หทัยจอมอสูร [Yaoi] -END- (สนพ.ฟาไฉ)

ตอนที่ 42 : 40 - แตกร้าว 26/12/60

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20,455
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,061 ครั้ง
    26 ธ.ค. 60

หทัยจอมอสูร [Yaoi]

39 – แตกร้าว

 

            ขบวนเดินทางของชุนอ๋องหลี่เยว่ถิงออกจากนครหลวงแห่งแคว้นอ้ายตั้งแต่ฟ้าสาง โดยมีขบวนทหารใต้การบังคับบัญชาของแม่ทัพเอกอู่ชิวหยางคอยติดตามคุ้มกัน แม้มีจำนวนทหารไม่มากทว่าล้วนมีฝีมือเป็นเลิศ


            ธงแห่งแคว้นอ้ายโบกสะบัดข่มขู่เหล่าโจรนอกกฎหมายให้หวั่นเกรง อักษรสีดำตวัดสวยงามบนธงพื้นขาวกรอบแดงดูน่าเกรงขามสูงส่ง


             เดินทางยาวไกล คราแรกเยว่ถิงปรารถนาจะควบขี่อาชา แต่ได้มีผู้หนึ่งทัดทานไว้


“หนทางไม่สะดวกสบายนัก ขอเชิญท่านอ๋องนั่งในรถม้าจะเหมาะสมกว่า”


ชิวหยางเป็นผู้กล่าวกับเขาขณะนำทหารมารับยังตำหนักอัสดงสราญรมย์ ท่าทางสุขุมห่างเหินและเว้นระยะออกไประหว่างสนทนา


“ท่านแม่ทัพไม่ต้องห่วง ข้าพอมีทักษะในการควบขี่อาชา จะไม่ทำให้การเดินทางล่าช้าเด็ดขาด”


“ข้าทราบว่าท่านอ๋องเป็นผู้มีเหตุผลเป็นเลิศและเห็นแก่แผ่นดินแคว้นอ้ายเหนือสิ่งอื่นใด ย่อมอยากให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ความปลอดภัยของท่านก็สำคัญเจ้าของดวงหน้าเรียบสนิทหันไปเอ่ยแก่บุรุษสองคนที่ติดตามเยว่ถิงมา องครักษ์เฟย โปรดส่งท่านอ๋องขึ้นรถด้วย”


เฟยอวี่และเฟยเทียนเหลือบมองกัน แม้เพิ่งพบชิวหยางหลังจากได้ยินชื่อเสียงมานาม แต่ดูแล้วพวกเขาเกรงใจแม่ทัพแห่งแคว้นอ้ายผู้นี้อยู่หลายส่วน ยังรอดูท่าทีไม่กล้าตัดสินใจทำสิ่งใด เยว่ถิงต่อคำ


“ท่านแม่ทัพกังวลเกินไปแล้ว”


“เป็นหน้าที่ของข้าที่ต้องคุ้มครองท่าน โปรดอย่าทำให้ข้าลำบากใจ”


ถ้อยคำเย็นชาและสายตาคู่นั้นเกือบจะว่างเปล่า มิได้มีอารมณ์ใดๆ ปรากฏต่อเขาอีก บุรุษหล่อเหลาคมเข้มในเกราะอ่อนสีทองและมีผ้าคลุมสีแดงเข้มยาวจากไหล่กว้าง ดูไปกลับคล้ายคนแปลกหน้า


“หากท่านยืนกรานเช่นนั้น... ข้าก็คงไม่ขัด”



 

เปิดม่านจากหน้าต่างรถม้า เห็นเพียงแผ่นหลังตั้งตรงสง่าของบุรุษในเกราะสีทอง ผ้าคลุมสีเขียวเข้มไม่คุ้นตาสะบัดพัดปลิวตามจังหวะบังคับอาชา


เฝ้าฝันจะได้พบเจอทุกวันยามเหยียบอยู่คนละแคว้น บัดนี้อยู่ใกล้สมใจอยากแล้ว ทว่าหัวใจกลับยิ่งห่างไกล


เยว่ถิงปิดม่านลง เวลานี้ยังไม่สมควรสนทนาสนิทสนม เพราะไม่แน่ว่าอ้ายอ๋องยังหวาดระแวงชิวหยางส่งคนมาติดตามอยู่ หรือขบวนทหารเหล่านี้จะมีสายสืบซ่อนเร้นเขาก็หาได้ล่วงรู้


สองปีแรกที่ลาจาก ไม่รู้ความเป็นตายของกันและกัน ทรมานเพียงใดเยว่ถิงรับรู้ดี


บัดนี้พวกเขาทั้งคู่ได้ลิ้มรสมันอีกครา ทั้งตัวเขาเองยังเป็นผู้ตัดสินใจเลือก เขาอาจอ้างถึงเงื่อนไขของพระปิตุลาว่าบีบบังคับให้กระทำ แต่เขาเองก็มิใช่น้อยหน้า เมื่อคิดแผนเอาประโยชน์จากการจากลานี้ซ้อนอีกครั้ง


แผลจากรอยตบบนใบหน้ามิได้ทุเลา ถึงได้ยาดีแค่ไหน นับวันกลับทวีความเจ็บปวด


ตาสีฟ้าเหลือบมองภาพสะท้อนใบหน้าตนเองจากโลหะที่ตกแต่งภายในรถม้า


กรอบใบหน้าที่เคยละเมียดละไมเปลี่ยนเป็น สูงส่ง เยือกเย็น รัศมีแห่งพลังอำนาจกระจายออกมา


เขาย้ำเตือนตัวตนเอง อย่าให้ชุนอ๋องหลี่เยว่ถิงกลืนกินเยว่ถิงขอทานตาบอดผู้นั้นไปเสียสิ้น


ระหว่างคิดคำนึง รถม้าได้เคลื่อนผ่านเนินสูง ตัวรถเกิดการกระแทกกับพื้นดินทำให้เสี้ยวหนึ่งของพู่หยกคู่ตกลงแทบเท้า


เยว่ถิงก้มลงหยิบพู่หยกคู่นั้นขึ้นมาอย่างเบามือ เพิ่งสังเกตว่าเมื่อสีเขียวหยกยามต้องแสงแล้วหม่นหมองแค่ไหน


ก่อนจะเกิดเสียง แคร่ก


หยกศิลารูปเสี้ยวจันทร์ครึ่งซีกเกิดรอยแตกร้าวลง รอยตำหนิมีขนาดเท่าเล็บนิ้วก้อย แต่ทำให้สายพิณที่ตึงเกินไปในจิตสำนึกขาดสะบั้น เขาก็ไม่อาจกดอารมณ์นึกคิดอันเยือกเย็นของตนได้อีก


สิ่งที่ตัดสินใจลงไปจะไม่อยู่ในแผนการแต่แรกเริ่ม เยว่ถิงเปิดม่านก้าว แล้วสั่งให้หยุดขบวน


“ข้าจะเปลี่ยนเส้นทาง เราจะไปตามทะเลสาบดอกเหมย สัญจรผ่านสุ่ยหนานและหมู่บ้านมู่หาน ก่อนจะไปยังลุ่มน้ำวูซา”


ผู้มีศักดิ์เป็นแม่ทัพเอกชักม้ากลับมา ขมวดคิ้วฉับทันทีหลับฟังจบ


“เกรงว่าข้าจะไม่เห็นด้วย เส้นทางสุ่ยหนานคนพลุ่งพล่าน ส่วนมู่หานก็กันดารและมีโจรชุกชุมเกินไป ทั้งระยะทางยาวกว่าทางเดิมจะทำให้เสียเวลาเพิ่มอีกสองวัน”


“ข้าใคร่แวะทำธุระส่วนตัว ไม่คิดทำให้เสียกิจในครั้งนี้ ขอท่านแม่ทัพเห็นชอบด้วย”


“ไม่ทราบว่าเป็นธุระใด”


ชิวหยางคงจะไม่ยินยอมโดยง่ายและต้องการซักไซ้ถึงสาเหตุให้ถึงที่สุด เยว่ถิงจึงจำต้องเอ่ยด้วยเสียงเด็ดขาด


“เป็นธุระส่วนตัว ถึงท่านแม่ทัพเอกจะเป็นผู้คุ้มกัน แต่ครั้งนี้ผู้นำขบวนคือข้า การตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางย่อมกระทำได้”


ดวงหน้าไร้อารมณ์ของอีกฝ่ายเปลี่ยนเป็นไร้ซึ่งความพอใจ ค้อมศีรษะลงแล้วกระตุกบังเหียนหันกลับไป ก่อนตะโกนสั่งการเหล่าทหารถึงการเปลี่ยนเส้นทาง


“ท่านอ๋องคิดจะทำอะไรหรือ” เฟยอวี่ดึงอาชาย่างเหยาะเข้ามาถามอย่างเป็นกังวล เฟยเทียนที่ขมวดคิ้วแน่นเองก็ออกปาก “ข้าไม่ควรเสียมารยาทในเรื่องของท่านทั้งสอง ทว่าหากทำให้แม่ทัพอู่ขุ่นเคือง เรื่องราวอาจยิ่งยากลำบาก”


“เรื่องราวต้องยากลำบากอยู่แล้ว” เยว่ถิงเอนกายพิงเบาะ ยกมือขึ้นแตะรอยบนใบหน้าอย่างเหม่อลอย


 

ขบวนเดินทางมาหยุดยังโรงเตี๊ยมในหมู่บ้านเล็กๆ ริมทะเลสาบดอกเหมย ถือเป็นเรื่องไม่ธรรมดาสามัญ เจ้าของโรงเตี๊ยมรีบวิ่งเข้ามาคำนับพวกเขา


เยว่ถิงผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เป็นอาภรณ์ของสามัญชน ชิวหยางและองครักษ์เฟยเองก็สวมผ้าหนาแทนเกราะ กระนั้นก็ยังดูน่าเกรงขามเกินไปสำหรับเจ้าของโรงเตี๊ยมเล็กๆ


“ข้าเป็นขุนนางที่ต้องเดินทางไกลไปราชการ ไม่ทราบโรงเตี๊ยมมีห้องพักเพียงพอหรือไม่”


“คำนับใต้เท้า คำนับใต้เท้า เจ้า! รีบไปจัดเตรียมอาหารและห้องพักรับรองเดี๋ยวนี้!!


แสดงให้เห็นว่าเหล่าขุนนางต่างมีอำนาจมากมายเพียงใดในเวลาสองปีที่เขาไม่ได้อยู่ยังแคว้นอ้าย


เยว่ถิงนั่งลงยังโต๊ะทานอาหารพร้อมด้วยองครักษ์เฟยและชิวหยาง ผู้ที่แม้จะปฏิเสธแต่ก็ถูกองครักษ์เฟยรบเร้ามาได้ในที่สุด ส่วนเหล่าทหารของเขาต่างกระจัดกระจายนั่งอยู่ยังโต๊ะใกล้ๆ ผ่อนคลายจากการเดินทางด้วยอาหารและสุราดี


บรรยากาศหม่นมัวบนโต๊ะทำให้ไม่มีผู้ใดปริปาก กระทั่งเสี่ยวเอ้อได้ยกอาหารมากมายมา เฟยเทียนจึงลุกขึ้น


“ท่านอ๋อง ข้าต้องขอตัวไปจัดการเรื่องห้องพักให้เรียบร้อย”


เฟยอวี่ลุกขึ้นตามแทบจะในทันที “ข้าเองก็ต้องขอตัวไปตรวจตราดูความปลอดภัยรอบสถานที่เช่นกัน"


บนโต๊ะอาหารในมุมอับสายตาจึงเหลือเพียงผู้มีศักดิ์เป็นท่านอ๋องและแม่ทัพแห่งแคว้นอ้าย ชิวหยางมองตามหลังทั้งสอง ก่อนจะลุกขึ้นตาม


“ข้าเพิ่งนึกได้ว่าสมควรไปพูดคุยเรื่องกับบรรดาทหารเช่นกัน ขอตัว”


ร่างสูงแข็งแกร่งหมุนตัวหมายเดินจากไป แต่เคลื่อนไปได้ครึ่งก้าวก็ต้องหยุด เมื่อแขนเสื้อยาวถูกมือของเยว่ถิงดึงไว้


ดวงหน้าคมคายที่ตราตรึงเลิกคิ้ว ริมฝีปากหักมุมโค้งลงน้อยๆ ดวงตาฉายแววเย็นชา เยว่ถิงปล่อยออกด้วยท่าทีเรียบเฉย แม้ในอกจะร้อนผะผ่าว


ข้ามีเรื่องที่ต้องสนทนากับท่าน


ชิวหยางสะบัดข้อมือแล้วปัดแขนเสื้อเบาบริเวณที่ถูกสัมผัสเบาๆ อย่างแนบเนียน หัวใจผู้มองคล้ายจะถูกเข็มทิ่มแทงให้รู้สึกเจ็บอยู่ภายใน “รอท่านสั่งการต่อหน้าองครักษ์เฟยทั้งสองด้วยดีกว่า ข้าขอตัว...”


“ชิวหยาง”


ดวงตาสีแดงคู่นั้นตวัดมอง เยว่ถิงลอบถอนใจ ผายมือไปยังเก้าอี้ตรงข้าม


“นั่งลงก่อนท่านแม่ทัพ อาหารบนโต๊ะมีมากมาย ข้าคนเดียวจะกินหมดได้อย่างไร อีกอย่างข้าเอ่ยว่าจะสนทนากับท่าน ก็คือจะพูดคุยกับท่านเท่านั้น ผู้อื่นไม่เกี่ยว”


ชิวหยางทำตามคำสั่ง แต่ก้มหน้าก้มตาคีบอาหารเข้าปากโดยทำเหมือนว่าเขาเป็นธาตุอากาศ เยว่ถิงจึงจำต้องวางสายตาไปรอบโรงเตี๊ยมแทน


ผ่านมาสี่ปีแล้ว โรงเตี๊ยมนี้ก็ยังคงเดิม... ทุกความทรงจำคล้ายประดังเข้ามา ครั้งสุดท้ายที่พวกเขาล่ำลากันก่อนไปยังป่าไผ่เงิน กระทั่งโต๊ะตัวนี้ก็ยังเป็นตัวเดิม มุมเดิมที่เคยพูดคุยหยอกล้อกัน 


เยว่ถิงมองบรรดากับอาหารเหล่านั้น เป็นเต้าหู้ผัดเสฉวน ต้มคึ่นฉ่ายกระเพาะปลา หมั่นโถวไส้ผัก หมูแดงรมควันและรากบัวต้มน้ำขิง อาหารที่คนผู้หนึ่งจำได้ขึ้นใจว่าเขาชอบทาน แต่ชิวหยางไม่คล้ายจะมีท่าทีระลึกถึงความหลังแต่ประการใด


“ข้าขออภัยต่อท่าน”


มิมีอันใดที่ท่านอ๋องต้องขออภัยต่อข้า


“ไม่เพียงขออภัย ข้ายังเป็นหนี้บุญคุณท่าน”


“สิ่งที่เราทำคือแลกผลประโยชน์ ฉะนั้นถือว่าท่านไม่ได้ติดค้างสิ่งใด”


ถ้อยคำที่กล่าวออกมาล้วนเหมือนคมกระบี่ที่ทิ่มแทง ตัวเขาที่ผู้คนว่ากันว่าวาจาคมคาย ตอนนี้ยังไร้วาจา


คาดว่ายังมิมีผู้ใดบอกกล่าวชิวหยางเรื่องบทสนานาระหว่างเขากับพระปิตุลาบนหน้าผา


เขาไม่อยากให้ชิวหยางชิงชังต่อบิดาแต่ในเมื่อความจริงนั้นขื่นขม จะเอ่ยอย่างไรให้หอมหวานได้


            บุรุษตรงหน้ายังนิ่งเฉยคล้ายการทานอาหารเป็นเรื่องที่ต้องกระทำอย่างจดจ่อตั้งใจ อากาศกดดันทำให้ไม่อาจขยับตัว ทั้งความรู้สึกอยากอาหารหดหายไปหมดแม้นจะเริ่มแสบกระเพาะ กลายเป็นมองอีกฝ่ายทานอาหารไปเรื่อยๆ แทน


ท่วงท่าสง่างามแต่ไม่ประดิษฐ์บรรจงเกินไปทำให้ยากจะละสายตา ตอกย้ำกว่าตนว่าคิดถึงร่างตรงหน้ามากเพียงใด


จนเมื่อชิวหยางทานเสร็จก็วางตะเกียบลงแล้วเอ่ยขึ้น “หากท่านอ๋องมิมีเรื่องสำคัญอันใด ข้าคงต้องขอตัว”


ครานี้เยว่ถิงไม่เอ่ยปากรั้งไว้อีก แต่สิ่งที่จะเอ่ยจุกตันอยู่ยังลำคอ


ชิวหยางยังปฏิบัติตัวว่าเขาคือชุนอ๋องหลี่เยว่ถิงและตนเป็นแม่ทัพผู้สัมพันธ์กันเพียงภาระหน้าที่เท่านั้น

 



            หลังจากรับประทานอาหารและอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย องครักษ์แซ่เฟยทั้งสองก็นำเยว่ถิงไปยังห้องพักเดี่ยว ภายในห้องเป็นดั่งโรงเตี๊ยมชั้นกลางทั่วไป แต่บางสิ่งบางอย่างที่ไม่เข้าพวกเช่นผ้าห่มแพรและโคมประดับดูแล้วคงเพิ่งนำมาจัดวาง


            ท้องอิ่มหนำ กลับไม่คิดอยากหลับตานอน เยว่ถิงเปิดหน้าต่างออกไปยังเบื้องนอก


            สายลมเบาบางพัดระเรื่อย ดังมีมืออันละเอียดอ่อนข้างหนึ่งลูบสัมผัสผิวหน้าและใช้หวีชั้นดีสางผ่านเส้นผม กลิ่นดอกเหมยลอยโชยมา ห้องพักนี้เป็นห้องพักทำเลที่สุดที่สามารถเห็นเบื้องหลังโรงเตี๊ยม ทะเลสีขาวชมพูอ่อนจางและสีเขียวของทะเลสาบห่างไกลออกไป


แหงนมองขึ้นไปพบดวงจันทร์สว่างนุ่มนวลแขวนเหนือผืนฟ้าสีน้ำหมึก ยิ่งสะทกสะท้อนใจว่าเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง


            เยว่ถิงปลดเสี้ยวหยกคู่พระจันทร์มาไว้ในมือ ยิ่งดูแลเป็นอย่างดีเมื่อเกิดรอยแตกร้าว


            ผ่านมาสองปีนี้เขาไม่ได้หลับนอนในคืนจันทร์เพ็ญเช่นนี้ตลอดไม่ว่างเว้นวันไหน ร่างกายคล้ายจดจำได้ ทำให้ไม่รู้สึกง่วงงุนแม้แต่น้อยแม้จะเดินทางเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน


            อุปทานว่าได้ยินเสียงพิณเศร้าหนึ่งล่องลอยมา เยว่ถิงจึงหยิบเสื้อคลุมขนสัตว์สีน้ำตาลขึ้นคลุมไหล่ เหน็บกระบี่ข้างเอวแล้วเดินลงจากห้องพัก พอถามถึงเจ้าของโรงเตี๊ยมก็ได้ความว่าไม่มีผู้ใดเล่นพิณ ให้เยว่ถิงรำพึงว่าคงเป็นเขาที่หูแว่วไปเอง


“แต่ในหลังห้องเก็บเบื้องหลังมีพิณไม้เก่าๆ อยู่อันหนึ่ง หากใต้เท้าใคร่ชมดนตรีข้าจะไปเรียกผู้ที่เล่นได้มา คนผู้นี้ฝีมือไม่อาจกล่าวได้ว่าดีเลิศ กระนั้นคงพอฟังได้เพลิดเพลิน”


เยว่ถิงลูบมือข้างขวา รอยแผลเป็นนูนจากครั้งถูกเข็มทองตรึงยังคงตราประทับอยู่ เขายกยิ้ม


“หากไม่รบกวนเกินไป ข้าใคร่ขอยืมพิณอันนั้นสักหน่อยได้หรือไม่”


“อ่า! ผู้น้อยยินดียิ่ง!” เถ้าแก่โรงเตี๊ยมรีบฉีกยิ้มประจบประแจง สั่งให้เสี่ยวเอ้อคนเดิมวิ่งไปเอาพิณมา พอได้พิณแล้วเยว่ถิงจึงส่งถุงเงินให้เขาจำนวนหนึ่ง เถ้าแก่ตาลุกวาวรีบก้มหัวคำนับ คำพูดที่เอ่ยออกมาผิดกับสีหน้าไม่น้อย


“ผู้น้อยไม่กล้ารับ เงินเท่านี้ท่านจะซื้อพิณชั้นดีก็ยังได้...”


“เอาเถอะ ถือเป็นค่าสำหรับที่พวกเจ้าจัดห้องพักให้ข้าอย่างดีด้วย”


เยว่ถิงไม่รอฟังเถ้าแก่สรรเสริญเขายืดยาวก็สะบัดศีรษะมองซ้ายขวา เฟยอวี่กับเฟยเทียนกำลังสนทนาบางอย่างต่อกัน โดยที่ชิวหยางไม่ได้อยู่ในบริเวณ คาดว่าจะไปตรวจตรารอบสถานที่โดยรอบ


โชคดีที่ร่ำเรียนวิชาตัวเบามาจนถือว่าน่าพึงพอใจ เยว่ถิงแอบลอบออกมาจากโรงเตี๊ยม หาอาชาของเหล่าทหารสักตัวหนึ่งแล้วกระโดดขึ้นบังคับควบทะยานออกไป


พอกระตุกบังเหียนแหวกผ่านม่านอากาศไปไม่นาน เยว่ถิงก็ได้ยินเสียงฝีเท้าอาชาว่ามีผู้ติดตาม แต่เขาไม่ได้หยุดชะงักทั้งยังเร่งความเร็วขึ้นขณะมุ่งตรงเบื้องหน้า


ครั้งสุดท้ายที่เห็นที่แห่งนี้เป็นครั้งแรกที่เขาพบชิวหยางในความฝัน ความงดงามของทิวป่าดอกเหมยและน้ำใสราวกระจกยังตราตรึงชวนลืมหายใจ ลมพัดวูบหนึ่ง กลีบม่านดอกไม้โปรยปรายร่วงโรยลง ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งได้กลิ่นหอมจรุงรวยริน


สี่ปีแล้วทะเลสาบดอกเหมยไม่เปลี่ยนแปลง ต่างกับใจคนแปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา


เยว่ถิงเหวี่ยงร่างลงจากอาชา  กระชับพิณเก่าไว้ในอ้อมแขนยามนั่งลงตรงใต้ต้นเหมยต้นไม้หนึ่ง สูดกลิ่นหอมธรรมชาติเข้าปอด เงยหน้าพิงลำต้นแล้วหลับตา


“เป็นท่าน ชิวหยาง”


“ข้าเป็นแม่ทัพผู้มีหน้าที่คุ้มกันท่านอ๋อง ย่อมไม่ละเลยต่อหน้าที่อยู่แล้ว”


เยว่ถิงค่อยๆ ลืมตา บุรุษตรงหน้าสง่างามคมเข้มและมีรังสีแห่งดุดันลึกลับ เส้นผมสีดำสนิทและอาภรณ์พัดปลิวกอปรกับทัศนียภาพโดยรอบบันดาลให้คล้ายกับเป็นภาพวาด


“สองปีนี้ข้าไปฝึกฝนวิชายังบึงตำหนักเร้นลับ เมื่อสองปีก่อน หากท่านยังจำได้ วันที่ข้าไปกับผู้ตรวจการเฟย ข้าได้พบกับพระปิตุลาเฉิงกง... หรือก็คือบิดาของข้า”


ใบหน้าของชิวหยางไม่ปรากฏความประหลาดใจ มิคาดอีกฝ่ายจะรู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องแล้ว


“แล้วท่านก็แลกความรักต่อข้ากับไหมจักรพรรดิห้าสีเส้นนั้น”


นับแต่พบกันในช่วงสองปี นี่เป็นครั้งแรกที่ชิวหยางยิ้มยามอยู่กับเขา


เป็นรอยยิ้มที่ไม่อาจเดาความในใจ ทั้งเย้ยหยัน ทั้งปลดปลง ทั้งหยิ่งยโส ทั้งอ่อนแอ ทั้งว่างเปล่า ทั้งเต็มไปด้วยอารมณ์มากมาย


เยว่ถิงพลันรู้สึกเหมือนจมน้ำทั้งเป็น


“...”


นิ่งอึ้งเหมือนสิ้นคำพูด แต่ความแข็งแกร่งภายในของตนไม่ได้เปราะบางเพียงนั้น


“ไม่ทราบผู้ใดบอกแก่ท่าน ทว่ามิใช่แลกความรัก แต่เป็นการไม่ติดต่อท่านยามฝึกวิชา ข้าได้ทำตามเงื่อนไขของท่านพ่อจนครบสมบูรณ์ ความสัมพันธ์ของข้ากับทั้งท่านจะไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป”


“อย่าได้ห่วง ข้ามิคิดทรยศหักหลังท่านไปจนจบแผนการ ศึกนี้อย่างไรเราก็ต้องคว้าชัยเหนืออ้ายอ๋องและโจวหวู่”


อีกฝ่ายกล่าวไปถึงอีกสิ่งหนึ่ง เพียงเท่านี้เยว่ถิงก็รับรู้ได้ว่านี่มิใช่เวลาแก้ตัวขออภัย


ความเจ็บปวดแห่งการรอคอยไร้คำตอบยาวนานถึงสองปี เขาจะเร่งให้เยียวยารักษาเพียงไม่กี่วันคงถือได้ว่าคิดเกินน้อยไป เยว่ถิงหลุบตาอ่อนลง


“สิ่งที่ข้าได้เลือกไป ข้าไม่อาจกล่าวได้ว่าสำนึกเสียใจ อย่างไรก็ดี ข้าจะซื่อสัตย์ต่อหัวใจตนเอง และยินดีรอท่าน”


เยว่ถิงเอ่ยด้วยเสียงอ่อนเบา ค่อยๆ ช้อนดวงตาขึ้นมอง เห็นประกายไหววูบในดวงตาสีแดงทับทิม  


นิ้วไล้ลูบผ่านพิณไม้ เอนกายพิงเหมยฮวาต้นใหญ่


“ข้าเคยเล่นพิณตอนเป็นขอทานตาบอด เพราะมักดีดผิดเพี้ยนไปเสมอ ทว่าก็โชคดีที่มีคนผู้หนึ่งคอยฟังเพลงของข้าอยู่ทุกค่ำคืนและจะร้องเพลงคลอเบาๆ  ให้เขารู้สึกว่าความมืดนั้นไม่ได้เปล่าเปลี่ยวเสมอไป”


“...”


“แม้ว่าคนผู้นั้นจะถูกทำนายว่าต้องสิ้นชีวิตเพราะข้า หรือแม้ข้าอัปลักษณ์เพียงใด แต่คนผู้นั้นก็หาได้ใส่ใจไม่ ยังคงคุ้มกันข้าโดยไม่คิดถึงตนเอง ในพายุที่โหมกระหน่ำ ไม่มีที่ใดที่ข้ารู้สึกปลอดภัยเท่าในอ้อมกอดของเขา”


ในที่สุดชิวหยางก็หันมา เยว่ถิงเห็นอารมณ์รุนแรงมากมายในดวงตาคู่นั้น สายตาสองคู่ประสานกัน แลกเปลี่ยนความเจ็บปวดร้าวรานที่ยากจะปล่อยวาง


ชิวหยางกระตุกยิ้มหยันขึ้น มือกำรวบยังกระบี่ระบายอารมณ์


“หลังจบเรื่องวุ่นวายแล้ว ต่างคนต่างใช้ชีวิต ข้าออกรบ ท่านครองแคว้นอ้าย ข้าตบแต่งฮูหยิน ท่านตบแต่งพระชายา มีบุตรธิดาสร้างครอบครัวอบอุ่น นี่อาจเป็นสิ่งที่ถูกต้องมากกว่า”


ถ้อยคำโหดร้ายดั่งราดน้ำเกลือลงยังแผลเหวอะหวะ ทว่าดวงตาคู่ตรงหน้าแสนเศร้าโศกเหลือเกิน


ริมฝีปากของเยว่ถิงสั่นน้อยๆ ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกๆ ควบคุมเสียงไม่ให้สั่นตามไปด้วย


“ข้ายินดีจะรอท่าน... ตลอดไป”


ขอบตากลับมาร้อนผ่าว ท่วงท่าของเยว่ถิงกลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง ได้ยินเสียงชิวหยางหายใจแรงๆ ยกมือคำนับ


ร่างสูงใหญ่เดินอ้อมไปยังเบื้องหลังต้นเหมย เยว่ถิงวางพิณไว้บนตัก มือข้างขวาที่ผ่านการฝึกปรือใช้งานได้คล่องขึ้น แม้ไม่อาจจับเข็มได้ แต่การดีดพิณในเพลงพื้นบ้านของแคว้นอ้ายก็ยังไม่เกินความสามารถ


ได้ยินเสียงพิณขับขาน เป็นผู้ใด? เป็นท่านหรือไม่? ท่านผู้มาเยือนแคว้นอ้าย

ยามวสันต์ทักทาย หอมหมื่นบุปผาลมพัดโปรย

ควบขี่อาชามีข้าและท่าน ทั้งทิวาราตรีล้วนไร้โศก

ผืนดินผืนน้ำ ได้รับขนานนามสนามยุทธภพ

จอมยุทธ์พกดาบแกว่งกระบี่ บัณฑิตเมธีไม่หวั่นเกรง

ได้ยินเสียงคมดาบร่ายรำ เป็นผู้ใด? เป็นท่านหรือไม่? ท่านผู้มาเยือนแคว้นอ้าย

ผู้คนมากมายในเขตหนาน วุ่นวายเจรจาค้าขาย

ล่องเรือผ่านธารวูซา ส่องจันทราเหนือป่าไผ่

ร่ำสุราสนทนาชั่วปี จนสีผมเปลี่ยนจากดำเป็นขาว

รับรู้ทุกข์สุขเหนือกาลเวลา อยู่ที่แห่งใดถวิลหาบ้านเกิด

ยังจำเมื่อจรดโลหิตบนถ้อยคำ สัญญาลึกล้ำไม่อาจลืมเลือน

ได้ยินเสียงร้องไห้ยินดี เป็นผู้ใด? เป็นท่านหรือไม่? ท่านผู้กลับสู่อ้อมกอดแห่งแคว้นอ้าย

 

            โศกศัลย์เพียงใด บนใบหน้าทั้งผู้ขับขานและผู้ฟังกลับไร้น้ำตาหลั่งไหล


            “ไม่ทราบท่านอ๋องจะกลับแล้วหรือยัง”


“อืม”


สองอาชาเคียงคู่ เนื้อเพลงก้องในหูเยว่ถิง


ควบขี่อาชามีข้าและท่าน ทั้งทิวาราตรีล้วนไร้โศก


เสี้ยวหนึ่งของพู่หยกคู่พระจันทร์ร้าวแตก มิทราบว่าอีกเสี้ยวหนึ่งจะเป็นเช่นเดียวกันหรือไม่

 

 


100%


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.061K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

7,728 ความคิดเห็น

  1. #7683 กะเทยไหล่กว้าง (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2563 / 18:51
    เห้อ เข้าใจทั้งสองคนนะ อดทนกันอีกหน่อยนะ
    #7,683
    0
  2. #7645 Nitto_OuranHC (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 / 10:12
    รู้แหละว่าเยว่ถิงทำเพราะต้องทำ ทำเพราะรักทั้งนั้น แต่คือมองจากมุมชิวหยางคือเจ็บไปหมด ไม่รู้อะไรเลยแต่เจ็บ ขอให้คลี่คลายไวๆเถอะจะตายแล้วโอ้ยยยยยยยยยย
    #7,645
    0
  3. #7588 K.white wine (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 17:46
    มันเจ่บบบบ แอแงงงงงงงงงงงงงง
    #7,588
    0
  4. #7460 jtha (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 09:15
    เจ็บจริงตอนนี้ฮืออ ที่ชิวหยางบอกหลังจบเรื่องก็แยกย้ายไปมีครอบครัวนี่แบบเจ็บจี๊ดดด แต่ว่าอย่างที่เยว่ถิงบอกนั่นแหละความเจ็บปวดสองปีคงทำให้ดีขึ้นภายในไม่กี่วันมันเป็นไปไม่ได้ หวังว่าเรื่องทั้งหมดนี้จะจบลงไวๆแล้วทั้งคู่ได้อยู่ด้วยกันจริงๆสักที ;____;
    #7,460
    0
  5. #7444 ya.ong (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 13:19
    เจ็บปวดดดด
    #7,444
    0
  6. #7357 PPSnook (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 05:21
    ร้องไห้แล้วอะ
    #7,357
    0
  7. #7280 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 11 เมษายน 2563 / 13:41

    ฮืออออ ม่ายยยย เศร้าชิปหายเลย!

    #7,280
    0
  8. #7257 MinRos (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 03:27
    อึดอัดใจมาก แล้วก็สมน้ำหน้าเยว่ถิงนิดๆ ควรต้องโดนแบบนี้อ่ะ ไม่งั้นไม่แฟร์
    #7,257
    0
  9. #7169 Fueled me (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 21:48
    มันเกิดอะไรกับความรักเรา;_____;
    #7,169
    0
  10. #7071 lilying_ (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 3 มีนาคม 2563 / 13:48

    เศร้าอ่ะ ทำไมเศร้าาาาา รู้ว่าชิวหยางเสียใจ แต่ไม่เชื่อใจน้องหรอ นี่การแสดงหรือคิดจริงๆว่าน้องเลือกยศมากกว่าตน ฮืออออออ เชื่อน้องงงงงง

    #7,071
    0
  11. #7007 Love Fantasy.. (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:26
    เเลงมากเเม่ ฮืออออออออ
    #7,007
    0
  12. #6990 noona a (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 9 มกราคม 2563 / 21:06
    ฮือออ เจ็บหัวใจตรงที่บอกหลังจบศึกให้แยกย้าย
    #6,990
    0
  13. #6989 noona a (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 9 มกราคม 2563 / 21:06
    ฮือออ เจ็บหัวใจตรงที่บอกหลังจบศึกให้แยกย้าย
    #6,989
    0
  14. #6763 chalillxx_ (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 23:35
    กี๊สสสส แรงมาก
    #6,763
    0
  15. #6733 pcy921 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 20:41
    เฮ้อออออออออ แล้วแต่เลยค่ะ
    #6,733
    0
  16. #6660 Ne4w (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2562 / 09:12
    โอยยยยยยย พี่ชิวหยางงงง
    #6,660
    0
  17. #6608 PPA LIFE (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2562 / 23:40
    ร้องไห้หนักมากกับตอนนี้ จิตใจรับไม่ไหว ฮือออ ทำไมต้องเป็นแบบนี้อ่าาาา
    #6,608
    0
  18. #6573 Ppttyc_ (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 9 กันยายน 2562 / 12:49
    ฟีลดหมือนคนอกหักดังเปราะจะพูดก็ไม่ได้ร้องไห้ก็ร้องไม่ออกคือผมหายใจไม่ออกแล้ว
    #6,573
    0
  19. #6289 Jube-Roj (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 14:07

    จุกไปหมดแล้ว

    #6,289
    0
  20. #6217 PPsry (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 09:06
    หน่วงงงงงเกินไปปปป
    #6,217
    0
  21. #6191 Pristill (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 23:24
    ปวดใจมากกกกก

    ฮรือออ น้ำตาไหลรินแล้ว
    #6,191
    0
  22. #6034 Kasalonglovey (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 3 เมษายน 2562 / 20:56
    ร้องไห้ เสียใจ เจ็บจนพูดไม่ออกไปกับชิวหยาง ก็คนอ่านนี่แหละ
    #6,034
    0
  23. #5987 Padazzaaar (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 / 02:06
    ฮืออออออออ
    #5,987
    0
  24. #5901 Silver_Pepper (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:38
    สงสารรรร
    #5,901
    0
  25. #5840 minixiuminseok (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 14:07
    เจ็บปวดหัวใจ เข้าใจทั้งสองคนแต่ก็นะ ฮือออ

    😭😭
    #5,840
    0