Special Ones

ตอนที่ 22 : บทที่ 9 คณะเดินทางปราบแม่มด - "นี่มันงานศพของข้าหรืออย่างไร" [2]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,543
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    6 พ.ย. 53

            เดินผ่านออกนอกประตูเมืองด้านทิศตะวันตกได้ไม่ทันไร สังหรณ์ของวิลเลียมก็เป็นจริงขึ้นมาจนได้

            หญิงสาวผมแดง สวมหมวกปลายแหลมของแม่มด ใส่ชุดกระโปรงเนื้อดีหลายสีสัน มีอีกาดำเกาะอยู่ที่บ่าอีกตัวหนึ่ง กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนกระเป๋าสัมภาระขนาดใหญ่ที่วางอยู่ข้างทาง เหมือนกำลังรอพาหนะมารับ

            วิลเลียมที่เดินนำอยู่ชะงักเท้า แต่แล้วก็แสร้งทำเป็นเดินต่อไปโดยไม่เห็นนาง คาดหวังอย่างลมๆ แล้งๆ ว่านางคงกำลังรอสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ขบวนของเขาอยู่

            ทว่าหญิงสาวก็ไม่ปล่อยให้เขาก้าวผ่านหน้านางโดยทำไม่สนใจอย่างที่คิดได้

            วิลเลียม เจ้าจะเดินทางไปปราบแม่มดดำผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุคก่อนทั้งที ไม่คิดจะชวนข้า แคสซานดราผู้นี้บ้างเลยหรือ

            วิลเลียมจำต้องหยุดก้าวเดิน แล้วหันมายิ้มเฝื่อนๆ ให้นาง

            วันก่อนข้าก็ว่าจะชวนเจ้าไปด้วยอยู่นะ แคส แต่พอแวะไปหาที่กระท่อมแล้วก็เจอแค่คฤหาสน์ดำทะมึน วาเรนหรือคาเนสก็ไม่อยู่ พอไปถามอาลีก็บอกไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าไปไหน

            ทั้งหมดที่พูดมานั่นเป็นเพียงความคิดของวันก่อน ตอนนี้เมื่อเห็นสมาชิกที่เหลือในขบวนแล้ว การพาแคสซานดราไปด้วยคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ

            พอดีข้าไปทำธุระนิดหน่อยน่ะ แม่มดดำบอก แต่ตอนนี้ข้าจัดการธุระนั้นเสร็จหมดแล้ว ว่างเดินทางไปกับเจ้าแล้วละ

            เจ้าคบหานางแม่มดชั่วช้านี่ด้วยหรือ วิลเลียม ไลนัสที่ได้ยินบทสนทนาบางส่วนพอดีกล่าวหาขึ้น ข้าไม่ถึงว่าเจ้าจะตกต่ำถึงขนาดนั้น

            ดวงตาสีเทาของแคสซานดราหันไปมองชายหนุ่มที่พูดแทรกขึ้นอย่างตำหนิ

            ข้าจะคุยกับวิลเลียม เจ้าอย่ามายุ่ง

            นางเรียกไม้เท้าหัวงูขึ้นมาถือ แล้วกระแทกปลายไม้เท้าลงไปกับพื้น บังเกิดสว่างจ้าขึ้นวูบหนึ่งในมุมมองของคนอื่นที่อยู่บริเวณนั้น ทว่านัยน์ตาสีแดงของไลนัสกลับเห็นแสงนั้นค้าง...ไม่จางหายไป ชายหนุ่มตามืดบอดไป

            ถัดมา วาเรนก็ส่งเสียงร้องดังคำรบหนึ่ง ทุกคนได้ยินเสียงนั้นเพียงครู่เดียวเช่นเดิม ทว่าสำหรับไลนัสแล้ว เขายังคงได้ยินเสียงอีกากรีดร้องทั้งอยู่ในหูตลอด

            ชายหนุ่มทรุดนั่งลงและกรีดร้องต่อสภาพที่เกิดขึ้นกับตน แต่ครู่ถัดมาก็เหมือนจะรู้ว่าตัวโดนคำสาปของแม่มดเข้าจึงเปลี่ยนมาด่าทอนางแทน

            เจ้าทำอะไรกับเขา วิลเลียมถามหญิงสาว

            ก็แค่เตือนว่าอย่ามายุ่งเรื่องของข้าเท่านั้นเอง แค่ทำให้ตาบอดกับหูหนวกชั่วคราว พอข้าคุยกับเจ้าเสร็จเดี๋ยวจะถอนคำสาปให้ก็ได้ แคสซานดราเชิดหน้าไปอีกทางขณะตอบ แต่ถ้าเขายังไม่เงียบ ข้าจะสาปให้เขาเป็นใบ้อีกอย่าง

            แดเนียลได้ยินดังนั้นก็รีบเข้าไปปิดปากเพื่อนไว้ ก่อนค่อยเขียนคำบอกที่ฝ่ามือให้ไลนัสเข้าใจว่าถ้าไม่เงียบไว้อาจจะโดนสาปเพิ่มอีก วิลเลียมเองก็บอกให้เรนนีช่วยไปดูแลไลนัสอีกแรง นางเป็นนักบวช น่าจะช่วยแก้ไขคำสาปได้บ้าง แม้จะได้ยินแคสซานดราพึมพำเบาๆ ว่า “คำสาปของข้าแก้ไม่ได้ง่ายๆ หรอก” แต่เขาก็ยังต้องรับผิดชอบทำหน้าที่ผู้นำอยู่

            ทั้งแดเนียลและเรนนีช่วยกันพาไลนัสให้เดินห่างออกไป

            ทีนี้มีใครจะขวางไม่ให้ข้าคุยกับวิลเลียมอีกไหม แคสซานดราหันไปถามคนที่เหลือ อันได้แก่ไฮเดน มาร์คัส และโรซาลินด์

            ไฮเดนรีบส่ายหน้าปฏิเสธ แม้จะห่วงผู้เป็นนายอยู่บ้าง แต่เขาก็กลัวหญิงสาวนางนี้ยิ่งกว่า

            โรซาลินด์กล่าวยิ้มๆ ว่า เชิญตามสบายเลยจ้า

            แม้แต่มาร์คัสที่น่าจะพอมีฝีมือสูสีกับแม่มดดำมากที่สุดก็ยังไม่พูดอะไร

            ทั้งสามพากันเดินกระจายห่างออกไปโดยไม่ต้องบอกเพิ่มเติม

            เมื่อนั้น แคสซานดราจึงได้คุยกับวิลเลียมโดยไร้คนรบกวนอย่างที่ต้องการ

            แคส เรื่องที่จะให้เจ้าไปด้วยนี่ไม่อยู่ในข้อตกลงแต่แรกนะ วิลเลียมรีบบอกก่อน

            ตอนแรกข้าก็ไม่ได้คิดจะไปด้วยหรอก แต่พอนึกอีกที ถ้าข้าปราบเอริกา แม่มดดำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคก่อนได้ ชื่อเสียงของข้าในฐานะแม่มดดำผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุคก็จะเพิ่มขึ้นอีก

            ข้าพอเข้าใจเหตุผลของเจ้าอยู่หรอก แต่ว่านี่เป็นคณะเดินทางที่พระราชาจัดหามานะ คนอื่นคงไม่ยอมรับเจ้าร่วมเดินทางง่ายๆ หรอก

            แต่ข้าได้ยินมาว่า เพราะพระราชาอนุญาตให้เจ้าชวนใครมาร่วมเดินทางเพิ่มด้วยก็ได้นี่นา ถ้าเจ้าชวนข้าแล้ว คนอื่นก็ขัดไม่ได้ไม่ใช่หรือ หญิงสาวว่า อีกอย่าง ข้าก็มีฝีมือเก่งกว่าคนอื่นในขบวนของเจ้า ชวนข้าไปด้วยถือเป็นทางเลือกที่คุ้มกว่านะ

            แม่มดดำกล่าวประโยคสุดท้ายด้วยเสียงหวานเสนาะ

            ถึงอย่างนั้น... คนอื่นก็ยังคงจะเคลือบแคลงในตัวเจ้า และไม่เชื่อถือเจ้าอย่างสนิทใจ และก็จะพากันสงสัยข้าด้วยนะ

            แคสซานดราฟังคำของวิลเลียมแล้วก็ขมวดคิ้ว ใบหน้างามล้ำดูเกรี้ยวโกรธขึ้นมา

            ข้าช่วยเจ้าปรุงยาก็แล้ว บอกข้อมูลของเอริกาให้เจ้าทราบก็แล้ว แต่เจ้าก็ยังถือข้าเป็นเพียงคนอื่น เป็นผู้ช่วยที่ไม่สามารถเปิดเผยได้อยู่หรือ วิลเลียม

            เสียงกล่าวนั้นฟังดูตัดพ้อยิ่งนัก

            วิลเลียมรู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก... ความจริงเขาก็ตกลงกับนางไว้แล้วนี่นาว่า เรื่องที่ไปขอให้นางช่วยนั้นเป็นความลับระหว่างทั้งคู่เท่านั้น แต่เขาก็ต้องยอมรับว่าติดค้างนางอยู่มาก หากนางอยากเดินทางไปปราบแม่มดแห่งแดนรกร้างตะวันตกด้วยจริงๆ เขาจะยอมให้นางเพื่อชดใช้สินน้ำใจที่ค้างไว้อยู่ก็ได้...

            อย่างนั้น ถ้าข้าให้เจ้าร่วมเดินทางด้วย ก็ถือว่าพวกเราหายกัน ชายหนุ่มกล่าว ...แล้วเจ้าก็ต้องห้ามหาเรื่องคนอื่นก่อนด้วย เขาเพิ่มเงื่อนไขเข้ามาเมื่อนึกขึ้นได้

            แคสซานดรายิ้มพราว

            ได้สิ ข้าจะทำตัวดี และถือว่าเรื่องที่เคยช่วยเจ้าก็หายกันไป... ถึงอย่างไร ถ้าไม่มีใครมาหาเรื่องข้าก่อน ข้าก็ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ใดอยู่แล้ว

            ว่าจบนางก็ลุกขึ้นยืน หมุนมือเก็บไม้เท้า ดีดนิ้วคราหนึ่ง สัมภาระกองใหญ่ที่เคยเป็นที่นั่งให้นางก็หายวับไป พร้อมๆ กับที่ไลนัสกลับมามองเห็น และรับฟังได้เป็นปรกติเช่นเดิม

            เจ้าสาปข้าได้อย่างไร ข้ามีเครื่องรางป้องกันอยู่แล้ว

            ไลนัสที่เพิ่งหายดีชี้หน้าถามแม่มดดำทันที เขาทราบอยู่แล้วว่าการเดินทางครั้งนี้จะต้องไปเผชิญหน้ากับผู้ใช้ศาสตร์มืด จึงเปลี่ยนเครื่องป้องกันคำสาปต่างๆ เอาไว้แล้ว เมื่อโดนหญิงสาวสาปโดยไม่ทันตั้งตัวจึงแปลกใจ และต้องโวยวายตามนิสัย

            เครื่องรางของเจ้าไม่ได้เรื่อง แคสซานดราบอกง่ายๆ คราวหลังก็ไปซื้อที่ร้านอาลีค้าสรรพยุทโธปกรณ์แทนละกันนะ

            นี่เจ้า!” ไลนัสคำราม กล้าดูถูกเครื่องรางที่ได้รับการรับรองจากวิหารหลวงเชียวหรือ

            ทำไม ปากดีนักอยากโดนสาปให้เป็นใบ้ด้วยจริงๆ หรืออย่างไร แม่มดดำย้อน ของมันไม่ดีก็เห็นๆ อยู่ว่ากันคำสาปของข้าไม่ได้ เจ้าจะมาเถียงอะไร

            พอได้แล้ว พวกเจ้าเลิกทะเลาะกัน วิลเลียมรีบเข้ามากลางแขนห้ามศึกระหว่างแม่มดกับนายกองที่ทำท่าว่าจะกลายจากการปะทะคารมเป็นการลงมือด้วยอาวุธเข้าไปทุกที

            ไลนัส...และทุกคน ชายหนุ่มหันไปกล่าวเน้นๆ กับเจ้าของชื่อแรก คาสซานดรา แม่มดดำแห่งลูซแวร์จะร่วมเดินทางไปกับคณะของเราด้วย ข้า วิลเลียม อนุญาตแล้ว ถ้ามีผู้ใดไม่อยากยอมรับนางของให้บอกออกมา ณ ตอนนี้

            แว่วเสียงแคสซานดราแก้ไขเบาๆ ว่า แม่มดดำผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุคต่างหาก แต่นางก็ไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจอื่นใดออกมา นอกจากคีบปอยผมสีแดงของตนขึ้นมาเล่นฆ่าเวลาเท่านั้น

            ข้าขอคัดค้าน ไลนัสพูดโผงขึ้นทันควัน นางเป็นแม่มดดำ เป็นผู้ใช้ศาสตร์มืด จะให้มาร่วมเดินทางในคณะที่ฝ่าบาททรงจัดตั้งขึ้นมาได้อย่างไร อีกอย่าง ข้าก็ไม่เห็นชอบที่เจ้าจะเป็นหัวหน้าคณะด้วย

            ชายหนุ่มชี้มาที่วิลเลียม ก่อนหันไปพูดกับคนอื่นที่เหลือ

            ถ้าหมอนี่ใช้สิทธิ์ที่ตนมีชวนนางแม่มดนี้เข้ามา ก็ถือว่ามีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ไม่สมควรจะเป็นผู้นำอย่างยิ่ง ข้าขอเสนอว่า แต่งตั้งท่านมาร์คัสผู้รั้งตำแหน่งรองหัวหน้าอยู่ขึ้นมาเป็นหัวหน้าแทนดีกว่า...

            วิลเลียมฟังไลนัสกล่าวฉอดๆ แล้วก็ต้องโคลงศีรษะไปมา หมอนี่ยังคงมีศิลปะเจรจาดีเหมือนเดิม แม้ส่วนใหญ่จะติดชอบพูดว่าหรือดูถูกผู้อื่นไปหน่อยก็เถอะ แต่เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เขาก็ต้องรีบชิงแทรกขึ้น...

            ถ้าอย่างนั้น ข้าขอเสนอให้ใช้หลักการประลองในการตัดสิน

            ถ้าใช้หลักการประลองน่าจะดีกว่าการที่จะให้สมาชิกทุกคนเลือกว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย วิลเลียมไม่แน่ใจนักว่า คนอื่นจะมองแคสซานดราอย่างไรกันบ้าง ถึงหลายคนจะอยู่ข้างเขาก็ตาม

            ไลนัสที่กำลังจะบอกวิธีตัดสินพอดี หันมามองวิลเลียมที่สอดคำขึ้น นัยน์ตาสีแดงฉายแววแปลกใจอยู่บ้าง... เขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกล้าเสนอวิธีประลอง วิลเลียมในสมัยก่อนก็ใช่จะเก่งกาจในเชิงอาวุธหรือการต่อสู้เท่าใด เขามั่นใจว่าจะล้มหนุ่มผมน้ำตาลนี้ได้ง่ายๆ ด้วยซ้ำ

            อย่างนั้นก็ดีเลย ชายผมเงินยิ้มอย่างพึงพอใจเป็นครั้งแรก ถ้าข้าชนะเจ้าต้องยอมยกตำแหน่งผู้นำให้ท่านมาร์คัส แล้วนางแม่มดต้องจากไป ส่วนเจ้าก็จะกลายเป็นแค่สมาชิกปรกติของคณะ ไม่มีตำแหน่งใดๆ

            ได้ วิลเลียมยอมรับข้อเสนอ ข้าจะแถมตำแหน่งรองหัวหน้าให้เจ้าด้วยก็ได้นะ เขาพูดด้วยเสียงประชดเล็กน้อย ถ้าข้าชนะ ข้าก็ไม่ขออะไรมาก แค่ให้ข้ามีตำแหน่งเหมือนเดิม แล้วแคสซานดราก็เข้าร่วมขบวนได้ โดยเจ้าต้องให้เกียรตินาง เสมือนเป็นนักเวทธรรมดาคนหนึ่ง มิใช่มองนางเป็นแม่มดชั่วร้าย

            ตกลง ไลนัสประกาศเสียงดัง

            และแล้วสองหนุ่มที่เหมือนจะเป็นคู่ปรปักษ์กันมาตั้งแต่แรกพบหน้าก็แยกกันไปเตรียมตัวประลอง คนอื่นได้แต่มองดูด้วยความรู้สึกที่ต่างกันไป

            ไฮเดนไม่คิดอะไรมาก ตั้งใจจะเป็นกำลังใจให้ท่านวิลเลียมอย่างเดียว

            มาร์คัสนึกสนใจอยากเห็นฝีมือของทั้งสองคนจากการประลอง สำหรับผลลัพธ์นั้น ไม่ว่าใครชนะเขาก็ไม่เสียหายแต่อย่างใด เพราะเขาไม่ได้คิดปรารถนาจะเป็นหัวหน้าคุมขบวนเด็กรุ่นหลังสุดจะแก่นเหล่านี้นัก ส่วนเรื่องแม่มดดำที่จะมาร่วมขบวน... เขาคงต้องจับตาดูนางต่อไปก่อน

            แดเนียลเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วก็ได้แต่ส่ายศีรษะอย่างปลงๆ สองคนนี้ก็ไม่ไหวเอาเสียเลย เจอหน้ากันที่ได้ก็ต้องหาเรื่องทะเลาะกันเสียทุกที ขนาดโตๆ กันแล้วก็ยังไม่เลิก

            โรซาลินด์จับตาดูเหตุการณ์เงียบๆ ด้วยความสนใจที่ไม่น้อยไปกว่าผู้ใดเช่นกัน แต่สาวงามปานเทพธิดาเช่นนางกำลังคิดอ่านอันใดอยู่ล้วนไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ได้

            ส่วนเรนนีก็มองท่านวิลเลียมและท่านไลนัสสลับกันอย่างไม่เข้าใจเท่าใดนัก นางคิดเสมอว่าคนทั้งสองเป็นคนดี และก็ไม่ควรจะหาเรื่องทะเลาะกันเลย หรือมีเรื่องที่มีความคิดเห็นไม่ลงรอยกันก็น่าจะพยายามปรึกษาพูดคุยให้เข้าใจกัน มากกว่าจะใช้กำลังตัดสิน

            กลับกับนักบวชสาว แคสซานดราอาศัยเวลาช่วงนั้นสำรวจมองสมาชิกคนอื่นที่ไม่ใช่วิลเลียมหรือไลนัสแทน

            ในหมู่คนเหล่านั้น มีคนที่นางรู้จักและคาดเดาได้อยู่หลายคนว่าเป็นใครกันบ้าง สาวผมทองแสนงดงามนั้นคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากโรซาลินด์ หรือกุหลาบแห่งลูซแวร์ ส่วนชายหนุ่มอีกคนหนึ่งคงเป็นแดเนียลที่วิลเลียมเคยเล่าถึงให้ฟัง ชายชุดดำนั่นก็คือมาร์คัส ผู้ใช้ลม นักเวทที่พอมีฝีมือใช้ได้อยู่ ชายหัวล้านคงเป็นคนของวิลเลียมที่ลูกน้องของนางเคยรายงานไว้ สุดท้ายก็มีอยู่คนเดียวที่นางไม่รู้จัก... นั่นคือหญิงสาวในชุดนักบวช

            แคสซานดราคิดว่าอีกเดี๋ยวถ้าได้ร่วมเดิมทางด้วย นางก็คงพอรู้จักนักบวชสาวนั่นเอง นางจึงเปลี่ยนมาสนใจวิลเลียมกับไลนัสแทน

            ชายหนุ่มผมขาวนั่นช่างทำตัวน่าชังนัก... แค่ที่เคยฟังจากปากคำของเพื่อนในวัยเด็กนางก็ว่าเขาร้ายกาจยิ่งแล้ว พอมาได้เจอตัวจริงเช่นนี้ก็ยิ่งเห็นชัดเข้าไปใหญ่... คนอะไรก็ไม่รู้ช่างถือดีโดยไม่ดูฐานะของตัวเองเอาเสียเลย...

            แต่เหนืออื่นใด แม่มดดำก็ยินดีไม่น้อยที่สหายเก่าลงทุนประลองครั้งนี้ก็เพื่อนาง หญิงสาวเอาใจช่วยเขาเต็มที่ และมั่นใจเต็มเปี่ยมว่า วิลเลียมจะต้องเอาชัยชนะกลับมาให้นางได้

 

            ตามหลักวิถีนักสู้ของดาเรเนียแล้ว การประลองเพื่อตัดสินเวลามีเรื่องที่ไม่ลงรอยกันถือเป็นเรื่องปรกติ

            ตั้งแต่สมัยแรกเริ่มที่มนุษย์จับกลุ่มอาศัยอยู่ร่วมกัน ผู้ที่เข้มแข็งกว่าย่อมมีสิทธิ์ปกครองผู้อ่อนแอ แม้มนุษย์จะเป็นเผ่าพันธุ์ที่พัฒนาสติปัญญาขึ้นมามากกว่าความแข็งแกร่งภายนอก ทว่าเมื่อมีเหตุผลที่ไปด้วยกันไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมอ่อนข้อให้กัน สุดท้ายสัญชาตญาณอย่างสัตว์ดั่งเดิมก็จะกลายเป็นตัวตัดสิน ใครเหนือกว่าจะผู้ชนะไป

            ทว่าเมื่อคำนึงถึงความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ การจะสู้รุนแรงถึงขั้นจะทำลายฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นชีพไปเลยก็หาใช่เรื่องสมควร มนุษย์ที่มีสติปัญญาชาญฉลาดมองเห็นปัญหาและผลกระทบของการรบพุ่งชิงชัยกันเองจึงได้คิดค้นการประลองขึ้นมา

            กฎกติกาของการประลองก็มีต่างกันไปตามแต่ละยุคแต่ละสมัย แล้วใหญ่ก็แล้วแต่ผู้ประลองหรือกรรมการผู้จัดจะกำหนดกันเอง

            กติกาที่วิลเลียมและไลนัสจะใช้ในครั้งนี้ก็เป็นที่ทราบกันดีโดยไม่ต้องบอกกล่าว นั่นคือกฎ ประลองครั้งเดียว อาวุธเพียงสัมผัสซึ่งถือเป็นมาตรฐานการประลองที่นิยมกันในขณะนั้น ด้วยความรวดเร็ว เรียบง่าย และไม่ทำให้ผู้ประลองต้องบาดเจ็บนักของกฎนี้

            ประลองครั้งเดียวหมายถึง สู้กันเพียงรอบเดียวก็ตัดสินชี้ขาดได้ ผู้พ่ายแพ้ไม่มีสิทธิ์โวยวายต่อรองขอแก้มือใหม่อีกครั้ง

            ส่วน อาวุธเพียงสัมผัสนั้น หมายถึง ผู้ประลองมีสิทธิ์ใช้อาวุธ เวทมนตร์ หรือทักษะใดก็ได้ที่มี เพียงแต่ใช้แค่ให้พอรู้ผลเท่านั้น ถ้าทำร้ายกันจริง อาวุธเข้าถึงตัวอีกฝ่ายแล้วต้องหยุด เวทมนตร์สัมฤทธิ์ผลแล้วต้องรั้งกลับคืน

            กติกาท่อนหลังนี้อาจปฏิบัติได้ยากอยู่บ้าง เพราะส่วนใหญ่เมื่อโจมตีไปแล้วก็ยากที่จะยั้งมือกลับได้ ทว่าทุกคนก็ทราบความเสี่ยงนี้ดี บางครั้งจึงมีการเตรียมนักบวชผู้รักษา และกรรมการผู้เป็นกลางและมีฝีมือสูงกว่าผู้ประลองมาคอยควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดด้วย

            ทว่าในบางครั้ง ก็อาจมีการเพิ่มเติมกฎเข้าไป เช่นการห้ามใช้โซ หากทราบว่าอีกฝ่ายมีโซที่ร้ายกาจยากเอาชนะอยู่ ในจุดนี้ก็ต้องตกลงกันก่อนการประลอง ไม่เช่นนั้นก็จะถือว่าใช้โซได้ไม่ผิด

 

            วิลเลียมและไลนัสยืนเตรียมตัวอยู่ห่างกันระยะประมาณห้าสิบก้าว

            กรรมการในการประลองก็คือมาร์คัส ส่วนหน้าที่ฝ่ายพยาบาลก็ตกเป็นของเรนนีไปตามระเบียบ คนอื่นเป็นผู้ชมคอยจับตามองและให้กำลังใจอยู่ด้านข้าง

            วิลเลียมกำลังตั้งสมาธิปลุกปลอบใจตัวเอง...

            เขาจำเป็นต้องชนะการประลองในคราวนี้ เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำเอาไว้ และเพื่อให้แคสซานดราเข้าร่วมกลุ่มได้

            อีกทั้ง...เขาต้องแสดงฝีมือให้คนอื่นเห็นบ้าง จะเป็นหัวหน้าแต่เพียงในนาม เพราะพระราชาแต่งตั้งมา หากแต่ลูกน้องไม่เคารพยกย่อง หรือไม่เชื่อถือในความสามารถ ก็คงไม่ใช่เรื่องดี

            ถ้าเขาแพ้ขึ้นมา ไลนัสก็จะยิ่งได้ใจ แคสซานดราอาจลงมือทำอะไรบางอย่าง แต่ถ้าเขาให้นางช่วยในเรื่องนี้อีก ก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว

            วิลเลียมเชื่อว่าตนเองเก่งขึ้นมากพอแล้วจึงได้กลับมายังลูซแวร์ หากเขาไม่มีความมั่นใจ คงไม่มายืนอยู่ตรงนี้

            ชายหนุ่มตระหนักในเหตุผลทั้งหลายเหล่านั้นเป็นอย่างดี แต่เมื่อถึงเวลาประลอง... เขาก็ต้องละทิ้งทุกสิ่งไปชั่วคราว...

            เขาต้องลืมเลือนทุกอย่างไป...

            ไลนัสมองคู่ต่อสู้ของตนอย่างย่ามใจ ดูอย่างไรหมอนั่นก็ไม่มีอะไรพัฒนาขึ้นเลยสักนิด ก็แค่อาศัยหน้าตาที่บังเอิญเหมือนเจ้าชายอาเธอร์วางอำนาจไปวันๆ ทำตัวเป็นคนสำคัญเหมือนเมื่อก่อนเท่านั้นเอง

            คนที่ไม่พยายามทำอะไรเลยอย่างหมอนั่น...ไม่มีทางเก่งขึ้นได้อยู่แล้ว

            ชายหนุ่มวางธนูที่คล้องติดตัวไว้ลงบนพื้น...

            แค่ประลองกับวิลเลียม อาศัยดาบเดียวก็คงพอ...

            ทันทีที่มาร์คัสให้สัญญาณเริ่มการประลอง ไลนัสก็ออกตัววิ่งเข้าหาวิลเลียม

            เขาเงื้ออาวุธขึ้น เตรียมออกกระบวนท่าโจมตี

            วิลเลียมยังคงยืนนิ่ง...รอคอยโอกาส...

            เมื่อไลนัสเข้ามาอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม เขาก็ซัดมีดขว้างออกไป

            ไลนัสเห็นประกายของมีคมพุ่งเป้ามาที่เท้าของตนก็ก้าวกระโดดหลบ จังหวะการเคลื่อนที่อาจผิดจากเดิมไปบ้าง แต่เขาก็ยังโถมตัวและอาวุธเข้าใส่ศัตรูไม่เปลี่ยนแปลง

            ชายหนุ่มหมายมั่นจะเอาชนะโดยไว จนยอมให้ตัวเองมีบาดแผลได้บ้าง อย่างไรถ้าหากโจมตีเข้าสู่จุดตายของอีกฝ่ายได้ก่อน เขาก็จะเป็นผู้ชนะ

            ตอนนี้ไลนัสและวิลเลียมอยู่ในวงรัศมีที่ปลายดาบของแต่ละคนจะฟาดฟันเข้าใส่กันได้แล้ว ทว่ามีเพียงไลนัสที่จับอาวุธมั่นในมือ ส่วนมือของวิลเลียมยังคงว่างเปล่า ดาบและมีดของชายหนุ่มยังคงสะพายอยู่ที่เอว

            ไลนัสไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น วาดดาบเฉียงเข้าใส่ลำคอของคู่ต่อสู้เต็มเหนี่ยว ด้วยกระบวนท่าที่รวดเร็วและแม่นยำของเขานี้ยากจะมีผู้ใดสามารถหลบทัน

            ทว่าวิลเลียมกลับทำสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมาย แทนที่จะเคลื่อนที่หลบ ชายหนุ่มกลับก้าวคืบหน้าเข้ามาเหมือนจะเอาตัวมารับดาบนั้น แต่ชั่วพริบตาที่ทุกคนกำลังหวั่นว่าเขาจะเป็นอะไรไปหรือไม่ วิลเลียมก็หมุนตัวอ้อมมาอยู่ข้างหลังไลนัสแทน

            มีดที่เข็มขัดเปลี่ยนมาอยู่ในมือ เขาตวัดมันกลับหัน ด้านคมของอาวุธนั้นไปจ่ออยู่ที่ลำคอของไลนัสในฉับพลัน แทบไม่มีผู้ใดมองทัน

            ขณะเดียวกันนั้น ไลนัสได้แต่ยืนค้างท่าเดิม ปลายดาบที่ตอนแรกหมายจะฟันเข้าใส่วิลเลียมกลับพบแต่ความว่างเปล่าที่เบื้องหน้า หากเขาขยับตัวมากกว่านี้ไปแม้เพียงนิดเดียวก็มีสิทธิ์ที่เลือดจะต้องไหลซิบเพราะมีดที่จ่ออยู่ตรงคอได้

            “ว...วิลเลียมเป็นฝ่ายชนะ!

            มาร์คัสประกาศเมื่อรู้ตัวว่าต้องทำหน้าที่ ไม่เช่นนั้นผู้ประลองทั้งสองก็คงต้องค้างอยู่ในท่านั้นกันต่อไป เขายังตื่นตะลึงกับการเคลื่อนไหวของวิลเลียมไม่หาย

            วิลเลียมค่อยชักพาอาวุธของตนกลับคืนสู่ที่ของมัน

            “มีดเล่มนั้น...” ไลนัสเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นอาวุธที่วิลเลียมใช้เอาชนะตนได้

            “มีดเล่มเดียวกับที่ข้าใช้ในการประลองครั้งก่อนนั่นแหละ” วิลเลียมแถลงไขให้เขา ประหนึ่งทราบดีว่าไลนัสต้องการจะถามอะไร “แต่ครั้งนี้ข้าไม่ได้ใช้โซด้วยหรอกนะ”

            ไลนัสหันมาเผชิญหน้าวิลเลียม นัยน์ตาสีแดงมองชายหนุ่มอย่างขุ่นเคืองไม่หาย ใจนึกอยากเถียงแต่ก็ต้องยอมรับว่า ในครั้งนี้ มีดนั้นเป็นแค่อาวุธธรรมดา

            “แล้วการเคลื่อนไหวนั่น...”

            “ก็แค่อะไรที่ข้าไปฝึกมานิดหน่อยระหว่างที่ไม่อยู่ที่ลูซแวร์” วิลเลียมบอก

            ก้าวย่างตลบหลัง...

            ชื่อวิชาหนึ่งผุดขึ้นมาในสมองของไลนัส เขาเคยได้ยินชื่อวิชาฝ่ายอธรรมนี้ และพอทราบรายละเอียดของมันอยู่บ้าง แต่เคยมีผู้ใดนำมาใช้ให้เขาเห็นกับตา ทว่าพอคิดดูแล้ว การเคลื่อนไหวเมื่อครู่ของวิลเลียม ที่ก้าวเข้ามาเหมือนจะรับคมอาวุธจะที่จริงแล้วกลับย้ายไปอยู่ด้านหลังของคู่ต่อสู้ได้อย่างน่าเหลือเชื่อนั้นตรงกับคำบรรยาย ก้าวย่างตลบหลังที่เขาเคยได้ยินมาไม่มีผิด

            คิดได้เช่นนั้นแล้ว ไลนัสก็กล่าวหาทันที

            “เจ้าใช้ ก้าวย่างตลบหลังใช้วิชาของพวกโจร วิชานอกรีตของพวกนักฆ่า...”

            “ท่านไลนัส” มาร์คัสพูดขึ้น “ข้าเคยเห็น ก้าวย่างตลบหลังของจริงมาแล้ว ที่ท่านวิลเลียมใช้ไม่ใช่วิชานั้นหรอก”

            “แต่ว่า...”

            “เชื่อข้าสิ ก้าวย่างตลบหลัง ที่จริงไม่ได้ร้ายกาจขนาดนั้นหรอกท่าน วิชานั้นเป็นวิชาพื้นเพ ไม่อาจเคลื่อนผ่านการโจมตีที่แทบไม่มีช่องโหว่งของท่านไปได้หรอก”

            “แล้วที่หมอนั่นใช้ มันคืออะไรกัน มายาลวงตาอย่างนั้นรึ”

            ต่อให้เป็นมาร์คัสผู้อาสุโวที่สุดในกลุ่มเป็นคนพูดก็จริง ไลนัสที่กำลังเดือดอยู่ก็ยากที่ใครจะหยุดได้

            “นั่นไม่ใช่เวทมนตร์หรือมายาใดๆ เช่นกัน ถ้าเป็นเวทมนตร์ข้าต้องดูออก” นักเวทบอก “ถ้าท่านอยากรู้ว่าเป็นวิชาอะไร คงต้องถามท่านวิลเลียมดูเองแล้ว”

            ทุกคนหันมามองวิลเลียมโดยพลัน

            ชายหนุ่มผู้ชนะการประลองได้แต่ยิ้มแหย พลางบอก

            “วิชานี้ข้าลองฝึกมั่วๆ เอาเอง ชื่อวิชาเพราะๆ ข้ายังไม่ได้คิดไว้หรอก”

            คำตอบที่เหมือนไม่อยากเฉลยนั้นเป็นที่เข้าใจได้ ถ้ามีวิชา อาวุธ หรืออาจารย์ดีๆ ใครๆ ก็คงหวงไม่อยากบอกต่อกันเท่าไรนัก เมื่อคนอื่นได้ยินวิลเลียมเช่นนี้แล้วจึงคิดว่า เขาไม่อยากบอกจริงๆ ก็จึงไม่ถามต่อ

            พอมีเวลาให้หยุดคิดบ้าง ไลนัสเองก็เหมือนจะเย็นลงแล้ว ถึงเขาจะยังไม่พอใจวิลเลียมอยู่เช่นเดิม แต่เมื่อเป็นฝ่ายแพ้ก็ต้องยอมรับผลของการประลอง ชายหนุ่มสอดดาบคืนสู่ฝัก เอ่ยบอกว่า

            “ครั้งนี้ถือว่าข้าประมาทเจ้าไปหน่อย”

            แล้วเดินผ่านวิลเลียมไปหยิบธนูที่วางไว้บนพื้นก่อนเริ่มการประลอง คล้องธนูกับตัว จากนั้นก็กลับไปรวมกลุ่มกับแดเนียลที่เตรียมคำพูดปลอบใจให้ไว้เพื่อนแล้ว

            “เจ้าทำได้ดีมาก...”

            “ไม่ต้องพูด”

            คนเพิ่งแพ้มาบอกเสียงนิ่ง ราบเรียบเสมอกัน ฟังดูไม่เฉียบขาดหรือเป็นเชิงสั่งแบบที่ปรกติชอบใช้ แต่นั่นก็ยิ่งทำให้แดเนียลรู้ว่า ควรเงียบ แล้วปล่อยเวลาให้อีกฝ่ายทำใจดีกว่า

            ชายหนุ่มผมเงินตั้งต้นออกเดินนำ เขาไม่อยากให้ใครมาสังเกตสีหน้าเขาในตอนนี้ เพราะแม้จะไม่มีน้ำตา เขารู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังร้องไห้อยู่

            ต่อให้พอจะยอมรับความพ่ายแพ้ หรือพยายามเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเผชิญ แต่ถึงอย่างไร ไลนัสก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า วิลเลียมนั้นขี้โกง... ขี้โกงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนจากเมื่อก่อนเลยสักนิด...

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

626 ความคิดเห็น

  1. #512 ฝนธารา (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2554 / 13:48
    เกลียดไลนัสจัง เห็นใครดีกว่าไม่ได้
    #512
    0
  2. #401 p.t.dreamm (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2553 / 23:31
    ไลนัสเหมือนโดนคนเขียนแกล้ง...
    จริงๆ ก็ดูเป็นคนดี แต่ทำไมบทถึงโยนมาให้น่าสงสารอย่างนั้นล่ะ ทำให้ดูเป็นตัวร้ายกลายๆ ง่า...
      
    #401
    0
  3. #400 yuhankung (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2553 / 23:29

    วิลเลียมขี้โกงตรงไนยะ? ตัวเองแพ้เค้าแล้วก็คือแพ้สิ ทำมาเป็นโวยวายนะไลนัส

    ชอบประโยค "ทีนี้มีใครจะขวางไม่ให้ข้าคุยกับวิลเลียมอีกไหม" สมกับที่เป็นแคสจริงๆ มั่นใจในตัวเองสุดๆอ้ะ

    #400
    0
  4. #395 lovely_luv (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2553 / 16:27
    ประโยคที่อยู่ในความคิดสุดท้ายของไลนัสทำให้รู้สึกสงสารไลนัสพิกลแหะ
    #395
    0
  5. #394 นักฆ่าเนตรอัคคี (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2553 / 13:17

    จะไปปราบแม่มดหรือไปป่วนอะไรเนี่ย

    #394
    0
  6. #393 Nightmaress (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2553 / 06:15
    ไลนัส หัวดื้อและทรนงตนแบบนี้ ไม่มีแววของการเป็นผู้นำที่ดีและชาญฉลาดเลย

    ถ้าออกศึกแล้วเป็นหัวหน้า หรือแม่ทัพ คงมีแต่ย่อยยับ และพาลูกน้องไปตายเท่านั้น

    ปล.อยากอ่านตอนใหม่แล้ว T-T
    #393
    0
  7. #391 eiawii (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 / 19:45
    สนุกมากครับ
    #391
    0
  8. #390 คนไม่จริงจัง (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 / 18:12
       ทีนี้มีใครจะขว้าง(ขวาง)ไม่ให้ข้าคุยกับวิลเลียมอีกไหม แคสซานดราหันไปถามคนที่เหลือ อันได้แก่ไฮเดน มาร์คัส และโรซาลินด์
    #390
    0
  9. #388 nitt-ayacinth (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 / 17:21
    คนเราจะไม่ชอบหน้าทำอย่างไรก็ไม่ชอบเนอะ สงสัยต้องรอให้วิลเชือดเนื้อเถือหนัง หรือตายแทนก่อนหรือไงถึงเลิกอคติได้

    แคสมาแล้ว วูปปี้ คาเนส วาเรนก็มาด้วย
    #388
    0