๆ งั้นหรือ”

     “ท่านเห็น?” หญิงสาวครุ่นคิด

     ไม่สิ ไม่ถูกต้อง หากเขาอยู่ใกล้นางในรัศมีสักสามสิบก้าว วิญญาณอื่นย่อมไม่สามารถปรากฏกายให้เห็น กระทั่งผีพี่สาวยังเลือนหายไปต่อหน้าต่อตาให้ประจักษ์มาแล้ว คำถามคือลู่ฉินทราบได้อย่างไร

     “เข้านอนเถอะ” เสียงทุ้มเลี่ยงไม่ตอบ เขาถอดรองเท้าให้หญิงสาวและตนเองก่อนเร่งรีบเป่าเทียน ไม่เอ่ยว่าตนเคยสั่งให้คนสนิทคอยลอบสังเกตพฤติกรรมอีกฝ่าย

     “ท่านพี่ คือข้า...”

     “นอน” เขากดเสียง จับแขนนางสอดใต้ผ้าห่มเหมือนเด็กๆ

     นางไม่ใช่หมิงเฉียนน้องสาวเขานะ ถึงมีสิทธิ์ปฏิบัติกับนางเช่นนี้

     “แต่ว่าข้าอยากอธิบาย...” หญิงสาวเริ่มหงุดหงิด ทีเมื่อครู่ร่ำร้องให้เล่าเหตุการณ์ในจวนสกุลถงเจีย ไฉนมาตัดบทกันง่ายๆ เล่า หรือความจริงนางกำลังสูญเสียความน่าเชื่อถือไปแล้ว

     พรุ่งนี้ลู่ฉินจะมองนางด้วยสายตาแฝงความฉงนปนอึดอัดเหมือนผู้อื่นใช่หรือไม่

     “นอนเสีย” เขาตะแคงกาย ใช้ฝ่ามืออุ่นตบบนแขนเบาๆ ราวเห่กล่อม ปันจินประเดี๋ยวมุ่นคิ้วประเดี๋ยวอ้าปาก คับอกคับใจอยากพรั่งพรูทุกอย่างออกมาให้หมด นางตัดสินใจพูดความจริงกับคนที่จะอยู่เคียงข้างกันไปจนแก่เฒ่าฟัง แล้วดูผลลัพธ์สิ นอกจากเขาไม่เชื่อยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

     แม้ไร้เสียงสะอื้น แต่ลู่ฉินยังคงรับรู้ถึงอาการสั่นสะท้านเบาๆ ข้างกาย พอเขาคิดประคองใบหน้าเพื่อตรวจดูคราบน้ำตานางก็รีบดึงผ้าห่มขึ้นคลุมพร้อมพลิกร่างหันหลังใส่ แง่งอนราวเด็กน้อยถูกขัดใจ เผอิญว่าเป็นเด็กดีจึงไม่ร่ำร้องโวยวายสร้างความรำคาญ

     ชายหนุ่มเปรยกับตนเองในใจ คืนนี้ยาวนานเกินไปแล้วจริงๆ ถึงได้มีเรื่องมากมายเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน

     กว่าท่านหญิงจะลุกจากเตียงในวันถัดมาก็ล่วงเข้าปลายยามเฉิน๑๕ อาเถาไม่กล้าซักถามมากความเนื่องจากสีหน้าผู้เป็นนายไม่สู้ดีนัก

     “ท่านเขยไม่ให้บ่าวปลุกเจ้าค่ะ บอกว่าต้องการให้ท่านพักผ่อนเยอะๆ เมื่อช่วงเช้าคุณหนูสามมายังถูกดุไปรอบหนึ่ง”

     “น้องหมิงเฉียนมาหรือ” สาวใช้ร่างท้วมช่วยจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ ทั้งยังตรวจตราเครื่องประดับบนศีรษะให้ปันจินอีกรอบหลัง สาวใช้ซึ่งคอยช่วยเหลือจัดการเสร็จ พวกนางล้วนทราบถึงรสนิยมของท่านหญิงจึงเลือกปิ่นเงินลวดลายประณีตมาสองชิ้น เข้าคู่ต่างหูเงินประดับพลอยสี รวมถึงสร้อยประคำเส้นเล็กห้อยพู่สีเข้ม

     “เจ้าค่ะ ท่านเขยตักเตือนเรื่องคุณหนูสามมาเช้าเกินไป อาจรบกวนท่าน”

     “นางไม่ได้รบกวนข้าสักหน่อย เขาดุนางทำไมกัน” น้ำเสียงหญิงสาวปั้นปึ่ง ลู่ฉินไม่จำเป็นต้องทำท่าประคบประหงมนางถึงเพียงนี้ ต่อไปเด็กสาวจะกล้ามาชวนนางสนทนาคลายเหงาอีกหรือ

     “ท่านเขยเพียงหวังดีเท่านั้น อย่าโมโหไปเลยนะเจ้าคะ” ยิ่งฟังผู้อื่นแก้ตัวให้เขานางยิ่งหงุดหงิด

     “ข้าไม่ได้โมโห” ปันจินลุกพรวดพราดขึ้น ทว่าก้าวยังไม่ถึงประตูสาวใช้สามคนต่างร้องวี๊ดว้าย ตรงเข้าไปช่วยพยุงนาง

     “ไปตามหมอ” อาเถาร้องสั่งกลับถูกห้ามเอาไว้

     “ไม่ต้อง พาข้าไปนั่งก็พอ” เพราะเมื่อคืนแอบนอนร้องไห้จนหลับไป ตื่นมานอกจากไม่สดชื่นยังพาลปวดหัว

     “อย่างไรให้บ่าวตามหมอมาดูอาการสักหน่อยดีกว่าเจ้าค่ะ”

     “ข้าอยากอยู่คนเดียว” สาวใช้หันรีหันขวาง ส่งสายตาอ้อนวอนแต่ปันจินไม่ใส่ใจ สุดท้ายย่อมเป็นผู้น้อยต้องยอมล่าถอย

     อาเถาออกมาด้านนอก ไม่วายวนเวียนอยู่บริเวณนั้นด้วยความเป็นห่วง หลังแต่งเข้าสกุลน่าลามา ท่านหญิงปันจินดูแจ่มใสขึ้นกว่าเมื่อก่อนจนแทบเทียบไม่ติด แม้เวลาออกไปข้างนอกพร้อมแม่สามีกับสะใภ้ใหญ่ยังคงดูกระวนกระวายระคนประหม่าบ้าง จากสายตาของสาวใช้เป็นเพราะผู้คนในจวนแห่งนี้ล้วนปฏิบัติต่อท่านหญิงด้วยความอารี โดยเฉพาะท่านเขยที่เอาใจใส่ภรรยามิขาดตกบกพร่อง

     สาวใช้ร่างอวบอยากให้เจ้านายทั้งสองรักใคร่ปรองดองเหลือเกิน

     ทางด้านปันจินนั่งสงบสติอยู่พักใหญ่ นางกวาดตาไปรอบห้อง หน้าต่างทุกบานถูกเปิดเพื่อรับอากาศตามคำสั่งของตน ต่อให้ยามนี้มีลมเย็นพัดผ่านมาบ้างเป็นระยะก็ไม่หวั่น กลับยิ่งทำให้สมองปลอดโปร่ง เมื่อจิตสงบลงบ้างจึงลุกไปมุมห้อง ใช้หยกทับกระดาษทับมุมภาพวาดซึ่งยังไม่สมบูรณ์แล้วลงมือจับพู่กัน จดจ่อกับการถ่ายทอดความรู้สึกลงบนลายเส้น ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามจึงพอใจ

     ครั้นแล้วเหลือบไปเห็นร่างใครคนหนึ่งกอดเข่าอยู่บนเก้าอี้ยาวริมหน้าต่าง

     “พี่สาว ท่านเป็นอะไรไป”

     แต่ไหนแต่ไรคนผู้นี้ ไม่สิ วิญญาณตนนี้มักร่าเริงและคอยกระเซ้าเย้าแหย่ ไฉนกลับทำท่าเหมือนอมทุกข์กัน

     “ข้ากำลังคิดถึงเด็กคนนั้น” วิญญาณสตรีถอนใจ เหม่อมองออกไปด้านนอก ปันจินทรุดกายลงนั่งข้างๆ ถ้าเป็นคนเหมือนกันนางคงกุมมืออีกฝ่ายเพื่อปลอบใจ ตอนนี้ทำได้แค่ใช้คำพูดเท่านั้น

     “มาคิดๆ ดูแล้ว ต้องตายไปตั้งแต่ยังเล็ก คงคิดถึงบิดามารดามากทีเดียว”

     “บิดามารดาก็คงคิดถึงนางมากเช่นกัน หากข้าเป็นมารดาของนางคงร้องไห้จนหมดแรงทุกวัน...”

     “พี่สาว?”

     “มะ ไม่มีอะไร ข้าแค่ แค่” วิญญาณสาวสะบัดหน้าไปมา รู้สึกวิตกกังวลโดยไร้สาเหตุ “ทำไมถึงได้รู้สึกแบบนี้กันนะ”

     “ท่าน อย่าบอกนะว่ารู้สึกคุ้นเคยกับเด็กคนนั้น”

     “ไม่ใช่ ไม่เหมือนตอนเห็นคนจากร้านหยกเมื่อวันก่อน”

     ปันจินส่งอาเถาไปสอบถามบ่าวไพร่จากเรือนหน้า ได้ความว่าบุรุษผู้นั้นเป็นหลงจู๊จากร้านชื่อดังในย่านการค้า เขานำเทียบเชิญไปงานชมอัญมณีมามอบแก่ฮูหยินใหญ่ ปันจินเคยได้ยินหมิงเฉียนเปรยให้ฟังว่าบิดาของนางชอบซื้อหาเครื่องประดับให้ภรรยาอยู่เนืองๆ กระทั่งไป๋หลิงซึ่งสนิทสนมเข้านอกออกในสกุลน่าลาตั้งแต่เด็กก็ยังยืนยันว่าท่านลุงช่างอิ่นหรือที่ยามนี้เปลี่ยนสถานะมาเป็นพ่อสามีนั้นรักใคร่กลมเกลียวกับภรรยาจากสกุลซีท่าล่ายิ่ง

     “พี่สาวไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะขอติดตามท่านแม่ไปงานชมอัญมณีนั่น คราวนี้ท่านจะได้ติดตามไปดูให้แน่ใจว่าเขาใช่คนรู้จักของท่านหรือไม่” ปันจินติดตามลู่จิวไปวัดหลายครั้ง แม่สามีแสนใจดีมิมีทางปฏิเสธแน่นอน

     “ขอบคุณเจ้ามากนะ” วิญญาณสตรีสัมผัสจี้หยกถานฮวาบนลำคอปันจินผ่านอาภรณ์ นัยน์ตาฉายแววซึ้งใจ

     “อะไรช่วยได้ย่อมต้องช่วย”

     “ดูเจ้ามีเรื่องหนักใจ เรื่องของสามีใช่หรือเปล่า”

     “ข้าวาดรูปค้างไว้ ท่านชมทิวทัศน์ไปนะ ถ้าเบื่อก็ออกไปเดินเล่นข้างนอก” ปันจินแสร้งเมินเสียงแค่นหัวเราะของอีกฝ่าย ระหว่างฉวยพู่กันมาแต้มสีน้ำเงินยังทำหูทวนลม

     “เด็กคนนี้นี่ ข้าเคยสอนให้เอาใจสามีต่างๆ นานา ได้นำมาใช้บ้างหรือไม่ บุรุษน่ะต้องการความ...”

     บุรุษจะต้องการอะไรก็ช่างเถอะพี่สาว สามีข้ามองข้าเปลี่ยนไปแล้วต่างหาก

     “น้องสาวๆ เจ้าเป็นอะไรไป!?” กายโปร่งของวิญญาณลอยละล่องประชิดร่างท่านหญิงซึ่งกำลังกุมศีรษะตนเองรวดเร็ว “เจ้าเจ็บตรงไหนบอกข้าสิ”

     “พี่สาว ข้าแค่เวียนหัว”

     “เรียกสาวใช้ของเจ้าเร็วเข้าเถอะ” ครั้นจะไม่เรียกพอเห็นสีหน้าหวาดวิตกจึงมิอาจเมินเฉย จำใจร้องเรียกอาเถาเข้ามาพาตนกลับไปนอนพักที่เตียง

     “พักผ่อนไม่พอใช่หรือไม่เจ้าคะ ท่านดูซีดเซียวมาก” สาวใช้ยังกล่าวไม่จบก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น

     “พี่สะใภ้รอง ท่านอยู่หรือไม่” ปันจินพยักหน้า อาเถาจึงสั่งให้สาวใช้อีกคนเปิดประตู ร่างแบบบางของเด็กสาวยืนฉีกยิ้มหวานอยู่ด้านนอก หมิงเฉียนชะโงกหน้าเข้ามาก่อนโดนมารดาตีเข้าบริเวณต้นแขนทีหนึ่ง

     “เจ็บเจ้าค่ะ” นางครางพลางส่งสายตาไปหาปันจินเพื่อเรียกร้องขอความเห็นใจ

     “ตีให้เจ็บจะได้รู้จักจำ” ลู่จิวส่ายหน้าใส่บุตรสาว

     “พี่รองบอกว่าท่านไม่ค่อยสบาย ข้าเลยมาเยี่ยม” หมิงเฉียนประคองมารดาก้าวเข้ามา “ท่านแม่ได้ยินข้าสั่งห้องครัวให้ทำของร้อนๆ มาให้ท่านก็เลยตามมาด้วย”

     พอเห็นลูกสะใภ้จะลุกขึ้นต้อนรับลู่จิวรีบโบกมือปฏิเสธ “รีบลุกรีบยืนยิ่งทำให้วิงเวียน นั่งลงเถอะ”

     “ลำบากท่านแม่แล้ว” ปันจินมองแม่สามีด้วยความซาบซึ้งและเกรงใจ ลู่จิวมารดาของลู่ฉินเป็นสตรีประเภทที่ผู้คนอยากอยู่ใกล้ ใจเย็น มีเมตตา ทั้งยิ้มง่าย เข้าอกเข้าใจ วิญญาณพี่สาวยังกระเซ้านางบ่อยครั้งว่าเป้ยจื่อกับพระชายามิเพียงพบบุตรเขยดี ยังมีครอบครัวอันประเสริฐอีกด้วย

     “พูดอะไรอย่างนั้น” ลู่จิวสั่งสาวใช้คนสนิทยกของตุ๋นบำรุงสุขภาพให้ลูกสะใภ้คนรอง “รีบกินตอนกำลังร้อนๆ จะได้ช่วยให้ร่างกายมีกำลัง”

     “ครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องเกรงใจพวกเราหรอก ท่านรีบแข็งแรงและมีหลานให้ข้าอุ้มก็พอ”

     “เด็กคนนี้ พูดกับพี่สะใภ้รองของเจ้าเช่นนั้นสมควรหรือ” ลู่จิวเอ็ดบุตรสาว “ท่านหญิงอย่าใส่ใจนางเลย เรื่องทายาทข้าไม่ได้เร่งรัดอะไร เรื่องเช่นนี้ต้องปล่อยไปตามฟ้าลิขิต ไปกะเกณฑ์ก็มีแต่จะกดดันตัวเองเท่านั้น”

     “ท่านแม่ เรียกปันจินเถิดเจ้าค่ะ” ยามนี้นางเป็นสะใภ้ หลายครั้งอีกฝ่ายมักเรียกนางอย่างให้เกียรติตามความเคยชิน “ข้าขอให้สะใภ้ใหญ่กับน้องหมิงเฉียนพูดคุยกับข้าตามปกติ หากท่านยังคงเรียกข้าว่าท่านหญิงก็เหมือนกับพวกเราห่างเหินกัน”

     “นั่นสิ เป็นข้าเลอะเลือนเอง” ลู่จิวหัวเราะเบาๆ ยามดวงตาหยักโค้งมีร่องรอยแห่งวัยบ้าง ทว่าผิวพรรณทรวดทรงยังดูดีจนสตรีบางคนต้องอิจฉา

     “มีลูกสะใภ้เช่นพวกเจ้านับเป็นโชคจริงๆ เสียดายไป๋หลิงนำของขวัญไปมอบให้ฮูหยินของรองเจ้ากรมพิธีการแทนข้า ไม่เช่นนั้นคงได้ร่วมวงกันพร้อมหน้า”

     ทั้งสามคนกำลังสนทนาพูดคุยเพลิดเพลิน พ่อบ้านได้สั่งให้สาวใช้มารายงานว่าคุณชายผิงจิงมาเยี่ยมเยียน ขณะนี้รออยู่ที่โถงรับแขกเรือนหน้า

     “ข้าไปต้อนรับพี่ผิงจิงก่อนนะเจ้าคะ” ต่อให้ปกปิดรอยยิ้มไว้ได้ ทว่านัยน์ตาของหมิงเฉียนพราวระยับด้วยความยินดี ลู่จิวขานรับเบาๆ รู้ว่านางตั้งหน้าตั้งตาเฝ้าคอยพบอีกฝ่าย กระนั้นยังสำทับว่าจะรีบตามออกไปเพื่อไม่ให้ผิดมารยาท

     “ดูทำกิริยาเข้าสิ” มารดามองตามหลังบุตรสาวซึ่งหายวับไปหลังบานประตู เดือดร้อนสาวใช้ต้องสาวเท้าตามไปติดๆ “โทษใครไม่ได้นอกจากข้าเข้มงวดกับนางน้อยไป โดนคนรอบข้างตามใจเสียจนเคยตัว”

     “ท่านแม่ ข้ากลับคิดว่าน้องสามร่าเริงสมวัย” ปันจินส่งถ้วยรังนกที่กินหมดแล้วให้อาเถา “ข้าไม่ได้พูดเอาใจท่านหรือให้ท้ายนาง เพียงแต่พบเจอสตรีรุ่นราวคราวเดียวกับน้องหมิงเฉียนอยู่บ้าง ล้วนชอบวางอำนาจบาตรใหญ่ ไม่ก็จับกลุ่มพูดคุยเรื่องไร้สาระ อ่า...ขออภัยเจ้าค่ะ” หญิงสาวร่ำร้องในใจว่าแย่แล้ว นางเผลอพูดเรื่อยเปื่อยให้แม่สามีฟัง คงไม่โดนคิดว่าตนเป็นพวกช่างนินทาหรอกใช่หรือไม่

     “เจ้าคุยเก่งขึ้น”

     “ข้า...”

     “ข้าดีใจ” ลู่จิวคลี่ยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม “หนิงเฉิงกับลู่ฉินนิสัยแตกต่างกัน หนิงเฉิงนั้นตรงไปตรงมาแต่ลู่ฉินมักชอบคิดงำอยู่ลำพัง อย่างไรเสียนอนร่วมเรียงเคียงกันทุกค่ำคืน จะปล่อยให้ความคิดไปคนละทางไม่ได้ ถ้าสงสัยอะไรก็ถาม ไม่พอใจอะไรก็ต้องบอกกล่าว”

     ลู่จิวผ่านช่วงเวลาปรับตัวมาก่อน เข้าใจถึงความอึดอัดคับข้องถ่องแท้ ต้องขอบคุณโชคชะตาที่นำพาให้นางได้ตบแต่งกับบุรุษดีๆ เช่นช่างอิ่น แม้เริ่มต้นเขาอาจเย็นชาอยู่บ้าง แต่พอได้เรียนรู้และเปิดใจก็พบว่ากำแพงน้ำแข็งนั้นพร้อมหลอมละลายลงด้วยความเอาใจใส่

     “มีใครบ้างไม่เคยเป็นคนแปลกหน้ามาก่อน สิ่งที่ควรทำคือต้องค่อยๆ ยอมรับและพร้อมเข้าอกเข้าใจ”

     “ท่านแม่ หากเรื่องบางเรื่องพูดไปแล้วทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเล่า...” ปันจินเอ่ยถามด้วยความประหม่าแกมหวั่นใจ

     “เปลี่ยนแปลงในทางดีหรือร้ายไม่สำคัญ” คนมีประสบการณ์มองปราดเดียวก็ทราบว่าท่านหญิงคงกำลังประสบปัญหา “สำคัญคือต้องช่วยกันหาทางแก้ไข”

     ท่านหญิงปันจินตกอยู่ในภวังค์

     หรือที่ผ่านมานางเห็นเขาดีด้วยจึงคาดหวังให้ชายหนุ่มยอมรับเรื่องการมองเห็นวิญญาณง่ายๆ

     ช่างไร้เดียงสาเสียจริง หากนี่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญไยนางต้องทนปกปิดแทบทั้งชีวิตเล่า

     “ท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้ว” ลู่จิวไม่แน่ใจนักว่าสะใภ้คนรองเข้าใจกระจ่างแจ้งดังที่กล่าว ในฐานะแม่สามีทำได้เพียงเอ่ยให้กำลังใจอีกสองสามประโยค


     ลู่ฉินออกจากการเข้าเวรกลับถืงเรือนของตน ชายหนุ่มพบแสงโคมในห้องนอนยังคงสว่างไสวอยู่

     “ท่านพี่ เหนื่อยหรือไม่ มา ให้ข้าช่วย” เห็นปันจินเอ่ยถามพลางตรงเข้ามาช่วยถอดเครื่องแบบพลันรู้สึกแปลกๆ ชอบกล “ข้าให้คนเตรียมน้ำไว้รอแล้ว”

     เขากลับถึงจวนช่วงเวลานี้เป็นประจำ ยกเว้นถูกสหายคนใดลากไปสังสรรค์ต่อ

     “ไฉนยังไม่นอนอีก”

     “ท่านเอาแต่ถามข้าเช่นนี้ทุกวันไม่เบื่อบ้างหรือ” รอยยิ้มสตรีดูฝาดเฝื่อนราวคนกำลังฝืน ลู่ฉินเพียงคว้าเอว ออกแรงรั้งเบาๆ ทีเดียวนางก็เซมาแนบชิดอยู่กับเขา

     “ท่านพี่...”

     “อยากพูดอะไรก็พูดเถอะ” ปันจินนิ่งไปอึดใจจึงยอมเปิดปาก

     “ท่านลืมเรื่องที่คุยกันเมื่อคืนไปเสีย ถือว่าข้าขอร้อง” นี่คือทางแก้ปัญหาที่นางเลือก ในเมื่อทำใจเชื่อยากนักก็ลืมๆ ไปเสียดีกว่า ปล่อยค้างคารังแต่จะสร้างความอึดอัด “ข้าจะไม่หยิบยกเรื่องนี้มาพูดอีก ท่านวางใจได้”

     คิ้วดำหนาได้รูปมุ่นลง บุรุษหยกไม่ได้เย็นสมฉายา ประโยคนี้ของนางหมายความเช่นใด

     “ทำไม”

     เขายังกล้าถามว่าทำไม ความประดักประเดิดระหว่างทั้งสองมิได้เกิดขึ้นเพราะนางสารภาพความลับเรื่องมองเห็นวิญญาณหรอกหรือ

     “ก็ท่าน ก็ท่าน...ฮึก” คำว่า'ไม่เชื่อ'ติดอยู่ในลำคอ

     ปันจินกระอักกระอ่วนระคนน้อยใจ ลู่ฉินเห็นภาพตรงหน้าพาลใจอ่อนยวบยาบ คราแรกคิดคุยเรื่องนี้ในวันรุ่งขึ้น เห็นทีคงปล่อยไปไม่ได้ ดีร้ายนางอาจเก็บไปคิดมากจนใต้ตาคล้ำอีก อุตส่าห์มีน้ำมีนวลขึ้นถึงเพียงนี้แล้ว ถ้าเจ้าลูกพลับแห้งเหี่ยวไม่สดใส คนลำบากใจย่อมเป็นเขา

     “ขี้แยเสียจริง” ได้ยินคำนั้นยิ่งพาลสะอื้นหนักขึ้น

     นางมิใช่สตรีขี้แยกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง จะร้องไห้ก็เพียงยามตื่นตระหนกหวาดกลัวเท่านั้น

     ทั้งหมดทั้งมวลเพราะท่านหญิงปันจินไม่เคยต้องเผชิญกับเหตุการณ์แบบนี้ ลู่ฉินไม่ใช่บิดามารดาของนาง ไม่ใช่อาเถา ไม่ใช่ผีพี่สาว แต่กลับมีความสำคัญมิยิ่งหย่อนไปกว่าใคร เคยได้ยินคำกล่าวว่าภรรยาเปรียบดั่งสมบัติของสามี คนนอกจะมองหรือซุบซิบนินทาลับหลังเช่นไรย่อมได้ แต่นางเป็นของเขา ถ้าเขาไม่เชื่อและมองทุกอย่างเปลี่ยนไป ปันจินย่อมต้านรับลำบาก

     นี่คือความกลัวใช่หรือไม่

     “หยุดร้องไห้เสีย ประเดี๋ยวตื่นเช้ามาตาจะบวม”

     ราชองครักษ์หนุ่มนำเรื่องเมื่อคืนเก็บไปครุ่นคิดทั้งวัน ไม่ใช่ไม่เคยได้ยิน มีบางคนสามารถติดต่อสื่อสารกับวิญญาณ เพียงแต่ลู่ฉินนึกไม่ถึงว่าจะเป็นคนข้างกายตน นิสัยของท่านหญิงปันจินเมื่อก่อนเขาพอมองออกสามในสี่ส่วน ย้อนตรึกตรองดูจึงเห็นความเป็นไปได้ต่างๆ ทั้งข่าวลือเกี่ยวกับนิสัยชอบเก็บตัวไม่เข้าสังคมของนาง เมื่อเชื่อมโยงเข้าด้วยกันเขาถึงเห็นคำตอบชัดเจน ไม่ตะขิดตะขวงใจกับความลับที่นางยอมเล่าให้ฟังอีกต่อไป

     “เด็กดีร้องไห้ทำไม เจ้าเป็นภรรยาข้า ข้าย่อมต้องเชื่อ เพียงแต่เรื่องเหล่านี้พูดกันทั้งคืนก็คงไม่จบ”

     ปันจินเม้มปาก ฟังเสียงทุ้มเอ่ยเรื่อยๆ เหมือนพูดถึงดินฟ้าอากาศ มิได้กำลังง้องอนตนอยู่

     คนบ้า คำพูดของเขาช่างย้อนแย้งไม่น่าให้อภัย ปากพร่ำบอกว่าเชื่อเพราะนางเป็นภรรยาเขา

     “การกระทำของท่านมันขัดแย้งนี่ พอถามเรื่องท่านเห็นข้าคุยกับกำแพงเมื่อใดก็ไม่ตอบ บ่ายเบี่ยงจะเข้านอนท่าเดียว” ลู่ฉินเห็นท่าทางกระเง้ากระงอดนั่นก็หัวเราะเสียงดังจนได้รับสายตาเคืองๆ จากภรรยา

     “พวกเรายังเรียนรู้นิสัยใจคอกันไม่มากพอก็ต้องเข้าหอ...” ราชองครักษ์หนุ่มเปรยด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงานขึ้น

     “ปันจิน สามีของเจ้ามีนิสัยเสียอยู่ข้อหนึ่งคือชอบพิสูจน์ให้แน่ชัดถึงกล้าปักใจเชื่อ บางครั้งท่านพ่อยังเอ่ยว่าข้าหัวดื้อเกินไป”

     ลู่ฉินไม่เกรงกลัวความล้มเหลว ถ้าเขาคิดยิงธนูข้ามภูเขาให้สำเร็จแล้วถูกผู้อื่นขัด ก็จะขอลองทำจนกว่าจะมั่นใจว่ามันไม่มีทางทำได้ถึงเลิกรา

     “ข้าก็ต้องการพิสูจน์ความจริง ไฉนไม่ยอมให้ข้าทำเล่า”

     “พิสูจน์ยังไง”

     “ก็ออกไปหาวิญญาณสักตนแล้ว...” เสียงใสเริ่มต้นฉะฉานกลับขาดหายไปกลางคัน ท่านหญิงปันจินเผลอกัดริมฝีปากอย่างจนปัญญา สาเหตุก็เพราะถ้าคนเบื้องหน้าอยู่ใกล้ วิญญาณใดล้วนไม่สามารถปรากฏให้เห็น

     เดิมทีนางตั้งใจพาเขาไปแถวประตูเมือง ถามผีเร่ร่อนสักตนที่เป็นทหารแล้วขอให้ช่วยอธิบายเรื่องการวางเวรยามให้ฟัง พอนางถ่ายทอดแก่ลู่ฉินเขาจะได้เชื่อว่านางสื่อสารกับวิญญาณได้จริง ตอนเด็กนางเคยใช้วิธีเดียวกันนี้กับเป้ยจื่อและพระชายามาก่อน นางถามวิญญาณพ่อค้าเร่ร่อนและสาธยายเรื่องการค้าเครื่องเทศให้บิดามารดาฟังเป็นคุ้งเป็นแคว ทำเอาทั้งสองท่านอึ้งงันตกตะลึงยกใหญ่

     “สภาพเจ้าในงานเลี้ยงยังติดตาข้าไม่หาย คิดหรือว่าจะยอมปล่อยเจ้าออกไปเสี่ยงเป็นลมเป็นแล้งอีก” ถ้าทุกอย่างที่นางเล่าเป็นความจริง เมื่อพบวิญญาณนางย่อมต้องมีสภาพเหมือนคนป่วย ลู่ฉินไม่ยินยอมให้ภรรยาเอาตนเองไปทรมานเพื่อแลกกับการพิสูจน์ เขาคิดว่ามีวิธีอีกตั้งหลายทาง เพียงยังไม่สามารถลงมือกระทำได้ในคืนนั้น

     “วิญญาณเด็กหญิงที่เจ้าเจอในจวนสกุลถงเจียคือบุตรสาวของหลานชายคนโตที่ตายไปหลายปีก่อน”

     “หลานชายคนโต...ข้าจำได้ ภรรยาของเขายังสนทนากับข้าตอนไปอวยพรเจ้าสาว” ยามนั้นหลานสะใภ้คนโตของสกุลถงยังพูดถึงเรื่องบุตรชายต้องลมเย็นจนเกิดไอจาม

     ลู่ฉินพยักหน้า “ข้าเลียบเคียงสอบถามเอาจากหลานชายคนรอง เขารู้จักคุ้นเคยกับพี่ใหญ่ ได้ความว่านางออกไปวิ่งเล่นกับญาติๆ และพลัดตกไปในสระน้ำ แม้ตามคนมาช่วยแต่ไม่ทันการ”

     ปันจินป้องปาก แยกแยะอารมณ์ได้ลำบากยิ่ง นางเป็นธิดาผู้ได้รับความรักจากบุพการีเหลือล้น ถึงทนทุกข์จากความสามารถแปลกประหลาดของตน แต่ยามอยู่ในจวนเป้ยจื่อก็มิเคยว้าเหว่สักครั้ง

     “ถ้าเจ้าฟังแล้วไม่สบายใจ พรุ่งนี้สวดมนต์ให้นางสักหลายๆ บทเถอะ” ชาวแมนจูนิยมสวดมนต์นับประคำเป็นประจำอยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่ได้นอกเหนือความสามารถของปันจิน หญิงสาวรับคำ เงยหน้าสบตาเขาด้วยความซาบซึ้งระคนยินดี

     “ตอนนี้ท่านพี่คงยอมเชื่อคำพูดข้าแล้วใช่ไหม”

     “คำพูดของภรรยาย่อมต้องเชื่อแน่นอน” เขาลูบศีรษะนาง นี่ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่หญิงสาวได้สัมผัสความอบอุ่นและมองเห็นใบหน้าราวหยกสลักของเขาเต็มตาขณะมีสติแจ่มชัด ไม่ใช่เหมือนกับตอน...

     พอคิดได้เยี่ยงนี้ความร้อนอีกระลอกก็ผ่านวาบบนสองแก้ม

     “ไยหน้าแดงเล่า ไม่สบายหรือ” ปันจินส่ายหน้า ผมเผ้ากระจายเล็กน้อย กิริยาเหมือนเด็กถูกผู้ใหญ่จับได้ว่าทำผิด ก็นางเผลอคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องนี่นา

     “สหายของพี่ชายท่านไม่สงสัยว่าเหตุใดจึงถามเรื่องนี้ขึ้นมา” หญิงสาวเบี่ยงเบนประเด็น ลืมสนิทว่ามืออีกข้างยังคงโอบอยู่ตรงช่วงเอว

     “แน่นอนว่าต้องสงสัย ข้าอ้างไปว่าสาวใช้ที่ติดตามเจ้าไปคืนนั้นมีญาณพิเศษ ภายหน้าหากมีใครมาถามหา ข้าแค่บอกว่าท่านแม่ให้นางแต่งงานกับคนดูแลคฤหาสน์พักผ่อนของเราที่อยู่ทางเหนือไปแล้ว”

     “โกหกไหลลื่นเสียจริง” เจ้าของเสียงใสหรี่ตามองพลางพึมพำ

     “เจ้าพูดว่าอะไรน่ะ”

     “ปะ เปล่า” ลู่ฉินไม่ไล่บี้เมื่อเห็นบรรยากาศกำลังดี เขาได้ยินชัดแจ้งเต็มสองหูเพียงคิดกระเซ้าเจ้าลูกพลับเล่น

     คราบน้ำตายังคงเห็นชัดภายใต้แสงเทียน จริงอยู่ว่านางหยุดร้องไห้ได้พักใหญ่แล้ว แต่ขอบตายังแดงเรื่อ ดวงตาฉ่ำน้ำชวนหลงใหล “ต่อไปเราสองคนต้องเรียนรู้กันให้มาก จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก”

     “อืม” นางพาดชุดไปบนราวไม้ คิดหลบฉากออกไปให้เขามีเวลาส่วนตัว

     “ไปไหนน่ะ มิใช่ข้าเพิ่งบอกว่าเราควรเรียนรู้กันหรอกหรือ”

     “หา แต่ว่า...”

     “ประการแรก ข้าชอบนวดไหล่” ลู่ฉินไม่ปล่อยปันจินไปง่ายๆ

     เขาอุตส่าห์ออกจากจวนแต่เช้าเพื่อดักพบคุณชายรองสกุลถงเจีย อดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่าสมควรได้รับรางวัล

     “ขะ ข้าง่วง” ท่านหญิงปิดบังสีหน้าลนลานไม่มิด นางดิ้นหลุดก็เพราะอีกฝ่ายยอมปล่อย

     ราชองครักษ์หนุ่มจับจ้องแผ่นหลังนั่นก่อนถอดเสื้อผ้าออกจนเปล่าเปลือย เขาค่อยๆ ก้าวลงถังไม้ช้าๆ มัดกล้ามบนต้นแขนมีหยดน้ำเกาะพราว น้ำอุ่นทำให้สบายกายแต่มิอาจปลุกปลอบใจให้สงบลง

     ไม่ยอมนวดไหล่ให้เขาหรือ


     ดี ประเดี๋ยวเขาจะนวดให้นางเอง!



๑๕ ยามเฉิน ช่วงเวลาประมาณ ๐๗.๐๐ – ๐๘.๕๙ น



ช่วงเม้ามอยกับซือซิง ʕ •ᴥ• ʔ
คาแร็คเตอร์ของลู่ฉินเป็นแบบนี้ตั้งแต่ในตอนพิเศษของเล่ม #ชะตาฝันมั่นรัก ฮีจะพูดเก่งกว่าพี่ชาย มีลูกเล่นกว่า หนิงเฉิงมักตรงไปตรงมา ยิ่งถ้าอ่านตอนพิเศษจากเล่ม #เพียงรักสลักใจ จะเห็นชัดว่าหนิงเฉิงแมนๆ แต่พออยู่กับไป๋หลิงจะขี้อายขึ้นมาทีเดียว แง้ววววว

บทนี้ให้พระ-นางเขาหัดทำความเข้าใจเรื่องความรู้สึกไปก่อน บทหน้าเมื่อมีลู่ฉินร่วมวงเรื่องของผีพี่สาวจะเป็นเช่นไร รอติดตามนะคะ

ด้วยรัก

ซือซิง
05/07/18

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 507 ครั้ง

1,056 ความคิดเห็น

  1. #738 ฺBedroom (@154356) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 / 21:04
    เกลัยดความลูกพลับนี้
    #738
    1
  2. #169 sorachang (@sorachang) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2561 / 00:03

    ฟิน555
    #169
    1
  3. #98 บทมากร (@sawari-friend) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2561 / 13:23

    น่ารักกกกก รอบทหน้าน้า...

    #98
    1
  4. #97 PrincessKeira (@PrincessKeira) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2561 / 10:16
    อยากอ่านต่อแล้วว
    #97
    1
  5. #96 mtrain (@mtrain) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 / 23:52
    รอนะคะ ติดตามๆ
    #96
    1
  6. #95 amy789 (@amy040623) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 / 12:27
    น่าสนใจ
    #95
    1
  7. #92 pimpim (@pimpimwall) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 / 06:57

    รอจร้า...อยากรู้ๆ

    #92
    1
  8. #91 (@mymacam) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2561 / 23:43

    นวดๆ อิอิ

    #91
    1
  9. #90 ped.ped (@pedpd1122) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2561 / 22:51
    เขิลจิงโว้ยยยยยย รออยู่นะคะะะะ
    #90
    1
  10. #88 deedee (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2561 / 14:25

    เรียนรู้กันเพิ่มขึ้นอีกเรื่องแล้ว

    #88
    1
    • #88-1 (@FrostyNight) (จากตอนที่ 6)
      10 กรกฎาคม 2561 / 13:14
      >< ค่อยๆ เรียนรู้กันไปเนาะ
      #88-1
  11. #87 151119 (@151119) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2561 / 09:18
    รอตอนหน้าเข้าหอ รีดมุดใต้เตียงรอฟิน
    #87
    1
  12. #86 avid reader (@naru712) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2561 / 08:47
    แหมห่วงลูกพลับจริงๆนะ
    #86
    1
  13. #85 Goody2526 (@Goody2526) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2561 / 08:01
    รอเค้านวดไหล่ให้กัน อร้ายยย
    #85
    1
  14. #84 Mumupramc (@Mumupramc) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2561 / 05:55

    ไม่น่าติดตามเรื่องนี้เลย

    เปิดดูทุกวันว่าลงตอนใหม่หรือยัง

    #84
    2
    • #84-1 ซือซิง/FrostyNight (@FrostyNight) (จากตอนที่ 6)
      5 กรกฎาคม 2561 / 12:32
      ขอโทษค่ะ T^T เดี๋ยวจัดการต้นฉบับเสร็จคงสามารถลงได้ถี่กว่านี้
      #84-1
    • #84-2 Mumupramc (@Mumupramc) (จากตอนที่ 6)
      5 กรกฎาคม 2561 / 16:56
      ไม่ได้ทวงค่ะ แต่มันเกิดพฤติกรรมใหม่ที่ต้องกดดูนิยายอัพเดททุกวัน
      #84-2
  15. #83 jinJKT (@jinJKT) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2561 / 05:38

    ไม่ดึกๆๆ เช้าเลย



    ปั๋วเมียคู่นี้ จะเป็นคู่หูปฏิบัติการ

    ทะลุมิติสืบระห่ำระห่ำย่ำดาวนาเม็กโลกไม่ลืม

    รึไง


    #83
    1
    • #83-1 ซือซิง/FrostyNight (@FrostyNight) (จากตอนที่ 6)
      5 กรกฎาคม 2561 / 12:31
      ถึงกับเหยียบดาวนาเม็กเลยเร๊อะ
      แค่แอสการ์ดก็พอ
      #83-1
  16. #82 Femeela (@Femeela) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2561 / 03:45
    มาบ่อยๆหน่อยสิคะ รอทุกวันเลยT-T
    #82
    1
    • #82-1 ซือซิง/FrostyNight (@FrostyNight) (จากตอนที่ 6)
      5 กรกฎาคม 2561 / 03:58
      ฮือออ ขอโต๊ดด อดทนอีกนิดเดียว เรากำลังรีบปั่นต้นฉบับอีกเรื่องส่งบก. เดี๋ยวจะมีเวลามาอัพเรื่องนี้ติดๆ กันแล้วค่ะ
      #82-1