หทัยจอมอสูร [Yaoi] -END- (สนพ.ฟาไฉ)

ตอนที่ 39 : 37 - เงยผงาด re24/12/60

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 22,346
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 967 ครั้ง
    24 ธ.ค. 60

หทัยจอมอสูร [Yaoi]

37 – เงยผงาด

 

            บึงตำหนักเร้นลับถือเป็นสำนักฝึกวิชาอันเลื่องชื่อแห่งหนึ่งในยุทธภพ มี ไป่ซูเจิน สมญา จอมนางมารเหยียบหล้าขึ้นเป็นจ้าวสำนักคนปัจจุบัน


            เดิมบึงตำหนักเร้นลับเป็นสถานที่เก็บคัมภีร์ศาสตร์วิทยาต่างๆ ไว้มากมายมาตั้งแต่บรรพกาล จึงเป็นที่หมายตาของเหล่าชนเผ่าและตระกูลใหญ่ในแคว้นป๋อจนเกิดการขโมยช่วงชิง สร้างความเสียหายแก่บึงตำหนักเร้นลับเป็นอันมาก


ไป่ซูเจินเป็นทายาทเพียงคนเดียวของจ้าวสำนัก เวลานั้นยังสาวสะพรั่งแต่กลับสามารถสำเร็จวิชา กรีดด้ายปลิดสังหาร วิชาบังคับด้ายดังใจนึกที่มิมีบรรพบุรุษสำเร็จมาร่วมสามรุ่น นางรับอาสาบุกไปทวงคืนคัมภีร์ สุดท้ายสามารถจัดการเหล่าชนเผ่าและตระกูลใหญ่ทั้งหลายของแคว้นป๋อได้และนำคัมภีร์กลับมา


นับว่าเป็นเรื่องสะเทือนแคว้นไม่น้อย เมื่อดรุณีงดงามกลับลงมือได้เด็ดขาดไร้ความปราณี ทั้งยังได้ตัดหัวผู้ขโมยและผู้บงการเสียบประจานไว้หน้าเมือง เป็นที่มาของสมญาจอมนางมารเหยียบหล้านั่นเอง


            ต่อมา โชคชะตานำพานางให้พบกับประมุขแห่งเหล่าอธรรมทั้งมวล ก่อนเกิดเป็นความรัก ทั้งสองได้ตกลงเข้าพิธีวิวาห์แล้วกำเนิดทายาทคือคุณชายไป่อวิ๋นหลาน


            แต่ยามนี้เท่าที่ได้ฟังผู้เป็นลูกชายพร่ำบ่นไม่ขาดปาก คล้ายประมุขแห่งเหล่าพรรคอธรรมจะเจ้าชู้นัก เพียงไม่กี่ปีก็แต่งอนุมากมายเข้าบ้าน ไฉนเลยไป่ฮูหยินจะทนได้ จึงกลับมาครองยังบึงตำหนักเร้นลับตามเดิม


            “ตาเฒ่านั่นไหนเลยจะรู้ความ ส่งคนไร้มารยาทมาหาท่านแม่เช่นนี้ สมควรมือขาดกลับไปแล้ว”


            ลูกชายผู้ลอกพิมพ์มารดามาว่าด้วยเสียงเยาะหยัน มิได้มีความสงสารเห็นใจคนโชคร้ายผู้นั้นสักนิด เยว่ถิงได้แต่รำพึงรำพันในใจว่าต่อไปอเขาต้องสำรวมตัวเองให้มาก หากยังมีหัวตั้งบนบ่า


            ถามต่อถึงว่าเหตุใดบิดาและมารดาเขาจึงได้ไปมาสู่ยังที่นี่ ไป่อวิ๋นหลานได้ให้คำตอบว่า


            “ท่านลุงเจี้ยนเหวินถือว่าเป็นยอดยุทธ์คนหนึ่ง จึงสนใจบึงตำหนักเร้นลับแห่งนี้ที่มีศาสตร์ต่างๆ มากมาย อีกทั้งยังติดต่อสัมพันธ์เกื้อกูลกันกับท่านแม่เพื่อกิจการในแคว้นป๋ออีกด้วย”


            อันบิดาของเขายังไม่น่าแปลกใจ ทว่ามารดาของเขาเป็นบุตรีของเสนาบดีตระกูลหวังแห่งแคว้นอ้าย ดูจะมิได้ข้องเกี่ยวกับเรื่องราวในยุทธภพเท่าใด


            แต่สิ่งที่เขาได้ยินกลับผิดคาดไม่น้อย


“มารดาเจ้าเองก็เป็นผู้มีวิทยายุทธ์ มิฉะนั้นคงไม่อาจสกัดพิษของโจวหวู่ให้เจ้ารอดออกมาลืมตาดูโลก ข้ารู้จักกับนางในยามเมื่อนางมาท่องเที่ยวยังแคว้นป๋อ นับว่าเป็นสตรีผู้มีกริยาอ่อนหวานเรียบร้อย แต่อุปนิสัยกลับเข้มแข็งหนักแน่นไม่แพ้บุรุษ  ข้าจึงไม่แปลกใจเมื่อบิดาของเจ้าเอ่ยว่าตกหลุมรักนางตั้งแต่แรกพบ”


            เรื่องราวของบิดามารดาเริ่มแจ่มชัดขึ้นเหมือนบันทึกที่ถูกเปิดเผยทีละหน้า ให้รู้สึกถึงกระแสเลือดที่หลั่งไหลอยู่ และพอดึงเขาออกจากความว้าวุ่นในใจมาอยู่กับปัจจุบัน ด้วยภาระที่ตกลงยังบ่าไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป



 

            พิธีคารวะฝากตัวเป็นศิษย์ถูกจัดขึ้น มีพิธีการเรียบง่ายคือ ต้องยกจอกดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์จากบึงส่วนบนของตำหนัก รสชาติบริสุทธิ์นำพาความสดชื่นชุ่มคอเกินกว่าจะหาเครื่องดื่มใดเทียบ จากนั้นจึงก้มคำนับแล้วเอ่ยปฏิญาณตนจะปฏิบัติตามกฎสำนักต่อเหล่าศิษย์พี่สตรี เพียงเท่านี้จึงถือว่าพิธีเสร็จสิ้น


            พิธีสำเร็จ แต่ความยากลำบากเพียงเริ่มต้น เยว่ถิงเคยเห็นเหล่ายอดยุทธ์ทั้งในภาพยนตร์และผ่านดวงตาจริงมามาก ยังไม่อาจเทียบการฝึกฝนจริงด้วยตนเอง


            อุปสรรคแรกที่ต้องก้าวข้าม คือการขับพิษร้ายของโจวหวู่ที่ยังตกค้างอยู่ให้หมดสิ้น มิฉะนั้นก็มิอาจศึกษาศาสตร์ย้อนปราณคืนกลับได้


พิษนี้แม้แต่หมอเทวดายังไม่อาจกำจัดได้ สมุนไพรดีเลิศใดก็ไม่อาจเยียวยา คงมีแต่เพียงความแข็งแกร่งของตนเองเท่านั้นที่จะเอาชนะพิษสะสมตกค้างในร่างกายนี้


            การทำความเข้าใจตำราเกี่ยวกับจุดไหลเวียนพลังปราณต่างๆ ภาคทฤษฎีมิใช่เรื่องยาก เพราะเยว่ถิงเคยฝึกฝนปราณรักษาที่ยากกว่าปราณกำลังภายในสำเร็จมาก่อน ไม่นานก็ศึกษาจนรู้แจ้งแตกฉาน


เพียงแต่ในการกระทำจริงมิได้ง่ายดายเหมือนการอ่าน การไหลลมปราณแห่งศาสตร์ย้อนปราณคืนกลับจะเดินเส้นทางตรงข้ามกับปราณทั่วไปและจำต้องผ่านช่องทางไหลเวียนที่ถูกพิษกักกันไว้อยู่ ดังนั้นหากไม่ขับพิษ เห็นว่าคงมิอาจสำเร็จวิชาได้จริงๆ


บททดสอบแรกที่ไป่ฮูหยินมอบให้คือการนำน้ำศักดิ์สิทธ์ไปยังยอดเขาสูงสุดเพื่อรดน้ำต้นท้อพันปี หากต้นท้อออกลูกเมื่อไหร่ จึงจะนับว่าสำเร็จการทดสอบที่หนึ่ง


ในใจหมายมั่นว่าจำเป็นต้องเร่งขยันฝึกวิชาเพราะต้องการใช้เวลาให้น้อยที่สุด แต่บททดสอบแรกก็มิอาจผ่านโดยง่าย ด้วยเพราะจำต้องใช้ถังไม้ที่ไร้ฝาปิดสอดใส่คานแล้ววางพาดหลังตามคำสั่ง


ท่าทีทุลักทุเลของเขาทำให้เฟยอวี่กับเฟยเทียนอดรู้สึกสงสารไม่ได้ บางวันก็ไม่สามารถนำน้ำไปรดต้นท้อได้แม้แต่หยดเดียว เฟยเทียนเสนอต่อเขาว่าสามารถใช้ตนเองหรือแอบลอบใช้อาชาขนน้ำขึ้นไปแทน ทว่าเยว่ถิงส่ายหน้าหลังจากถอนใจทรุดกายอยู่ข้างบ่อน้ำ


“หากรับปากจะแบกแล้ว ข้าก็สมควรแบกเอง”


“มิใช่ไป่ฮูหยินจะกลั่นแกล้งหยอกล้อท่านหรือไร ข้าได้ฟังเหล่าสตรีพวกนั้นพูดคุยกันว่า หากไม่รดต้นท้อด้วยน้ำศักดิ์สิทธิ์สองถังนับร้อยวันอย่างไรก็ไม่มีทางออกผล คงมีเพียงจอมยุทธ์ที่มีวิชาดีเลิศเท่านั้นที่จะทำได้ นับประสาอะไรกับผู้เริ่มฝึกฝน”


เฟยอวี่ชี้แจงอย่างไม่พอใจ เยว่ถิงลุกขึ้นแล้วตักน้ำเพียงถังละครึ่ง ก่อนระบายยิ้มบางออกมา


“องครักษ์เฟยทั้งสอง ข้าเชื่อว่าหากเพียรพยายาม สักวันคงต้องสำเร็จแน่ พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วงหรอก อย่างไรช่วยจัดการติดต่อจัดการเรื่องในแคว้นอ้ายเถิด”


กล่าวด้วยถ้อยคำให้สบายใจ แต่ตัวตามีประกายเด็ดขาด สองบุรุษตรงหน้าเหลือบตามองกันแวบหนึ่ง พอคิดแล้วว่าเอ่ยอย่างไรคงเปลืองน้ำลาย จึงคำนับแล้วจากลาไป


นี่คงเป็นบททดสอบความอดทนและฝึกฝนความแข็งแกร่งของร่างกาย ดูท่าแล้วคงต้องใช้เวลาอย่างมาก บางทีที่ไป่ฮูหยินกล่าวว่าคนธรรมดาใช้เวลาสามปี คนที่มีพิษติดตัวเช่นเขาอาจจะใช้เวลามากกว่านั้นก็เป็นได้


ครั้งแรกยามขึ้นสู่ยอดเขาได้ใช้ความพยายามอยู่นับอาทิตย์ อาภรณ์ทั้งหมดชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ สองขาอ่อนล้าจนสั่นพั่บยืนไม่อยู่ ต้องทิ้งกายลงบนพื้น ถังน้ำยังมือซ้ายตกกระแทกพื้นแรงไปบ้าง ทำให้น้ำครึ่งถังกระชอกออกไปส่วนหนึ่ง เยว่ถิงถึงกับสบถอย่างหยุดปากไม่อยู่


เบื้องบนสุดความสูงตระหง่านของยอดเขามีต้นท้อพันปีขนาดสามคนโอบ แม้ย่างเข้าวสันตฤดูแล้วแต่ด้วยความสูงอากาศจึงหนาวเย็นและมีหมอกเลยคลุม ด้านข้างต้นท้อมีศาลาไม้เก่าและบ่อน้ำโบราณอยู่ หลังจากรดน้ำเรียบร้อยแล้ว เยว่ถิงเดินไปสำรวจบ่อน้ำเก่าก่อสร้างจากอิฐ พบว่าเบื้องล่างไม่ลึกนักรวมถึงน้ำได้แห้งเหือดหมดแล้ว


“บ่อน้ำนั่นเหือดแห้งมานานหลายสิบปีแล้ว”


เสียงชราหนึ่งดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เป็นผู้เฒ่าหน้าตาใจดีคนหนึ่ง เคราขาวสะอาดสง่างาม เส้นผมสีเดียวกันรวบเป็นมวยเรียบร้อยปักไว้ด้วยปิ่นไม้ แต่งกายเฉกเช่นปราชญ์เสรีผู้ใช้ชีวิตสมถะ เยว่ถิงน้อมกายคารวะ


“มิเคยเห็นหน้าท่าน คนไม่ใช่คนแถวนี้กระมัง?”


“ผู้เยาว์เพิ่งมาฝากตัวเป็นศิษย์ของไป่ฮูหยินแห่งบึงตำหนักเร้นลับ ไม่ทราบว่าท่านคือ...”


“อยากเรียกเช่นไรก็ตามใจท่านเถิด ข้าผู้ชราเป็นเพียงคนดูแลยอดเขานี้ให้แก่ไป่ฮูหยิน” ชายชราหัวเราะ ก่อนมองไปยังถังน้ำของเยว่ถิง “แท้แล้วคงมาดูแลต้นท้อนี่เอง ข้าชราเพียงนี้ ไม่คาดจะมีโชคได้เห็นท้อสวรรค์อีกครา”


เห็นความคาดหวังของอีกฝ่ายแล้ว เยว่ถิงได้แต่ยิ้มฝืด ลูบเหงื่อมากมายออกจากใบหน้า “ท่านว่าจะได้เห็นอีกครา งั้นครั้งก่อนเป็นเมื่อใดหรือ”


“ราวสิบปีก่อน ฮูหยินได้ใช้คุณชายไป่ให้แบกน้ำศักดิ์สิทธิ์ยังบึงเบื้องล่างขึ้นมาเช่นกัน คุณชายปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ทำให้ยามนั้นผลท้อสุกงามเต็มต้น ข้าได้มีวาสนาทั้งชมความงามยามเป็นดอกท้อและผลท้อ ช่างเป็นโชคดียิ่งนัก”


ราวสิบปีก่อน... ดังนั้นคุณชายไป่ที่แบกน้ำศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาก็มีอายุเพียงสิบขวบเท่านั้น!


เด็กสิบขวบสามารถแบกน้ำสองถังขึ้นภูเขาได้ติดต่อกันนับร้อยวัน นี่คงเป็นเป็นความแตกต่างระหว่างอัจฉริยะแห่งพลังยุทธ์ในรอบพันปีกับคนธรรมดาที่ค่อนข้างจะต่ำกว่ามาตรฐานเช่นเขา


เยว่ถิงทรุดกายลงนั่งหมดเรี่ยวแรง โชคดีผู้เฒ่าได้เข้ามาพูดคุยเป็นเพื่อน รวมถึงเล่าว่าบนหุบเขานี้ไม่มีอันตรายใดให้กังวล เนื่องจากสัตว์ทั้งหลายอยู่ในการควบคุมของฮูหยินไป่ หลังจากเวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป เยว่ถิงจึงขอตัวอำลา ผู้ชรากว่าเอ่ยขึ้น


“คุณชาย แต่เดิมน้ำในบ่อเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ หากทำให้กลับมาเติมเต็มดังเดิม คงเป็นมงคลแก่หุบเขาแห่งนี้ไม่น้อย”


“น้ำในบ่อนี้ แต่เดิมน้ำในบ่อก็เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์งั้นหรือ?”


“ถูกแล้ว แต่เดิมมีน้ำให้ใช้มากมายและบนยอดเขานี้คือจุดกำเนิดน้ำศักดิ์สิทธิ์ ไม่ทราบเหตุใดถึงแห้งเหือดไป”


ได้ยินดังนั้น เยว่ถิงไม่อาจหักห้ามความคิดประหลาดพิสดารได้ ยิ่งเห็นรอยยิ้มปริศนายิ่งพาให้รู้สึกบางอย่าง


ชายหนุ่มค้อมศีรษะเอ่ยขอบคุณด้วยรอยยิ้ม รีบคว้าคานไม้แล้วแบกหิ้วเดินลงเขา ระหว่างทางสำรวจรอบตัวอย่างละเอียดถี่ถ้วน บางจุดก็ก้มลงหยิบดินขึ้นพิจารณาและดมกลิ่น พอกลับถึงเบื้องล่างดวงตะวันก็ลาลับไปเสียแล้ว


หลังจากนั้น เยว่ถิงจึงคล้ายมีบางอย่างในใจมากกว่าการแบกถังน้ำขึ้นไปรดต้นท้อ เพียงกระทำเท่าที่พยายามได้โดยไม่ฝืนสังขารมากนัก ส่วนใหญ่จะหมดเวลาไปกับการเดินสำรวจเส้นทางภูเขาเสียมากกว่า บางคราพบลำธารใสสายเล็กก็อดลิงโลดดีใจไม่ได้ ทว่าเมื่อชิมรสแล้วไม่อาจใช่รสเฉพาะตัวเป็นเอกลักษณ์แบบน้ำศักดิ์สิทธิ์ในบึงเบื้องล่าง


วันหนึ่งเยว่ถิงตัดสินใจพายเรือออกไปยังต้นน้ำของบึงตำหนักเร้นลับพร้อมคุณชายไป่ ผู้คิดว่าเขาต้องการผ่อนคลายจากการขึ้นเขาบ้างจึงยินดีร่วมทางมาด้วย


น้ำในบึงเป็นสีเขียวมรกตสดใสจนมองเห็นเบื้องล่าง รอบกายมีต้นไม้ผลิดอกอวดโฉมงดงาม ช่วยให้ผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปได้ส่วนหนึ่ง กระทั่งคุณชายไป่ได้เอ่ยว่าล่วงถึงคิมหันต์(ฤดูร้อน)แล้ว เยว่ถิงจึงสะดุ้งแทบทำพายหลุด ไม่คาดว่าเวลาล่วงผ่านไปมากแล้ว เขายังไม่มีวี่แววว่าจะนำน้ำขึ้นไปได้ตามสมควร


“ของเช่นนี้ต้องใช้เวลา ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเจ้า” เมื่อเห็นเขาสีหน้าคล้ายวิญญาณหลุดลอย ไป่อวิ๋นหลานจึงตบบ่าให้กำลังใจ ก่อนจะหยุดเรือแล้วชี้นิ้วข้ามศีรษะเขา


“อา ถึงแล้ว... ที่แห่งนี้เรียกว่า ชิวหามังกร เป็นต้นกำเนิดน้ำศักดิ์สิทธิ์ของบึง”


น้ำไหลซึมออกจากหน้าผาสีเทานับหลายจุดจนคล้ายน้ำตก เยว่ถิงเบิ่งตากับความอัศจรรย์ของทิวทัศน์ในหุบเขา ชายหนุ่มหลุดจากความเศร้าหมองเป็นความตื่นเต้น มองทิศทางแล้วคำนวณคร่าวๆ ก่อนที่จะก้มลงฝนหมึกแล้ววาดรูปพร้อมจดบางสิ่งลงในกระดาษอย่างละเอียด


“เห็นเช่นนี้ ที่แท้มีฝีมือวาดภาพพอตัว” คนหน้าหวานตรงหน้าชะโงกมาดู คำชมทำให้เยว่ถิงยิ้มอย่างเก้อๆ ขณะฝึกเขียนอักษรด้วยมือซ้าย บางครั้งเขาก็ฝึกวาดรูปด้วย


แสงแดดร่มรื่นสาดส่องผ่านม่านเมฆเบาบางกระทบร่างคุณชายไป่ ยิ่งเห็นเค้าโครงใบหน้าผุดผาดที่หวานล้ำลึกซึ้งขึ้น เส้นผมสีดำสนิทปล่อยสลายกลืนกับอาภรณ์สีดำ ลาดไหล่และลำคอจะตั้งตรงเป็นสง่า รวมถึงมีท่วงท่าบุคลิกสมบุรุษ พอประกอบกับบึงสีมรกตล้อมรอบด้วยหุบเขาให้เหมือนกับภาพวาดที่เข้ากันอย่างประหลาด


เยว่ถิงนึกไปถึงหนึ่งสิ่ง ยิ้มออกมาแล้วเอ่ยปากแก่อีกฝ่าย


“ข้าขอวาดภาพท่านได้หรือไม่”


 “ทำไมถึงอยากวาดภาพข้า...” ไป่อวิ๋นหลานมีสีหน้าสงสัยไม่เข้าใจ  


            “ข้าเพียงคิดว่าภาพท่านนั่งเรือแล้วมีฉากหลังเป็นผาและบึงนั้นงามดี”


            ไป่อวิ๋นหลานส่งเสียงอ้อยาว แต่ยังไม่หลุดจากความระแวง ตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องเยว่ถิงเขม็ง “รู้หรือไม่ ได้คำชมว่างามดีจากคนที่งามล่มเมืองเช่นเจ้า เหมือนข้าถูกประชดแดกดันอย่างไรชอบกล”


“วางใจเถิด ข้าคิดเช่นนั้นจริง แต่มิได้หมายความไปในเชิงเสน่ห์หา ใจข้ามิอาจมีผู้ใดได้อีกนอกจาก...” เยว่ถิงว่าติดตลก หลุดเอ่ยออกมาด้วยความเคยชิน ทว่าเมื่อรู้สึกตัวท้ายประโยคจึงเบาค่อยลง


“...ชิวหยาง”


ทุกวันเวลา เขายังคิดถึงบุรุษผู้นี้ไม่เสื่อมคลาย เพียงแต่มิได้พูดแสดงออกมาภายนอก


“หากคิดถึงเขา เจ้าก็รีบฝึกวิชาแล้วรีบกลับไปเชือดไอ้สารเลวสองคนนั่น” คำให้กำลังใจดูมีน้ำหนัก เมื่อประกายตาและน้ำเสียงผู้พูดเด็ดเดี่ยว รับรู้ได้ถึงกระแสตั้งใจอย่างแรงกล้าที่ถ่ายทอดมา


“ส่วนเจ้าอยากวาดข้าก็วาด แต่ถ้าออกมาขี้เหร่ ข้าจะฝังเจ้าไว้ใต้บึงนี่แหละ”


เยว่ถิงหัวเราะ รับปากว่าจะวาดให้ดีที่สุด ก่อนจะจรดพู่กันลงบนแผ่นกระดาษว่างเปล่า



 

การสำรวจภูเขา หน้าผาและบึงมิได้เป็นไปอย่างเปล่าประโยชน์และเพื่อการท่องเที่ยวผ่อนคลาย แต่เป็นเพราะเยว่ถิงกำลังคิดใช้เล่ห์กลย่นระยะเวลาในการฝึกฝนรดน้ำต้นท้อโดยไม่ผิดคำสั่งไป่ฮูหยิน


            เดิมน้ำฝนได้ตกลงมาแล้วไหลซึมผ่านศิลาและภูผา ก่อเป็นทางเดินของน้ำใต้ดินจากบนยอดเขาไปยังบึงเบื้องล่าง


            บริเวณชิวหามังกรนั้นเรียกว่า น้ำโผล่เกิดจากน้ำใต้ดินไหลเวียนอยู่ในชั้นหินที่มีรูพรุน ซึ่งถูกรองรับไว้ด้วยชั้นหินที่ไม่ให้น้ำผ่าน ทำให้น้ำใต้ดินซึมลึกลงไม่ได้ต้องไหลลงไปเรื่อยๆ จนถึงบริเวณที่เหมาะสมจึงปรากฏออกมา ซึ่งจู่ๆ ก็มีน้ำโผล่ออกมาจึงเรียกว่าน้ำโผล่


            เยว่ถิงตามรอยเส้นทางน้ำศักดิ์สิทธิ์จากปลายสู่ต้นด้วยพิจารณาจากภาพดินและหิน รวมถึงประวัติการเกิดลำธารเล็กควบคู่กับตาน้ำบางจุด จนคาดการได้ว่าทางเดินน้ำยังคงเดิม


            สิ่งที่เขาคิดทำเพื่อให้บ่อน้ำกลับมาใช้ได้อีกครั้งคือการ เป่าล้างบ่อบาดาล มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูสภาพบ่อที่มีอายุการใช้งานมานาน จากก้นบ่อที่แห้งแล้ง เห็นว่ามีปัญหาของตะกอนดินที่เพิ่มทับถมทำให้น้ำใต้ดินเบี่ยงเส้นทางไป


            ในเมื่อใช้วิชายุทธ์ไม่ได้ เห็นทีว่าเขาต้องใช้สมองให้สมกับปริญญาวิศวกรรม


            การเป่าล้างมีหลายวิธี เนื่องจากบ่อนี้ไร้น้ำมานาน จึงต้องใช้วิธีที่ได้ประสิทธิภาพซึ่งเขาเลือก วิธีการกวนน้ำโดยตักน้ำศักดิ์สิทธิ์จากอีกแหล่งมาใส่ไว้ในก้นบ่อให้เต็ม ประดิษฐ์ลูกสูบที่มีลิ้นปิดเปิดที่ตัวลูกสูบ ในช่วงที่ดึงลูกสูบขึ้นลิ้นจะเปิด ลูกสูบจึงทำหน้าที่ดึงน้ำนอกบ่อเข้ามาในบ่อ ในช่วงดันลูกสูบลง ลิ้นที่ลูกสูบจะเปิด น้ำในบ่อจะไหลดันผ่านลิ้นขึ้นมาข้างบน


            ใช้เวลาร่วมสามอาทิตย์ ในที่สุดก็สามารถดึงตะกอนออกมาแล้วทำให้ปริมาณน้ำในบ่อเพิ่มขึ้นอีกครั้ง


            แม้รู้ว่าวิธีนี้ไม่ใคร่จะทำให้เขาฝึกฝนวิชาได้ดั่งที่ไป่ฮูหยินไปคาดหวัง แต่เยว่ถิงก็ไม่อาจเสียเวลาไปมากมาย ดีไม่ดีหากช้าเกินไป หวู่อ๋องที่อยู่ในคุกอาจจะไม่มีชีวิตรอดหรืออ้ายอ๋องอาจจะก่อกบฏได้สำเร็จ


            หลังจากเป่าล้างบ่อเสร็จ การรดน้ำต้นท้อสวรรค์ก็ไม่ใช่เรื่องยากลำบากอีกต่อไป


            เยว่ถิงคิดจะขอบคุณชายชราที่จุดประกายความคิดให้ แต่น่าแปลกที่เมื่อมีน้ำกลับมา เขาก็ไม่พบผู้เฒ่าอีกเลย


            “ผู้เฒ่าที่ใด? มิได้มีผู้ใดดูแลบนภูเขานอกจากเหล่าศิษย์พี่สตรีเสียหน่อย”


            คุณชายไป่เอ่ยขณะกำลังรับประทานอาหารเช้ากับเยว่ถิงในวันหนึ่ง ให้ชายหนุ่มอ้าปากค้างว่าได้เจอผีกลางวันเสียแล้ว

            “อ้อ เจ้าไม่ต้องทำหน้าเหมือนไก่ต้มขนาดนั้น” อีกฝ่ายหัวเราะร่วน “ข้าเคยได้ยินตอนยังเด็กว่ามีเซียนวิเศษผู้ดูแลภูเขาอยู่มาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ อาจเป็นเซียนผู้นั้นกระมัง”


            เซียนวิเศษมาดลบันดาลให้เขาขุดบ่อน้ำ... สุดท้ายเยว่ถิงก็ไม่อาจตอบได้ว่าที่จริงแล้วเป็นอย่างไร


            สวรรค์... เคยก่นด่าท่านไว้มาก บัดนี้ไหนเลยเขาจะกล้ากล่าวพาดพิงถึงอีก



 

ฤดูสารทย่างกราย ต้นท้อพันปีกลับออกดอกบานสะพรั่งเด่นตระหง่าน ก่อนจะออกผลสุกสวยงามส่งกลิ่นหอมหวานทั่วบริเวณ เหล่าผู้คนในพรรคได้ขึ้นมาชมดูด้วยตาตน ต่างประหลาดใจกันถ้วนหน้าโดยเฉพาะไป่ฮูหยินและคุณชายไป่ เพราะแต่แรกเยว่ถิงมิได้ดูมีทีท่าที่จะพัฒนากำลังกายได้ก้าวหน้าเร็วปานนั้น


เดิมเยว่ถิงคิดจะปกปิดเรื่องย่นระยะเพราะกลัวไป่ฮูหยินจะกริ้ว แต่สุดท้ายไม่อาจทนรู้สึกอึดอัดใจได้จึงเอ่ยสารภาพความจริงในงานเลี้ยงที่ศิษย์ทุกผู้ต่างร่วมรับประทานผลท้อ


หลังเอ่ยปากอย่างสงบ ทำใจมายอมรับคำด่าประณามจนหน้าชาจากผู้คนรอบกาย กลับได้ยินเป็นเสียงหัวเราะพอใจของจ้าวบึงตำหนักเร้นลับแทน


“ดูเจ้าทารกผู้นี้! ข้าหรืออุตส่าห์สั่งไว้ว่ามิให้นำถังอื่นหรือกระทั่งฝาปิดมา แต่ไม่คิดว่ามีวิธีเช่นนี้ด้วย


ไม่ทราบนั่นคือคำประชดหรือไร แต่สัมผัสไม่ได้ถึงความเกรี้ยวโกรธ เยว่ถิงจึงเอ่ยถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ


“ท่านอาจารย์ไม่ตำหนิศิษย์หรือ”


“ข้าจะมีอันใดไปตำหนิเจ้า? นี่นับว่าทำตามคำสั่งทุกประการ ทั้งยังทำให้บ่อน้ำกลับมาใช้ได้ ถือว่าผ่านการทดสอบแล้ว”


แม้ยินดีที่ผ่านการทดสอบขั้นแรก แต่เยว่ถิงจำต้องรับผลการกระทำในการใช้เล่ห์กลลดเวลาการฝึกร่างกาย


ยามฝึกฝนลมปราณกลับยิ่งยากลำบากเป็นทบทวี เมื่อต้องเร่งพลังไหลเวียนปะทะเพื่อขับพิษ สรรพางค์พลันร้อนรุ่มทุกส่วน เหงื่อไหลจากทุกขุมขน รู้สึกราวตกอยู่ในทะเลเพลิง หากไม่มีทักษะเก่าในการรีดเร้นปราณรักษา เกรงว่าอาจตายเป็นผีไม่มีหลุมแล้ว


            รวบรวมลมหายใจให้เป็นหนึ่งกับร่างอย่างแท้จริง เยว่ถิงนั่งปะทะพลังในร่างกายอยู่เป็นเวลาสามวันสามคืน ท่ามกลางสายตาของไป่ฮูหยิน คุณชายไป่และองครักษ์แซ่เฟยทั้งสองที่นั่งไม่ติด พลันในที่สุดบางอย่างก็ดันตีขึ้นยังลำคอ พอสำรอกออกมาจึงเห็นเป็นก้อนพิษสีดำขลับส่งกลิ่นเหม็นเน่าราวซากศพ


            พอพิษถูกขับออกมาสิ้น พลันได้หายใจเต็มปอดในที่สุด ร่างกายก็เบาคล้ายกับจะบินได้ ความเหน็ดเหนื่อยอันใดคลายเป็นปลิดทิ้ง ไป่ฮูหยินส่งยิ้มยินดีให้


“ยินดีด้วย เจ้าได้ขับพิษร้ายออกจากร่างทั้งหมดแล้ว”


            พออุปสรรคชิ้นใหญ่ที่สุดถูกจำกัด การฝึกฝนขั้นต่อไปจึงสามารถกระทำได้ แท้แล้วมิใช่ตัวเขาไม่มีพรสวรรค์พลังยุทธ์ แต่เป็นพิษตกค้างนี่เอง


ทุกคนค่ำคืน จากบุรุษชมชอบความง่ายๆ สบายๆ ก็อดไม่ได้ต้องโอดครวญกับร่างกายที่คล้ายจะแตกร้าว จะนอนพลิกไปด้านใดก็ปวดระบมจากการฝึกต่อสู้ปะทะ ทำให้ไม่มีเวลาไปครุ่นคิดถึงสิ่งอื่นอีก บางคราเฟยอวี่ถึงกับทนไม่ได้เอ่ยปากให้เขาล้มเลิก แต่คุณชายไป่กลับกล่าวหน้าตาเฉย


“ไหนเจ้าบอกว่าจะพยายามถึงที่สุดอย่างไร แค่นี้ก็จะยอมแพ้แล้วหรือ ยังมิเห็นจะตายเสียหน่อย”


แม้จะกระแทกหัวใจแต่ก็เป็นจริง ต่อให้เยว่ถิงเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าเพียงใด ก็ไม่คล้ายกับว่าจะสิ้นใจตายลง


คงเป็นเพราะแท้แล้วพื้นฐานร่างกายที่ได้จากมารดาที่เป็นจอมยุทธ์อาจทนทาน แต่เมื่อมิได้ผ่านการฝึกฝนมาก่อนจึงลำบากยากเข็ญ เสียดายนักที่ตามืดบอดมานานถึงได้ล่าช้ากว่าผู้อื่นอยู่หลายปี


อีกทั้งครานี้เขามิได้มีความได้เปรียบอย่างเช่นยามศึกษาศาสตร์การแพทย์ที่เขาหลวนซาน ครานี้คงต้องพึ่งแต่ความเพียรพยายามล้วนๆ แล้ว


บางวันมิมีเรี่ยวแรงจริงๆ ก็ได้รับการอนุโลมให้ฝึกกระบี่ ฝึกคัดพู่กันด้วยมือซ้าย อ่านตำรา ควบขี่อาชาและยิงธนู  กิจวัตรวนเวียนซ้ำๆ จนเยว่ถิงแทบลืมฐานะว่ามีสายเลือดราชวงศ์แห่งชางเหอไปขณะหนึ่ง


             ในระหว่างนั้นแผนการต่างๆ ยังได้วางไว้จนครอบคลุมรัดกุม จนเมื่อหมากทุกตัวบนกระดานเกียรติยศที่เดิมพันถึงชีวิตพร้อม รวมเวลาแล้วจึงผ่านไปสองปีพอดี

 



            จักรวรรดิแห่งชางเหอทั้งเจ็ดแคว้นต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อองค์รัชทายาทผู้เลื่องชื่อ พระโอรสในฮองเฮาขององค์จักรพรรดิองค์ก่อนก้าวผ่านตำแหน่งผู้สำเร็จราชการและเถลิงราชย์ขึ้นใช้พระนาม ไท่เหวินหวงตี้ เป็นจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน


            สิ่งแรกที่พระองค์กระทำหลังจากการต่อสู้ชิงอำนาจดุเดือดในแคว้นหลวง คือการกวาดล้างขุนนางฝ่ายตรงข้ามและเหล่าขุนนางกังฉินอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด รวมถึงปลดขุนนางเก่าและแต่งตั้งขุนนางใหม่โดยไม่คำนึงถึงฐานะทางชนชั้น ปรับลดภาษีและบริจาคทรัพย์สินส่วนพระองค์เพื่อบรรเทาทุกข์จากสงครามภายใน


            ส่วนเฉิงกงชางอ๋อง พระอนุชาในองค์จักรพรรดิองค์ก่อนก็ได้เลื่อนยศขึ้นเป็น พระปิตุลาเฉิงกง ผู้มีอำนาจเป็นรองเพียงองค์จักรพรรดิเท่านั้น


            กระนั้น บรรดาอ๋องแคว้นอื่นต่างมิกล้าวู่วาม ด้วยเพราะกองกำลังที่สะสมขององค์ไท่เหวินหวงตี้และพระปิตุลาเฉิงกงนั้นเข้มแข็งมาก รวมทั้งทั่ววังหลวงแทบจะตกอยู่ในกำมือพระองค์โดยเด็ดขาด มีเพียงแคว้นรอบที่ยังคงกระด้างกระเดื่องอย่างหลบเร้น


            แคว้นอ้ายเองก็เป็นหนึ่งในแคว้นที่สวามิภักดิ์แต่เพียงเบื้องหน้า ส่วนเบื้องหลังทำตนคล้ายคลื่นใต้น้ำ แต่ไม่นานไท่เหวินหวงตี้ที่กำลังวุ่นวายกับพระราชกิจเพื่อซื้อใจประชาชน พลันมีพระราชโองการหนึ่งอันเลื่องลั่นมายังแคว้นอ้าย


            พระราชโองการถูกนำมาโดยผู้ตรวจการแคว้นอ้ายคนสนิทขององค์จักรพรรดิ ส่งมอบให้แก่อ้ายอ๋องผู้ครองแคว้นเป็นผู้ประกาศ แต่คำเอ่ยนั้นยังคงติดยังลำคอ ดวงตาอ้ายอ๋องหลี่ถังหรี่เล็กลง มือเกร็งกำราชสาล์นแน่นจนกล้ามเนื้อปูดโปนขึ้น ขณะพิจารณากวาดสายตาอ่านทวนคำสั่งนั้นโดยไร้วาจา


            พลันเสียงประกาศการเข้าเฝ้าสู่ท้องพระโรง ขบวนผู้คนซึ่งแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชั้นดีก้าวขึ้นบันไดเข้าสู่กลางโถงท้องพระโรงแห่งตำหนักอ้ายอ๋องท่ามกลางสายตาขุนนางที่ไม่ทราบเรื่องราว


            เบื้องหน้าเป็นบุรุษรูปงามสะกดสายตาผู้หนึ่ง ดวงตาสีฟ้าแห่งท้องฟ้ายามกระจ่างฉายแววให้ประหนึ่งถูกคุมคามทั้งที่ทำเพียงเยื้องย่างอย่างสงบ


ฝ่าฝันผ่านแสงแดดและแรงลมจนผิวพรรณขาวหยาบกร้านขึ้น เรือนร่างบอบบางกลายเป็นสูงปลอดโปร่งดูสง่างาม ปรากฏรัศมีความน่าครามครันสูงเกียรติขึ้นแทนที่ความละเอียดอ่อนละเมียดละไมราวตุ๊กตากระเบื้องแต่เดิม


อันฝึกฝนร่างกายมากมาย ส่วนสูงและลาดไหล่จึงเพิ่มขึ้น เอวสอบเข้ารูปขึ้นและยังมีกล้ามเนื้อกระชับบางๆ แต่ยังคงความน่ามองรับกับดวงหน้าที่งามคมคายขึ้นตามกาลเวลา เป็นความงามล่มเมืองอีกประเภทหนึ่งที่ดูงามสง่าให้ยอมสยบมิใช่งามอย่างน่าทะนุถนอมชวนปกป้อง


“กระหม่อม หลี่เยว่ถิง ขอน้อมรับพระราชโองการจากองค์ไท่เหวินหวงตี้”


บุรุษตาสีฟ้าผู้นั้นสะบัดแขนเสื้อ ให้ผู้คนเห็นไหมห้าสีจักรพรรดิในมือ สิ่งเลอค่าสาดแสงส่องประกายทำให้อ้ายอ๋องมิอาจกล่าวข้อกังขาใด ดวงตาสองคู่ประสานแน่นิ่ง มิมีผู้ใดหลบถอยออก จนผู้นั่งบนบัลลังก์เอกกระตุกยิ้มเย็นเยือก กล่าวช้าๆ


“คุกเข่าเตรียมรับราชโองการ”


อ้ายอ๋องลุกขึ้นเชื่องช้า ก่อนจะคลี่ม้วนผ้าไหมชั้นดีปักลายมังกรขึ้นอ่าน


“องค์จักรพรรดิไท่เหวินหวงตี้ มีคำสั่งให้มอบบรรดาศักดิ์คืนแก่พระโอรสของพระปิตุลาผู้สูญหายไป หลี่เยว่ถิง หากผู้ใดแสดงไหมห้าสีจักรพรรดิ ย่อมเป็นผู้รับราชโองการที่ถูกต้อง โดยแต่งตั้งให้รั้งบรรดาศักดิ์ ชุน(ฤดูใบไม้ผลิ)อ๋อง* พำนักอยู่ยังตำหนักอัสดงสราญรมย์และช่วยเหลือการบริหารราชการในแคว้นอ้าย”


            ดวงตาสองคู่สบประสานไม่เคลื่อนกันแม้เพียงเสี้ยววินาที นัยน์ตาสีฟ้าที่เคยหวั่นเกรงไร้ทางสู้คู่นั้น บัดนี้เงยผงาดขึ้นสลัดคราบตุ๊กตากระเบื้องผู้รอแต่การปกป้องไปสิ้น

 

 

 

100%

*เป็นอักษรมงคลที่ใช้นำหน้าอ๋องผู้ไม่ได้นำชื่อด้วยรัฐหรือแคว้น เป็นอ๋องที่ได้รับเกียรติรองลงมา

ขอบคุณทุกคนที่คอมเมนต์ให้นะคะ เสี่ยวอ้ายอยากบอกว่าคิดถึงนักอ่านทุกคนเหมือนกันนน T^T

ปล. ข้อมูลการเป่าล้างบ่อค่ะ http://202.129.59.73/tn/sub/sub2.htm

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 967 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

7,728 ความคิดเห็น

  1. #7682 กะเทยไหล่กว้าง (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2563 / 16:59
    ยัยน้องสวยเก่งมากกก ยิ่งโตยิ่งสวย ยิ่งสง่า โอ้ยยย เกิดมาเพื่องามล่มเมืองโดยแท้
    #7,682
    0
  2. #7602 thiip (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2563 / 22:35
    ในที่สุดก็ฝึกสำเร็จแล้วใช่มั้ยย!!!
    #7,602
    0
  3. #7585 K.white wine (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 16:53
    กรี๊ดดดดดดดดด น้องสูงส่งมากกกกกก
    #7,585
    0
  4. #7538 9nvwqluvXz (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2563 / 09:04
    ในที่สุดดดดดดด /กลั้นน้ำตา
    #7,538
    0
  5. #7441 ya.ong (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 10:00
    กลับมาแล้ววว
    #7,441
    0
  6. #7356 PPSnook (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 04:12
    น้องกลับมาแล้วววววววว
    #7,356
    0
  7. #7252 MinRos (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 00:46
    กลับมาแว้ว! อยากรู้ว่าอัพเวลแล้วน้องเก่งยังไงบ้าง
    #7,252
    0
  8. #7166 Fueled me (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 21:07
    ดีใจที่เย่วถิงขับพิษออกมาได้ทั้งหมดแล้ว ในที่สุดก็มาวันนี้ สองปีที่ผ่านมาไม่สูญเปล่าจริงๆ
    #7,166
    0
  9. #7068 lilying_ (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 3 มีนาคม 2563 / 04:20

    น้องกลับมาแล้ววววววววว พี่หยางอยู่ไหนนนนน

    #7,068
    0
  10. #6775 Wang19th (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2562 / 15:22
    คิดถึงน้องตอนอยู่กับชิวหยางแล้ววว สู้ๆนะลูกกก
    #6,775
    0
  11. #6760 chalillxx_ (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 23:03
    น้องงงงงงงงง กลับมาครั้งนี้แซ่บจีงนะคะะ ชิวหยางคิดถึงตายแล้ว
    #6,760
    0
  12. #6729 pcy921 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 19:27
    น้องคัมแบคแล้วค่ะ
    #6,729
    0
  13. #6570 Ppttyc_ (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 8 กันยายน 2562 / 20:25
    นึกภาพตามเลยถึงน้องจะเปลี่ยนไปแค่ไหนแต่น้องก็จะเป็นตะเร้กของชิวหยางนะค้าบ555555 เอาล่ะได้เวลา ผดุงความยุติธรรมแล้ว
    #6,570
    0
  14. #6386 Ineedtoreed (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2562 / 18:40
    เลิศ จริตงามล่มเมือง เลิศ
    #6,386
    0
  15. #6303 Tanatorn_M (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 14:40
    อยากให้เยว่ถิงทำเพื่อตัวเองบ้าง...
    #6,303
    0
  16. #6111 0814448154 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2562 / 10:44
    น้องพาวมากค้าาาาาา
    #6,111
    0
  17. #5715 «PhuengAugust» (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 / 10:41
    น้องมาแล้วจ้าาาา
    #5,715
    0
  18. #5671 Midories (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 / 20:28
    น้องกลับมาแล้วววว น้องงง
    #5,671
    0
  19. #5636 ::Rabbit Hole:: (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 / 10:32
    น้องอดทนเก่งมาก
    #5,636
    0
  20. #5543 chocolato.p (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 / 08:36

    น้องมาแล้วววว เตรียมรับมือ ท่านอ๋อง

    #5,543
    0
  21. #5461 arbyunse (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2561 / 01:36
    ตื่นเต้ลลลลลล
    #5,461
    0
  22. #5454 LOOKSORN. (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2561 / 19:06
    อยากจะปรบมือดังๆ!!!!!!!
    #5,454
    0
  23. #5200 barious (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2561 / 17:59
    ไทม์สคิป ทำให้งงไปนิด แต่น้องเก่งขึ้นมากกก สู้ๆ
    #5,200
    0
  24. #5103 Maylyunho (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 7 มีนาคม 2561 / 10:14
    จากงามล่มเมือง กลายเป็นเท่ล่มเมืองแล้ว ถิงเอ๋อร์
    #5,103
    0
  25. #5056 pookpak_world (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 / 10:45
    น้องงงงเท่จังเลย ฆ่ามันให้โหม๊ดดดด
    #5,056
    0