เสน่หาลาภิณ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 18,816 Views

  • 84 Comments

  • 127 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    233

    Overall
    18,816

ตอนที่ 32 : ในวันที่มีข่าวร้าย ผมยังมีคุณ 1/3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 988
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 43 ครั้ง
    6 ส.ค. 61

          เจนจิราขอให้ผู้จัดการส่วนตัวสืบให้จนรู้ว่าปารวีพักอยู่ที่ไหน การที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศอย่างกระทันหันทำให้บ้านย่านใจกลางกรุงของปารวีต้องใช้เวลาทำความเรียบร้อยสักพัก ช่วงเวลานี้แม่หม้ายสาวจึงต้องมาพักคอนโดซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกองถ่ายละครที่เจนจิรามาทำงานนัก นางเอกสาวขอให้พนักงานต้อนรับโทรหาปารวีเพราะการจะเดินดุ่มๆ ขึ้นไปบนนั้นไม่ได้ ปารวีอนุญาตให้เจนจิราขึ้นไปพบบนห้อง แม้นางเอกสาวจะแปลกใจอยู่บ้างที่ปารวียอมให้พบง่ายๆ แต่มันย่อมดีกว่าได้รับการปฏิเสธ

          ปารวีเปิดประตูให้เจนจิราเข้ามา เธอพอจะรู้ว่าเจนจิราเป็นใครและเคยเป็นแฟนของลาภิณมาก่อน เพียงเท่านี้ก็เป็นเหตุผลที่ดีพอสำหรับการพบผู้หญิงแปลกหน้าซึ่งเธอมั่นใจว่าเจนจิราไม่ได้มาเพื่อทักทายอย่างเดียวแน่นอน

          “คุณเองหรือคะที่ต้องการพบฉัน เท่าที่จำได้ฉันเคยพบคุณครั้งเดียว ตอนนั้นยังเป็นแค่ตัวประกอบอยู่กระมัง แล้ววันนี้มาหาฉันมีอะไรหรือคะ”

          เจนจิรายิ้มเสมือนดีใจที่ปารวีจำตนได้ ทว่าในใจเต็มไปด้วยความไม่พอใจเพราะการพบหน้ากันครั้งนี้กลายเป็นเธอถูกกดให้ดูเหมือนต่ำกว่าทั้งๆ ที่อดีตมันเทียบไม่ได้เลยกับปัจจุบัน

          “ฉันมีบางอย่างจะเสนอให้คุณเพราะเราต่างมีเป้าหมายที่ต้องการกำจัดเหมือนกัน”

          ปารวีขมวดคิ้วมองเจนจิราพลางถามอย่างไม่เข้าใจนัก “เป้าหมายที่ต้องการกำจัด คุณหมายความยังไงคะ ช่วยขยายความมากกว่านี้เถอะค่ะ”

          “คุณไปหาภิณเพื่อขอคืนดีไม่ใช่หรือคะ” เจนจิราเอ่ย แม้เธอจะเลิกกับลาภิณแล้ว แต่ยังส่งคนไปตามเขาอยู่เรื่อยๆ เพราะยังมีความหวังว่าหากเขายังไม่มีคนใหม่ เธอย่อมมีสิทธิ์กลับไปเมื่อไหร่ก็ได้ “ฉันอยากได้ภิณกลับมาเหมือนกัน”

          “ถ้างั้นการที่เรามีเป้าหมายเดียวกันคงไม่ใช่เรื่องดี” ปารวีเอ่ยสีหน้าเรียบๆ

          “ดีสิคะ เพราะคุณกับฉันควรช่วยกันทำให้คู่หมั้นหมาดๆ ของภิณเป็นฝ่ายถอนหมั้นไปเอง” เจนจิรามีอาชีพเป็นนักแสดงทำไมจะมองไม่ออกว่าปารวีกำลังแอ๊บใส่เธออยู่ “แล้วหลังจากนั้นฉันกับคุณค่อยมาเป็นคู่แข่งกันใหม่”

          “คุณเข้าใจผิดแล้วล่ะค่ะ ฉันแค่กลับมาพักผ่อน แล้วที่ฉันไปหาภิณเป็นเพียงการพบกันของเพื่อนเก่า” ปารวีลุกขึ้นพลางมองไปยังประตูห้องอีกบาน “ขอโทษด้วยนะคะ ทนายความของฉันรออยู่ ฉันเพิ่งกลับมาเลยยุ่งๆ แบบนี้ล่ะค่ะ”

          แม้ไม่ใช่คำเชิญให้กลับไปแต่เจนจิราสามารถรู้ได้ด้วยตัวเองว่าการทำให้แม่หม้ายหมาดๆ อย่างปารวีร่วมมือด้วยคงไม่ใช่เรื่องง่ายเสียแล้ว นางเอกสาวจำต้องขอตัวกลับไปก่อน ปารวีมองตามพลางส่ายหน้าเพราะหากเธอต้องการให้ลาภิณกลับมาแล้วล่ะก็คงไม่ต้องพึ่งพาใครหรอก ในเมื่อเธอรู้เสมอว่าลาภิณมีจุดอ่อนในเรื่องอะไรบ้าง หนึ่งในนั้นคือเธอนั่นเอง

         

          มัทนาเซ็นเอกสารและประชุมกับพนักงานสวนไม้เมืองประจำออฟฟิศหลังจากไปทำงานนอกสถานที่เสียหลายวัน หลังจากนั้นมีลูกค้าอีกสองรายเข้ามาคุยงาน ทำให้หมดครึ่งวันไปอย่างรวดเร็ว มัทนามีเวลาเพียงเท่านี้เพราะต้องไปตรวจงานในตอนบ่ายก่อนเดินทางไปทำงานต่อที่ระยอง แต่ดูเหมือนว่าแผนงานคร่าวๆ ในใจของเธอจะล่มเมื่อเห็นลาภิณมายืนรออยู่หน้าออฟฟิศกลายเป็นจุดรวมสายตาของพนักงานไปอีก  

          “ฉันจำไม่ได้ว่าคุณนัดไว้หรือว่าคุณขับรถผ่านมาแถวๆ นี้คะ”

          ลาภิณมั่นใจเต็มร้อยแล้วล่ะว่ามัทนาต้องไม่เคยมีแฟนมาก่อน การมีผู้ชายมายืนรอไม่ได้ทำให้เธอเขินอายบ้างเลยหรือไง

          “ผมมารับคุณไปหาปู่ ท่านอยากพบเราสองคน คุณไม่ได้มีธุระด่วนอะไรใช่ไหม”

          “มีค่ะ แต่ตอนนี้ไม่มีก็ได้ค่ะ ฉันยอมหลีกทางให้ปู่ของคุณอยู่แล้ว เอาอย่างนี้คุณขับรถมารับฉันแล้ว ถ้างั้นเดี๋ยวฉันขับรถให้คุณดีกว่า คุณจะได้พักแขน” เธอเสนอ

          ลาภิณเลิกคิ้วไม่คิดว่ามัทนาจะยอมไปด้วยง่ายๆ แล้วไม่ถามอะไรให้มากความอีกด้วย

          “ตามใจ”

          มัทนารับกุญแจรถมาแล้วเปิดประตูเข้าไปนั่งเก้าอี้คนขับ ลาภิณตามมาสมทบเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่ทำอยู่บ่อยๆ ปกติแล้วเขาไม่ชอบให้ใครมาขับรถให้เพราะไม่เชื่อใจ แต่กับมัทนาซึ่งพิสูจน์ว่าเธอคำนึงถึงความปลอดภัยของเขาเวลาที่ขับรถมาหลายครั้งเลยทำให้เกิดความเชื่อใจขึ้นได้ไม่ยาก

          ลาภิณช่วยบอกทางในเวลาที่มัทนาถามเพราะเอาตามจริงเธอไปบ้านหลังดั้งเดิมของเขาก่อนแยกออกมานับครั้งได้ ใช้เวลาเพียงชั่วโมงกว่าๆ เธอก็มาถึงบ้านที่พูดไม่ค่อยเต็มปากนัก หากเรียกว่าคฤหาสน์ยังจะเข้าท่ากว่า แต่ก็แปลกที่ลาภิณกลับมีบ้านอีกหลังที่ดูธรรมดาๆ ไม่ได้หรูหราเหมือนนักธุรกิจที่หาเงินทีละมากๆ อย่างที่เธอเคยพบมา

          มัทนามองหาเพราะคิดว่าจะได้พบลลิตากับลัลนา ลาภิณเอ่ยอย่างกับเดาใจออกว่าแม่กับน้องสาวของเขาไปเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า มัทนาฟังแล้วถึงได้เพิ่งรู้ว่าการมีมากย่อมหมายถึงการรู้จักให้ที่มากตามไปด้วย

          มานพรออยู่ในห้องนอนซึ่งมีอุปกรณ์การแพทย์ครบครันและพยาบาลพิเศษคอยดูแล สายตาของชายชรามองหลานชายด้วยความรักและภูมิใจ ทว่ายามมองมัทนากลับเต็มไปด้วยความดีใจ การที่มัทนาเป็นหลานของเพื่อนรักที่ไม่ได้พบมาเป็นสิบปีทำให้เขารู้สึกว่ากำลังเติมเต็มบางอย่างในใจ หากพรุ่งนี้ไม่ตื่นขึ้นมาอีกก็ยังคงจากไปอย่างมีความสุข      

          “มากันแล้วเรอะทั้งสองคน หนูมัทนามาใกล้ปู่หน่อยสิ ปู่มีของรับขวัญจะให้”

          “พอได้หลานสาวคนใหม่ ลืมหลานชายเลยนะครับปู่” ลาภิณแกล้งแซวพลางใช้มือดันหลังให้มัทนาไปนั่งใกล้ๆ กับปู่ของเขา

          “เราก็มานั่งตรงนี้ด้วยสิเจ้าภิณ ปู่มีของรับขวัญจะให้เหมือนกัน” มานพชี้ไปที่เตียงบริเวณข้างๆ ที่มัทนานั่งอยู่

          ลาภิณยอมทำตามอย่างว่าง่าย มานพยิ้มพราวสีหน้าสดใสกว่าวันก่อนๆ มาก อาจเพราะได้กลับมาอยู่บ้านมีทั้งลูกและหลานเวียนมาเยี่ยมกันบ่อยๆ ทำให้กำลังใจดีขึ้นจนส่งผลถึงร่างกาย

          พยาบาลหยิบกล่องกำมะหยีสีดำจากลิ้นชักมาให้มานพก่อนจะเดินไปอีกห้องที่กั้นไว้เพื่อหยิบของอีกอย่างที่คนป่วยสั่งเอาไว้ก่อนหลานจะมาหา

          มานพเปิดกล่องกำมะหยี่ซึ่งภายในมีนาฬิกาเรือนหนึ่งซึ่งยังดูใหม่แม้ว่าจะผลิตมานานเกือบ 30 ปีแล้ว แต่เพราะเก็บรักษาไว้อย่างดีทำให้ยังเดินได้เป็นปกติ ชายชราส่งนาฬิกาให้มัทนาพลางเอ่ยไปด้วยว่า

“นาฬิกาเรือนนี้ปู่ของหนูมัทเคยให้ปู่ไว้บอกว่าหากบังเอิญหลานๆ ได้หมั้นกันก็ช่วยรับไหว้แทนด้วยถ้าเกิดตอนนั้นไม่อยู่แล้ว มาถึงเวลานี้ปู่ได้ทำตามสัญญาแล้วนะ”

          มัทนายกมือไหว้  “ขอบคุณนะคะคุณปู่ พ่อเคยบอกมัทค่ะว่าคุณปู่ของมัทเป็นเพื่อนกับคุณปู่”

          “แต่ปู่ไม่ขี้บ่นเท่าปู่ของหนูมัทหรอกนะ” มานพหัวเราะพลอยทำให้ทุกคนในห้องยิ้มตามไปด้วย

          พยาบาลเดินกลับมาจากอีกห้องพร้อมกล่องกระดาษใบเล็ก มานพรับมาก่อนจะส่งรูปใบหนึ่งซึ่งเก็บไว้มานานจนเหลือง กระดาษกรอบทำให้ต้องใส่ซองพลาสติกไว้

 “ปู่มีรูปของหนูมัทนาตอน 2 เดือนด้วยนะ ภิณเพิ่งจะ 5 ขวบ ภิณเล่นกับหนูมัทด้วยกระมัง เก็บไว้นานแล้วล่ะรูปนี้ จริงๆ แล้วมีรูปอื่นด้วยล่ะ แต่ว่าคงจะอยู่ในห้องเก็บของ เอาไว้จะหาให้นะ ไม่นึกว่าพอโตขึ้นมาจะมีบุพเพต่อกัน ”

ลาภิณเพิ่งเห็นรูปนี้เป็นครั้งแรกจึงยิ้มออกมาเหมือนกับมัทนา ใครจะไปคิดว่าเราเคยพบกันมาก่อนในตอนเด็ก ลาภิณเห็นรูปแล้วก็พอจะนึกอะไรออกบ้าง แต่มัทนาคงจำไม่ได้เลยเพราะตอนนั้นยังเด็กมาก

          “ผมอยากได้รูปนี้จังครับปู่”

          มานพส่งรูปให้ลาภิณทันทีก่อนจะถอดแหวนจากนิ้วก้อยมาให้หลานอีกอย่าง

          “ส่วนภิณ ปู่ให้แหวนวงนี้ คุณย่าให้ปู่ไว้เพราะมันคือตัวแทนของความรัก ถ้าแต่งงานกันเมื่อไหร่ก็สวมให้หนูมัทนะภิณ”

          ลาภิณมองมัทนาทันเห็นว่าเธอยิ้มเหมือนไม่สบายใจเพราะการแต่งงานเป็นสิ่งที่อาจไม่เกิดขึ้น ชายหนุ่มแบมือรับแหวนมาจากปู่ด้วยความเกรงใจและรู้สึกผิดระคนกัน

          “ขอบคุณครับปู่ สงสัยผมต้องเอาไปเก็บตู้เซฟ ถ้าหายล่ะเสียดายแย่เลย”

          “สวมติดนิ้วไว้ก็ไม่หายหรอก” มานพแนะนำหลานชายก่อนหันไปทางหลานสาวคนใหม่ “ขอบใจหนูมัทนามากนะ”

          “ขอบใจมัทเรื่องอะไรหรือคะคุณปู่”

          “ดอกบานชื่นน่ะ ไม่นึกว่าหนูมัทนายังจำได้”

          มัทนายิ้มกว้างถ้าเป็นเรื่องนี้เธอเต็มใจและยินดีหากดอกไม้ทำให้มานพยิ้มอย่างมีความสุข แต่ที่ไม่นึกมากไปกว่านั้นคือลาภิณนำดอกไม้มาให้ปู่ของเขาจริงๆ ตอนแรกเธอคิดว่าเขาไม่ใส่ใจเสียแล้ว

          “จำได้สิคะ ถ้าคุณปู่ชอบมัทจะทำสวนเล็กๆ ไว้ให้คุณปู่ดีไหมคะ ตอนอยู่บ้านเวลามองลงมาจากห้องจะได้สดชื่น”

          “ดีสิ ปู่ชักเหนื่อยแล้วล่ะ คงต้องพักสักหน่อย”

          พยาบาลเข้ามาดูแลทันที มานพถอนใจยาวๆ พลางอ้าปากหาว ลาภิณจับมือของปู่มาแนบหน้าอย่างอ่อนโยน

          “ถ้างั้นปู่หลับนะ หมอบอกให้พักผ่อนมากๆ อีกไม่กี่วันปู่ก็จะแข็งแรง แล้วเราออกไปเดินเล่นกันนะครับ”

          มานพพยักหน้าก่อนจะหลับตาลง มัทนายกมือไหว้ชายชราก่อนจะเขยิบห่างออกมาให้ลาภิณได้ห่มผ้าให้ปู่ของเขาก่อนที่ทั้งสองจะเดินออกมาจากห้อง

          ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านนะคะ...
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 43 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #26 Yan Ming Ling (@jerry_lin11) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2561 / 10:52

    บุพเพอาละวาดพี่ภิณกับหนูมัท

    #26
    0