จันทร์ซ่อนใจ

  • 98% Rating

  • 6 Vote(s)

  • 36,198 Views

  • 346 Comments

  • 159 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    4

    Overall
    36,198

ตอนที่ 21 : ตอนที่ 18...100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1197
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 52 ครั้ง
    10 พ.ย. 57

 

ตอนที่ 18

 

            พันแสงโทรตามให้ปริญมาพบในห้องทำงานใหม่ ไหนๆ ตอนนี้เขาก็ดูเหมือนไม่มีอำนาจอะไรในมือก็อย่าให้เสียเปล่า ปริญช่วยได้แน่นอนและที่สำคัญเรื่องนี้คงถึงหูพ่อด้วย ถือว่าสั่งครั้งเดียวได้งานครบ คนถูกตามตัวเข้ามาในห้องรู้สึกทึ่งในตัวเจ้านายที่โดนปลดออกจากตำแหน่งแต่ยังยิ้มได้ ดูมีชีวิตชีวากว่าตอนนั่งอยู่ในห้องท่านประธานเสียอีก

            “ตอนนี้คุณไม่ต้องตามผม แต่ไปตามคุณวิรัตน์” พันแสงไม่อ้อมค้อมคำสั่งของเขาคงน่าประหลาด หน้าของปริญเลยเผยความสงสัยออกมา หมอนั่นกำลังคิดว่าเขาว่างมากเกินไปถึงได้สั่งให้ทำเรื่องที่ดูไม่เกี่ยวกับหน้าที่เท่าไหร่ โอเค ไม่เถียงว่านอกหน้าที่    

            “แต่ว่า...”

            “เรื่องนี้สำคัญมาก ไม่ว่าวิรัตน์ไปที่ไหน คุณต้องตามไปแล้วรายงานผมเป็นระยะ เอาเป็นว่าผมจะอยู่แต่ในบริษัท ไม่ทำให้คุณถูกพ่อตำหนิ ถ้าพ่อถามคุณก็บอกไปตามตรงได้เลย”

            ดวงตาของปริญมองนาย เขานึกแล้วว่าพันธินน่าจะรู้ว่าเขาเข้าไปหาคุณเธียรบ่อยๆ เพื่ออะไร

            “ถามได้ไหมครับว่าทำไมผมต้องตามคุณวิรัตน์”

            “ก็เพราะผมตามเองไม่ได้น่ะสิ” พันแสงหัวเราะ

            ปริญหมดคำถามจึงเดินออกมาจากห้องและโทรหาคุณเธียรทันที คุณเธียรอนุญาตและกำชับให้ทำเงียบๆ เพราะไม่อยากให้มีปัญหาตามมา ปริญวางสายและเริ่มทบทวน วิรัตน์เป็นผู้บริหารอีกคนของเอ็มไพร์ กรุ๊ป ที่ผ่านมามีเรื่องงัดข้อกับพันธินอยู่บ้าง หวังว่าเขาคงไม่ได้ถูกใช้ให้แก้แค้นส่วนตัว

 

            อรอินทุ์อยู่โยงเฝ้าออฟฟิศ การถ่ายทำโฆษณาเริ่มมาตั้งแต่เมื่อวาน แต่โลเคชั่นอยู่ที่เชียงใหม่ กาญจนบุรีและกรุงเทพฯ เป็นหลัก พิพัฒกับธนิดาต่างทำงานหนัก พร้อมพนักงานใหม่อีกห้าคน บริษัทของเราเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ทีมงานถ่ายทำก็เป็นคนในวงการเดียวกับพิพัฒที่จ้างเป็นงานๆ ไป เรื่องการทำงานถือว่าเป็นชั้นนำ งบก็นำโด่งมาเหมือนกัน สำหรับงานแรก ก็ต้องทุ่มทนสร้างแบบไม่กินเนื้อเท่าไหร่กันหน่อย

            เธอไปเสนองานมาเมื่อตอนบ่ายพร้อมผู้ช่วย ไม่อยากเชื่อว่ายังต้องมาเจอสมพงศ์อีกแล้ว แต่คราวนี้เขามากับแพรพลอย ได้ข่าวเมาท์จากธนิดาว่าสองคนนี้ใกล้แต่งงานกันแล้วเพราะเพิ่งได้ฤกษ์ที่ดีที่สุดมา จะว่าไปแล้วสมพงศ์เหมือนตกถังข้าวสาร แพรพลอยช่วยเปิดบริษัท แถมยังมีพ่อที่กว้างขวางในวงการธุรกิจอีกด้วย

            เธอกลับมาถึงบริษัทตอนบ่ายสี่โมงเย็น พอห้าโมง ผู้ช่วยกับพนักงานอีกสองคนก็ขอตัวกลับ แต่อรอินทุ์ยังนั่งเคลียร์งานต่อ พ่อโทรมาและบอกเรื่องสำคัญ เธอโทรหาพันแสง แต่เขาไม่รับสาย ความร้อนใจทำให้ทำงานต่อไม่ได้ หญิงสาวรีบเก็บของพอเดินออกมาหน้าออฟฟิศ คนที่ทำให้ร้อนใจกลับมายืนรออยู่ที่รถพร้อมดอกกุหลาบสีขาว แถมยังยิ้มให้สบายใจเหลือเกิน นั่นเพราะเขาไม่เคยอยากนั่งเก้าอี้ท่านประธานมาตั้งแต่แรกอยู่แล้วนี่

            “วันนี้คุณแสงมาแปลกนะเนี่ย”

            “ฉันจะไถ่โทษไปเรื่อยๆ แล้วกัน วันนี้เธอว่างไหม” เขาถามพร้อมกับแบมือขอกุญแจรถ

            “ว่างก็ได้ค่ะ คุณแสงอยากไปไหนหรือเปล่าคะ” อรอินทุ์ส่งกุญแจรถให้แล้วเดินไปรอที่ประตูอีกฝั่ง

            “ไปหาคนที่จะช่วยยืนยันว่าฉันเข้าใจไม่ผิดเรื่องจิรกรน่ะสิ”

            พันแสงปลดล็อคประตูแล้วพาตัวเองเข้าไปนั่งในรถ อรอินทุ์กำลังคาดเข็มขัด แผนที่ที่ปริ๊นท์ออกมายื่นให้คนจัดเจนเส้นทาง รถเคลื่อนมาจากซอยแล้วออกไปถนนใหญ่ คนเพิ่งมีเรื่องดูอารมณ์ดีแถมยังเคาะนิ้วกับพวงมาลัยตามเพลงที่กำลังเปิดอีกด้วย

            “คุณแสงไม่เป็นอะไรจริงๆ หรือคะ พ่อบอกอรแล้วว่าคุณเธียร...”

            “หน้าตาฉันเศร้าตรงไหนล่ะ เห็นไหมว่ายิ้มได้มากกว่าเก่าด้วยซ้ำไป” พันแสงยิ้มกว้างให้ดู เขาไม่ได้แกล้งทำให้คนรอบตัวสบายใจ แต่เขาสบายใจจริงๆ อย่างน้อยในความยากลำบากเขาก็ได้มีโอกาสรู้ว่าใครหลอกลวงและใครรักเขาจากใจจริง

            อรอินทุ์ยิ้มกว้างให้เขาบ้าง ฟังอย่างนี้แล้วค่อยโล่งอกได้หน่อย เธอคิดไว้อยู่แล้วว่าเขายังไหว

 

            พันแสงเล่าให้อรอินทุ์ฟังในระหว่างหาบ้านของ ไพลินซึ่งเคยเป็นแฟนของจิรเมธมาก่อนว่าจิรกรเป็นลูกเลี้ยง พอจิณณ์รับจิรกรจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้ามาเลี้ยง ภรรยาของคุณจิณณ์ก็ท้อง ไม่นานต่อมาจิรเมธก็เกิด เธอไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน มั่นใจว่านักข่าวก็ไม่รู้เหมือนกันเพราะถ้ารู้คงขุดคุ้ยไปนานแล้ว

            ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเชื่อมโยงระหว่างจิรเมธกับแฟน จนกระทั่งสงสัยเรื่อกระดุมประจำตัว ถ้ากระดุมที่ตกในที่เกิดเหตุไม่ใช่ของจิรเมธ แล้วมันไปอยู่ที่ไหน เขาไม่แน่ใจนักว่าคิดถูก ทางเดียวที่จะรู้นั่นคือถามจากคนใกล้ตัวจิเมธที่สุด แน่ล่ะคนคนนั้นคือจิณณ์ แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่จิณณ์จะยอมบอกง่ายๆ คงดีกว่าหากเขาเลือกตัวเลือกที่สอง

            อรอินทุ์จอดรถที่บ้านหลังชั้นเดียวสีขาวซึ่งอยู่ไกลออกมานอกเมืองแถวปทุมธานี เราลงไปกดออด รออยู่ครู่ใหญ่กว่าที่เจ้าของบ้านซึ่งเป็นหญิงสาวหน้าตาน่ารัก ผิวขาวจนเกือบซีดจะเดินออกมา ดวงตาคู่นั้นเผยความแปลกใจ พันแสงกระซิบว่าผู้หญิงคนนี้แหละไพลิน

            “สวัสดีค่ะ พวกคุณเป็นใครคะ”

            “ผมเป็นพี่ชายของพันแสง ตอนนี้คดีของจิรเมธ...”

            ใบหน้าของไพลินซีดเผือดทันที  “เชิญพวกคุณกลับไปเถอะค่ะ ฉันไม่คุยกับคุณ”

            อีกแล้วใช่ไหม! ถ้าจิรกรรู้...หญิงสาวกังวลพลางชะเง้อมองไปทั่วบริเวณนั้น

            จิรกรเคยมาที่นี่ พันแสงได้ยิน แต่ก็ไม่น่าแปลกถ้าพี่ชายจะมาเยี่ยมแฟนของน้องชายบ้าง แล้วทำไมไพลินถึงกลัว ผ่านมาเป็นปี จิรกรยังมาที่นี่อยู่อีกหรือ

            “ขอเวลาผมแค่สามนาที ผมรู้คุณไม่ชอบผมและน้องชายของผม แต่มีสิ่งหนึ่งที่คุณควรรู้ คนที่ฆ่าจิรเมธไม่ใช่พันแสง แต่เป็นอีกคน...คนที่คุณอาจจะรู้อยู่แล้วว่าใคร”

            ไพลินก้าวถอยหลังไป เธอไม่อยากเกี่ยวข้องกับคนในอดีต ไม่ว่าใครทั้งนั้น ชีวิตของเธอกำลังไปได้ดีแล้วกับแฟนคนใหม่ โดยที่จิรกรไม่มาทำให้กลัวจนแทบบ้าอีก

            “ฉันไม่อยากฟังค่ะ พวกคุณกลับไปได้แล้ว”

            อรอินทุ์เรียกไพลิน พันแสงฟังความคิดของไพลินในขณะที่กำลังจะกลับเข้าไปในบ้าน เธอกลัวจิรกร เรื่องอะไรหนอ เขาอยากได้ยิน แต่เธอไม่คิดอะไรต่อจากนั้น

            “จิรเมธให้กระดุมที่มีอักษร จ ไว้กับคุณหรือเปล่าครับ ผมอยากรู้แค่นี้” เขาถามออกไปเสียงดัง

            ไพลินชะงัก ผู้ชายคนนี้รู้เรื่องกระดุมได้ยังไง ทำไมถามเหมือนกับจิรกร หรือว่าทั้งสองคนเป็นพวกเดียวกัน หญิงสาวหันหน้ากลับแล้วทำหน้าเรียบเฉยซ่อนความหวาดกลัวไว้

            “ไม่มีค่ะ เมธไม่เคยให้ของแบบนั้นกับฉัน เชิญคุณกลับไปได้แล้ว ไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจ”

            “กลับก่อนเถอะค่ะคุณสะ...ธิน ขอโทษที่รบกวนนะคะ” อรอินทุ์จับแขนร่างสูงแล้วดึงให้กลับมาที่รถ

            พันแสงยื้อไว้เพื่อที่จะฟัง ไพลินกำลังคิด แม้จะไกลออกมา แต่เขายังได้ยิน ความกลัวได้กลายเป็นอุปสรรค ไพลินกลัวเขาเมื่อเอ่ยถึงกระดุมเช่นเดียวกับที่กลัวจิรกร แต่ถ้าเจ้านั่นได้กระดุมไปแล้ว เธอคงไม่หวาดกลัวแบบนั้น กระดุมยังอยู่ที่ไพลินเพราะเธอคิดว่าถ้ายอมบอกว่ามีกระดุมเมื่อไหร่ คงตายเมื่อนั้น

            “กระดุมยังอยู่ที่แฟนของจิรเมธ” เขาจับมืออรอินทุ์มาเขย่าเบาๆ ก่อนคว้าร่างเพรียวมากอด เขาน่าจะมาถูกทางแล้ว

            อรอินทุ์พลอยดีใจ ว่าแต่เมื่อครู่เธอไม่ได้ยินอะไรที่พันแสงพูดสักอย่าง พันแสงคลายกอดแล้วเป็นฝ่ายพาเธอเดินกลับมาที่รถ ริมฝีปากยิ้มกว้างดีใจหลายเรื่องรวมทั้งอาการของคนที่จับมือพาเดินมา คนอะไรแค่กอดยังหัวใจเต้นแรง ถ้าทำอย่างอื่นมีหวัง...

            “คุณแสงรู้ได้ยังไงคะ”

            “ก็...พิรุธไง”

            ตอนไหนล่ะนี่ สงสัยเธอมัวแต่ตื่นเต้นกลัวไพลินจะเดินเข้าบ้านจนไม่ทันได้สังเกต พันแสงช่างสังเกตแฮะ แต่ทำไมไม่รู้บ้างเนี่ยว่าเธอคิดยังไง ถ้าไม่ยอมคงต้องฉุด นี่เธอคิดบ้าอะไรเนี่ย แล้วเขาน่ะ จู่ๆ หัวเราะขึ้นมาทำไม หญิงกระแอมเบาๆ เรียกสติสตังให้เข้าที่เข้าทาง

            “คุณแสงอยากได้กระดุมเม็ดนั้นไปทำไมคะ ให้ตำรวจงั้นเหรอ”

            “ฉันมีวิธีที่ดีกว่านั้น ตำรวจได้กระดุมก็สืบอะไรไม่ได้มาก”

            “ยังไงคะ” น่าสนใจแฮะ

            “คนเดียวที่ตรวจสอบกระดุมได้ก็คือคนสั่งทำ ถ้ากระดุมของจิรเมธอยู่กับแฟน แล้วกระดุมที่พบในที่เกิดเหตุล่ะเป็นของใคร” เขาถามกลับ

            อรอินทุ์ห่อปากคิดตาม ถ้ากระดุมของจิรเมธอยู่กับไพลิน คุณจิณณ์กับจิรกรก็ต้องมีกระดุมคนละเม็ด แล้วเม็ดที่เกินมาล่ะ

            “ถ้างั้นฉันจะช่วยคุณแสงเอง นายจิรกรต้องได้รับโทษ”

            “ทำยังไงดีล่ะ ฉันคิดว่าผู้หญิงคนนั้นใจแข็ง แถมยังกลัวด้วย” การเกลี้ยกล่อมไม่น่าจะทำได้ง่ายๆ เผลอๆ ถ้าตอแยมากอาจย้ายบ้านหนี

            “ผู้หญิงมักเข้าใจผู้หญิง ขอเวลาฉันสามวัน ไม่ว่ายังไงฉันจะช่วยคุณแสงให้ได้”

            มือหนายื่นมาจับมือบาง นี่แหละสิ่งที่ผู้ชายต้องการ ผู้หญิงที่จะพร้อมจะก้าวข้ามอุปสรรคไปด้วย แต่อรอินทุ์ไม่เพียงเคียงข้างเขา แต่เธอยังช่วยถางหญ้ารกๆ ที่ขวางทาง เขาไม่ใช่เพิ่งแน่ใจ แต่แน่ใจมานานแล้วว่าถ้าวันหนึ่งต้องแต่งงาน ผู้หญิงคนเดียวที่เขาเห็นในชุดเจ้าสาวมีเพียงเธอตรงหน้าเท่านั้น

            “ฉันไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง แต่ก็ขอบใจนะที่ช่วย”

            อรอินทุ์พยักหน้ายิ้มเริ่มไม่กล้าสบตา ทั้งที่ปกติถึงจะรู้ตัวว่าชอบเขาก็ไม่เคยสะท้านต่อสายตาของพันแสงอย่างในตอนนี้ ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ บอกให้ขึ้นรถก่อนจะขับรถออกไปจากหน้าบ้านของไพลิน มือหนายื่นมาจับมือบางไว้ เราหันมามองมือของกันและกันแล้วยิ้ม รู้สึกดีหากจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป ไม่มีความแปลกที่แปลกทาง มีแต่ความรู้สึกว่าน่าจะทำแบบนี้มาตั้งนานแล้ว

 

            อรอินทุ์ขับรถมาที่บ้านของไพลินในเช้าวันต่อมาพร้อมโจ๊กที่ลงมือทำด้วยตัวเอง เธอกดออดและรอแบบลุ้นๆ อยู่เกือบนาที ไพลินถึงเดินมาที่รั้วหน้าบ้าน แต่พอเห็นว่าใครเป็นแขกในยามเช้า ใบหน้าสดใสก็ขุ่นมัวขึ้นมาทันที อรอินทุ์ไม่เสียกำลังใจ เธอเตรียมใจมาไว้แล้ว

            วันต่อมาเธอขับรถมาหน้าของไพลินอีกครั้งในตอนค่ำ ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก เจ้าของบ้านหลังเล็กทำหน้าเซ็งให้เห็นทันทีที่รู้ว่าอรอินทุ์มา

            “คุณอีกแล้ว กลับไปเถอะ ฉันไม่อยากคุยกับคุณ”

            “คุณไม่อยากรู้หรือคะว่าฆาตกรเป็นใครกันแน่ ทั้งที่จริงแล้วคุณก็นึกสงสัยมาตลอดว่าฆาตกรไม่ใช่คุณพันแสง ผลชันสูตรก็ชี้ชัดว่าคุณจิรเมธตายเพราะเสพยาเดินขนาดไม่ใช่เพราะถูกยิงจนตาย คุณจิรเมธเล่นยาหนักไหมคะก่อนตาย ไม่สงสัยบ้างหรือคะว่ามีคนทำให้ตายแล้วดูเหมือนเสพยาเกินขนาด แถมยังป้ายความผิดให้คนอื่น ตำรวจไม่ได้ช่วยคุณแสงให้รอดผิด แต่เพราะคุณแสงไม่ผิดมาตั้งแต่แรก ถ้าคุณอยากรู้ว่าใครเป็นฆาตกรกันแน่ คุณก็ควรฟังฉันก่อน” อรอินทุ์พยายามพูดเพื่อให้ไพลินเข้าใจเจตนา เธอเห็นความลังเลจากดวงตาของเจ้าของบ้าน แต่มันคงเร็วไปหากคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนจะเชื่อใจกัน

            “พวกคุณจะเอายังไงกับฉัน ตอนเกิดเรื่องฉันบอกคุณจิรกรไปแล้วว่ากระดุมไม่อยู่ที่ฉัน แล้วตอนนี้ยังมีพวกคุณอีก ทำไมต้องดึงฉันเข้าไปเกี่ยวด้วย”

            “คุณจิรกรก็มาถามหาเหมือนกันหรือคะ”  

            ไพลินเพิ่งรู้ตัวว่าพูดมากเกินไป “คุณกลับไปได้แล้ว”

            “เดี๋ยวค่ะ” อรอินทุ์ร้องเรียกแล้วรีบพูดต่อไม่สนใจว่าไพลินจะหยุดฟังหรือได้ยินที่เธอพูดบ้างหรือเปล่า “มีเรื่องแปลกๆ ไม่สิ มีบางอย่างทำให้คุณรู้สึกว่ามันอันตรายหรือคะ ได้โปรดบอกฉันมาเถอะค่ะ ถ้าฉันไม่จริงใจต่อการมาพบคุณ คงไม่รอคุณหน้าบ้านโดนหมาไล่งับแบบนี้หรอกนะคะ”

            ไพลินไม่สนใจรีบเดินเข้าบ้านไปแล้วแอบมอง อรอินทุ์นั่งรออยู่อย่างนั้นจนสองทุ่มเธอก็ขับรถออกไปจากหน้าบ้าน เจ้าของบ้านถอนใจโล่งอกรีบโทรหาแฟนเพื่อปรึกษา บางทีเธออาจจะต้องย้ายบ้านแล้วจริงๆ การถูกตามอยู่เกือบครึ่งปีทำให้เธอกลัวจนไม่อยากกลับไปมีชีวิตแบบนั้นอีก หกเดือนที่ผ่านมาทุกอย่างกำลังไปได้ดีแล้ว จิรกรไม่ส่งคนมาตามเธออีก แต่การตายของจิรเมธควรจบลงด้วยการที่ผู้ร้ายตัวจริงยังลอยนวลจริงๆ หรือ ป่วยการคิด เธอก็แค่ผู้หญิงธรรมดาๆ จะไปทำอะไรได้

           

             วันนี้อรอินทุ์กลับมาถึงบ้านก่อนพ่อเล็กน้อยเท่านั้น แต่ยังไม่ทันได้คุยกัน พ่อบ้านก็มาหาถึงบ้านและเชิญเธอไปที่คฤหาสวัสวาน เดาได้ไม่ยากว่าคุณเธียรอยากพบเธอด้วยเรื่องอะไร ตุลยามองมาอย่างแปลกใจเมื่อเห็นอรอินทุ์ จนถึงเวลานี้ยังไม่มีใครตอบได้ว่าการหมั้นระหว่างพันธินกับอรอินทุ์จะเกิดขึ้นจริงๆ หรือเปล่า การที่เธียรรับปากไปคราวนั้นก็เพราะไม่อยากให้เป็นข่าวอื้อฉาวเท่านั้น

            ในทันทีที่ประตูเปิดแล้วก้าวเข้าไป อรอินทุ์ไม่ต้องมองหาเพราะเจ้าของบ้านนั่งรออยู่ตรงหน้าแล้ว ต่อให้แกล้งมองไม่เห็นยังไงก็ไม่เนียน หญิงสาวยกมือไหว้ ใบหน้าของคุณเธียรเรียบเฉย ถามว่ากลัวไหม ก็ไม่หรอก เธอไม่อ่อนแอเหมือนอรอินทุ์เมื่อสองปีก่อนแล้ว แต่ถ้าเลือกได้นั่งคนเดียวคงสบายใจกว่า

            “นั่งลงสิ”

            เธอนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม รออยู่ชั่วอึดใจก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นเสียเอง ดีกว่ารอจนลุ้นเปล่าๆ

            “คุณเธียรเรียกให้อรมาพบหรือคะ ถ้าเป็นเรื่องวันนั้นที่คุณธินประกาศออกไป อรมีคำอธิบายค่ะ”

            เธียรเลิกคิ้ว “ลองพูดมาสิ ถึงไม่ใช่เหตุผลที่ฉันเรียกเธอมา แต่ฉันก็อยากจะฟัง”

            อ้าว! อรอินทุ์อุทานอยู่ในใจ ถ้างั้นเรื่องอะไรละเนี่ย สายตาคุณเธียรนี่มีดโกนน่าจะทื่อไปเลย

            “คุณธินแค่ต้องการอิสระในการเลือกค่ะ แล้วที่คุณธินเลือกอรก็เพราะเรารู้จักกัน สามารถทำความเข้าใจได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น”

            เธียรพยักหน้า เขารู้นิสัยลูกชายดี ถ้ามันไม่แน่ใจมีหรือจะประกาศออกไปแบบนั้น แต่การที่อรอินทุ์เข้าใจแบบนี้ก็ดีแล้ว เขาจะได้จัดการอะไรได้ง่ายขึ้น

            “เธอคงรู้แล้วว่าตอนนี้ลูกชายของฉันต้องพบกับอะไรเพื่อรับผิดชอบการตัดสินใจที่หุนหันพลันแล่นไปในคืนนั้น”

            “คุณเธียรทำแบบนั้นกับคุณธินทำไมคะ” ถ้าเพื่อสั่งสอนลูกชายเธอพอเข้าใจ แต่ถ้าทำเพราะโกรธ เธอไม่เข้าใจแน่ๆ คนเป็นพ่อย่อมคิดถึงความสุขของลูกมาก่อนเสมอไม่ใช่หรือ

            “เธอทำอะไรเพื่อลูกชายของฉันได้บ้าง”

            “คุณเธียรต้องการให้อรทำอะไรคะ” นานมาแล้วที่คุณเธียรต้องการให้เธออยู่ห่างๆ จากพันแสง ด้วยวัยที่เด็กกว่านี้ เธอถึงยอมทั้งที่ไม่รู้เหตุผล “บอกไว้ตรงนี้เลยนะคะ ยิ่งคุณธินซวนเซ อรจะอยู่ข้างๆ ไม่ยอมไปไหน แต่ถ้าคุณธินมั่นคง อรจะไปเอง”

            “ก็ดีที่พูดออกมาอย่างนี้ ฉันเหลือลูกชายที่จะสืบทอดกิจการทุกอย่างของเอ็มไพร์ กรุ๊ป เพียงคนเดียว ไม่ว่าอะไรที่จะทำให้ลูกชายกลับมาอยู่ในแห่งหนที่ฉันคิดว่าดีที่สุด ฉันจะทำ”

            อรอินทุ์นิ่งฟัง โชคดีเหลือเกินที่มีพ่อที่รักลูกแม้ว่าเธอจะไม่ได้เรื่องเท่าไหร่ แต่พ่อไม่เคยเอาความสุขในชีวิตของลูกมาประเมินเป็นเงินหรือสิ่งของ พันแสงช่างเป็นลูกชายเศรษฐีที่น่าสงสาร

            “เธอต้องพาธินกลับมาให้ฉัน แล้วฉันจะประกาศให้อีกสามเดือนมีงานหมั้น แต่เธอคงรู้ว่ามันคงไม่มีโอกาสได้เกิดขึ้น ธินควรมีผู้หญิงที่ยืนหยัดในเกมธุรกิจและช่วยประคับประคองให้เอ็มไพร์ กรุ๊ปยังคงอยู่ต่อไป ฉันไม่ได้เกลียดเธอ ไม่เคยคิดเกลียด แต่ในโลกของธุรกิจ ความรักเพียงอย่างเดียวปกป้องลูกชายของฉันไม่ได้ แม้แต่เธอก็ทำไม่ได้”

            เป็นครั้งแรกในชีวิตที่อรอินทุ์คิดว่าเข้าใจผู้ชายตรงหน้า ความเลือดเย็นในความรักนั่นแหละสิ่งที่เธียรกระทำต่อลูกชาย กระบอกตาของเธอร้อนผ่าวรู้สึกอยากร้องไห้ออกมาดังๆ เธอยังคงต่ำต้อยและถูกมองข้ามอยู่ดี ไม่ว่าพันแสงเมื่อสองปีก่อนหรือพันแสงในตอนนี้  ทุกๆ ความยิ่งใหญ่ของใครสักคน ย่อมมีคนคนหนึ่งที่ต้องเสียสละเสมอ

            “ทำเพื่อธิน เพื่อฉันอย่างที่พ่อของเธอทำเพื่อเราทุกคนในเอ็มไพร์ กรุ๊ปมาโดยตลอดได้ไหม”

            อรอินทุ์จิกเล็บเข้าไปในอุ้งมือ สองครั้งแล้วที่คุณเธียรทำแบบนี้ เธอพยายามเข้าใจ เขาทำเพื่อลูกชาย แม้จะโหดร้าย แต่เธอควรร่วมมือกับเขาทั้งที่รู้ว่าวิธีนี้จะกลับมาทำร้ายตัวเองอีกครั้งอย่างนั้นหรือ

            “ทุกอย่างจะกลับมาเหมือนกันเดิมถ้าอรตกลงใช่ไหมคะ”

            “ธินจะได้ทุกอย่างคืนในทันทีที่กลับมาบ้าน”

            อรอินทุ์ยิ้ม ไม่ใช่ยิ้มให้คุณเธียร แต่เธอยิ้มให้ตัวเอง น่าแปลกที่เธอไม่กลัวการเสียใจ มนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตายล้วนผ่านการเสียใจทั้งนั้น เธอก็แค่รู้ล่วงหน้าว่าต้องเสียใจเพราะไม่มีโอกาสได้อยู่ข้างๆ พันแสงอีกครั้ง หากว่าผู้หญิงที่เหมาะสมคนนั้นก้าวเข้ามาและถูกตีตราจองเป็นสะใภ้ตระกูลวิวัสวาน

            “ค่ะ อรตกลง แต่ก่อนจะออกไปจากห้องนี้ อรอยากบอกคุณเธียรว่า ลูกชายของคุณเธียรยอมเสียสละสิ่งสำคัญในชีวิต ไม่ว่าอะไรก็ตามที่คุณเธียรอยากให้อรทำ อรก็จะทำ แต่ไม่ใช่เพื่อคุณเธียร แต่เพื่อลูกชายของคุณเธียรเท่านั้น”

            เธียรคลี่ยิ้ม ทุกอย่างง่ายดายจนเขานึกแปลกใจจนเกิดคำถามว่าผู้หญิงแบบไหนกันแน่ที่เหมาะสมกับลูกชาย เขาคิดว่าอรอินทุ์ยังคงไม่ใช่คำตอบไม่ว่าสองปีก่อนหรือตอนนี้ เขาประเมินลูกชายผิดไปจึงต้องใช้วิธีที่เลือดเย็นอีกครั้ง

 

            อรอินทุ์มองบ้านสองชั้นในสวนเล็กๆ แสนอบอุ่นของตัวเอง เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าบ้านของเธอกับบ้านของพันแสงห่างไกลกันจนเดินแล้วเหนื่อย ไม่หรอกระยะทางเท่าเดิม แต่ความหวังของเธอต่างหากที่ไกลออกไป ในโลกของธุรกิจของคุณเธียรมีความรักอย่างจริงใจอยู่จริงๆ บ้างไหม แล้วเขาไม่คิดบ้างหรือว่าพันแสงต้องการอะไรในวันที่เขาถูกโลกธุรกิจบีบอัดจนรู้สึกว่าหายใจยังลำบาก มือของใครจะคอยจับไหล่คอยพูดให้กำลังใจ

            พันแสงโทรมาหา อรอินทุ์จงใจปิดบังเรื่องที่คุยกับคุณเธียรไม่ให้เขารู้ การได้ยินแต่เสียง แต่ไม่เห็นหน้าก็ดีเหมือนกัน เธอนอนไม่หลับเลยลุกขึ้นทำอาหารเช้าให้ตัวเองกับพ่อแต่เช้า ก่อนจะขับรถออกไปที่บ้านของไพลิน วันนี้ครบสามวันแล้ว จิตใจของเธอห่อเหี่ยวเกินกว่าจะรับข่าวร้ายอีก

            หกโมงเช้าไพลินเดินออกมาจากบ้านในชุดเสื้อยืดกับกางเกงวอร์ม พอเห็นว่าใครมารอ สีหน้าของไพลินจากยิ้มแย้มก็เปลี่ยนเป็นเรียบเฉย อรอินทุ์ลงจากรถ สีหน้าของเธอคงเหมือนคนใกล้ตายถึงทำให้ไพลินยอมหยุดแล้วหันมามอง น่าตลก แต่ขำไม่ออก สมองของอรอินทุ์กำลังคิดอีกเรื่อง แต่ปากกลับพูดอีกเรื่อง เธอคิดถึงพันแสง คิดถึงสามเดือนต่อมา คิดถึงสายตาของเขาที่มองเธอตอนที่เราต้องแยกทางกัน แค่นั้นน้ำตาก็ไหลออกมา

            “คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” ไพลินถาม

            อรอินทุ์ส่ายหน้ายิ้มพลางเช็ดน้ำตาแต่มันยังคงไหลออกมาอยู่ดี “เรื่องของฉันไม่สำคัญหรอกค่ะ เรื่องของคุณสำคัญกว่า ได้โปรดช่วยฉันเถอะนะ การโดดเดี่ยวไม่ใช่เรื่องสนุก แต่ถ้าคุณต้องการที่พึ่งที่ปกป้องคุณ คุณธินช่วยคุณได้ คุณอยากหนีไปตลอดชีวิตหรือคะ”

            พูดจบคนพยายามเข็มแข็งก็ร้องไห้โฮออกมา ไพลินไม่นึกว่าผู้หญิงที่ตามตื๊อเธอมาสามวันจะร้องไห้หมดท่าเพื่อขอให้เธอใจอ่อน เธอคิดมานานแล้ว แต่ไม่เคยกล้า ถ้ามีใครทำเรื่องที่เธออยากรู้มาตลอดหนึ่งปีได้ มันน่าจะเป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่หรือ ประเด็นเดียวที่น่ากังวลนั่นคือไว้ใจผู้หญิงคนนี้ได้หรือเปล่า ความรู้สึกของเธอบอกว่าน่าจะลองเสี่ยงดูสักครั้ง อย่างไรเสียอีกสามวันก็จะย้ายบ้านอยู่แล้ว

            “ตอนเกิดเรื่องหลังจากคุณจิรกรมาถามหากระดุม บ้านของฉันก็ถูกงัด คนร้ายไม่ได้เอาอะไรไปเลย แต่มันทำให้ฉันกลัวว่าพวกมันจะกลับมาอีก พวกมันตามอยู่นานกว่าจะปล่อยฉันมีชีวิตอิสระ คุณสัญญาได้ไหมว่าจะปกป้องฉันจากใครก็ตามที่อยากได้กระดุมเม็ดนั้นเหมือนกัน”

            อรอินทุ์เริ่มสับสนว่าจะดีใจหรือร้องไห้ต่อ วันนี้เธอสติหลุด แต่กลับทำให้ไพลินยอมใจอ่อนในที่สุด

            “ฉันสัญญาค่ะ ถ้างั้นลองฟังวิธีของฉันดูไหมคะ”

            ไพลินพยักหน้าก่อนจะเข้าไปนั่งในรถของอรอินทุ์ เธอไม่อยากให้ใครเห็นว่ากำลังคุยกับใครเป็นนานสองนาน อรอินทุ์เช็ดน้ำตาเร็วๆ แล้วรีบขับรถเข้าไปในบ้านของไพลิน ทั้งสองคุยกันอยู่นาน ไม่นานนักเธอก็ขับรถจากมาพร้อมของสำคัญในซองจดหมาย

 

            พนักงานบริษัทเอ็มไพร์ กรุ๊ป พากันมองมายังผู้หญิงในข่าวของอดีตท่านประธานซึ่งกำลังเดินเข้าไปในลิฟต์ พอลิฟต์เคลื่อนขึ้นไปก็พากันถามกันไปมาว่ามาหาใคร มาหาพ่อหรือว่าที่คู่หมั้น อรอินทุ์ไม่ได้ยินคำถามเหล่านั้น เธอเดินออกมาจากลิฟต์ แต่ไม่รู้ว่าห้องทำงานใหม่ของพันแสงอยู่ที่ไหน

            เลขาของพันแสงเดินผ่านมาพอดีเลยนำทางอรอินทุ์ไปจนถึงห้องทำงานซึ่งเป็นห้องเล็กๆ มีกระจกใสมองเห็นคนข้างใน เธอเคาะประตูรอเจ้าของห้องอนุญาตจึงเดินเข้าไป ภายในห้องไร้เฟอร์นิเจอร์ที่แสดงถึงฐานะ มีเพียงโต๊ะทำงานกับชุดรับแขกตัวเล็กเท่านั้น กรอบรูปที่มีรูปของพันธินกับพันแสง และอีกรูปเป็นรูปที่มีเธอ เขาและพ่อที่ถ่ายด้วยกันในงานวันเกิดของเขา

            “อรมาทำอะไรที่นี่ บอกได้ไหม หรือว่าคิดถึง” เขากำลังคิดถึงอรอินทุ์ ไม่สิ เขาคิดถึงเธอตลอดนั่นแหละ คิดๆ อยู่ว่าเย็นนี้จะไปหา ไม่นึกว่าใจจะตรงกัน แต่เธอใจร้อนกว่า

            “ยิ้มก่อนสิคุณแสง อรมีข่าวดีจะบอกล่ะ”

            พันแสงยิ้มกว้าง ถึงไม่มีข่าวดีเขาก็อยากยิ้มให้เธออยู่แล้ว อรอินทุ์เปิดกระเป๋าแล้วหยิบซองจดหมายที่ได้จากไพลินออกมาแล้วยื่นให้เจ้าของห้องยิ้มกว้าง พันแสงรู้ในวินาทีนั้น อรอินทุ์ทำได้จริงๆ

            “คุณแสงส่งของในซองนี้ให้ถึงคุณจิณณ์ได้ไหมคะ ในนี้มีกระดุมของจิรเมธกับจดหมายที่คุณไพลินเขียนถึงคุณจิณณ์”

            พันแสงคว้าเอวบางเข้ามากอด ใบหน้าของเขาซบลงที่ซอกคอหอมกรุ่น ร่างนิ่มที่ถูกตะกองกอดทำตัวแข็งเกร็งจนเกรงว่าจะขาดใจตายเพราะกลั้นลมหายใจไปเสียก่อน เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะยอมปล่อย ถึงถูกค้อนใส่ก็นับว่าคุ้มค่า

            “ได้สิ วันนี้เลยยังได้ ขอเวลาห้านาที”

            “ง่ายขนาดนั้นเชียว”

            อรอินทุ์นั่งมองพันแสงโทรหาเพื่อที่ชื่อดรัณ คุยกันอยู่หลายคำ พอวางสายเขาก็บอกเธอว่า

            “ตำรวจนอกเครื่องแบบจะส่งจดหมายกับกระดุมให้ถึงมือของคุณจิณณ์ภายในเย็นวันนี้ อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงตำรวจจะมารับของไป”

            “คุณแสงคิดว่ามันจะได้ผลไหมคะ ถ้าคุณจิณณ์เอากระดุมไปเก็บไว้เฉยๆ ล่ะ” ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เท่ากับความพยายามของเราสูญเปล่าน่ะสิ

            พันแสงส่ายหน้ายิ้มแกล้งยื่นมือไปจับมือบางมาคลึงเบาๆ พอเธอจะชักมือกลับก็ดึงมาแนบอก เธอเมินมองไปทางอื่น อยากให้แสดงความรู้สึกที่เขามีต่อเธอไม่ใช่หรือ

            “คนขี้ระแวงระวังตัวแจอย่างคุณจิณณ์ ไม่มีทางปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆ หรอก เราเป็นคนนอกยังสงสัย แล้วพ่อลูกกันมีหรือจะไม่สงสัย แล้วที่สำคัญข้อความของไพลินคงจุดประกายสิ่งที่คุณจิณณ์มองข้าม”

            คนสงสัยเหมือนกันพยักหน้าเห็นด้วย พอเขาเผลอเธอดึงมือกลับ แต่เขากลับรู้ตัวคราวนี้ริมฝีปากอุ่นจูบลงที่กลางฝ่ามือก่อนจะยอมปล่อย พอบอกว่าจะกลับไปทำงาน คนงานยุ่งรีบจับมือพาเดินไปส่งที่ลิฟต์ พนักงานมองกันยกใหญ่ เรากำลังใกล้กันเกินไป ถ้าเธออยากขอเวลาก่อนจะเสียใจคงไม่ทำร้ายตัวเองเกินไปใช่ไหม พันแสงมองเธอนิ่งนานแต่ไม่พูดอะไร เขารอจนรถของอรอินทุ์ลับสายตาก็หยิบโทรศัพท์ออกมา พ่อเรียกอรอินทุ์ไปคุยเรื่องอะไร ตุลยาน่าจะบอกเขาได้

 

 

            แล้วจะมา up ต่อค่ะ

            อัมราน_บรรพตี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 52 ครั้ง

14 ความคิดเห็น

  1. #289 ViVi (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2557 / 15:23
    ขอบคุณค่ะไรเตอร์
    #289
    0
  2. #281 แว่นใส (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2557 / 18:12
    เป็นพ่อที่ไม่เข้าใจลูกเลย
    #281
    0
  3. #280 nina (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2557 / 20:37
    เธียรน่าจะรู้แล้ว ว่าคนที่กลับมาเป็นพันแสง ไม่ใช่พันธิน อดีตเคยแยกอรอินทร์ออกจากพันแสงสำเร็จมาแล้วครั้งนึง และครั้งนี้ก็ใช้วิธีเดิมเหมือนสองปีก่อน



    ปล. เข้าใจคุณเธียร ว่าเป็นคนที่เห็นแก่ผลประโยชน์มากกว่าความรู้สึกของคนในครอบครัว สุดท้ายแล้วคุณเธียรจะได้รู้ว่า แม้พันแสงไม่ได้ตายจากไป แต่ความรู้สึกของพันแสงได้ตายจากพ่อไปแล้ว อย่างตอนนี้คนที่พันแสงไว้ใจคือ คุณอิชย์ กับอรอินทร์ ไม่ใช่คุณเธียรซึ่งเป็นพ่อแท้ๆ
    #280
    0
  4. #279 อัมราน (@Darrano) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2557 / 18:59

    ตอบคุณ ameiza ค่ะ

                    สถานการณ์ในตอนที่ 18 มันมาจากคำถามที่ว่า...เคยรักใครมากจนยอมทำได้ทุกอย่างแล้วหรือยังคะ ยอมทำทุกอย่างแม้ว่าตัวเองจะเสียใจ รวมทั้งคนรักทั้งๆ ที่รู้ เพื่อให้เขาคนนั้นอยู่บนเส้นทางที่มั่นคงและไม่ซวนเซ มีความสุขในมุมมองที่คิดว่าเขาอยู่สถานการณ์ที่ดีที่สุด โดยที่ไม่ทันคิดว่าเขาอาจจะไม่ต้องการอะไรเลย นอกจากมีเราอยู่ข้างๆ

                    สถานการณ์ของพันแสงตอนนี้เรียกว่ามั่นคง คงไม่ได้ การตัดสินใจของคนในสถานการณ์หนึ่งจะมีเหตุผลหนึ่งรองรับอยู่เสมอ ในตอนนี้อรอินทุ์ไม่อยากให้พันแสงถูกลงโทษจากพ่อนะคะ ถ้าช่วยได้ไม่ว่าอะไรก็ต้องทำไม่ใช่หรือ แล้วที่สำคัญในสิ่งที่อรอินทุ์คิด ตัวเองมีอะไรที่จะช่วยให้พันแสงมั่นคงได้บ้าง อย่างที่เธียรพูดไว้

                    ในโลกของธุรกิจ ความรักเพียงอย่างเดียวปกป้องลูกชายของฉันไม่ได้ แม้แต่เธอก็ทำไม่ได้

                    มันจริงไม่ใช่หรือคะ ถ้าวัดคำพูดนี้จากผลประโยชน์ ไม่ใช่จากจิตใจที่เธียรไม่ได้คิดถึงในข้อนี้ พันแสงแข็งแรงพอในโลกธุรกิจแล้วหรือยัง ตอนนี้ยังไม่มีใครตอบได้เลย อรอินทุ์คิดว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พันแสงต้องเดินทางไปอเมริกานะ แล้วถ้าอนาคตของพันแสงต้องพังอีกครั้ง อรอินทุ์ไม่มีทางยอม จนเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงยอมทำทุกอย่าง แม้ว่าจะเสียใจภายหลัง

    อย่าลืมว่าอรอินทุ์รู้ว่าพันแสงยังไม่ตาย แล้วเธียรล่ะรู้หรือยัง การเปลี่ยนความคิดของเธียรไม่ใช่เปลี่ยนเธียร แต่พันแสงกับอรอินทุ์ต้องมั่นคงในกันและกันก่อน ซึ่งไม่ใช่รักกันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการแชร์ความคิดและเห็นอนาคตในภาพเดียวกัน ซึ่งต่อไปมีแน่ค่ะ การพัฒนาของตัวละคร หมายถึง ตัวละครค่อยๆ เข้าใจตัวเองมากขึ้นว่าต้องการอะไร ตอนนี้อรอินทุ์รู้ว่าต้องทำทุกอย่างเพื่อพันแสง วิธีอะไรก็ได้ ยอมหมด อ่านไปเรื่อยๆ นะคะ จนถึงจุดหนึ่งที่อรอินทุ์รู้ว่าต้องการทำอะไรเพื่อตัวเองแล้วทำให้พันแสงมีความสุข แล้วพร้อมจะฝ่าฟันทุกอย่าง ไม่กลัวสิ่งต่างๆ ในอนาคต

                    ขอบคุณสำหรับคำวิจารณ์ค่ะ

    #279
    0
  5. #278 ameiza (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2557 / 18:16
    อืมไรต์คะ เราคิดว่าตอนนี้บุคลิกนางเอก

    ไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ ดูเป็นตัวละครที่ไม่มีการพัฒนา หากยังมีวิธีคิดและกาีปฏิบัติแบบเดิมๆ

    ทั้งที่คนเปลี่ยนสถานการณ์แวดล้อมเปลี่ยน

    การเลือกที่จะหันหลัง ละทิ้ง มันแสดงถึงความอ่อนแอ

    แทนที่จะจับมือช่วยกันฟันฝ่า มันขัดแย้งกับสิ่งที่นางเอก

    แสดงก่อนหน้าว่าพร้อมจะอยู่เคียงข้าง ทั้งที่เคยเผชิญกับการสูญเสียมาก่อน.

    มิติตัวละครด้อยลงไปน่ะค่ะ เธอกลายเป็นผู้หญิงแบบในละครเดิมๆ ไปเลย



    ยิ่งในบทนี้นางเอกช่วยเหลือพระเอกจนไพลินยอม แสดงถึงความมุ่งมั่น ความเข้มแข็งถ้ามาตกม้าตายยอมถอนตัวรอบสองนี่มันดูจัดกันค่ะ ความคิดเห็นส่วนตัวนะคะ
    #278
    0
  6. #277 fsn (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2557 / 14:06
    สู้ๆ คะ คุณธิน เอ้ย คุณแสง
    #277
    0
  7. #276 อิจิโกะ (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2557 / 12:34
    ค่อยยังชั่ว ดีที่สุด คือ เป็นหนึ่งในน้อยเรื่องนิยายไทย ที่พระเอกไม่โง่ ไม่งั้นไม่รู้พ่อแม่เลี้ยงด้วยอะไร ไม่ค่อยให้กินปลา ตัวโกงงี้ฉลาดซะไม่มี เหมือนชีวิตจริงๆ ในการเมืองไทยเลย
    #276
    0
  8. #275 Maichan (@ryuzaki) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 / 19:29
    เธียร ชั่วมาก
    พ่อที่เลวแบบนี้ ไม่ควรช่วยเหลืออะไรใดๆเลยจริงๆ
    ลูกตายเพราะตัวเอง ยังไม่รู้อีก
    #275
    0
  9. #274 nana (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 / 14:32
    สงสารพันแสงกับอินจัง
    #274
    0
  10. #273 โหล่วโล้ (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 / 12:41
    คุณเธียรใจร้ายกับลูกมากนะเนี่ย
    #273
    0
  11. #272 Krupoo Hn (@poonim1965) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 / 11:32
    ง่า มุกได้ยินแต่เสียงนี่. ฮาตลอดนะ 555
    #272
    0
  12. #270 jackrussell (@greenpeppermint) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 / 14:35
    คิดอะไร พันแสงรู้หมด
    #270
    0
  13. #269 เมเปิ้ล (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 / 12:30
    ใจเต้นแรงกะแค่กอดถ้าอย่างอื่นคงเป็นลมเลยมั้ง
    #269
    0
  14. #268 ขอให้สมปรารถนา (@whattobee) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 / 11:35
    รออ่านต่อนะคะ
    #268
    0