หทัยจอมอสูร [Yaoi] -END- (สนพ.ฟาไฉ)

ตอนที่ 38 : 36 - บึงตำหนักเร้นลับ re23/12/60

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20,806
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 990 ครั้ง
    23 ธ.ค. 60

หทัยจอมอสูร [Yaoi]

36 – บึงตำหนักเร้นลับ

           

วสันตฤดูมาเยือนอย่างภาคภูมิ พรรณไม้งามต่างเริ่มแย้มบานอวดโฉมหลังพ้นผ่านเหมันตฤดูแสนทารุณมาได้


            บุรุษแต่งกายเช่นชนชั้นกลางไม่โดดเด่นผู้หนึ่งยืนไพล่หลังอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ เวลาล่วงเลยถึงยามโฉ่ว(ห้าทุ่มถึงตีหนึ่ง)แล้ว เรือนร่างจึงกลืนไปไปกับเงาแมกไม้ ยามดวงตาสีฟ้าจับจ้องเรือวิวาห์สีแดงที่ล่องมา


เยว่ถิงเงี่ยหูฟังดนตรีรื่นเริงและเฝ้ามองเรือสีแดงฉูดฉาดจนจากไปลับสายตา อดให้ยกมือลูบพู่หยกคู่เสี้ยวหนึ่งที่เหน็บยังเอวไม่ได้ ผิวสัมผัสยังคงเรียบลื่นชวนสัมผัสเสมอ


เขาจากมาแล้ว แต่มีสิ่งนี้แทนคำมั่นสัญญาติดตามตัว


            ตั้งแต่ออกเดินทางมา เยว่ถิงมิอยากนำเสี้ยวหยกคู่ห่างตัวแม้เพียงขณะเดียว แต่ก็ไม่อาจพบเจอชิวหยางในความฝันได้ สุดท้ายจึงต้องเลือกที่จะลืมตาอยู่ตลอดค่ำคืนวันเพ็ญ ซึ่งคืนนี้เองก็เป็นหนึ่งในคืนนั้นนั่นเอง


            ได้ข่าวว่าชิวหยางและประมุขอู่เสวี่ยจินลงจากตำแหน่งและเข้ารับราชการเป็นแม่ทัพแก่อ้ายอ๋องหลี่ถัง นับว่าเป็นเรื่องสะเทือนยุทธภพ ไปทางใดก็มีแต่เสียงเล่าลือตลอดเส้นทาง


พรรคสะบั้นสวรรค์และสุริยันพันแสงยังมิมีการเลือกประมุขใหม่อย่างเป็นทางการ เพียงแต่ปล่อยเว้นว่างตำแหน่งไว้ก่อน ฝ่ายธรรมะหรืออธรรมเองก็มิได้ออกมาเคลื่อนไหว ความสงบสุขจึงเกิดแก่แคว้นอ้ายในช่วงเวลานี้


            ชิวหยางทำตามที่เขาขอร้องไว้อย่างครบถ้วน กระทั่งมีข่าวลือว่ากลายเป็นคนโปรดของอ้ายอ๋องในเวลาอันสั้น ทั้งยังมีข่าวเล่าลืออีกหนึ่งว่าหมอเทวดาแห่งแคว้นอ้ายเดินทางไปพยุงอาการองค์จักรพรรดิแห่งชางเหอแล้ว


            เวลานี้ ผู้ที่ลำบากที่สุดเห็นจะเป็นหวู่อ๋องหลี่ซื่อหยาง ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในคุกที่จัดเวรระวังรอบคอบไร้ช่องโหว่ ส่วนเฟยเหยาเองก็ทำหน้าที่กระพือข่าวลือว่าเยว่ถิงได้ติดตามเฉิงกงชางอ๋องกลับแคว้นชางไปแล้ว


            เรื่องราวในเบื้องหลังที่จากมาเรียบร้อยสมบูรณ์ตามแผนการ ไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวล...


บัดนี้สองเท้าของเยว่ถิงมิได้เหยียบอยู่ยังแคว้นเกิดอีกต่อไป ที่แห่งนี้คือแคว้นป๋อ หนึ่งในเจ็ดแคว้นแห่งจักรวรรดิชางเหอเคียงข้างแคว้นอ้าย


            หลังจากเดินทางเป็นเวลานาน คงใกล้ถึง บึงตำหนักเร้นลับ สถานที่พำนักของ จอมนางมารเหยียบหล้า อาจารย์ผู้ฝึกสอนวิชาให้แก่คุณชายไป่อวิ๋นหลานแล้ว


            ระหว่างทางผ่านความเคี่ยวกรำมาไม่น้อย ทั้งฝึกควบขี่อาชาจนเริ่มชำนาญ รวมถึงยังฝึกวิชาตัวเบา วิชากระบี่และการใช้ธนูโดยร่ำเรียนจากคุณชายไป่กับองครักษ์แซ่เฟยสองคน ซึ่งมีนามว่า เฟยอวี่ และ เฟยเทียน ทั้งสองมีท่วงท่าบุคลิกสง่างามเงียบขรึม แต่พอได้รู้จักมากขึ้นก็นับว่าน่าคบหา


            เฟยอวี่กับเฟยเทียนมักสุภาพเรียบร้อยกับเขาผิดกับคุณชายไป่ และคอยปกป้องเยว่ถิงเวลาโดนกลั่นแกล้งเย้าแหย่ เป็นการยิ่งสร้างสีสันให้แก่ทายาทแห่งพรรคอธรรม การเดินทางครั้งนี้จึงไม่นับว่าน่าเบื่อหน่าย


            มีหลายครั้งที่พบเจอโจรขณะเดินทาง คนเหล่านั้นไม่ใช่คู่มือยอดยุทธ์ทั้งสาม แต่กลับถูกไป่อวิ๋นหลานข่มขู่ให้เป็นคู่มือแก่เยว่ถิงเสียอย่างนั้น


ใจหนึ่งรู้สึกสงสารโจรจนตรอกที่หนีไปไม่ได้ เมื่อต่อสู้กันอย่างทุลักทุเลแล้วสุดท้ายเยว่ถิงเป็นฝ่ายกำชัยอย่างค่อนข้างจะล็อกผล คุณชายไป่ถึงค่อยปล่อยคนเหล่านั้นไปพร้อมหัวเราะเยาะด้วยถ้อยคำสมกับเป็นฝ่ายอธรรมอย่างแท้จริง


ต่อมา เหล่าผู้คนต่างสังเกตได้ว่าเขาไม่หลับนอนในคืนวันเพ็ญ หลังจากล้มโจรป่าที่เข้ามาพร้อมกันห้าคนสำเร็จ คุณชายไป่จึงได้อนุญาตให้เขาเดินผ่อนคลายออกนอกสายตาในวันจันทร์เต็มดวง


พินิศมองระลอกคลื่นน้ำไหวที่มีเงาจันทร์ฉายสะท้อนแล้วสะทกสะท้านในใจ เยว่ถิงหมุนตัวคิดเดินกลับยังโรงเตี๊ยม ทว่าพลันได้ยินเสียงผู้คนในตรอกซอยเบื้องหน้าขึ้น


“น้องสาว เจ้ามาเดินดึกดื่นคนเดียวเช่นนี้ ให้พวกพี่ชายไปส่งหน่อยเป็นไร!


ชายฉกรรจ์ขี้เมาหกคนล้อมรอบตัวสตรีนางหนึ่งไว้ แสงสลัวทำให้ไม่อาจเห็นหน้านางได้ชัด แต่ดูแล้วไร้ทางหนีรอดออกมา


ไม่ทันได้คิดสิ่งใดมาก สองขาก็พาเยว่ถิงลอบเร้นเข้าไปใกล้


ตัวเขามีกระบี่ติดตัวเพียงหนึ่งเล่ม ฝีมือเองก็เป็นแค่คนเริ่มต่อยตีเท่านั้น ส่วนบุรุษเหล่านั้นต่างพกกระบี่กันครบคงเป็นจอมยุทธ์กันทุกคน สถานการณ์อย่างไรก็ไม่ควรสอดมือยุ่ง


คุณชายไป่เองก็เทศนาเสียหลายรอบ ว่ายุทธภพก็มีกฎยุทธภพ บางอย่างต้องทำปิดหูปิดตา ไม่เช่นนั้นมีเก้าชีวิตคงไม่พอ


แต่ด้วยความเป็นแพทย์ก่อนเก่าและจิตวิญญาณจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ไหนเลยจะเพิกเฉยได้ ถึงจะรู้อยู่แก่ใจว่ากับโจรที่ไม่มีวิชาแก่กล้ายังจัดการได้อย่างลำบาก จะนับภาษาอะไรกับจอมอยุทธ์ถึงหกคน


เยว่ถิงสูดหายใจเข้าปอด รวบรวมความกล้าจับกระบี่ไว้ ก่อนตัดสินใจก้าวเข้าไป


“พี่ชายท่านนั้น!


“อะไร!?” คนเหล่านั้นหันมาตะคอกเมื่อถูกขัดจังหวะ เยว่ถิงสบโอกาสเหลือบมองนาง ต้องประหลาดใจไม่น้อยเมื่อท่าทีของนางกลับสงบนิ่งนัก เรือนร่างได้สัดส่วนและใบหน้าซ่อนไว้ใต้ผ้าคลุม เขาเองที่คิดจะเป็นฮีโร่ยังดูจะปอดแหกเสียมากกว่า


อัธพาลเหล่านั้นถลึงตาใส่ ท่าทางแข็งกร้าวพร้อมเอาเรื่อง เยว่ถิงทำใจดีสู้เสียกล่าวต่อไปอย่างนอบน้อม


“ผู้น้อยเป็นเพียงคนเดินทาง อยากสอบถามว่าวัดดอกเหมยอยู่ยังที่ใด”


คนเหล่านั้นต่างชักสีหน้าฉงนสนเท่ แน่ละ ในเมื่อวัดดอกเหมยอยู่ยังแคว้นอ้ายมิใช่แคว้นป๋อ เว้นแต่หากมีสาขาสองค่อยผิดแผนไป ชายฉกรรจ์ตรงหน้าจ้องหน้าเยว่ถิงแล้วเลื่อนสายตาลงยังแผ่นอกแบนราบ สีหน้าคล้ายเสียดายบางอย่างอยู่ ก่อนออกปากตวาดอย่างรำคาญ


“ไม่รู้ ไสหัวไปซะ!


“งั้นขออภัยที่รบกวน ผู้น้อยขอลา”


เยว่ถิงลอบขยิบตาให้สตรีตรงหน้าขณะค้อมศีรษะ ก้าวออกมายาวๆ ก่อนชะโงกหน้าไปอีกทางแล้วร้องตะโกนลั่น


“ท่านทหารตรวจเมืองท่านนั้น! ผู้น้อยขอเรียนถามว่าวัดดอกเหมยไปที่ใด”


ชายฉกรรจ์ทั้งหมดสะดุ้งเฮือกรีบหันขวับ ด้วยกิตติศัพท์ทหารตรวจเมืองของแคว้นป๋อเป็นที่รู้กันว่าเข้มงวดกวดขันและมีฝีมือมากเพื่อคอยควบคุมความเรียบร้อยของเมือง เยว่ถิงรีบอาศัยจังหวะคว้าฉุดข้อมือของสตรีนางนั้น


“วิ่ง!


ชายหนุ่มรีบวิ่งหน้าตั้ง งัดวิชาตัวเบาที่ร่ำเรียนงหมดออกมาใช้ โชคดีที่แม้จะไม่ค่อยได้เรื่องในวิชากระบี่และยิงธนู แต่วิชาขี่ม้าและวิชาตัวเบากลับรุดหน้าไปมาก แสดงให้เห็นว่าตัวเขาช่างถนัดการเผ่นหนีมากกว่าปะทะหลายเท่า


สตรีที่วิ่งตามมาเองมีฝีเท้าไม่เบาเลย นางสามารถตามการฉุดรั้งของเขามาได้ทันท่วงที จอมยุทธ์หื่นกามเหล่านั้นตามมาโดยไม่ลดละ ลัดเลาะผ่านซอกซอย สุดท้ายเยว่ถิงจึงพานางนอนหลบซ่อนใต้รถเข็นร้านขายเต้าหู้แห่งหนึ่ง รอจนพวกเขาจากไปด้วยความขุ่นเคืองจึงค่อยปล่อยมือ ลุกขึ้นเป่าปากและปาดเหงื่อจากหน้าผาก


“ขออภัยที่ข้าแตะต้องตัวท่านโดยพลการและทำให้เสื้อผ้าท่านเปื้อนดิน”


นางมิได้เอ่ยสิ่งใดแก่เขา คงกำลังมองพินิจอยู่ เยว่ถิงจึงกระสานมือแล้วค้อมศีรษะ


“แม่นางปลอดภัยก็ดีแล้ว ต้องการให้ข้าไปส่งท่านหรือไม่?”


นางสั่นศีรษะ เยว่ถิงกล่าวอำลาแล้วแยกจากกัน พอถึงโรงเตี๊ยม คุณชายไป่ถึงกับฉุนเฉียวแยกเขี้ยวกับสภาพคลุกฝุ่นเปื้อนเหงื่อของเขา ยิ่งเมื่อโดนสอบสวนเข้าไหนเลยสามารถจะโกหกได้


“จะช่วยเหลือผู้อื่น ดูสภาพตนก่อนเถอะ หากจอมยุทธ์พวกนั้นไม่เมามายด้วยฤทธิ์สุรา คงตามเจ้าทันแล้วรุมกระทืบเจ้าจมดินไปแล้ว”


อดีตแพทย์หนุ่มรีบทำหน้าสำนึกผิดแล้วว่าจะไม่ทำอีกจนกว่าจะฝึกวิชาสำเร็จ ช้อนสายตาหมาหงอยขึ้นมองยังไป่อวิ๋นหลานและสององครักษ์แซ่เฟย ไป่อวิ๋นหลานทำท่าจะด่าอีกก็กลืนคำพูดลงคอ แล้วไล่ให้ไปอาบน้ำอาบท่าซะ


เยว่ถิงแอบลอบยิ้มในใจ อีกสิ่งหนึ่งที่เขาเรียนรู้เพิ่มเติม นั่นคือใบหน้างามล่มเมืองที่สวยวันสวยคืนนี้ไม่ได้นำพาแต่เรื่องบัดซบเข้ามา ถ้าหากรู้จักทำหน้าสีหน้าออดอ้อนเสียหน่อย ผู้คนก็มักจะอารมณ์เสียใส่เขาไม่ได้นาน



 

วันถัดมา คณะเดินทางได้เข้าสู่ยังหุบเขาเร้นลับโดยใช้เส้นทางสลับซ้อนหักเลี้ยวหลายครั้ง หากมิใช่คนในคงมิมีทางรู้ ทั้งระหว่างทางยังมีกับดักคร่าชีวิตมากมายจนชวนให้เสียวสันหลังไม่น้อย เพราะหากจำทิศทางผิดแม้แต่นิดก็อาจจะได้ไปเยี่ยมปรโลกก่อนฝึกวิชา


ควบขี่อาชาผ่านความลาดชันจนมาถึงบริเวณที่ราบกว้าง ทุ่งดอกไม้สีแดงอมส้มซึ่งบานสะพรั่งทั่วบริเวณ เบื้องหน้าทางเข้าสู่หน้าผาแคบมีรูปปั้นเทพอสูรชายหญิงแกะสลักจากหินสูงใหญ่ร่ายรำประสานศาสตราอยู่เหนือซุ้มทางเข้า การสลักละเลียดลออ เบื้องล่างมีข้อความสลักอักษรจากศิลาสีดำที่ผุดขึ้นมา


บึงตำหนักเร้นลับ ซับซ้อนดั่งวงกต หากผู้มาเยือนใจคด จะถูกบรรพต (ภูเขา) กลืนกิน


แต่คุณชายไป่มิได้นำทางสู่เส้นทางสู่ผาแคบ เพียงยิ้มหยันขึ้น


ทายาทแห่งประมุขฝ่ายอธรรมทั้งมวลเดินหน้ารูปปั้นเทพอสูรบุรุษ มีจุดให้กราบไว้เคารพเป็นรอยรูปสำหรับคุกเข่า ผู้นำทางชักกระบี่ฟาดฟันลงสามครั้ง ก่อนจะเดินไปโขกศีรษะกราบกรานเทพอสูรสตรีสามครั้ง เยว่ถิงและสององครักษ์แซ่เฟยแม้ฉงนไม่เข้าใจ แต่ก็ทำตามโดยดี


ไป่อวิ๋นหลานอ้อมไปยังเบื้องหลังรูปปั้นเทพอสูรสตรี แล้วเคาะลงบนพื้นดินสามครั้ง จากนั้นจึงมีเสียงหนึ่งดังขึ้น


“เป็นผู้ใด”


“เป็นข้า ไป่อวิ๋นหลาน”


“คุณชาย!” สุ้มเสียงดีใจลิงโลด ประตูกลที่ติดตั้งไว้ยังพื้นเปิดออก เห็นเป็นสาวใช้ใบหน้าตกกระคนหนึ่ง ดูอายุไม่เกินสิบหกปี นางยิ้มกว้างขึ้นมาต้อนรับ แต่สีหน้าพลันเปลี่ยนไปเมื่อเห็นบุรุษทั้งสาม


“แขกของคุณชายหรือเจ้าคะ ได้นำจดหมายแจ้งแก่นายหญิงก่อนหรือไม่”


ไป่อวิ๋นหลานรับคำ ทั้งหมดจึงตามสาวใช้ที่มีท่าทีเคร่งขรึมขึ้นลงไป


บันใดลงสู่ใต้ดินลึกลงไป สองฝั่งมีแสงสลัวจากเชิงเทียนบนผนังหินสีน้ำตาลเข้มข้างๆ


เมื่อมาถึงโถงกลางจึงพบกับความอัศจรรย์ แท้แล้วสถานที่นี่ถูกสร้างอยู่ใต้บึงในหุบเขา ห้องหับกว้างใหญ่มากมายตกแต่งอย่างหรูหราบาดตา ของประดับประดามากมายสมนามบึงตำหนัก ทั้งม่านระย้าสีแดงเลือดหมู เครื่องเรือนแกะสลักจากไม้หอมสีเข้ม ยังมีกลิ่นดอกเหมยกุ้ยโชยฟ้งให้คิดว่าเจ้าของคงเป็นสตรีจัดจ้านไม่เบาคนหนึ่ง


ระหว่างทางผู้คนดูเคารพนบนอบแก่ไป่อวิ๋นหลานมาก ทั้งยังมิได้เรียกว่า ศิษย์พี่ศิษย์น้อง แต่กลับเรียก คุณชาย กันทุกคน พวกนางแต่งกายด้วยอาภรณ์สีแดงอมม่วงปักด้วยรูปกระบี่ประสานด้วยด้ายดำดูน่าเกรงขาม


เยว่ถิงนั่งลงตัวเกร็งยังกลางห้อง รับชาหอมกรุ่นมาแต่ยังไม่จิบดื่ม พอพินิจดูแล้ว บึงตำหนักเร้นลับเต็มไปด้วยศิษย์สตรีมิใช่หรือ แล้วเหตุใด...


“มิคิดว่าเจ้าจะมาถึงช้าเช่นนี้ ลูกอวิ๋น”


สตรีงผู้หนึ่งก้าวออกมา ใบหน้าอ่อนเยาว์สะกดสายตาทำให้รู้ว่าแท้แล้วคุณชายไป่ได้ความงามมาจากผู้ใด ช่วงคองามระหงตั้งตรง ไหล่กลมมนมีผ้าคลุมสีน้ำเข้มที่ชายพลิ้วไหลตามย่างก้าวยิ่งเพิ่มสง่าราศี ยามดวงหน้าดังกระเบื้องเคลือบแย้มยิ้มยิ่งเสริมกลิ่นเหมยกุ้ย(กุหลาบ)ในโถเครื่องหอมให้ยิ่งอบอวล


“คำนับท่านแม่ นี่คือสหายลูกที่คิดนำมาฝากตัวกับท่าน”


            แท้แล้วมารดาของคุณชายไป่คือ จอมนางมารเหยียบหล้า!  


เยว่ถิงซ่อนความประหลาดใจไว้ รีบก้มกราบคำนับพร้อมด้วยองครักษ์แซ่เฟยทั้งสอง


“ลุกขึ้นเถิด ไม่ต้องมากพิธี” ไป่ฮูหยินยิ้มหวานเข้ามาพยุงเยว่ถิง ให้รู้สึกว่าต่างจากคำข่มขู่มากมายของไป่อวิ๋นหลานนัก “เจ้าหรือบุตรของเจี้ยนเหวินกับมี่อิง”


“ขอรับ”


“ข้าพบปะกับบิดาและมารดาเจ้ามานาน แต่ยามเกิดเรื่องมิได้เกี่ยวข้องด้วย อย่างไรก็ขอโทษต่อเจ้า”


“ไหนเลยผู้น้อยจะกล้าตำหนิฮูหยิน...”


“รับคำขอโทษของข้าเถอะ” นางยืนยันอีกครั้ง ประกายดวงตาอ่อนลง


เยว่ถิงน้อมรับคำของนาง หัวใจอบอุ่นขึ้น รู้สึกสนิทใจกับนางตั้งแต่แรกพบ


“บิดาเจ้าเขียนจดหมายมาว่าให้ข้าช่วยฝึกฝนเคี่ยวกรำเจ้า คราแรกข้ามิเห็นด้วย เพราะนอกจากอวิ๋นหลานแล้ว บึงตำหนักเร้นลับแห่งนี้รับเพียงศิษย์สตรีเท่านั้น”


นอกจากเพราะวิชาของบึงตำหนักเร้นลับคงลึกลับพิศดารแล้ว บิดาเองจงใจโยนเขาเข้ามาท่ามกลางเหล่าจอมยุทธ์สตรีที่น่าดูชมมากมายนี้ คงมีจุดประสงค์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับชิวหยางด้วยแน่นอน


เยว่ถิงยอมรับว่ายังชมชอบผู้หญิง แต่ชมชอบต่างจากรัก เมื่อเขาปักใจรักใครแล้ว คงจะสามารถมองผู้อื่นได้เพียงแค่ชื่นชมเท่านั้น


“แต่เมื่อเห็นหน้าเจ้าแล้ว ข้าถึงพอเข้าใจ ว่าเหตุใดเขาถึงกล้าเอ่ยเช่นนั้น”


ไป่ฮูหยินหัวเราะเบาๆ เมื่อสำรวจเยว่ถิงตั้งแต่หัวจรดเท้า เยว่ถิงรู้สึกหน้าร้อนขึ้นมาเล็กน้อยอย่างไม่ชินชา


“แต่หากท่านไม่สะดวกใจก็ขอให้ท่านเอ่ยตามตรงเถิด อย่างไรข้าเองก็ยังถือว่าเป็นบุรุษ”


“ท่านแม่กล่าวว่าเข้าใจแล้ว เจ้าก็ยอมรับตามนั้นเถิด”


ไป่อวิ๋นหลานดัดสุ้มเสียงให้ดูสุภาพอย่างหายาก แทบต่างจากคนที่คอยกลั่นแกล้งเขาระหว่างทางเป็นคนละคน


ทันใดนั้น ได้เสียงดังห้ามปรามของสาวใช้ดังขึ้น


บุรุษรูปร่างกำยำคนหนึ่งฝ่าฝืนเข้ามาในห้องอย่างไม่สนใจมารยาท คุกเข่าลงข้างหนึ่งเบื้องหน้า ประสานหมัดแล้วคำรามก้อง


“เรียนฮูหยิน นายท่านไป่ให้ข้ามาแจ้งแก่ท่านว่าสมควรกลับพรรคมารสยบฟ้าได้แล้ว”


ศิษย์สตรีท่าทางเกรี้ยวกราดหลายคนทำท่าจะเข้ามาลากตัวคนผู้นั้น ทว่าไป่ฮูหยินยกมือโบกเบาๆ พวกนางจึงล่าถอย


“...หากอยากให้ข้ากลับไป ก็ให้นายเจ้ามาด้วยตัวเอง”  นางเอ่ยอย่างไม่แยแสสนใจ ดวงตาเปลี่ยนเป็นประกายคล้ายมองมดปลวกตัวหนึ่ง


“อย่างไรข้าก็ต้องพาท่านกลับ... อ๊าก!


ไม่ทันสิ้นคำมือทั้งสองที่ประสานกันก็หายไปพร้อมเสียงกรีดร้อง ทว่าไม่มีโลหิตไหลออกมาสักหยด บาดแผลถูกตัดอย่างเรียบเนียน ชั่วพริบตาเห็นมือส่วนที่ขาดก็ลอยอยู่ยังเบื้องบนทุกศีรษะในห้อง ถูกรัดรอบไว้ด้วยเส้นลวดระยับ


เส้นลวดใสบางส่องประกายวิบวับเชื่อมสู่นิ้วชี้และนิ้วกลางของไป่ฮูหยิน นางสะบัดนิ้วอีกคราเส้นลวดก็ขาดออก หมุนดึงมือทั้งสองของบุรุษผู้นั้นห่อไว้ในผ้าสีแดงแล้วโยนเข้าใส่อก รัศมีพลังปราณที่เยว่ถิงสัมผัสไม่ได้ก่อนหน้ากลับปรากฏไอรุ่นแรง


“วันนี้ข้าอารมณ์ดี มิฉะนั้นคงเป็นหัวเจ้าที่อยู่ในห่อนั้น จงไปเสีย”


เยว่ถิงเบิกตากว้างอ้าปากค้าง คนโชคร้ายผู้นั้นรีบผงกศีรษะงกงันแล้วรีบตะเกียกตะกายหนีไป ดูจากวิชาตัวเบาก็มิได้อ่อนด้อย ทว่าฝีมือของฮูหยินไป่คงสูงส่งเกินไป


นางหันมาทางเยว่ถิงและไป่อวิ๋นหลาน ยิ้มด้วยรอยยิ้มเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น


“ข้ายินดีรับเจ้าเป็นศิษย์ เพียงแต่ข้าไม่ชมชอบคนกักขฬะไร้มารยาทและเกียจคร้าน เจ้าคงมิเป็นคนเช่นนั้นกระมัง?”


คนฟังต้องรีบหุบปากรักษามาดทันที หัวใจยังคงเต้นรัวๆ อยู่ในใจกับภาพเหตุการณ์ติดตาเมื่อครู่ เยว่ถิงคุกเข่าลงอีกครั้ง ล่วงรู้แล้วว่ารอยยิ้มมุมปากของไป่อวิ๋นหลานตอนสนทนากับบิดาของเขาคืออะไร!


“ผู้น้อยเยว่ถิงมิใช่คนเช่นนั้น ขอให้ฮูหยินไป่สบายใจ จากนี้ไปจะขอรับการสั่งสอนจากท่าน”


พูดไปก็เกือบกัดลิ้นตนเอง มิคาดว่าสมญา จอมนางมารเหยียบหล้า จะเป็นจริงเช่นนี้ ทำได้เพียงน้ำตาไหลในใจ โบกมือลาความสบายในภายภาคหน้า ขอให้ฝึกวิชาออกไปครบสามสิบสองด้วย


 “นี่ไม่ง่ายเกินไปหรือ ถึงท่านลุงเจี้ยนเหวินจะขอร้อง แต่ข้าลองฝึกฝนเขาดูแล้ว คุณชายหลี่นับว่าไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นจอมยุทธ์จริงๆ” ไป่อวิ๋นหลานเอ่ยขึ้นกึ่งหยอกเย้ากึ่งจริงจัง


“เขาแม้มีอุปนิสัยและฝีมือไม่เข้ากัน ทว่ายังสามารถอยู่รอดในยุทธภพมาได้ หากเคี่ยวกรำสักหน่อยอาจได้เพชรน้ำดี อีกทั้ง มิใช่ตอนนี้อย่างน้อยถิงเอ๋อร์ก็พอมีวิชาตัวเบาที่สามารถพาสตรีหนีจากพวกขี้เมาหกคนได้หรอกหรือ”


ประโยคสุดท้าย เยว่ถิงถึงกับผงกศีรษะขึ้น จนเมื่อเห็นรอยยิ้มกว้างขึ้นจึงลุแจ้งแก่ใจ


“เป็นโชคดีของพวกมันแท้ๆ” ไป่อวิ๋นหลานอุทานขึ้นแล้วหัวเราะ “เจ้าเองก็เถอะไฉนถึงจับไม้จับมือพาท่านแม่ของข้าไปมุดใต้รถเข็นกัน!


แท้แล้ว... นางคือสตรีที่เขาพาหนีเมื่อวานนี่เอง! อะไรจะบังเอิญได้ขนาดนี้


เยว่ถิงยิ่งหน้าซีด นอกจากแตะเนื้อต้องตัวแล้ว เขายังคับให้นางนอนราบใต้รถเข็นเต้าหู้เพื่อหลบซ่อนอีกด้วย นี่มิใช่ถึงเวลาชะตาขาดหรอกหรือ!


“ผู้น้อยขออภัย มิทราบว่าท่านคือ...”


สองแม่ลูกคล้ายไม่ถือสา ทั้งมองเห็นเป็นเรื่องขำขัน ดวงหน้าของเจ้าของสมญาจอมนางมารเหยียบหล้ามีรอยเอ็นดูให้เยว่ถิงกระอักกระอ่วนใจอยู่ครู่หนึ่ง บรรยากาศรอบห้องค่อยผ่อนคลายลง เยว่ถิงคิดเอ่ยถึงการฝึกฝนวิชา ออกปากหาญกล้ายื่นเงื่อนไขแก่ผู้เป็นอาจารย์คนใหม่


“ผู้น้อยมีปณิธานว่าจะไม่นำวิชาไปฆ่าคน โปรดสอนวิชาเพื่อปกป้องคุ้มครองให้แก่ผู้น้อย”


คิ้วเรียวงามของไป่ฮูหยินเลิกสูงขึ้น


“เหตุใดจึงไม่กล้าฆ่าคน”


“ก่อนมา ผู้น้อยเคยร่ำเรียนจนสำเร็จวิชาแพทย์จากเขาหลวนซาน ปฏิญาณตนไปแล้วว่าจะช่วยชีวิตคน อย่างไรก็มิอาจร่ำเรียนวิชาเพื่อฆ่าคนได้ แต่หากเพื่อปกป้องคุ้มครองนับว่าเหมาะสม ไม่เพียงแต่จดหมายของบิดา ผู้น้อยยังเล็งเห็นว่าคุณชายไป่มีฝีมือสูงส่ง จึงรู้สึกเคารพเลื่อมใสอยากเข้าร่วมเป็นศิษย์ฮูหยินด้วย”


ไป่อวิ๋นหลานชักสีหน้าครุ่นคิด “เช่นนั้น ตามคัมภีร์ลับของบึงตำหนักเร้นลับ คงมีเพียงศาสตร์พิสดารนาม ย้อนปราณคืนกลับที่จะตอบโต้ผู้มาปองร้ายด้วยการสะท้อนพลังกลับคืน”


“ย้อนปราณคืนกลับนี้ คนธรรมดาอย่างน้อยต้องฝึกถึงสามปีจึงจะสำเร็จเพียงขั้นต้น เจ้าสามารถอดทนได้หรือไม่”


สามปี...


สองปีที่ลาจากว่ายาวนานแล้ว แต่คราวนี้กลับคล้ายยาวนานยิ่งกว่า


ใช้เวลาตัดสินใจครู่หนึ่ง จนเยว่ถิงต้องเอาชนะความขัดแย้งในใจ ก้มลงคำนับอีกครา


“ผู้น้อยยินดีฝึกฝนศาสตร์วิชานี้”

 

 

 

100%

Rewrite ตอนนี้ไม่เปลี่ยนเท่าไหร่ค่า

ฝึกเสร็จเยว่ถิงผมร่วง หัวโล้น ต่อยอ้ายอ๋องกับโจวหวู่คนละทีตาย จบ ล้อเล่นค่ะ 55555555

ขอบคุณที่ยังติดตามกันนะคะ แม้อัพเยี่ยงหอยทากก็ตาม TWT อ่านคอมเมนต์แล้วซึ้งเลย

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 990 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

7,729 ความคิดเห็น

  1. #7642 Nitto_OuranHC (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 / 01:03
    ชิวหยางนั่งกำหมัดอยู่ที่แคว้นอ้ายละน้า ต้องเสแสร้งไปอีกนานแค่ไหน555555555555
    #7,642
    0
  2. #7613 p*chu*ka (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2563 / 09:04

    สามปีฝึกให้เก่งไปเลย

    #7,613
    0
  3. #7601 thiip (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2563 / 21:53
    3ปี โอ้พระเจ้า
    #7,601
    0
  4. #7584 K.white wine (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 16:31
    สะ สามปี โอมาก๊อดดดดด
    #7,584
    0
  5. #7536 9nvwqluvXz (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2563 / 00:46
    ใจร้ายแท้ 2ปี ยังทรมานไม่พอเหรอคะ
    ยังมาฝึกอีก 3ปี เพลียยยเลย
    #7,536
    0
  6. #7440 ya.ong (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 09:45
    จบก่อนจบสามปีได้ไหม5555
    #7,440
    0
  7. #7288 Nightwar (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 12 เมษายน 2563 / 15:25
    One punch man ก็มา55555
    #7,288
    0
  8. #7250 MinRos (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 21:34
    แต่น้องเป็นอัจฉริยะ เชื่อว่าน้องต้องฝึกสำเร็จขั้นสูงภายใน1ปี *มโนเอาค่ะ ^^
    #7,250
    0
  9. #7162 G.Bell (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 29 มีนาคม 2563 / 13:32

    ถ้าจะพลิกคาร์ไปผมร่วงหัวล้านจริง คงต้องพลิกไปกดหยางเอ๋อร์ด้วยแล้วล่ะค่ะ 555

    #7,162
    0
  10. #7144 Fueled me (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 12 มีนาคม 2563 / 19:52
    มันก็จะมีเซอร์ไพรส์มาให้เห็นตลอดเลยนะ5555555555
    #7,144
    0
  11. #7067 lilying_ (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 3 มีนาคม 2563 / 03:54

    เค้าจะขาดใจ ชั้นก็จะขาดใจด้วยขอวาร์ปไปตอนฝึกเสร็จเลยได้มี้ยคะ แง

    #7,067
    0
  12. #7054 肖金模 (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 2 มีนาคม 2563 / 20:00

    นั่นไม่ใช่เยว่ถิงแล้ว ต่อไปจะเป็นไซถิงถิง 555

    #7,054
    0
  13. #6912 ppp_12 (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 / 14:32
    เป็นเศร้าแทนพี่เขาเลยย พระเอกที่น่าสงสารสุดในยุทธภพ
    #6,912
    0
  14. #6771 Wang19th (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2562 / 11:43
    ฮืออออออ รวมๆก็ห้าปีเลยนะงั้นอ่ะ แงงงงงง ;_; ไม่ไหวแล้ว คิดถึงตายแน่ๆคนทางนั้น
    #6,771
    0
  15. #6759 chalillxx_ (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 22:47
    ชิวหยางขาดใจตายแล้ว
    #6,759
    0
  16. #6727 pcy921 (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 19:11
    ไปค่ะไปเล่าเรียนเอาปริญญาไปฝากคุนพ่อ3ปีเอ้งงงงงง
    #6,727
    0
  17. #6599 61imyoko (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 18:15
    สามปี๊ อมกกกก
    #6,599
    0
  18. #6569 Ppttyc_ (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 8 กันยายน 2562 / 19:59
    สามปีเลยหรือ...
    #6,569
    0
  19. #6445 DraftD (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2562 / 05:52
    สงสารทั้งคู่
    #6,445
    0
  20. #6302 Tanatorn_M (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 14:38
    หวังว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายนะ อือออออ
    #6,302
    0
  21. #6221 Night Blue Demon (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 21:02
    สามปี....อาจกลายเป็นสามเดือน.......
    #6,221
    0
  22. #6216 PPsry (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 00:51
    ลูกเอ้ย จากกันบ่อย และแต่ละครา นานเหลื้อเกินนนน สู้เค้าน้องถิง
    #6,216
    0
  23. #5932 N@TTY (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:39
    ชิวหยางรอจนแก่กันเลยทีเดียว ท้ออออ
    #5,932
    0
  24. #5927 Azlyss (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:43
    นั่นก็โหดไป๊ ถ้าเยว่ถิงหัวล้านนี่ทำใจไม่ได้นะ55555555
    #5,927
    0
  25. #5797 nutgen (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2561 / 22:15

    ตามอ่านไม่หลับไม่นอนเลยทีเดียว ชอบค่ะ สนุกมากๆ น่าติดตามสุดๆเลย

    #5,797
    0