Eyes Attact เพียงสบตา [ Y ]

ตอนที่ 5 : นกเค้าแมวแห่งพระนคร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 377
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    9 ก.ค. 62



    นอกจากการหานักแสดงแล้ว การจะทำหนังสักเรื่องนั้นมีหลายองค์ประกอบอีกมากมาย ทั้งบท เสียง สถานที่ในฉาก หลายครั้งทีมงานมืออาชีพสามารถเนรมิตฉากภายในสตูดิโอตามที่จินตนาการราวกับเวทย์มนต์ด้วยอำนาจแห่งเงินตรา แต่เด็กนักศึกษานิเทศธรรมดาทำได้เพียงตระเวนหาสถานที่หรือโลเคชั่นถ่ายทำ จะให้ตระเวนหาตามพื้นที่โดยไม่มีข้อมูลก่อนก็จะเหมือนเดินหาห้องน้ำในห้างใหญ่ที่มาครั้งแรก ยิ่งในหนังของกลุ่มของพีทอยากได้บรรยากาศร้านวินเทจๆ ย้อนยุคมีกลิ่นไอช่วงสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา หนึ่งในสงครามย่อยของสงครามโลกครั้งที่2 แม้จะไม่ต้องการแบบเป๊ะถูกต้องตามพงศาวดารบันทึกประวัติศาสตร์นักจะได้หาง่ายขึ้น พีทรีเสิร์ชหาข้อมูลได้สถานที่น่าสนใจแถวบางรักและเขตพระนคร ถึงจะเจอสถานที่ถูกใจบางส่วน แต่ฉากซีนสำคัญยังหาสถานที่ไม่ได้เลย



    “นี่ซีนจบเลยนะเอ๋ พระเอกกับนางเอกจะได้มาพบกันที่นี่” พีทดูดมอคค่าเย็น พวกเขาพักหายใจหลังจากตามหาสถานที่มาเกือบทั้งวันที่ร้านกาแฟแถวเสาชิงช้า



    “ก็บอกให้ไปแถวพระราชวังไง ไอตึกสีเหลืองๆที่มีรูปปั้นช้างแถววัดพระแก้วอ่า แป๊บนึง…” เอ๋ เปิดกูเกิ้ลในมือถือหาชื่อสถานที่ๆเธอหมายถึง เธอเปิดรูปอาคารสีเหลืองตัดกับหน้าต่างสีเขียว ขนาบข้างถนนลาดยาง “นี่ไง กระทรวงกลาโหม วินเทจเข้ากับช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพาสุดๆ”



    “เออ เอาอันนั้น” พีทที่ช่วงหลังมานี้คลุกคลีกับคำว่าวินเทจ ทั้งเครื่องไม้เครื่องมือ เสื้อผ้า ดนตรี วิถีชีวิตเพื่อนำมาเป็นข้อมูลทำหนังครั้งนี้ มันมีอิทธิพลกับการใช้ชีวิตเขาไม่น้อย พักนี้เขาชอบคลิปวิถีชีวิตผู้คนยุค 50 ที่แชร์กันในเฟสบุ๊ค ละครสืบสวนย้อนยุคสมัยกบฏบวรเดชที่ทำเขาลุ้นตามตอนต่อไปไม่ไหวจนต้องไปซื้อหนังสือนิยายต้นฉบับมาอ่าน แต่เขาก็เดาเงื่อนงำในละครอะไรไม่ได้เลย พีทอินจนเก็บไปฝันว่าเขาเป็นหนึ่งในตำรวจชุดสีกาฏีทีมสอบสวนในเรื่อง ถึงช่วงนี้กระแสชุดไทยสมัยพระนครศรีอยุธยาจะมาแรง แต่สำหรับพีท ยุค 50 ของไทยเนี่ยแหละที่หาข้อมูลได้ง่าย มีเสน่ห์ และยังหลงเหลือกลิ่นไอเก่าแทรกตัวอยู่ในกรุงเทพ ไม่ต้องถ่อไปตามรอยไกลถึงอยุธยา มันจึงตกตะกอนไอเดียหนังที่เขาอยากทำส่งอาจารย์และสนองความต้องการอวดความหลงใหลตัวเอง



    พีทไม่ได้มาแถวเขตพระนครบ่อย แต่เขารู้จักคนๆนึงที่จะนำเขากับเอ๋ต่อไปได้เผื่อจะเจอสถานที่น่าสนใจในการถ่ายทำ พวกเขานัดเจอกันหน้าโรงเรียนสตรีวิทยาใกล้กับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โรงเรียนเก่าของเอ๋ที่มีเพื่อนเจ้าถิ่นที่คลุกคลีแถวนั้นบ่อยกว่าเอ๋(เพราะเอ๋บ้านอยู่ปทุมวันแต่พ่อขับมอไซต์ไปส่งลูกสาวทุกเช้า) พวกเขามาถึงสถานที่นัดก่อนเวลา อันที่จริงตรงบริเวณรอบๆอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นอีกหนึ่งจุดที่เกิดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เหมาะเป็นอีกโลเคชั่นในหนังของพีทอีกแห่ง



    รถเมล์จอดเทียบไม่ไกลจากที่พีทกับเอ๋ยืนรอ หญิงสาวหุ่นเพรียวผมยาวรวบไว้ข้างหลัง เผยเห็นรอยไถข้างซ้ายและต่างหูสีดำวงใหญ่ เสื้อสีเทาแขนสามส่วนและกางเกงเลคกิ้งขายาวสีดำ รองเท้าผ้าใบสีขาว เธอโบกมือมาทางพวกเขาโชว์รอยสักเหมือนเข็มทิศที่ท้องแขนซ้าย เธอดูดีมีสไตล์ไม่สวยหวานเหมือนสาวๆทั่วไป ดูเท่แต่ก็มีเสน่ห์ในแบบผู้หญิง แน่นอนว่าพีทมองเธอไม่วางตา



    “รอนานมั้ย” เธอยิ้มหวานเดินตรงมาที่เอ๋ และสวมกอดอย่างเป็นกันเอง



    “แป๊บเดียวเอง เอ้อ เคทนี่เพื่อนที่มหาลัย” เอ๋หันไปแนะนำพีท แต่เหมือนเธอจะจำเขาได้ก่อน



    “พีทปะ?” เธอทักเขาก่อน ผิดกับทุกครั้งที่พีทมักจะทักสาวก่อน เขาเลิกคิ้วประหลาดใจ



    “รู้จักเราด้วยหรอ”



    “ที่ค่ายเจซี สามปีก่อนอ่า” เธอยิ้มกว้าง

    พีทลองนึกทบทวน ค่ายรังนกที่ว่าคือ ค่ายที่ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน เป็นการเปิดให้เด็กมัธยมปลายที่กำลังเลือกเป้าหมายคณะและมหาวิทยาลัยในฝัน ลองเข้ามาสัมผัสบรรยายกาศของคณะวารสารฯ เอกที่เรียน กิจกรรม เพื่อค้นหาตัวเองว่าตนเหมาะกับคณะนี้หรือไม่ เหตุที่ชื่อว่าค่ายเจซี(JC) นั้นมาจาก journalism and mass communication อันเป็นชื่อภาษาอังกฤษเต็มๆของคณะ กิจกรรมของค่ายนี้ทำให้พีทจดจำไม่มีวันลืมทั้งสาระที่ได้และความสนุกที่ตนได้ไปวาดลวดลายในคืนก่อนจบค่าย แม้ค่ายจะจบแต่เขาก็ได้รับคำขอเป็นเพื่อนในเฟสบุ๊คทั้งจากพี่ๆและเพื่อนๆที่ได้พบเจอจากค่าย เขาได้พบเพื่อนใหม่มากมายหนึ่งในนั้นมีเคท หากแต่เธอไม่ได้ส่งคำขอเป็นเพื่อน เลยไม่ได้ติดต่อหรือดูความเคลื่อนไหวใดๆ พีทก็ยังนึกไม่ออกว่าในค่ายมีเพื่อนที่แต่งตัวแซ่บขนาดนี้ด้วย หรือเธอเพิ่งจะเปลี่ยนสไตล์หลังจากนั้น เวลาผ่านไปพีทไม่ได้เข้าเรียนที่ธรรมศาสตร์แต่ก็ยังมาสายภาพยนตร์ ส่วนเคทไม่ได้ไปสายภาพยนตร์หรือนิเทศ แต่ยังเรียนที่ธรรมศาสตร์ วิทยาเขตท่าพระจันทร์


    เอ๋เห็นเพื่อนทั้งสองพอจะสนิทกันได้ก็ให้เคทพาเก็บภาพสถานที่ที่อยากได้เป็นโลเคชั่นในหนัง พวกเขานั่งรถเมล์ไปรอบๆ โดยย้อนกลับไปที่ลานพระบรมรูปทรงมา และค่อยย้อนกลับมาที่พิพิธภัณฑ์รัตนโกสินทร์ เลยไปยังวัดพระแก้วเขตพระราชวัง เก็บภาพมุมต่างๆของตึกกระทรวงกลาโหมที่พีทดูจะถูกอกถูกใจมากๆ ในการทำงานเมื่อสาวสวยสุดเท่อาสามาเป็นคนนำชมสถานที่ จิตใจเขาก็มีลอกแลกบ้าง แต่เพราะเห็นแก่เอ๋ที่ลงสนามออกมาเหน็ดเหนื่อยด้วยกัน ถ้าจะมาจี๋จ๋าอี๋อ๋อกันเอ๋ได้เขี่ยเขาออกจากกลุ่มไม่ก็โยนงานทั้งหมดให้เขาทำแน่ แต่แท้จริงเพราะเอ๋เองเต็มที่กับงานโดยต้นคิดไอเดียหลักคือพีท เมื่อลูกเรือเขาทุ่มเทเพียงนี้ กัปตันย่อมต้องเต็มที่กว่า

    






    พวกเขาตระเวนถ่ายรูปและปรึกษาเรื่องโลเคชั่นกันจนเย็น ได้มุมภาพต่างๆตามสตอรี่บอร์ดที่พวกเขาตั้งใจไว้ เหลือปรึกษาแผนการกับคนอื่นๆในทีมต่อว่าจะเลือกสถานที่ไหนบ้าง และจะเลือกนักแสดงคนไหน ถึงจะเปิดกล้องกันได้ ทีนี้ก็เหลือ ขอรายละเอียดติดต่อกับเจ้าถิ่นสักหน่อย



    “เอ๋ฝากให้เฟสเรากับพีทอีกทีนะ” แม่สาวสุดเปรี้ยวชิงตัดบทชายหนุ่มเจ้าเสน่ห์ไปก่อน ดูท่าเคทจะไม่ปล่อยให้พีทเข้าหาง่ายๆ แต่ก็ใช่ว่าจะตีตัวออกห่าง เธอรู้จักผู้ชายแบบนี้ว่าไม่ควรเล่นหูเล่นตามากนัก หรือถ้าจะเล่นต้องเล่นให้แรงกว่าจนอีกฝ่ายไม่กล้ารุกเข้ามา



    “เดี๋ยวเราไปส่งที่ป้ายรถเมล์นะ” เคทยิ้มอย่างเป็นมิตรให้ทั้งคู่



    “กลับกันไปก่อนเลย เดี๋ยวเราเดินเที่ยวแถวนี้ก่อน” พีทปฏิเสธ



     “แวะเที่ยวข้าวสารหรอยะ พรุ่งนี้เรียนบ่ายนี่เอาใหญ่เลยนะเรา” เอ๋ แซว ใกล้ๆกันนี้เดินไปหน่อยก็เป็นถนนข้าวสารแหล่งเรียนรู้ทางภาษาและแหล่งบันเทิงใกล้พระนคร หวังว่าพีทจะไม่นึกคึกอยากเก็บแต้มหลังจากที่พลาดทำความสนิทสนมกับเคท



     “ กลับบ้านไป๊ ผู้ใหญ่จะเที่ยว” ถือว่าสูงกว่าเลยแซวเชิงเหยียดเรื่องส่วนสูงเพื่อนสาว



    มีข่าวลือในหมู่สาวๆว่าพีทอาจจะล่าแต้มเก็บสกอร์กับสาวๆสวยๆในมหาลัยหรือตามผับ แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็เป็นแค่ข่าวลือ จริงอยู่ที่พีทมักจะเป็นกันเองกับทุกคน เล่นมุกทะลึ่งตึงตัง ไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตน แต่เขาก็ไม่เคยมีความสัมพันธ์ถึงขั้นนั้นกับใครตามข่าวลือ เขาปล่อยให้มันเป็นแค่มุกตลกเวลาคุยกับเพื่อน แม้แต่แฟนที่เคยคบก็ไม่เคยลึกซึ้งเท่าข่าวลือ











    ชายหนุ่มผมสีเข้มทรงผมตามสมัยนิยมแต่งตัวสบายๆเสื้อเชิ้ตลายสก็อตสีแดงทับเสื้อยืดสีขาวด้านกับกางเกงขาขาสามส่วนสีเข้ม เดินเตร็ดเตร่แถวๆพระนครจนแดดยามเย็นใกล้หมด เขายังไม่อยากกลับหอตอนนี้ กลับไปก็ต้องขึ้นรถเบียด กลับไปก็ต้องทำงานต่อ เขาอยากเดินว่างๆแบบนี้ อยากเกาะบนคอนเฉยๆแบบนกฮูกที่เขาถ่ายรูปอวดเพื่อนๆในไลน์กลุ่ม


    หากการมองตากันครั้งแรกแล้วสามารถทำให้คนตกหลุมรักกันได้ วันนั้นที่เขาได้จ้องตากลมโตสีส้ม เขาก็หลงเสน่ห์ดวงตาของเจ้านกฮูกพวกนั้น ภายนอกที่ดูดุไม่แสดงสีหน้า มีเพียงดวงตาที่สอดส่องมองไปทั่ว ไม่อาจคาดเดาได้ว่ามันกำลังคิดอะไรอยู่่ แต่เพราะแบบนั้นพีทถึงชอบนกฮูก    


    เขาเลี้ยวตรงหัวมุมที่เขาไม่เคยเดินมาก่อน เผื่อจะเจอร้านน่าสนใจ หรืออะไรแปลกๆ หากหลงทางก็แค่ย้อนกลับไปทางเก่าไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร ตรงอีกฝั่งของถนนเขาเห็นร้านน่าสนใจ หน้าร้านให้ความรู้สึกเหมือนร้านกาแฟที่ตกแต่งด้วยไม้สีเข้มกับกระจกใสเห็นเข้าไปในร้าน สติ๊กเกอร์สีดำแปะชื่อร้านด้วยฟ้อนต์แบบวินเทจเด่นบนกระจก




     Andrew&Eddy

  Barber | Tattoo studio




   

    ข้างในทุกอย่างเหมือนอยู่ในยุค50-80 เก้าอี้สำหรับลูกค้านั่งตัดผมก็ได้โกนหนวดก็เหมาะเหมือนกับในหนังเรื่องเอเจน คาร์เตอร์ กำแพงปูวอลเปเปอร์ทั้งอิฐแดง และลายวินเทจสีอ่อน ลวดลายสีดำเป็นแพทเทิร์นง่ายๆ ตกแต่งด้วยกรอบรูปภายในมีกระจกและรูปขาวดำ ลวยลายรอยสัก ทรงผมต่างๆปะปน ที่โดดเด่นคือเจ้านกเค้าแมวพันธุ์ไวท์เฟสเกาะคอนสูงอยู่ในร้าน หันมองมาทางพีทที่อยู่นอกร้าน เขาเข้าไปดูเจ้านกตัวเล็กใกล้ๆแค่กระจกใสกั้น มันขยับมองเขา นกเค้าแมวตัวเป็นๆไม่ใช่ตุ๊กตาอยู่ในร้าน


    ร้านตัดผมพ่วงร้านสักนี่นอกจากจะตกแต่งสวยตามแบบที่พีทชอบไปหมด เจ้าของร้านยังเลี้ยงนกเค้าแมวพันธุ์เดียวกับที่เขาเคยเล่น ป้ายที่ติดอีกฝั่งของกระจกบอกว่าร้านปิดแล้ว ครั้งหน้าเขาคงจะมาตัดผมที่นี่และขอเจ้าของร้านเล่นกับนกฮูก พีทล้วงมือถือถ่ายรูปเจ้านกฮูกและร้านเพื่อแน่ใจว่าเขาจะกลับมาที่นี่ถูก เขาพิมพ์เลขที่ ที่อยู่คร่าวๆของร้านนี้ในโน๊ตมือถือ เผื่อที่นี่อาจจะเป็นโลเคชั่นในหนังของเขาได้ ก้มหน้านึกชื่อซอยและถนนที่เดินมา กระทั่งคนในร้านสังเกตเห็นด้วยนึกว่าเป็นลูกค้าที่ด้อมๆมองๆเผื่อจะทันคิวตัดผมคนสุดท้าย เขาดันประตูร้านออกมา



    “ ขอโทษนะครับ ร้านปิดแล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่” เสียงแหบทุ้มฟังละมุนเกินกว่าจะเป็นเสียงพูดของคนไทยทั่วไป พีทเงยหน้าจากมือถือพบกับเจ้าของของร้านที่พีทเพิ่งค้นพบ ร้านทำผมและสักลายตกแต่งราวกับหลุดไปสู่วันวานช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่พีทกำลังหลงใหล ร้านที่เลี้ยงนกเค้าแมวที่เขาชื่นชอบ


    ร้านที่มีเจ้าของร้านเป็นชายหนุ่มรูปหล่อตัวสูงระดับนายแบบ ผิวขาวเหมือนไม่เคยถูกแสงแดด ผมสีดำสนิทสั้นดูนุ่มนวล ริมฝีปากอิ่มสีสวย จมูกเป็นสันเข้ารูปกับคิ้วคมใต้ผมม้า และนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจวนจะกลายเป็นสีส้มเหมือนดวงตานกเค้าแมวที่เขาชอบ



    หากการมองตากันครั้งแรกจะทำให้คนตกหลุมรักกันได้ พีทชักไม่แน่ใจ เหตุผลที่เขาไม่สามารถละสายตาจากดวงตาคู่นี้ได้ ทั้งที่เป็นคนแปลกหน้า ทั้งที่เป็นผู้ชายเหมือนกับเขา




    หรือเขาจะตกหลุมรักผู้ชายคนนี้ ในค่ำคืนนี้เพียงเพราะการมองตา






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

27 ความคิดเห็น

  1. #20 ThE_DEssTIiNY (@ThE_DEssTIiNY) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:21
    แลดูละมุนไปอี๊กกกก
    บทนี้รู้สึกถึงความโรแมนติกแปลกๆ
    ตกหลุมไปแล้วอีกหนึ่งราย
    #20
    1
    • #20-1 DAY⭐NATTO (@DaynYoru) (จากตอนที่ 5)
      12 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:22
      รอติดตามคู่นี้ต่อได้เลยค่ะ มีอะไรมากกว่านี้อีกเยอะเลย
      #20-1
  2. #12 yesimgod (@DALEBOY) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 23:42

    คุณพีทเขาหลงแล้วค่ะทีนี้
    #12
    1
    • #12-1 DAY⭐NATTO (@DaynYoru) (จากตอนที่ 5)
      12 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:21
      งุ้ย ///_///
      #12-1