หทัยจอมอสูร [Yaoi] -END- (สนพ.ฟาไฉ)

ตอนที่ 43 : 41 - พบพาน re26/12/60

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25,069
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,014 ครั้ง
    26 ธ.ค. 60

หทัยจอมอสูร [Yaoi]

41พบพาน

 

            ชุนอ๋องหลี่เยว่ถิงตื่นตั้งแต่ท้องฟ้ายังเป็นสีเทาขมุกขมัว หรือจะเอ่ยให้ถูกต้องแล้วเขามิได้นิทราเลยแม้แต่ขณะเดียว ลมเย็นพากลิ่นดินพัดมา ให้เกรงว่าอาจมีพายุฝนในไม่ช้า จึงต้องเร่งออกคำสั่งให้เคลื่อนขบวนไปยังจุดหมายต่อไป


            เมื่อเห็นสีหน้ามีเมฆหมอกปกคลุมของเยว่ถิงและชิวหยาง องครักษ์เฟยทั้งสองจึงไม่คิดจะเอ่ยปากถามอีก ทำเพียงลอบส่งสายตาอย่างเป็นกังวลแก่กันตลอดทาง


            ขบวนหยุดอยู่ยังหน้าวัดดอกเหมย สถานที่แห่งนี้ในยามวสันต์ยิ่งดูสงบเปี่ยมด้วยพลัง สี่ปีแล้ว... ก็ยังคงเดิมเช่น เบื้องหน้ามีรูปปั้นกิเลนสองสง่าเป็นเทพทวารบาล ซุ้มประตูสร้างจากหินสีเทายังคงตระหง่านไม่ผุผัง


            “ข้าจะเข้าไปไหว้พระขอพรให้งานครั้งนี้ลุล่วงด้วยดี พวกท่านรออยู่ด้านนอกเถิด”


            เยว่ถิงเอ่ย กรอบใบหน้างามล่มเมืองกลับกลายเป็นอิดโรย     


“เช่นนั้นพวกข้าจะคุ้มกันด้านนอกวัด ขอท่านแม่ทัพตามอารักขาท่านอ๋องเข้าไปด้านในเถิด”


            ชิวหยางพยักหน้ารับเล็กน้อยแล้วติดตามเยว่ถิงมาอย่างเงียบเชียบ


            ทั้งสองก้าวผ่านซุ้มประตู พบพานบรรยากาศสงบเงียบสำรวม กลิ่นธูปหอมล่องลอยแตะจมูก พลันก็ได้ยินเสียงกระดาษฉีกขาด เป็นแผ่นยันต์ที่วาดแปะอยู่ยังซุ้มประตูที่ขาดวิ่นออก บางแผ่นลุกไหม้เป็นเถ้าโดยมิได้มีผู้ใดแตะต้อง


            กระแสปราณของชิวหยางนั้น แม้มิได้มีจิตพิฆาต แต่ความรุนแรงก็ยังสมกับฉายาจอมอสูรพันศพ


            เด็กวัดสองคนซึ่งหาบน้ำมาหน้าซีดเผือด รีบปล่อยถังน้ำลงด้วยอารามหวาดกลัว คู่สามีภรรยาชราคู่หนึ่งซึ่งกำลังเดินออกมาชะงักนิ่งงันไป พอมองให้ดีแล้ว เยว่ถิงยังจำได้ว่าเป็นผู้เฒ่าที่พานพบในคราแรกที่มาเยือนวัดดอกเหมย


อดหัวเราะตนเองไม่ได้ว่า สวรรค์ช่างสรรหาภาพมาตอกย้ำให้เขาไม่อาจหลุดพ้นจากอดีตวันวานเสียจริง


ชิวหยางเหลือบมองยังยันต์เหล่านั้นอย่างไร้ชีวิตชีวา เอ่ยกับเยว่ถิงราบเรียบ


            “ท่านคงเห็นแล้วว่าข้าไม่เหมาะจะเข้ามา ฉะนั้นจะไปเรียกองครักษ์เฟยมาแทนแล้วกัน”


            “ช้าก่อนใต้เท้า!


            ผู้เรียกชิวหยางไว้มิใช่เยว่ถิง กลับเป็นแม่เฒ่าผมขาวผู้นั้น นางและสามียังแต่งตัวคล้ายเดิมไม่แตกต่างจากเมื่อสี่ปีก่อน ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยทอดสายตามองมาอย่างอ่อนโยน ชโลมใจคนหนุ่มสาวที่เหี่ยวแห้งได้ไม่น้อย


            “เราผู้เฒ่ามักจะมายังวัดดอกเหมยทุกวันในเวลานี้ คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยพานพบพวกท่านมาก่อน

            เยว่ถิงขยับยิ้มแต่ไม่ตอบ เพียงยกมือทำความเคารพ ชิวหยางเองก็หันมาทำความเคารพนาง ทว่ามองเพียงหางตา ก็ทราบได้ว่าร่างสูงใหญ่นั้นก้มลงเหมือนซากไม้ไร้วิญญาณ


“คราแรกข้าและสามีตกใจยามพบพวกท่าน เพราะไม่เคยเห็นแผ่นยันต์เผาไหม้กับตามาก่อน แต่ได้คิดว่าท่านคงไม่มีเจตนาไม่ดี บัดนี้เห็นพวกท่านมาอีกครา ที่คิดคงเป็นจริงแล้ว นับว่าน่ายินดีจริงๆ”


ไม่ทราบในประกายตาที่ผ่านโลกมามากมายสื่อถึงสิ่งใด คู่สามีภรรยาหัวเราะเบาๆ ทั้งสองอวยพรให้เยว่ถิงและชิวหยางสมดั่งปรารถนาทุกประการและมีอายุยืนยาว ก่อนจะจากไปด้วยรอยยิ้ม ผละจากผู้เฒ่าทั้งสองก็เห็นเด็กวัเก็บถังน้ำขึ้นแล้วรีบเดินจากไป ทว่าไม่มีท่าทีตื่นกลัวมากจนจะเป็นลมเช่นตอนแรก


            “ขอท่านอย่าได้กังวล ชิวหยาง”


เยว่ถิงกระซิบแผ่วเบาคล้ายรำพึงกับตนเอง แล้วสาวเท้าเดินต่อไป รับรู้เพียงฝีเท้าเบาจนแทบไร้สุ้มเสียงติดตามมา


ลานวัดว่างเปล่ามีบุรุษคู่หนึ่งกำลังโต้เถียงกันอยู่ ล้อมรอบด้วยบรรดาเด็กตัวเล็กตัวน้อยที่มุงดูอยู่


“ข้าบอกแล้วว่าข้าจะอุ้มเจ้าขึ้นไป บันไดชันเพียงนี้ หากเจ้าตกลงมาคงร้องลั่นน่ารำคาญ”


“บิดาเจ้าสิร้อง!” อีกฝ่ายโต้เถียงอย่างเผ็ดร้อนคล้ายลืมตัวว่าอยู่ในวัดวา “เฮอะ ที่ข้าเจ็บตัวก็เพราะใครกัน มิใช่เจ้าหรือไร”


จากที่อารมณ์เสีย น้ำเสียงกลับแปรเปลี่ยนเป็นกระหยิ่มยิ้มย่องอย่างเหนือกว่า “อย่าโทษว่าข้าผิดเพียงผู้เดียว ที่เจ้าเจ็บเอวและสะโพกนั้น... โอ๊ย!


ตะกร้าที่ใช้ใส่ธูป ดอกไม้และเครื่องหอมมาไหว้พระถูกฟาดใส่ศีรษะบุรุษร่างสูงกำยำกว่าออกมา เด็กๆ ที่อยู่รอบข้างอุทานร้องอูออกมาคล้ายเจ็บแทนคล้ายลุ้นระทึก แต่ผู้ใหญ่ที่กำลังวิวาทก็ยังไม่หยุด


“นี่เจ้ากล้าตีหัวข้ากลางวัดหรือ!?”


“นั่นเพราะเจ้าพูดจาชั่วช้าในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สมควรโดนมากกว่านี้ด้วยซ้ำ”


เสี้ยวหน้าของบุรุษร่างสูงโปร่งสวมอาภรณ์ดั่งบัณฑิตถลึงตา พอหันมาเห็นใบหน้าเต็ม เยว่ถิงคิดว่าตัวเองตาฝาดไปชั่วขณะ


คู่สนทนาที่กำลังทะเลาะกันหันตาม บุรุษทั้งสี่คนต่างหยุดชะงักกึกไปอึดใจหนึ่ง


เป็นมู่อวิ้นหลงคนแรกที่รู้สึกตัว ร่างสูงกำยำรีบก้าวยาวๆ เข้ามาแล้วคุกเข่าข้างหนึ่งลงคำนับเบื้องหน้าชิวหยาง


“คำนับท่านประมุข!


เจิ้งซื่อก้มลงบอกบรรดาเด็กเหล่านั้นให้รอคอยสักพัก ก่อนที่จะรีบรุดมาคุกเข่าคำนับต่อชิวหยาง ทั้งยังหันมาคำนับต่อเยว่ถิงด้วยเช่นกัน กลุ่มเด็กน้อยเห็นผู้พามาคำนับก็ทำตามด้วยอยู่ไกลๆ แสดงให้เห็นถึงการอบรมสั่งสอนที่ดี


ไม่รู้ว่าในบรรดาพวกเขาทั้งหมดผู้ใดจะประหลาดใจตกตะลึงที่สุด ชิวหยางขมวดคิ้วน้อยๆ ยามเอ่ย “ลุกขึ้นเถอะ บัดนี้ข้าไม่ใช่ประมุขของพวกเจ้าอีกแล้ว”


ผู้อาวุโสทั้งสองลุกขึ้นพร้อมเพรียง มู่อวิ้นหลงเป็นผู้เอ่ยขึ้น ยังดูวางตัวไม่ถูกเมื่อพบอดีตประมุขเวลานี้ “ถึงท่านจะมิใช่ท่านประมุขแล้ว แต่ข้าไม่รู้จะเรียกท่านอย่างไรให้เหมาะสม...”


“เรียกแม่ทัพอู่อย่างไร” เจิ้งซื่ออดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นคล้ายคนข้างตัวโง่เขลานัก เขาเหลือบมองเยว่ถิงแล้วสะบัดแขนเสื้อก้มคำนับในแบบบัณฑิต “วันนี้ยินดีที่ได้มีโอกาสพบ ข้าขอขอบคุณท่านจากใจจริง... ในทุกๆ เรื่อง”


เยว่ถิงรับคำขอบคุณ เขาไม่ได้รู้เรื่องราวของคนทั้งสองต่อนับจากครั้งสุดท้ายในสนามสัประยุทธ์ระหว่างสองพรรค ได้ยินเพียงว่ามู่อวิ้นหลงกลับพรรคไปรักษาการ ส่วนเจิ้งซื่อถูกกักขังไว้รอการสำเร็จโทษ ขณะนี้แม้ปราชญ์อธรรมจะไม่ถึงกับเป็นบุรุษหน้าหยกเช่นเดิม แต่ก็มิได้ทรุดโทรมดั่งวันที่พาคุณหนูหวังมาให้เขารักษาเมื่อสองปีก่อน


มู่อวิ้นหลงแต่งกายเรียบง่ายเช่นคนฝึกยุทธ์ทั่วไปแทนเกราะสวยงามของขุนพลพิฆาตกิเลน เจิ้งซื่อแต่งกายเช่นบัณฑิตชนชั้นกลางแทนผ้าไหมลื่นของปราชญ์ลิ้นสาลิกา หากมองผ่านๆ คงคิดว่าเป็นเพียงบุรุษชาวบ้านทั่วไปเท่านั้น


ภาพวิวาทกันแล้วฝ่ายหนึ่งเขินอาย กับบรรดาเด็กน้อยประมาณหกคนที่ยืนนิ่งคอยแต่ดวงตากลมโตจ้องแป้วมาอย่างอยากรู้อยากเห็น นี่ไม่ใช่ว่าผู้อาวุโสทั้งสองคล้ายกับสามีภรรยาที่พาลูกๆ มาไหว้พระหรอกหรือ...


เจิ้งซื่อคล้ายจะอ่านสีหน้าของเยว่ถิงออก หูจึงขึ้นสีชมพูอ่อนๆ เขากระแอมไอเบาๆ ก่อนกล่าวเชิญให้ทั้งหมดขึ้นบันไดยาวไปไหว้พระด้านบนพร้อมกัน


มู่อวิ้นหลงและเจิ้งซื่อค่อยดูแลบรรดาเด็กๆ ที่ไม่ส่งเสียงวุ่นวายให้ก้าวขึ้นบันไดแต่ละขั้นไปโดยปลอดภัย เยว่ถิงกับชิวหยางนั้นไม่มีปัญหาในการเดิน แอบเห็นว่าแม้มู่อวิ้นหลงจะคล้ายกับให้ความสนใจยังเหล่าเด็กๆ แต่ดวงตาก็เหลือบมองเจิ้งซื่ออยู่ตลอด ส่วนตัวเจิ้งซื่อเองอาจจะเจ็บดังว่า ทว่าทำตัวเหมือนร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดี


ขึ้นถึงยังบริเวณตัววัดที่เป็นไม้สลักด้วยลวดลายวิจิตรและทาด้วยสีน้ำตาลแดงเข้ม ทั้งสี่ได้เข้าไปไหว้พระ ครานี้เป็นหน้าที่เจิ้งซื่อที่คอยสอนวิธีการไหว้พระตามขนบธรรมเนียมโดยใช้ข้าวของที่อยู่ในตะกร้าส่งให้ทีละคน


เยว่ถิงเพียงไหว้แต่มือเปล่าเท่านั้น ระหว่างหลับตายังอธิษฐานคำเดิม


ขอให้ท่านสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว อุปสรรคเภทภัยใดๆ ล้วนแคล้วคลาด...


นั่นเป็นคำอธิษฐานต่อหนึ่งบุรุษข้างตัว แม้ไม่ทราบว่าฟ้าบันดาลให้ไปถึงหรือไม่ก็ตาม


เยว่ถิงกับเจิ้งซื่อสงบรักษากริยา ส่วนชิวหยางและมู่อวิ้นหลงไหว้พระรวดเร็วคล้ายมิได้ขอสิ่งใด เป็นตามแบบฉบับชาวอธรรมโดยแท้


บริเวณตัววัดเย็นสบายเหมาะแก่การนั่งพักคผ่อน มู่อวิ้นหลงที่ตื้นตันใจได้ไปพูดคุยบางอย่างกับอดีตประมุขของตน ส่วนเด็กๆ ก็จับกลุ่มกันนั่งคุยเล่นกันเงียบๆ อย่างเรียบร้อย แต่ก็ส่งสายตามองอยากรู้อยากเห็นมาเป็นระยะ ยามนี้ยังไม่มีผู้ใดมาในบริเวณ เจิ้งซื่อจึงเล่าความเป็นไปที่ผ่านมาให้แก่เยว่ถิง


“นับแต่วันนั้นเมื่อสองปีก่อน ข้าถูกนำส่งกลับพรรคสะบั้นสวรรค์รอการสำเร็จโทษ ทว่ามู่อวิ้นหลงได้ขอชีวิตข้ากับรองประมุขพรรคไว้ ด้วยเหตุว่าข้าอาจยังมีประโยชน์ ต่อมาได้ร่วมกับเขาทำบางสิ่งให้แก่รองประมุข ข้าจึงได้รับการอภัยโทษแต่ก็ต้องถูกเนรเทศจากพรรค”


เจิ้งซื่อถอนใจ ดวงตายังสับสน


“หลังจากท่านประมุขอู่สละตำแหน่งประมุข มู่อวิ้นหลงเองก็สละตำแหน่งเสนาธิการซ้ายด้วย จากนั้นจึงติดตามข้ามาเช่นผีวิญญาณหลอกหลอน กระนั้น... เพราะเขาได้ช่วยเหลือข้าไว้มากมาย ข้าเลยเลิกถือความเขา ปล่อยให้ทำสิ่งใดก็ทำ สุดท้ายจึงได้สมัครเป็นอาจารย์อยู่ยังสำนึกเล่าเรียนนามฉีหลินร่วมกัน วันนี้เป็นวันว่างจากการอ่านตำรา แต่ศิษย์เหล่านั้นคิดติดตามข้ามาไหว้พระ ข้าจึงนำพามาด้วย”


สำนักเล่าเรียนฉีหลินเป็นสำนักศึกษาทั้งด้านบุ๋นและบู๊ที่ได้ชื่อว่าให้ความเท่าเทียมกันในการศึกษา เจ้าสำนักมีปณิธานแน่วแน่น่านับถือในแคว้นอ้าย หากเป็นผู้มีความสามารถจะไม่แบ่งชนชั้นไม่ว่าเป็นชนชั้นใด ทั้งยังเน้นความเรียบง่ายและการมีคุณธรรมเป็นหลัก เด็กเหล่านี้จึงเชื่อฟังและมีท่วงท่าเสมือนผู้ใหญ่นี่เอง


“ที่แท้เป็นเช่นนั้น แล้วท่านทราบเรื่องคุณหนูหวังหรือยัง”


เจิ้งซื่อพยักหน้า สีหน้าหม่นหมองลง “ทราบแล้ว ข้ายังได้เข้าไปเคารพศพคุณหนูในหุบเขา เป็นเรื่องดีที่ได้นอนหลับเคียงข้างท่านอดีตประมุข”


“ข้าเป็นคนที่อยู่กับนางคนสุดท้าย” ในที่สุดเยว่ถิงก็ได้มีโอกาสบอกสิ่งที่ติดค้างมานาน “นางฝากมาบอกท่านว่านางไปดี ไม่มีสิ่งใดต้องห่วง ขอให้ท่านตัดใจและพบรักใหม่ในเร็ววัน”


เพียงถ้อยคำแผ่วเบา ได้บันดาลให้ธารสองสายได้ไหลรินลงข้างแก้มของปราชญ์หนุ่ม ร่างสูงโปร่งเตรียมคำนับเต็มวิธีแก่เยว่ถิง แต่ผู้มีศักดิ์ท่านอ๋องเข้าพยุงไว้ก่อน


“ไม่เป็นไร ท่านคำนับข้ามากพอแล้ว”


“ขอบคุณท่าน ขอบคุณ”


เจิ้งซื่อเอ่ยเสียงแผ่วเบา เขายืดตัวตรง ใช้แขนเสื้อปกปิดใบหน้าขณะหลับตาแน่น เป็นท่วงท่าอ่อนแอที่เยว่ถิงได้เห็นเป็นครั้งที่สอง เวลาผ่านไปครู่ใจหนึ่ง เจิ้งซื่อจึงค่อยๆ ปรับอารมณ์ เอ่ยเสียงเครือ


“ข้าเคยพูดว่าตนเองติดหนี้บุญคุณท่าน บัดนี้ยิ่งทบทวีเพิ่มขึ้น ข้าควรชดใช้อย่างไร ท่านโปรดสั่งมา”


            “แค่ท่านได้ใช้ชีวิตอย่างที่ท่านต้องการก็นับว่าดีแล้ว”


เจิ้งซื่อมิใช่คนโง่เขลา เพียงแค่พูดคุยไม่นานและสังเกตเพียงครู่เดียวก็รู้เรื่องราวมากมาย ปราชญ์หนุ่มทอดถอนใจหลังละสายตามาจากชิวหยางและมู่อวิ้นหลง


“ท่านกับท่านประมุขมีเรื่องราวผิดใจกันใช่หรือไม่”


เจิ้งซื่อนับว่าเป็นหนึ่งในคนที่รู้จักชิวหยางดี เมื่อถ้อยคำสะกิดแผลใจ เยว่ถิงไม่คิดปิดบังอีก เอ่ยระบายเรื่องราวให้แก่เขา ปราชญ์หนุ่มคิดใคร่ครวญเมื่อฟังจบ ก่อนว่าแผ่วเบา


“...ท่านทราบนิสัยท่านประมุขดี เมื่อเลือกทำเช่นนั้นแล้ว ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงผลลัพธ์เช่นนี้”


“ข้าทราบดี เพียงท่านรับฟังข้าก็เพียงพอแล้ว”


“ท่านรักท่านประมุขใช่หรือไม่” เจิ้งซื่อถามขึ้นมา เยว่ถิงผงะเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าลง


“...ใช่”


“ท่านเคยเอ่ยคำนี้แก่ท่านประมุขหรือไม่”


“...”


“ท่านประมุขมีอดีตแสนข่มขื่น ยิ่งเกิดเรื่องความแตกต่างระหว่างยศศักดิ์ของท่านทั้งสองและท่านยังวางแผนไม่ติดต่อสัมพันธ์ถึงสองปี ถึงเป็นเงื่อนไขของพระปิตุลา แต่สิ่งนี้ยิ่งย้ำความกลัวลึกๆ ของท่านประมุขให้ยิ่งฉายชัด หากเขาจะคิดว่าท่านสิ้นรักจริงๆ ก็ไม่แปลกเลย”


ชิวหยางมีศักดิ์เป็นบุตรอนุ... ความจริงข้อนี้เยว่ถิงกลับหลงลืมไป


ภายใต้ท่าทีเข้มแข็ง กลับซุกซ่อนความไม่มั่นคงเอาไว้ หากกลับเป็นตัวเยว่ถิงเอง ก็คงผิดหวังเช่นกันไม่ว่าจะมีเหตุผลใดๆ ก็ตาม


ผู้รั้งบรรดาศักดิ์อ๋องยกมือลูบใบหน้า เจิ้งซื่อเอ่ยเสียงอ่อนลงคล้ายปลอบโยน


“กระนั้น... ข้าไม่อาจกล่าวได้ว่าผู้ใดผิด ท่านผ่านเรื่องราวมากมาย มักเห็นเรื่องส่วนรวมและเรื่องผู้อื่นสำคัญกว่าตนเองเสมอ ครั้งนี้ท่านหลอกลวงอ้ายอ๋องสำเร็จ แต่ก็แลกด้วยความรู้สึกของคนที่รัก”


“เช่นนั้น ข้าควรทำอย่างไร” เยว่ถิงรู้สึกว่าเรี่ยวแรงที่ขาสองข้างสิ้นลงจึงทรุดกายนั่งพัก


“ท่านเป็นผู้ปราดเปรื่องยิ่งกว่าข้า คงต้องให้ท่านตัดสินใจเอง สิ่งที่ข้าทำได้ คือการพูดคุยให้ท่านประมุขคลายความเจ็บแค้นเศร้าเสียใจลง”



 

เจิ้งซื่อขอพูดคุยกับชิวหยางในที่ลับสายตาผู้คน หลังจากพูดคุยกับชุนอ๋องหลี่เยว่ถิง แม้ยังไม่ขยับริมฝีปาก อู่ชิวหยางก็คาดเดาได้ว่าเขาจะพูดเกี่ยวกับสิ่งใด


“สนทนาเสียเวลานานแล้ว หากเจ้ามีธุระอะไรก็ขอให้เอ่ยอย่างรวบรัด”


ชิวหยางไม่อยากจะเย็นชา ตัวเจิ้งซื่อนั้นแม้เขายังขุ่นเคืองอยู่บ้าง ทว่าอีกฝ่ายและมู่อวิ้นหลงก็ได้ปฏิบัติตามคำสัตย์ว่าจะรักษาพรรคสะบั้นสวรรค์ไว้ในยามที่เขาฝึกปรือวิชา อีกทั้งสุดท้ายอีกฝ่ายยังถือข้างเขามิใช่โจวหวู่ จึงถือว่าไม่มีความเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน


“ข้าทราบเรื่องราวของพวกท่านแล้ว”


เมื่อแม่ทัพเอกแห่งแคว้นอ้ายเงียบ เจ้าของสมญาปราชญ์สาลิกาจึงเอ่ยต่อไปอย่างเรียบเรื่อย


“ท่านเองคงรู้ดีว่าข้ามาเอ่ยสิ่งใด ขอให้เปิดใจพูดคุยด้วยความจริงเถิด” ไม่ผิดว่าเยว่ถิงจะใช้เจิ้งซื่อมาเกลี้ยกล่อมเขา ชิวหยางยกยิ้มเย็น


“เช่นนั้น ข้าเองก็จะเอ่ยตามตรง ข้าเข้าใจว่าเขาทำเพื่อชางเหอและแคว้นอ้าย เขาขอภัยต่อข้า ทว่า... ข้าคิดว่านั่นมิใช่เพราะความรัก เป็นเพียงความรู้สึกผิด มิใช่สิ บางทีอาจเป็นเพราะข้ายังมีประโยชน์ก็ได้กระมัง?”


“ผู้คนมิได้เกิดมาให้ได้รับพรให้ล่วงรู้จิตใจผู้อื่นก็จริง” เจิ้งซื่อเอ่ยอย่างสงบ “แต่ท่านเลือกได้ว่าจะมองคนผู้หนึ่งว่าอย่างไร ดั่งมองผู้มีบาดแผลฉกรรจ์บนใบหน้าว่างดงามที่สุด หรือจะมองว่าผู้ที่งดงามที่สุดแท้แล้วมีบาดแผลอัปลักษณ์”


“แล้วคนที่ข้าไม่เคยล่วงรู้ความเป็นไปในสองปี มีเพียงจดหมายทิ้งท้ายคำสั่งไว้เพียงแผ่นหนึ่ง จะให้ข้าคิดว่าอย่างไร?”


“ผิดหรือไม่ ถูกหรือไม่ เป็นสิทธิ์ของท่านประมุขจะตัดสิน ทว่า มีเรื่องหนึ่งที่ข้าจะเอ่ยแก่ท่าน”


เจิ้งซื่อเล่าเรื่องที่เขาพาเทพธิดาพยากรณ์แห่งพรรคหลบหนี ชิวหยางกับมู่อวิ้นหลงเป็นผู้ติดตามทั้งสองไป จนไปถึงสถานพำนักทหารผ่านศึก


“ครั้งที่ท่านยืนหยุดอยู่ตรงผนังที่หนึ่ง แล้วพ่อบ้านได้กล่าวว่าเบื้องนอกเป็นการทำคลอดแม่ม้า แท้แล้วเป็นท่านอ๋องกำลังรักษาต่อแขนให้คุณหนูหวัง”


...”


“คุณหนูหวังถูกคมดาบของหูเป่ยซงสะบั้นแขน ข้านำพานางไปคุกเข่าขอให้เขาช่วยนาง ธรรมดาแล้วคนที่มีความแค้นต่อกันจะปฏิเสธอย่างไรก็ย่อมได้ แต่เขากลับรับคำขอนั้น ก่อนรักษานางได้เอ่ยว่า จะใช้นางเป็นหนูทดลองในการเชื่อมต่อแขนที่ขาด”


เจิ้งซื่อเว้นอึดใจหนึ่งแล้วเอ่ยต่อ


“เขาคิดเรื่องเชื่อมต่อแขนให้ท่านมาตลอด นับตั้งแต่ได้หวงไท่จื่อช่วยเหลือไว้ก็ตัดสินใจฝึกปรือวิชาแพทย์ถึงสองปี ที่เขาไม่อาจติดต่อท่านเพราะพู่หยกคู่ได้ถูกโจวหวู่นำไป ภายในสำนักก็มีแต่คนรังเกียจว่าเป็นนายบำเรอ จะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ดีด้วย ทว่าเขาก็พยายามจนสอบผ่าน ในที่สุดจึงไปประจำอยู่ยังที่กันดารเช่นนั้น”


“ยามที่ท่านติดตามข้ามา ท่านอ๋องกำลังจะฝังเข็มลงยังแขนของคุณหนูหวัง เขาได้ยินเสียงท่านจึงชะงักไป ทว่าเป็นข้าที่ส่ายหน้าอ้อนวอนให้เขาอย่าได้ส่งเสียงใดๆ และเขาก็ได้ทำตามคำขออันเห็นแก่ตัวของข้า แม้ว่าจะโหยหาบุรุษที่อยู่เพียงผนังฉากกั้นเพียงใด”


“สีหน้าของเขาในยามนั้น... เจ็บปวดจนข้าเก็บมาฝันนับเดือน”


ในความเงียบงัน มีเพียงน้ำเสียงของเจิ้งซื่อเท่านั้นที่ดังก้องอยู่ในอาราม


“ท่านจากไป เขาช่วยเหลือคุณหนูหวังไว้แล้วยังช่วยเหลือข้า ก่อนข้าจะถูกจับ ข้ายังได้เอ่ยฝากฝังคุณหนูหวังกับเขา ทว่าเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น”


“เขาถูกสหายแพทย์ล่อลวงไปตัดเส้นผมและดึงเล็บทั้งห้าในป่า แท้แล้วสหายแพทย์คนหนึ่งเป็นคนของหวงไท่จื่อ อีกคนเป็นคนของโจวหวู่ ที่สุดท้ายตายตกตามกันเพราะถูกฝังเข็มทอง”


“เรื่องราวจากนั้นท่านคงรู้ ยามสิ้นหวังถึงขีดสุด ตื่นมาเขายังพบว่าตนเองเป็นพระโอรสของพระปิตุลา โจวหวู่ต้องการล้างแค้นตระกูลหวัง หวงไท่จื่อ หวู่อ๋องและอ้ายอ๋องเข้ามาพัวพัน จนชีวิตพลิกผันภายในข้ามคืน... ท่านรู้หรือไม่ กระทั่งเพื่อให้ได้พู่หยกมาติดต่อกับท่าน เขายังต้องร่วมมือกับหวู่อ๋องเพื่อแลกเปลี่ยน”


บางเหตุการณ์เยว่ถิงมิเคยได้เอ่ยแก่เขามาก่อน เพราะสิ่งที่กล่าวมีเวลาเพียงชั่วฝันหนึ่งตื่น


“เขาถูกบังคับให้ยั่วยวนนายท่านอู่เสวี่ยจิน กระทั่งรอยฟันกัดก็ไม่ใช่เพียงแค่นั้น...” เจิ้งซื่อหยุดริมฝีปากของตนเมื่อก้าวก่ายมากเกินไป ทว่าก็ฝืนใจเอ่ยให้จบ “ถึงไม่เกินเลยขนาดเสพสมร่วมกัน แต่ก็ตระกองกอดกันข้ามคืน ทว่าท่านอย่าได้ตำหนิผู้ใด สิ่งเลวร้ายเหล่านี้ล้วนเป็นผลมาจากฝีมือของโจวหวู่”


“เรื่องราวบนเขาเบิกฟ้าเอง มิใช่เขารู้ว่าจะมีผู้ใดมาช่วยเหลือ ทว่ากลับกล้าหาญแสดงละครเป็นพระโอรสไร้ศักดิ์บ้าอำนาจ จะตายยังคิดถึงว่าต้องทำให้โจวหวู่กับอ้ายอ๋องแตกคอกัน ท่านจะได้ปลอดภัย... และถ้าหากไม่มีผู้ใดอยู่บริเวณนั้นยามที่นักฆ่าของอ้ายอ๋องมาถึง เขาก็คงต้องเป็นศพให้หิมะกลบหน้าไปแล้ว”


ถ้อยคำมากมายทำให้เส้นเลือดบนขมับขึ้นเป็นรอยและปวดตุบ


            “ท่านอาจโกรธเกรี้ยวที่เขาทิ้งท่านไว้เบื้องหลังโดยมิคิดจะเชื่อใจ ให้รอวันเวลาผ่านไปอย่างทรมาน แต่เขาเองก็ทรมานไม่ต่างจากท่าน”


            “หากท่านทำให้คนที่รักเสียแขนไปข้างหนึ่งเพราะปกป้องตนเอง คิดฝึกฝนเคี่ยวกรำวิชาแพทย์เพื่อช่วยเหลือ ทว่ากลับถูกทำร้ายจนมือใช้งานไม่ได้ ทั้งยังถูกพาตัวไปมาไม่อาจต้านทานเพราะอ่อนแอ วันหนึ่งตื่นมาพบว่าตกอยู่ในวังวนอำนาจ กลายเป็นปฏิปักษ์ต่ออ๋องที่เป็นกบฏต่อเจ็ดแคว้น ท่านจะทำอย่างไร?”


            “ข้ารู้ว่าเหตุใดเขาต้องไปฝึกวิชา!” ชิวหยางคล้ายจะคำราม บริเวณนี้เปลี่ยวร้างจึงมิมีผู้ใดนอกจากเจิ้งซื่อที่ได้ยิน


            ผู้ฟังที่อยู่กับเขามาจนเคยชินไม่ได้ผงะตื่นกลัว เจิ้งซื่อยังคงสุขุมนิ่ง


            “ตามคำพระปิตุลา เขาจึงต้องไม่ติดต่อท่าน ส่วนเรื่องแผนการวิวาห์คุณหนูเหยียน ท่านคงรู้ว่าไม่จริง”


            “ถึงกับยอมให้ข้าลงมือทำร้าย ถึงกับยอมสร้างแขนเทียมไว้ให้ข้ายินดีก่อนจากไป สิ่งใดที่เขาคิดล้วนไร้ช่องโหว่ จะทำการใดล้วนตริตรองอย่างรอบคอบ กับความรักต่อข้าเอง ก็คงวางแผนตริตรองด้วยกระมัง!


เส้นอารมณ์ขาดลง แม่ทัพแห่งแคว้นอ้ายแค่นคำราม ทุกถ้อยคำยังย้อนมากรีดใจตน


            ทว่า... บัดนี้น้ำตาอสูรเช่นเขาเหือดแห้งไปสิ้นแล้ว ไม่เหลือสิ่งใดให้หลั่งไหลลงมาอีก


            “หากเขาไม่ตกลงต่อพระปิตุลา เกรงว่าจะไม่อาจดำเนินการใดๆ ต่อได้ ดีไม่ดีต้องกลับไปสู่แคว้นชางอีกด้วย” เจิ้งซื่อคล้ายย้ำเตือน


“เจ้าจะบอกว่าเป็นข้าที่คิดเข้าใจผิดมากมายไปเองทั้งหมดหรือ”


            “หากเขาไร้ใจจริงๆ หรือคิดหลอกใช้ท่าน เหตุใดต้องไปลำบากไกลถึงแคว้นป๋อ มิสู้คอยพะเนาเอาใจอยู่เคียงข้างท่าน แล้วล่อหลอกให้ไปปะทะกับอ้ายอ๋องจนตายตกตามกันไปไม่ดีกว่าหรือ ฝีมือท่านแทบเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในแคว้นอ้าย อย่างน้อยย่อมต้องฆ่าอ้ายอ๋องหรือโจวหวู่ได้อยู่แล้วหากเอาชีวิตเข้าแลกทั้งหมด เขาเองก็มีกองกำลังของตระกูลหวังและหวงไท่จื่อหนุนหลังย่อมไม่ยาก ทั้งการเดินทางนอกเส้นทางนี้ก็เช่นกัน มิได้อยู่ในจุดประสงค์แรกแม้แต่น้อย”


            ชิวหยางหลับตาแน่นแล้วหายใจเข้าลึกๆ สะกดอารมณ์ทั้งมวลลง มิฉะนั้นปราณของเขาอาจแผ่กระจายสร้างความเสียหายในบริเวณนี้ เจิ้งซื่อเอ่ยด้วยเสียงอ่อนลง


            “ท่านรักเขามาก ยิ่งประชดประชันท่านก็ยิ่งเจ็บปวด พวกท่านฝ่าฝันหลายสิ่งมาด้วยกันมากมายกว่าสวรรค์จะเป็นใจให้มาพบกันอีก ข้ากลัวแต่เพียงว่าพวกท่านจะเสียใจไปตลอดชีวิตหากยิ่งผลักไสกันออกไป”


            ม่านหมอกความเงียบตกลงชั่วอึดใจ ชิวหยางเอ่ยเสียงแหบแห้งและเบา


            “...ข้าต้องการเวลาเจิ้งซื่อ”           


            อดีตเสนาธิการขวาแห่งสะบั้นสวรรค์พยักหน้าน้อยๆ


“...สิ่งที่ท่านสงสัย ว่าเขาจะรักท่านจริงหรือไม่ นี่เป็นเรื่องระหว่างพวกท่าน แต่เขามิใช่เป็นขอทานตาบอด บัดนี้รั้งตำแหน่งถึงอ๋อง จำต้องวางแผนได้แยบคายรัดกุมทว่าเสียดแทงจิตใจ... แต่เดิมเขาก็มีนิสัยข้อนี้ ท่านคงรู้ดี”


            “ใช่ ข้ารู้ คิดถึงเรื่องของคนส่วนมากก่อนเสมอ จนบางครั้งก็หารู้ไม่ว่าผู้อยู่เคียงข้างต้องเจ็บเจียนตาย”


            เจิ้งซื่อหัวเราะเบาๆ ออกมาได้ในที่สุด


            “มาตรว่าความรักมิใช่เพียงความลุ่มหลง หากคิดจะอยู่ร่วมกันจนผมขาวถือไม้เท้าทอง ต้องยอมรับข้อเสียของกันและกัน ยอมให้อภัยในสิ่งที่ขัดแย้งต่อกัน... เสียเวลาท่านมากมายแล้ว สุดท้ายข้าจึงทำได้เพียงขอให้ท่านประมุขคลายความเศร้าเสียใจได้ในเร็ววัน”


            แผ่นหลังของอีกฝ่ายหายลับไปจากเหลี่ยมอาคาร ชิวหยางทิ้งร่างลงพิงกำแพงไร้เรี่ยวแรง


            ตะวันแผดแสงแรงกล้า แต่มือสองข้างยังเยียบเย็น


            เป็นถึงแม่ทัพเอกแห่งแคว้นอ้าย มีสมญานามว่าจอมอสูรพันศพ แต่เวลานี้กลับอ่อนแอเหลือประมาณ

 


 

//ให้เวลาหายใจห้าวิก่อนตัดอารมณ์ไปอ่านtalkค่ะ

 

100%

คู่หลักยังพ่อแง่แม่งอนกันอยู่เลย คู่นี้จู่ๆ ก็โผล่มาพร้อมลูกแล้วตั้งหกคน!?555 เจิ้งเจ็บเอวก็เรื่องนั้นแหละค่ะ ไม่มีเรื่องอื่นหรอก

วิธีนี้คนคงเข้าข้างนุ้งเยว่บ้างไม่มากก็น้อย ส่วนเฮียแกไม่ยอมง่ายๆ จริงๆ ตอนแรกว่าเฮียแกจะงี่เง่าไปหรือเปล่า แต่นี่สองปีนะสองปีในดงศัตรู ฮรือ เป็นเฮียใครจะไม่เจ็บ นี่ขนาดใช้การ์ดเจิ้งซื่อผู้มีค่า speech 999 มาเกลี้ยกล่อมนะเนี่ย

เห็นคนอ่านอินเสี่ยวอ้ายก็ดีใจเด้อ ทีมใครได้ทั้งนั้น แค่อย่าปาเปลือกทุเรียนใส่คนเขียนก็พออ

ยังไงก็ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันนะคะ รีใหม่ก็เจ็บอยู่ดี อะเฮือ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.014K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

7,729 ความคิดเห็น

  1. #7684 กะเทยไหล่กว้าง (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2563 / 19:16
    ดีใจกับคู่รองนะคะ น่ารักมากๆๆๆ ชิวหยางอย่าใจแข็งกับน้อง ขอเวลาอะไรกันคะ 2 ปีที่ห่างกันยังไม่พอหรือ
    #7,684
    0
  2. #7646 Nitto_OuranHC (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 / 10:31
    ขอบคุณเจิ้งซื่ออออ กับมู่อวิ้นหลง ชอบสองคนนี้จังคือน่ารักจังเลย ส่วนเยว่ถิงตอนนี้ทำอะไรไม่ได้แหละ หูตาทั่วไปหมดเดี๋ยวความแตก ส่วนชิวหยาง เก็บอารมณ์ไว้ก่อน รอจบเรื่องแล้วค่อยไปยำเยว่ถิงนะ!
    #7,646
    0
  3. #7589 K.white wine (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 18:05
    มันเจ็บหัวใจอะ แอแงงงงงงงงงงงงงง
    #7,589
    0
  4. #7540 9nvwqluvXz (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2563 / 10:21
    40 ตอนที่ผ่านมา เจิ้งซื่อพูดเยอะมากที่สุดก็ตอนนี้แหละ...เหมือนอัดอั้น 555555
    #7,540
    0
  5. #7397 Hibiki10 (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 17:34
    คือจะให้เข้าใจทั้งหมดในวันสองวันมันไม่ใช่มั้ง มันต้องใช้เวลาน่ะถูกแล้ว
    #7,397
    0
  6. #7393 Weetaime (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 22:51
    สาลิกาลิ้นทองไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
    #7,393
    0
  7. #7258 MinRos (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 03:57
    เราคนนึงทีาเข้าข้างชิวหยางนะคะ แต่น้องถิงเปิดการ์ดท่านเจิ้งสาลิกาลิ้นทอง จะเอาอะไรมาสู้ ^^
    #7,258
    0
  8. #7170 Fueled me (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 09:36
    คิดถึงคู่นี้มาก ห่างหายกันไปสองปีความสัมพันธ์ของพวกแกพัฒนาขึ้นนะ แงงงงงงง ชิวหยางอย่าน้อยใจไปเลย พวกแกต้องคุยกันดีๆนะ
    #7,170
    0
  9. #7072 lilying_ (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 3 มีนาคม 2563 / 14:14

    สงสารทั้งคู่ ฮือ

    #7,072
    0
  10. #7020 fah_ikon14 (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 / 02:07
    เราเข้าใจเฮียอะ แบบเออเข้าใจสุดๆ ต้องรักแค่ไหนอะถึงยอมก้มหัวให้คนที่อยากฆ่าหั้ยตัยตั้งสองปีเพื่อทำจามแผนของคนที่หายไปไหนกะไม่บอก กลับมายังคล้ายว่าจะเปลี่ยนไปอีกก สุขุมเยือกเย็นถ้าเราเป็นเฮียก็คงมีเป๋บ้างแหละ อุแง้ ถิงถิงต้องง้อเฮียนะครั้งนี้อะ!!
    #7,020
    0
  11. #6781 Wang19th (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2562 / 19:12
    ฮือออออออออ เศร้าใจยิ่งนัก
    #6,781
    0
  12. #6764 chalillxx_ (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 23:46
    ร้องไห้แล้วค่ะแม่ ในที่สุดก็ได้ฟังฝั่งชิวหยางบ้าง แข็งนอกอ่อนในที่แท้
    #6,764
    0
  13. #6734 pcy921 (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 20:58
    ในที่สุดเจิ้งซื่อก็ได้ใช้ความสามารถแล้วค่ะ
    #6,734
    0
  14. #6688 นะนุ่นน้วย (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 01:15
    ไม่เคยคิดว่าอาหยางจะงี่เง่าเลย แบบเข้าใจมากๆว่ามันแบบเป้นท้อแท้เป้นเส้าเป็นโกด แต่ขอเถอะ อย่าโกดน้องลูกกกกกก น้องทำเพื่อเจ้าอาหยางของแม่ น้องทำเพื่อเจ้าทั้งนั้น ใจเย้นๆก่อนนนนน
    #6,688
    0
  15. #6661 Ne4w (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2562 / 09:24
    สกิลพูดเจิ้งซื่อคือที่หนึ่งในใต้หล้าจริงๆ
    #6,661
    0
  16. #6574 Ppttyc_ (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 9 กันยายน 2562 / 14:03
    ในที่สุดก็เจอเจิ้งซื่อกับมู่อวิ้นหลงแล้วดูเป็นข้าวใหม่ปลามันครอบครัวสุขสรรค์จริงๆ5555แต่แบบหายใยไม่ออกอีกแล้วแม่เหมือนทุกอย่างมันก็ทะลักเข้าใส่เป็นนี่นี่ไม่ไหวแล้วนะล้มทั้งยืนเลย
    #6,574
    0
  17. #5934 N@TTY (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:03
    เจิ้งซื่อคนดี ขอภาคขยายคู่นี้ได้ไหมคะ
    #5,934
    0
  18. #5751 AwkorMZ (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 / 21:22
    เข้าใจทั้งคู่เลยอ่ะ ฮือออ
    #5,751
    0
  19. #5701 punngirigiri (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 / 20:11
    เรื่องนี้เราชอบตัวละครเจิ้งซื่อมากที่สุดเลย ขอบอก!!!
    #5,701
    0
  20. #5673 Midories (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 / 21:20
    พี่อย่างอนนาน สงสารน้องเถอะ น้องก็เป็นคนแบบนี้ จิตใจน้องกว้างใหญ่ดั่งมหาสมุทร เชื่อพีาเขิ้งเถอะนะ
    #5,673
    0
  21. #5657 Ladavanh (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 / 13:05

    #ทีมชิวหยาง อย่าใจอ่อนง่ายๆนะท่าน เวลาสองปีกับความเจ็บปวดเพราะพิษความคิดถึงมันรุนแรงเพียงใดท่านอย่าได้ลืมสิ้นง่ายๆ

    #5,657
    0
  22. #5640 ::Rabbit Hole:: (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 / 10:56
    บีบหัวใจมาก
    #5,640
    0
  23. #5547 chocolato.p (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 / 09:20

    บีบหัวใจเหลือเกิน ฮืออออ อาเจิ้งได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขแล้วสิน้า

    #5,547
    0
  24. #5439 luhan7_lulu (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2561 / 08:24

    ชิวหยางงง
    #5,439
    0
  25. #5429 IsGarfield (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2561 / 00:21
    อ่านตอนนี้แล้วน้ำตาไหลร่วงเลยอ่าาาา😭😭😭
    #5,429
    0