จันทร์ซ่อนใจ

  • 98% Rating

  • 6 Vote(s)

  • 36,206 Views

  • 346 Comments

  • 158 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    3

    Overall
    36,206

ตอนที่ 22 : ตอนที่ 19...100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1157
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 52 ครั้ง
    23 พ.ย. 57

ตอนที่ 19

 

            ซองจดหมายมาถึงมือปลายทางในที่สุด จิณณ์ไม่คิดจะสนใจถ้าข้อความที่คนแปลกหน้าฝากไว้จะไม่จ่าหน้าซองว่า...ของสำคัญจากจิรเมธ มีใครเล่นตลกหรือเปล่า ลูกชายของเขาตายไปเป็นปีกว่าแล้วจะส่งของมาให้คงเป็นไปไม่ได้ ด้วยความสงสัยเขาเปิดจดหมายออกและอ่านอย่างตั้งใจ

            จากเวลาเย็นจนเกือบเที่ยงคืนแล้ว แต่จิณณ์ยังไม่เข้านอน ทั้งที่ปกติจะเข้าห้องนอนตั้งแต่สามทุ่มหากไม่ต้องไปงานเลี้ยง เสียงรถแล่นเข้ามาในบ้าน จิณณ์นั่งรอจนจิรกรเดินขึ้นมาชั้นสองซึ่งต้องผ่านห้องนั่งเล่น ลูกชายผิวปากเดินมาเรื่อยๆ  การมีเรื่องกับพันธินทำให้เขาสั่งห้ามลูกชายก่อเรื่องอีก แผนเอาคืนมีแน่ แต่ต้องรอให้เรื่องเงียบไปสักพักก่อน

            “มานี่หน่อยสิกร พ่อมีเรื่องจะบอกแกสักหน่อย”

            จิรกรเพิ่งเห็นมาพ่อนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น เขาเดินเข้ามาก่อนยกมือไหว้แล้วนั่งลง

            “มีอะไรหรือครับพ่อ”

            “พ่ออยากทำกระดุมประจำตัวใหม่ ขอกระดุมเม็ดเดิมมาให้พ่อคืนนี้เลยนะเพราะมันต้องใช้เพชรของเดิม แต่ตัวกระดุมจะทำใหม่ ของเดิมมันเก่ามากแล้ว”

            “ได้สิครับ เดี๋ยวผมไปหยิบให้”

            จิรกรเดินไปที่ห้องไม่นานก็เดินกลับมาพร้อมกระดุมที่จะมีเฉพาะผู้ชายในตระกูลเท่านั้น ส่วนผู้หญิงจะเป็นเข็มกลัด จิณณ์รับกระดุมมากำไว้แล้วยิ้มให้ลูกชาย

            “ขอบใจมาก กรไปพักได้แล้ว เดี๋ยวพ่อจะเข้านอนเหมือนกัน”

            “ครับพ่อ”

            จิณณ์เดินกลับเข้าห้อง กระดุมทั้งหมดที่มีถูกนำใส่กล่องแต่ละใบ ใบละสี เขาจำได้ว่ากระดุมของใครใส่กล่องสีอะไร รวมทั้งกระดุมที่เพิ่งได้มา พรุ่งนี้เขาจะนำไปให้ช่างประจำตัว แค่ตรวจสอบให้แน่ใจเท่านั้น บางทีกระดุมเม็ดล่าสุดอาจเป็นของปลอมไม่มีความหมายอะไรเลยก็ได้ เขาหวังเช่นนั้น คืนนี้มีเรื่องสำคัญที่เขารอคอยยิ่งกว่าเรื่องกระดุม อีกประเดี๋ยวข่าวดีคงโทรเข้ามา ใครก็ตามที่ทำร้ายลูกชายของเขา มันสมควรตายทั้งนั้น

 

            รถคันหรูกำลังแล่นผ่านถนนสายหลักเพื่อนเข้าสู่เมืองในยามดึก การล่าช้าของงานเจ้าภาพที่เชิญภาวิตไปเป็นประธานให้คู่บ่าวสาว ทำให้กลับบ้านช้ากว่ากำหนดไปเกือบสองชั่วโมง ความเพลียทำให้เขาหลับไปโดยไม่ทันสำเหนียกว่าอีกไม่นานจะถึงบริเวณที่มือปืนซุ่มรออยู่ คนขับรถที่ไม่ได้ทำหน้าขับรถเพียงอย่างเดียวสอดส่ายสายตาเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ถูกจู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัว ถึงจะเกิดเหตุไม่บ่อย แต่ก็ต้องระวังตามหน้าที่ ฉับพลันเพียงเห็นจากหางตา คนที่เฉียดตายมาหลายครั้งก็หันไปตะโกนบอกนายและคนอื่นๆ

            “ระวัง...หลบ!

            พวงมาลัยถูกหมุนอย่างชำนาญเพื่อหลบจากวิถีกระสุน แต่ก็ยังไม่พ้นคันรถอยู่ดี

            เพล้งงง...คลิก คลิก คลิก!?!

            ภาวิตสะดุ้งตื่น เขารีบตั้งสติ

            “เป็นอะไรไหมครับนาย”

            “ตามมันไป ฉันไม่ตายง่ายๆ หรอก” ภาวิตคำรามลั่น

            รถยังไม่ทันหยุดประตูก็เปิดพร้อมกับคนในรถกรูกันลงไปยิงสวนใส่มือปืนที่กำลังซิ่งมอเตอร์ไซค์หนี ยางรถถูกยิงทำให้รถมอเตอร์ไซค์เสียหลักกลิ้งล้ม ทว่าคนยังวิ่งไหว แต่คนของภาวิตมีสติเร็วกว่า ปืนถูกยิงไปที่ขาของมือปืนจนล้มลงก่อนจะถูกลากมาหานายในสภาพสะบักสะบอม

            “ใครสั่งมึงให้มาลอบฆ่ากู บอกมา ถ้าไม่บอกมึงตาย” ภาวิตตะคอกใส่พร้อมกับอัดปากกระบอกปืนไปที่หน้าผากของไอ้วายร้าย

            “ปังงง”

            เปล่า ภาวิตไม่ได้เป็นคนยิง แต่มือปืนแน่นิ่งไปพร้อมกับเลือดที่กำลังทะลักออกมาจากกลางอก คนทั้งหมดมองตามลำแสงสีแดงที่เป็นเจ้าของกระสุนสังหาร นั่นไง! มันกำลังเก็บปืน

            “ทางนั้น รีบตามไปเร็ว เอาตัวมันมาให้ได้”

            คนของภาวิตกรูกันไปตามจับคนมือปืนอีกคน ในขณะที่มือปืนซึ่งนอนนิ่งเริ่มชักกระตุกร่างปัดไปปัดมาก่อนจะแน่นิ่งและไม่ไหวติงอีกเลย ภาวิตไม่คิดช่วย มันสมควรตายแล้ว เพียงแต่มันตายเร็วไปเขาควรได้รู้ว่าใครมันลอบกัดเสียก่อน ไม่นานนักลูกน้องก็วิ่งกลับมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก

            “ว่าไง”

            “มันหนีไปได้ครับ คนของเรากำลังตามไปทั่วๆ  เผื่อว่ามันจะทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้บ้าง”

            “ไปสืบมาว่ามันรับจ้างใครมา แล้วสั่งให้บอกมือปืนให้พร้อม ได้ชื่อคนสั่งฆ่าเมื่อไหร่ ฉันไม่เก็บมันไว้ให้รกสายตาแน่”

            ภาวิตพอจะเดาได้ มีไม่กี่คนหรอกที่กล้าทำแบบนี้ คิดว่าฆ่าไอ้มือปืนนั่นแล้ว เขาจะสืบไม่ถึงตัวหรือไงวะ แต่ขอให้ได้หลักฐานมาก่อน เขาจะไม่ลังเลเลยตอนยิงตัดขั้วหัวใจไอ้เพื่อนเลว

 

            สายของพันแสงรายงานมาว่าภาวิตถูกลอบยิง เดาไม่ยากว่าใครเป็นคนสั่งฆ่า ความระแวงสร้างสิ่งใหญ่หลวงเสมอ เขาแก้แค้นให้พี่ชาย ภาวิตแก้แค้นให้ตัวเอง จิณณ์แก้แค้นให้ลูกชายและตัวเอง ต่อไปภาวิตคงลงมือ ทุกอย่างกำลังเป็นไปตามแผน เรื่องกระดุมดูเหมือนจะคืบหน้า เมื่อตอนเช้าจิณณ์เดินทางไปที่ร้านทำเครื่องประดับซึ่งเป็นร้านประจำทั้งที่ไม่ได้มีนัดหมายล่วงหน้า การรู้จักศัตรูทำให้วางแผนได้ง่ายขึ้น

            พันแสงยังคงทำงานในฐานะพนักงานคนหนึ่ง น่าแปลกที่คราวนี้การตอบโต้ของพ่อมีเพียงเท่านี้ พ่อไม่ใช่คนยอมอะไรง่ายๆ ตุลยายังให้คำตอบไม่ได้ว่าพ่อเรียกอรอินทุ์ไปพบเมื่อวานทำไม เขาปัดเรื่องส่วนตัวออกไปแล้วตั้งใจทำงาน พอใกล้เลิกงานอรอินทุ์ส่งข้อความว่ามีเรื่องเซอร์ไพรส์ หลังอ่านข้อความประตูเสร็จก็ถูกเคาะ แล้วคนส่งข้อความก็ก้าวเข้ามา

            “นี่หรือเรื่องเซอร์ไพรส์” เขาแกล้งทำหน้าผิดหวังทั้งที่แทบจะกระโดดเข้าไปกอดร่างนุ่ม

            “อรมารับคุณแสงนี่แหละค่ะ พิเศษสุดๆ แล้ว”

            “แล้วทีนี้ยังไงต่อ  เราจะไปไหนกัน”

            “กลับบ้านดีไหมคะ” เธอยิ้มลุ้นๆ ตอนรับปากคุณเธียรเธอมั่นใจก็จริง แต่ตอนนี้เริ่มไม่แน่ใจ

            เรียวปากหนาเม้มปิด นั่งฟังสิ่งที่อรอินทุ์กำลังคิด สักวันเขาก็ต้องกลับบ้านอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่คิดว่าพ่อจะหาคนนำทางกลับบ้านจากคนที่ถูกเรียกว่า เด็กคนนั้น

            “บ้านใคร บ้านของอรหรือของฉัน”

            “บ้านของคุณแสงสิคะ อรเป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณเธียรโกรธคุณแสง เพราะฉะนั้น ไม่ว่ายังไง อรก็จะพามคุณแสงกลับบ้าน”

            “ถ้าอย่างงั้นอีกวันค่อยกลับ วันนี้เราไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันก่อนดีกว่า ถ้าอรไม่อยากให้ฉันโกรธก็ต้องตามใจฉัน ได้หรือเปล่า” คนเจ้าเล่ห์กว่ายิ้มกว้าง ถ้าไม่ติดว่าปริญส่งข่าวสำคัญมา เขาคงไม่อยากขัดใจเธอหรอก

            “ก็ได้ค่ะ”

            อรอินทุ์ค่อยยิ้มได้เต็มริมฝีปาก พันแสงยอมกลับบ้านแล้ว เขาจะได้ทุกอย่างกลับคืนมา ความสามารถของเขามีมากเกินกว่าจะหยุดตัวเองไว้เพื่อเธอ แล้วเรื่องหมั้น ไม่...อย่าคิด อีกสามเดือนเธอกับเขาจะต้องจากกัน วันนี้ นาทีนี้ ความสุขตรงหน้า เธอจะคว้าไว้

            พันแสงมองใบหน้าคนเจ้าเล่ห์ พ่อเก่งในเรื่องใช้คนเป็นเครื่องมือ อรอินทุ์เป็นเป้าหมายของพ่อมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ความรักทำให้เกิดเรื่องราวทั้งเห็นแก่ตัวและเสียสละ เขาต้องแก้ไข พ่อต้องแพ้ในเกมนี้       

 

            พันแสงคอยบอกทางจนกระทั่งอรอินทุ์ขับรถมาจอดหน้าโรงแรมที่ไม่ใช่ในเครือเอ็มไพร์ กรุ๊ป แต่เป็นโรงแรมสามดาว ซึ่งคนที่เข้ามาดูเหมือนพวกเที่ยวกลางคืนหรือมาหาความสุขประเดี๋ยวประด๋าว ไหนว่าจะมาหาอะไรกิน คงไม่ใช่แล้วละมั้ง พอหันมามองคนบอกทางเขากลับทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้แถมยังลงจากรถและเร่งเธออีกด้วย เขาคิดดีแล้วใช่ไหมที่มาที่นี่ มีนักข่าวตามเขามาบ้างหรือเปล่าเนี่ย

            “ทำไมเราต้องมากันที่นี่ด้วยล่ะคะ”

            “เถอะน่า ฉันไม่ได้พาเธอมาทำอะไรหวิวๆ หรอก ถ้าจะทำแบบนั้นทำที่บ้านดีกว่า ตามมาแล้วกัน อีกเดี๋ยวคงได้เรื่อง”

            ได้เรื่องยังไงไม่รู้ อรอินทุ์รู้แต่ไม่น่าตามใจพันแสงเลย เดี๋ยวได้เกิดเรื่องเป็นข่าวอีก ไม่รู้ใครโทรมาพอรับสายเขาก็เดินแล้วเข้าลิฟต์โดยไม่แวะเคาน์เตอร์ พอออกมาจากลิฟต์ เขาพาเธอไปหน้าห้องที่มีกุญแจเสียบคาลูกบิดราวกับนัดใครไว้ พอปิดประตูพันแสงรีบเดินเร็วๆ ไปเอาแนบหูกับผนังห้องแล้วโทรหาปริญ ก่อนจะยิ้มแล้ววางสาย

            “เรากำลังทำอะไรกันอยู่หรือคะ”

            “จับหนอนบ่อนไว้ที่กำลังหาเพื่อนหนอนน่ะสิ ฉันให้ปริญตามมาสามวันแล้ว หนอนพากันเริงร่าน่าดู”

            อ้อ อรอินทุ์พยักหน้าหงึกๆ คุณเธียรจะรู้ไหมเนี่ยว่าลูกชายไม่ได้ทุกข์ใจเลยสักนิด ดูจะสนุกสุขสันต์เวลาไม่ต้องนั่งเก้าอี้ท่านประธานอีกต่างหาก แต่เราสองคนอยู่ในห้องนี้ ส่วนหนอนบ่อนไส้ที่ว่าอยู่ห้องโน้นเอาหูแนบไปจะช่วยอะไรได้

            “แล้วเราจะรู้ได้ยังไงล่ะคะว่าห้องโน้นทำอะไรอยู่”

            ใครว่าเขาจะมาแอบฟังอย่างเดียวเล่า ที่แนบหูเมื่อกี้ก็แค่อยากแน่ใจเท่านั้น อรอินทุ์ไม่เคยดูหนังพวกสายลับแน่ๆ เธอชอบดูหนังรักโรแมนติก เวลาไปดูด้วยกันทีไร เขาหลับทุกที ส่วยยัยนี่ก็ดูไปยิ้มไป

            “ไม่ยาก เงินซื้อไม่ได้ทุกอย่าง แต่ก็เกือบทุกอย่างล่ะน่า ปริญมีเพื่อนบอดี้การ์ด ตอนนี้กำลังเข้าไปเก็บหลักฐานทั้งภาพและเสียงในห้องนั้นให้ฉันอยู่ วันนี้ที่มาก็แค่อยากให้แน่ใจว่าจะไม่พลาดแค่นั้นเอง”

            เขาเปิดโทรศัพท์แล้วกดโน่นนี่อยู่หลายที ภาพในห้องข้างๆ ก็ลิงค์เข้ามา อรอินทุ์เริ่มรู้ตัวว่าพันแสงพาเธอเข้ามาอยู่ในหนังสายลับ ในภาพเคลื่อนไหวที่แอบถ่ายมีสรัชกับผู้ชายจากเอ็มไพร์ กรุ๊ป นี่มันคุณวิรัตน์นี่นา เธอมองหน้าพันแสง เขาพยักหน้าและบอกเบาๆ ว่านี่แหละหนอนบ่อนไส้ คุณเธียรจะรู้ตัวไหมเนี่ยว่ามีหอกข้างแคร่มาเกือบยี่สิบปี            

            เราดูภาพสดๆ กันอยู่ร่วมครึ่งชั่วโมง สรัชก็แยกตัวไปก่อน แต่คุณวิรัตน์ยังอยู่กับสาวๆ ที่นุ่งน้อยห่มน้อย พันแสงปิดการเชื่อมต่อไม่งั้นได้ดูหนังสดติดเรตกันแน่ๆ

            “เรากลับกันเถอะ”       พันแสงเอ่ยแล้วเดินไปเปิดประตูออกจากห้อง แต่ก้าวขายังไม่ทันพ้นประตู แสงแฟลชก็สาดใส่ เขาถอยกลับแล้วรีบปิดประตู ทำไมปริญไม่โทรมาเตือนเขาว่ามีนักข่าวตามมา

            “อยากจะบ้าตาย”

            “มีอะไรหรือคะคุณแสง” อรอินทุ์จะออกไปดูว่ามีอะไร แต่พันแสงกลับดึงแขนไว้

            “เงียบๆ นะ ไม่งั้นเราเป็นข่าวเข้าโรงแรมด้วยกันตั้งแต่ยังไม่ทันได้หมั้นกันแน่ๆ”

            อรอินทุ์อยากจะเป็นลม สถานที่ก็ชวนให้คิดว่าเราสองคนมาทำอะไรที่ไม่ใช่ตามหาหนอนบ่อนไส้เสียด้วยสิ เนี่ยแหละเรื่องเซอร์ไพรส์แบบไม่ทันได้ตั้งตัวของจริง

 

            ปริญกลายเป็นพระเอกมาช่วยอรอินทุ์กับพันแสง เมื่อจู่ๆ สัญญาณไฟไหม้ก็ดังขึ้น ผู้คนที่มาอ้างแรมหาความสุขพากันวิ่งออกมาจากตึก พันแสงกับอรอินทุ์ใช้ช่วงชุลมุนแทรกตัวออกมาพร้อมกับแขกของโรงแรมก่อนจะเดินแกมวิ่งมาที่รถของเธอ เบื้องหลังมีแต่เสียงโหวกเหวกเพราะสัญญาณดัง แต่กลับไม่พบเพลิงไหม้ แขกบางคนหมดอารมณ์เดินกลับมาที่รถ บางคนเดินกลับเข้าไปในโรงแรมพร้อมเสียงบ่นระงม

            พันแสงยิ้มกว้างก่อนจะหัวเราะตาพราวเมื่อเห็นอรอินทุ์หอบแฮกๆ เธอหันมามองเขาแล้วขมวดคิ้วใส่

            “ยังหัวเราะได้อีกนะคุณแสง อรหัวใจจะวาย ทำไมนักข่าวพวกนี้ตามไม่เลิก แล้วพรุ่งนี้เราจะเป็นข่าวกันยังไง ตายแน่ๆ คุณแสงหยุดหัวเราะนะ”         

            พันแสงหยุดหัวเราะ อยากบอกแทบแย่ว่าถ้าเรื่องของเขากับเธอเป็นข่าวก็ดีเหมือนกัน จะได้หมั้นแล้วแต่งไปเลย ถ้ามีเรื่องขนาดนี้ใครจะกล้าขัดขวาง แต่ขืนพูดไปจากขมวดคิ้วใส่ได้ถูกงอน ง้อยากเสียด้วยสิยัยคนนี้

            “กลับบ้านกันดีกว่า”

            “กลับบ้านหลังไหนคะ บอกปลายทางมาก่อน” ไม่ใช่ว่ากลับโรงแรมอีกหรอกนะ เขาน่าจะกลับบ้านกับเธอเสียคืนนี้เลย

            “กลับบ้านของเธอ วันนี้ขอนอนด้วยคนสิ” ไม่บอกเปล่าใบหน้าหล่อๆ เหมือนพันธิน แต่ดวงตาเป็นของพันแสงยังยื่นเข้ามาใกล้ อรอินทุ์เอียงตัวหลบจนหลังไปแนบประตูรถ มองคนแกล้งตาเขียว

            “คุณแสง!

            พันแสงเม้มปากไม่ให้ตัวเองหัวเราะ แต่ให้ตายเถอะอรอินทุ์คิดไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ขอนอนด้วย ไม่ได้หมายถึงนอนเตียงเดียวกับเธอเสียหน่อย มือหนายื่นไปจิ้มหน้าผากคนทำหน้าง้ำใส่

            “คิดลึก ลามก บ้านของเธอมีห้องเหลืออีกห้องไม่ใช่หรือไง เห็นเธอทำหน้าลุ้นระทึกก็อยากให้ผ่อนคลายเท่านั้นเอง ฉันรู้ว่าพ่อกดดันฉันไม่ได้ก็ต้องกดดันใครสักคน  คืนนี้ฉันจะกลับบ้านเสียที เธอจะได้สบายใจ พอใจหรือยัง”

            อรอินทุ์ถอนใจโล่งอก แต่พอเห็นสายตาหวานๆ ของพันแสงเธอกลับก้มหน้าไม่กล้าจ้องตอบ คนบ้า ใครฟังที่เขาพูดแล้วไม่เข้าผิดเธอยอมให้เตะเลย

            “ขอบคุณนะคะที่คุณแสงเข้าใจ”

            พันแสงเกือบจะพลั้งปากพูดออกไปว่าเขาทำตามที่เธออยากให้ทำต่างหากล่ะ แต่การที่ได้ยินว่าเธอคิดอะไรเป็นเรื่องพิเศษสุด สักวันเขาคงบอกเธอ แต่ก่อนจะถึงวันนั้นเขาอยากฟังคำหวานสวยๆ ที่เธอไม่พูด แต่คิดให้เขาฟังก่อน

            รถเคลื่อนออกมาจากโรงแรม อรอินทุ์เงยหน้ามองซีกแก้มของพันแสงแล้วสะท้อนใจ อย่าดีกับอรนักเลย งานหมั้นคงเกิดขึ้น แต่อรคงไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้วรอให้คุณแสงสวมแหวนให้

            มือหนากำพวงมาลัยแน่น มีบางอย่างเกิดขึ้น พ่อใช้อรอินทุ์เป็นเครื่องมือเพื่อแลกกับอะไร การที่เธอต้องจากเขาไปอย่างนั้นหรือ ถ้าใช่ เขาไม่มีวันยอมเด็ดขาด

 

            พันแสงเดินผ่านประตูระหว่างบ้านสองหลังไปยังบ้านที่ยังเปิดไฟสว่างราวกับรอให้เขากลับมา พ่อบ้านรอเปิดประตูให้และเดินไปยังที่พักของตัวเอง ร่างสูงเดินไปยังห้องของเขา ป่วยการพูดกับพ่อในคืนนี้ ความเพลียทำให้หลับได้อย่างรวดเร็วกว่าหลายคืนที่ผ่านมา

            มันคงเป็นคืนแรกที่เขาหลับในบ้านของตัวเองและไม่ฝันถึงวันที่พันธินตาย เช้าวันต่อมาพันแสงลุกจากเตียงอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เขาเดินไปยังห้องอาหาร ใครคนหนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว พอฟังความคิดของสาวใช้ถึงได้รู้ว่าแม่เลี้ยงป่วย แต่คงไม่ใช่เหตุผลที่เขาพบพ่อในห้องอาหาร

            “กลับมาแล้วรึ”

            “ครับพ่อ” เขายกมือไหว้ก่อนจะนั่งลง พ่อเป็นพ่อที่เขารักและเคารพ แม้ว่าเราจะวางแผนแก้เกมกันอยู่เรื่อยๆ ก็ตาม

            “รับไปสิ ประกาศจะติดเช้าวันนี้ นี่เป็นบทเรียนที่ธินต้องรู้ว่าพ่อทำทุกอย่างได้ ธินเหลวไหลไม่ได้ การหมั้นระหว่างธินกับเด็กคนนั้นจะจัดขึ้นในสามเดือนข้างหน้า นักข่าวจะได้รับข่าวในวันนี้” เธียรเอ่ย

            พันแสงรับใบประกาศมาด้วยใบหน้าเรียบเฉยพยายามฟังว่าพ่อคิดอะไรอยู่ แต่กลับไม่ได้ยินอะไรเลย ราวกับพ่อจงใจไม่คิด หรือว่าพ่อรู้ว่าเขาทำอะไรได้บ้าง  เขามองพ่อ แต่กลับไม่พบพิรุธอะไร

            “ขอบคุณครับ วันนี้ผมจะตอบแทนที่พ่อรักษาสัญญาเหมือนกัน”

            เธียรสะดุดหูคำพูดของลูกชาย “ธินจะทำอะไร”

            “ทำให้เอ็มไพร์ กรุ๊ปมั่นคงขึ้น พ่อจะได้ห่วงมันน้อยกว่าผมได้เสียที” พันแสงตอบและลุกขึ้นมาทันที ถ้าไม่มีเขาตรงนี้พ่อน่าจะเจริญอาหาร

            “ไม่กินอะไรก่อนหรือ”

            “ผมอยากไปทำงานมากกว่าครับ”

            เธียรมองลูกชายพลางคิดว่าอาจเป็นเรื่องที่ปริญต้องทำก่อนหน้านี้ ถ้าเป็นเรื่องนั้นเขาจะลองไม่ยื่นมือเข้าไปช่วย ดูสิว่าท่านประธานที่เขาเพิ่งแต่งตั้งให้กลับไปรับตำแหน่งจะจัดการปัญหาได้ยังไง

         

            พนักงานมามุงกันตรงบอร์ดที่เพิ่งติดประกาศอีกครั้ง เกิดเสียงอื้ออึงก่อนจะตามมาด้วยเสียงคุยกันไปทั่วถึงประกาศที่เพิ่งได้อ่าน บางคนโทรหานักข่าว วิรัตน์มาถึงบริษัทหลังก้องเกียรตินิดเดียวเท่านั้นก็รู้เรื่องทันทีเมื่อเลขาเดินมาบอก เขาเดินไปห้องทำงานของหุ้นส่วนรายย่อยที่หุ้นส่วนรายใหญ่ไม่ค่อยเห็นหัวเหมือนกัน

            “พ่อลูกคู่นี้กำลังเล่นอะไรกัน วันจันทร์สั่งปลด พอวันศุกร์แต่งตั้งให้กลับมาเป็นประธานเหมือนเดิมแล้ว เรื่องหมั้นของลูกชาย คุณเธียรยอมแล้วหรือ” วิรัตน์ส่ายหน้าแล้วหัวเราะ

            เกียรติก้องไม่ได้หัวเราะตาม เมื่อเช้าพันธินมาหาเขาถึงห้อง เราได้คุยเรื่องสำคัญกัน เรื่องนี้วิรัตน์คงได้รู้ แต่เป็นคนสุดท้ายพร้อมๆ กับพนักงานระดับสูง

            “แถมวันนี้ยังเรียกประชุมตั้งแต่ผู้ถือหุ้นทั้งรายใหญ่และรายย่อยยันหัวหน้าแผนก  คุณไม่คิดว่ามันแปลกๆ บ้างหรือ” วิรัตน์ตั้งข้อสังเกต

            “ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิด ก็ไม่น่าแปลก”

            สีหน้าของวิรัตน์แม้จะเก็บอาการก็ดูรู้ว่าไม่ชอบใจ ต้องอดทนไว้ อีกไม่นานหรอก เขาจะครอบครองที่นี่อย่างคนที่เหนือกว่า ทำไมเขาต้องอยู่ภายใต้การบริหารงานของเด็กเมื่อวานซืน ความสามารถก็งั้นๆ ไม่ได้เหนือใคร แค่มันเป็นลูกชายคนเดียวของเธียรเท่านั้น เมื่อถึงเวลานั้นเกียรติก้องคงเห็นด้วยกับเขา แล้วเราจะรวยไปด้วยกัน

 

            การประชุมเริ่มต้นในเวลาสิบโมงเช้า ประกอบด้วยผู้ถือหุ้น พนักงานระดับสูงรวมทั้งผู้จัดการฝ่ายต่างๆ ญาติของเขาที่อยู่ฝ่ายเดียวกับวิรัตน์ อิชย์เปลี่ยนที่นั่งตัวเองมานั่งใกล้ๆ พันแสง เขารู้เหมือนกับเกียรติก้องว่าวันนี้หัวข้อของการประชุมคือเรื่องอะไร ความคิดที่พันแสงได้ยินล้วนแล้วแต่สงสัยว่าทำไมเขาถึงได้กลับมานั่งเก้าอี้ท่านประธานอีกครั้ง ในขณะที่วิรัตน์เอาแต่ก่นด่าที่เขากลับมาเร็วเกินไป ราคาหุ้นเพิ่งตกไปเล็กน้อยเท่านั้นและยังไม่มีการเทขายจากพันธินแม้แต่หุ้นเดียว

            “ขอโทษนะครับที่เรียกประชุมฉุกละหุกไปสักหน่อย แต่ก็พร้อมหน้าพร้อมตากันดี หลายวันที่ได้ทำงานประหนึ่งพนักงานคนธรรมดาๆ ทำให้ผมพบและเห็นอะไรมากมายที่คิดว่าน่าจะเล่าสู่กันฟัง”

            “ถ้าเรื่องนี้แค่นี้จะเรียกประชุมทำไมล่ะครับ เรามาคุยเรื่องงานจริงๆ ไม่ดีกว่าหรือ” วิรัตน์เอ่ย หลายคนในห้องประชุมเห็นด้วย แต่ไม่กล้าแสดงตัวออกมา

            “อย่าเพิ่งใจร้อนทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มสิครับ การทำงานร่วมกันนอกจากความสามารถในงานที่ทำแล้ว ผมคิดว่ายังต้องพ่วงความซื่อสัตย์เข้าไปด้วย ผมเห็นพนักงานระดับล่างทำงานอย่างแข็งขัน ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ ทำให้คิดถึงตัวเองว่าก่อนหน้านี้ผมมาทำงานก็เพราะมันเป็นหน้าที่ แต่ยังไม่ได้รัก จนกระทั่งถูกดึงงานออกไปถึงได้รู้ว่าผมรักงานที่ทำ แต่เพราะได้มาง่าย ทำให้ไม่รู้ค่า พ่อคงต้องการสอนผมในเรื่องนี้”

            เขากวาดตามองไปยังฐานที่ทำให้เขายืนอยู่บนยอดของคำว่าองค์กร บางคนทำงานที่นี่เป็นที่แรกและอยู่มานานจนเจริญก้าวหน้า บางคนเพิ่งทำงานไม่กี่ปี แต่ความสามารถที่มีทำให้ได้รับการโปรโมตในตำแหน่งต่างๆ ส่วนญาติของเขาคงต้องใช้คำว่า ได้น้อยไปจึงหวังจำนวนหุ้นที่มากกว่าที่พ่อของเขาโอนให้ ทั้งที่ไม่เคยต้องฝ่าฟันทำอะไรเลย

            “แต่ในสิ่งที่ผมเห็นก็ยังมีเรื่องที่ทำให้เกิดความรู้สึกเสียดายอยู่ไม่น้อย หากวันนี้ต้องเชิญใครสักคนออกจากงานเพราะเขาคนนั้นไม่มีคุณสมบัติของการทำงานที่ผมกล่าวไปแล้ว”

            ทุกคนยกเว้นอิชย์กับก้องเกียรติมองหน้ากันเลิกลั่ก พันแสงทำหน้าเฉยไม่มองใครเป็นพิเศษบางครั้งการรู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้ก็ทำให้ได้เปรียบ จากคำพูดไม่กี่คำทำให้เขาได้ยินความคิดต่างๆ นานา อย่างเช่นผู้จัดการฝ่ายบัญชีมีการเรียกค่าคอมมิชชั่นจากซับพลายเออร์ ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์กังวลว่าจะเป็นตัวเองยอดการเข้าพักไม่ได้ตามเป้า ผู้จัดการฝ่ายการตลาดคิดว่าตัวเองอาจเป็นจุดอ่อนเพราะไม่ค่อยทำงาน แต่สั่งลูกน้องตลอด บรรดาญาติพากันคิดว่าเขาแค่มาขู่เช่นเดียวกับวิรัตน์

            โปรเจคเตอร์ที่เปิดไว้เริ่มฉายภาพจากโน๊ตบุ้คส่วนตัวของพันแสง ผู้ชายสองคนในคลิป ทำให้ทุกคนในห้องพากันมองไปที่วิรัตน์พร้อมๆ กับเสียงสนทนาเริ่มขึ้นเสียงชัดแจ๋ว

            คุณจะกลัวอะไร ตอนนี้ไอ้ธินมันไม่เหลืออะไรแล้ว ก็เข้าไปช้อนซื้อหุ้น เงินผม แต่ชื่อของคุณยังไงก็ไม่มีใครสงสัยหรอกน่าสรัชเอ่ย ในมือของเขามีปากกา ในขณะที่ตรงหน้ามีหนังสือเช็คที่เตรียมกรอกตัวเองเลขอยู่

            พ่อลูกคู่นี้มันเหลี่ยมจัดจะตาย โดยเฉพาะไอ้ธินสรัชชักสีหน้าพร้อมกับกระดกเหล้าจากแก้วในมือเข้าปาก มือที่ว่างตะโปมอกนุ่มของสาวสวยซึ่งนั่งกระแซะจนแทบกลืนกินกัน

            เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นในห้องประชุมทันที วิรัตน์เป็นเหมือนผู้ใหญ่ใจดีของทุกคน ทว่าสิ่งที่เห็นกลับเหมือนตาแก่ตัณหากลับมากกว่า พันแสงเหยียดยิ้ม ตอนนี้คงไม่มีใครเบื่อการประชุมของเขาแล้วกระมัง

            ถ้างั้นผมจะหาตัวแทน หลังจากเราช้อนซื้อหุ้นจนพอใจ คุณก็แค่มาซื้อต่อแล้วเข้าไปนั่งเก้าอี้บริหาร ผมรู้หรอกน่าว่าคุณไม่ได้คิดการณ์ใหญ่คนเดียว ไอ้แก่นั่นกับลูกชายของมันไม่สงสัยหรอก  เราก็อย่าซื้อจากคนคนเดียวเท่านั้นเอง ญาติๆ ของมันที่คุณกำลังร่วมมือด้วยไงล่ะ

            แล้วคุณมาช่วยผมทำไม บอกตรงๆ ถึงเราจะคุยกันมาหลายครั้ง แต่ผมก็ยังไม่ไว้ใจ

            สรัชเบ้ปาก ผมก็แค่ไม่อยากมีคู่แข่ง เราทำงานร่วมกันอย่างลับๆ ได้นี่ ลับหลังญาติๆ ของมัน หรือคุณอยากเป็นคู่แข่งกับผม

            แล้วผมจะเชื่อใจคุณได้ยังไงวิรัตน์ถามอย่างระแวงแต่มือก็ยังกอดฟัดสาวอวบอัดในอ้อมกอดไปด้วย

            ไม่เห็นยาก ผมสั่งให้คนทำสัญญามาแล้ว

            ภาพหยุดแล้วปิดลงกลายเป็นจอขาวสว่างทั้งที่ความยาวของคลิปยาวกว่านั้น แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว พันแสงต้องกำจัดคนสร้างคลื่นใต้น้ำในองค์กรออกไปเท่านั้น ไม่ได้ต้องการทำลายชีวิตของใคร โดยเฉาะพญาติของเขาเองที่พากันหน้าเจื่อน

            วิรัตน์ถูกปริญกักตัวไว้ตรงประตูทางออก บอดี้การ์ดหนุ่มพาตัวคนทรยศกลับมานั่งที่เก้าอี้ สายตาของพนักงานระดับสูงพากันมองวิรัตน์อย่างหมดความนับถือ บ้างก็ก้มหน้าเมื่อกลัวว่าภัยจะมาถึงตัว

            “เสียงและภาพชัดดีนะครับคุณวิรัตน์ คุณจะเขียนใบลาออกเองหรือว่าจะให้ผมเชิญออก” พันแสงถามเสียงเรียบพลางปรายตามองไปยังญาติของเขาที่รวมอยู่ในแผนนี้

            เมื่อหนีไม่ได้ก็ต้องสู้  วิรัตน์ลุกขึ้นมองพันธินก่อนจะตบโต๊ะเสียงดังอย่างไม่พอใจก่อนจะชี้นิ้วใส่แสยะยิ้มอย่างเกลียดชังให้ไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่คิดสลัดเขาออกจากเก้าอี้รองประธาน

            “แก...ไอ้พันธิน แกกับพ่อแกหลอกฉันงั้นหรือ ใครเห็นด้วยกับผมก็ออกมาช่วยกันไล่มันออกไป”

            เงียบไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคำ แค่ขยับตัวยังไม่กล้า

            “ถ้าตกลงกันลำบากก็...” พันแสงยิ้มกว้าง ตาสายตาเหี้ยมอย่างที่ทุกคนในห้องนี้ไม่เคยเห็นจากพันธินมาก่อน “ลุงอิชย์ครับคนที่ผมรอ มาแล้วหรือยังครับ”

            อิชย์พยักหน้าและเป็นคนไปเปิดประตูที่คล้ายๆ ถูกปิดตายมาตั้งแต่เริ่มประชุมด้วยตัวเอง ตำรวจสองนายเดินตามมา วิรัตน์เริ่มหน้าซีดไม่นึกว่าจะถูกตลบหลังแบบไม่ทันได้ตังตัว

            “เชิญครับคุณตำรวจ”

            “ฉันไม่ยอมหรอกโว้ย ไหนล่ะหลักฐาน ไหนล่ะภาพที่ฉันรับเช็ค”

            “ตำรวจเดี๋ยวนี้เก่ง เรื่องนั้นคุณวิรัตน์ไม่ต้องห่วงหรอกครับ เชิญไปกับตำรวจจะดีกว่า ภาพบางภาพผมไม่อยากเผยแพร่ให้รู้กันทั่ว คุณคงรู้ดีกว่าใครว่าผมน่าจะมีภาพอะไรนะครับ” พันแสงไม่อยากพูดมากไปกว่านี้

            ถ้าวิรัตน์ยังรักตัวเองคงหุบปาก ทำไมเขาจะไม่มีภาพต่อจากนั้น วิรัตน์รับเช็คมา ต่อจากนั้นสรัชก็ขอตัวออกไปจากห้อง ในขณะที่วิรัตน์ฟัดเหวี่ยงอยู่กับสาวหุ่นอวบ ตอนนั้นแหละที่เขาหยุดการเชื่อต่อภาพแล้วหาทางออกมาจากโรงแรม

            วิรัตน์ปิดปากเงียบเมื่อจำได้ว่าหลังจากนั้นทำอะไรบ้าง เขายอมเดินไปกับตำรวจดีๆ แต่ไม่ได้หมายความว่ายอมจำนน เขาโทรหาทนายทันทีที่ออกมาจากห้องแล้วเดินอย่างสง่าผ่าเผย พอพนักงานมองมาก็บอกเสียงดังว่าต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิด เขาไม่ยอมเดือดร้อนคนเดียวแน่ ใครก็ตามที่ร่วมมือกับเขาต้องได้รับผลเหมือนกัน ดีเสียอีกจะได้ฉาวโฉ่ไปทั้งเมือง

            “แล้วทางคุณสรัช...” ก้องเกียรติดึงทุกคนกลับสู่การประชุมอีกครั้ง อิชย์สนใจรอฟังคำตอบ

            พันแสงหัวเราะ “ไหนๆ เจ้านั่นก็เป็นคนรู้จักกันมานาน ผมคงไม่แจ้งความ คนซัดทอดมีอยู่แล้ว ไม่น่าจะต้องทำอะไรอีก”

            ไม่มีใครแย้งความคิดนี้ พันแสงปรายตามองไปยังบรรดาญาติของเขาและคนที่เคยร่วมมือกับวิรัตน์  ต่อไปคลื่นใต้น้ำภายในองค์กรและการเลื่อยขาเก้าอี้คงหายไป...สักพัก แล้วคงกลับมาอีก เมื่อถึงเวลานั้นเขาคงแข็งแรงพอในโลกธุรกิจแล้ว   

            บรรดาญาติที่หิวเงินของพันแสงพากันเข้ามาบอกไม่รู้ไม่เห็น เขาแสร้งบอกว่าเข้าใจ แต่หลังจากนี้ไม่ว่าญาติกลุ่มนี้ทำอะไรเขาต้องรู้เป็นคนแรก ในฐานะที่เป็นญาติคงงดเว้นคุกตารางให้ แต่อะไรจะเกิดต่อไปจากการซัดทอดของวิรัตน์เขาไม่รับรู้ด้วย

  

 

 

 

                แล้วจะมา up ต่อค่ะ

            อัมราน_บรรพตี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 52 ครั้ง

15 ความคิดเห็น

  1. #297 เมเปิ้ล (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2557 / 11:53
    ทำไมอ่านความคิดพ่อไม่ได้นะแปลกจัง
    #297
    0
  2. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  3. #295 fsn (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2557 / 16:01
    รักลูกแบบนี้ ลูกไม่แข็งจริงๆ คงไม่รอดนะคะ
    #295
    0
  4. #294 8lek (@8lek8) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2557 / 13:45
    สนุกมากๆๆค่ะ  รอลุ้นๆต่อ ^^
    #294
    0
  5. #293 Maichan (@ryuzaki) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 / 22:21
    กำลังคิดว่า
    ตัวพ่อเองนั่นแหละ ที่ฆ่าลูก
    บางที อาจจะอยากได้ อรอินทุ์ ไว้เป็นเมียเสียเอง

    อุ๊บส์ คิดร้ายไปหน่อย มโนหนักไปนี้ดส์ แต่การที่พระเอกอ่านความคิดของพ่อไม่ได้เนี่ย มันแปลกนะ
    แถมตาเฒ่าตัณหากลับน่ะ มีเยอะมาก 
    #293
    0
  6. #292 8lek (@8lek8) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 / 17:24
    รอลุ้นต่อค่ะ 



    สนุกมากๆค่ะ ^^
    #292
    0
  7. #291 ขอให้สมปรารถนา (@whattobee) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 / 11:42
    รออ่านต่อนะคะ
    #291
    0
  8. #290 กอบัว (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 / 09:43
    อ่ะ ค้างอีกแล้ว มาอัพไวๆนะคะ รอยู่ค่ะ
    #290
    0
  9. #288 jackrussell (@greenpeppermint) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2557 / 14:54
    แล้วจะหลบนักข่าวได้เหรอ
    #288
    0
  10. #287 แว่นใส (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 / 13:13
    เซอร์ไพรส์จริง ๆ เลย
    #287
    0
  11. #286 พรทิพย์ (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 / 12:17
    เย้ๆๆๆ ดีจังคุณแสง รู้เขารู้เรา แต่อินักข่าวนี่ ทำไงหว่า
    #286
    0
  12. #285 konhin-DinDow (@konhindindow) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 / 11:38
    แน่ใจนะว่าไม่ได้เป็นคนจ้างนักข่าวมาตามซะเอง หึๆๆ 

    เหมือนตีงูแค่หลังหัก น่าจะเปิดให้ดูจนถึงตอนรับเช็คนะ ญาติๆที่เหลือก็น่าจะบีบให้ขายหุ้นแล้วออกไป เก็บไว้ก็เป็นหอกข้างแคร่

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 23 พฤศจิกายน 2557 / 11:08
    #285
    0
  13. #284 nana (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2557 / 19:06
    ลุ้นๆให้คุณเธียรแพ้ลูกชาย อรกับพันแสงจะได้มีความสุข อิอิ
    #284
    0
  14. #283 โหล่วโล้ (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2557 / 20:04
    รบกับศัตรูแล้วยังต้องวางแผนสู้กับพ่อ เหนื่อยแทนพระเอกเรื่องนี้เลย
    #283
    0
  15. #282 jackrussell (@greenpeppermint) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2557 / 11:22
    ดีจัง พันแสงได้ยินความคิดคนอื่นแบบนี้ เตรียมการณ์ได้ล่วงหน้า
    #282
    0