THe Superman

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 157,757 Views

  • 776 Comments

  • 4,921 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    5,337

    Overall
    157,757

ตอนที่ 57 : ลัทธิ ?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10564
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 792 ครั้ง
    20 มิ.ย. 61

หยางหลิวกลับไปถึงห้อง ในมือถือจดหมายซองหนึ่ง เขากำลังเพ่งพินิจพิจารณาลวดลายบนซองกระดาษนี้ ถึงแม้ว่าหยางหลิวจะไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะ แต่เขาก็พอมองออกว่าซองจดหมายนี้แสดงถึงความหนักแน่น และแข็งแกร่ง


หยางหลิวค่อย ๆ แกะซองออกมาดูจดหมายที่อยู่ข้างใน หลังจากเขาลองอ่านข้อความในจดหมายก็พอเข้าใจได้คร่าว ๆ ว่า คนผู้นี้ที่ส่งจดหมายมา มีจุดประสงค์คือชักชวนหยางหลิวให้เข้าร่วมการแข่งขันการต่อสู้


เนื่องจากเมื่อไม่กี่วันก่อน บังเอิญว่าบุคคลผู้นี้เดินผ่านมาที่ภัตตาคารโจวซือในวันที่มีปัญหาทะเลาะวิวาทพอดี ซึ่งวันนั้นเขาได้เห็นหยางหลิวใช้ความสามารถด้านการต่อสู้จัดการอันธพาลไป 2คน อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วินาที


เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้เขารู้สึกประทับใจหยางหลิวเป็นอย่างยิ่ง และคิดว่าอยากเชิญหยางหลิวให้ไปเข้าร่วมงานต่อสู้ที่จะจัดขึ้นในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า ถ้าหยางหลิวไม่รังเกียจสามารถที่จะเข้าร่วมได้ โดยต้องไปลงทะเบียนภายในสามวัน


นอกจากนี้ภายในซองจดหมายยังมีสิ่งของอีกสองชิ้น หนึ่งคือกระดาษที่มีลักษณะเป็นแผนที่คล้ายบอกใบ้ว่าสถานที่ลงทะเบียนอยู่ที่ไหน และอีกหนึ่งคือบัตรเชิญเข้าร่วม


หยางหลิวเห็นว่าการแข่งขันนี้ค่อนข้างน่าสนใจสำหรับตัวเขาเช่นกัน เพราะว่าตั้งแต่เรื่องเมื่อเดือนก่อน จิ่นลี่ให้ลูกน้องของเขามาลอบทำร้ายหยางหลิว ทำให้หยางหลิวรู้สึกถึงความสำคัญของทักษะการต่อสู้ อีกทั้งตอนนี้เขายังไม่ค่อยมีประสบการณ์ด้านการต่อสู้เท่าไหร่


ถ้าจะให้สรุปในเรื่องความสามารถ ในตอนนี้หยางหลิวมีความสามารถด้านกีฬาอยู่ที่ระดับเริ่มต้น และเมื่อรวมกับทักษะย่อยด้านการต่อสู้ หยางหลิวพบว่าตอนนี้ทักษะย่อยด้านการต่อสู้มาถึงขีดจำกัดของระดับ 0 แล้ว หรือก็คือ ทักษะย่อยด้านการต่อสู้อยู่ในระดับ 0 และค่าประสบการณ์อยู่ที่ 100.00 %


ดังนั้นนอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว สิ่งที่ทำให้หยางหลิวสนใจในคำเชิญชวนก็คือ หยางหลิวจะได้ทดสอบว่า ทักษะย่อยด้านการต่อสู้ในระดับ 0 ที่มีค่าประสบการณ์อยู่ที่ 100.00 % จะเพียงพอที่จะชนะคนอื่น ๆ หรือไม่ และนั่นยังเป็นตัวชี้วัดว่า หยางหลิวจำเป็นต้องทำลายขีดความสามารถให้เลื่อนขั้นเป็นระดับ เริ่มต้นหรือไม่


และบังเอิญหยางหลิวได้รับบัตรเชิญนี้ ทำให้เขาตระหนักถึงเรื่องนี้ และจะได้พิจารณาว่าควรใช้เงินจำนวน 50,000หยวน ในการซื้อทักษะย่อยนี้ดีหรือไม่

...


ในวันที่ 9 มิถุนายน หยางหลิวตื่นขึ้นมาเช้ายิ่งกว่าเมื่อวาน เหตุผลก็เพราะว่าในวันนี้เขาต้องตื่นมาทำข้าวกล่องสำหรับคนสองคน หนึ่งคือของเขาเอง และอีกหนึ่งคือของลู่เอิน


ปกติแล้วหยางหลิวมักจะไม่ค่อยมีความสุขสำหรับการทำอาหารเพราะว่าต้องทำเป็นประจำ ทำให้เขาค่อนข้างรู้สึกเบื่อหน่าย ยิ่งถ้าเขาไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องเงินทอง หยางหลิวจะเลิกทำงานเป็นเชฟ และไม่ยุ่งเกี่ยวกับอาชีพนี้อีก


ทว่าสำหรับเมื่อใดก็ตามที่หยางหลิวได้ลงมือทำอาหารให้กับลู่เอิน หยางหลิวมักจะมีความสุขมากเป็นพิเศษ และใส่ใจในการทำอาหารมากขึ้น ซึ่งทำให้อาหารที่ทำออกมา มีรสชาติอร่อยกว่าที่เขาทำในเวลาปกติหลายเท่า


หลังจากหยางหลิวเตรียมทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็ออกเดินทางเช่นเดิม คือใช้รถแท็กซี่


ครั้งนี้หยางหลิวสามารถจดจำเส้นทางและตำแหน่งคร่าว ๆ บางส่วนในมหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ และมีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจน ทำให้เขาไม่หลงทางเหมือนเมื่อวาน


หยางหลิวและลู่เอินมาเจอกันในตอนเช้า พวกเขาทั้งคู่ต่างมีเวลาพูดคุยกันเล็กน้อย จากนั้นทั้งสองคนก็เดินเข้าห้องสอบ


ในช่วงเช้าของวันนี้เป็นการสอบวิชาภาษาจีน


แม้ว่าจะเป็นวิชาภาษาจีน ซึ่งทุกคนที่เข้าสอบเป็นคนจีน และใครหลาย ๆ คนคิดว่าจะเป็นวิชาสอบที่ง่ายที่สุดในบรรดา 4วิชา (คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน วิทยาศาสตร์) แต่ทุกคนคิดผิดถนัด !


การสอบวิชาภาษาจีน ไม่ใช่แค่การสอบเรื่องหลักภาษาจีน การใช้ภาษาจีนเท่านั้น แต่เป็นการผนวกรวมด้านประวัติศาสตร์ของจีนเข้าไปด้วยเช่นกัน


ดังนั้นการสอบในครั้งนี้ถือว่าเป็นการสอบที่ยากที่สุดสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งเลยก็ว่าได้


แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันหาใช่เป็นปัญหาของหยางหลิวไม่


ย้อนกลับไปเมื่อครั้งก่อน หยางหลิวได้นำตัวอย่างข้อสอบที่ลู่เอินให้มาทดลองทำดู ผลปรากฏว่าคะแนนที่ได้ก็ยังคงสูงมากถึง 95คะแนน


ดังนั้นการสอบในครั้งนี้หยางหลิวก็ยังคงไม่มีความกังวลแม้แต่น้อย


หยางหลิวเริ่มทำข้อสอบเมื่อเวลา 9.00น. แต่เพียงแค่ผ่านไป 15นาทีเท่านั้น หยางหลิวก็ทำข้อสอบเสร็จเรียบร้อย และนอนฟุบหลับเช่นเดิม


สาเหตุหนึ่งหยางหลิวทำข้อสอบเร็วมากในทุกครั้ง เป็นเพราะว่าหยางหลิวเวลาทำข้อสอบ เขาไม่เคยคิดจะทวนข้อสอบซ้ำเหมือนกับอัจฉริยะคนอื่น ๆ ว่าพวกเขาเหล่านั้นทำถูกหรือผิด และต้องแก้ไขหรือไม่ หยางหลิวเพียงแค่ทำ และดูว่าข้อไหนคิดว่าถูกหยางหลิวก็ฝนคำตอบลงไป ไม่ได้สนใจว่าเขาต้องทำได้เต็มหรือไม่เต็ม แค่คะแนนที่ได้ ทำให้สามารถเข้าคณะที่เขาอยากเข้าก็เพียงพอแล้ว


แต่ถ้าคิดถึงความสามารถของระบบในตอนนี้ เพียงแค่หยางหลิวตั้งใจกว่านี้หน่อยก็คงได้คะแนนเต็มเป็นอย่างน้อย


ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะหยางหลิวได้รับความสามารถที่ทำให้เขาเหมือนเป็นอัจฉริยะแล้ว หยางหลิวจึงไม่คิดที่จะสนใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนั้นอีก


แม้ว่าทุกวิชาหยางหลิวจะทำได้แค่ 70 จาก 100 คะแนนก็ไม่เป็นไร ขอแค่เพียงเขาสามารถผ่านเข้าไปยังมหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ก็พอ


แต่ว่าการกระทำของหยางหลิวทำให้หลายคนรู้สึกมีปัญหากับหยางหลิว เช่น ช่างลี่ อาจารย์คุมสอบของห้องที่หยางหลิวกำลังสอบอยู่ ซึ่งการแสดงออกของหยางหลิวสื่อให้เห็นว่าหยางหลิวดูเป็นเด็กขี้เกียจ และเหลวไหลคนหนึ่ง ในฐานะที่ช่างลี่เป็นอาจารย์ และเขาค่อนข้างมีจิตใจกระตือรือร้นต่อเรื่องนี้มากนัก เขาสังเกตหยางหลิวเป็นเวลาถึงสองวันแล้ว หยางหลิวไม่แสดงถึงความรู้สึกที่จะตั้งใจทำข้อสอบออกมาเลย สิ่งที่ช่างลี่สังเกตได้ มีเพียงหยางหลิวเปิดกระดาษคำถามแต่ละหน้า มองชั่วขณะหนึ่ง จากนั้นก็ลงมือฝนคำตอบลงไป หยางหลิวทำเช่นนี้อย่างรวดเร็ว ซึ่งที่หยางหลิวแสดงออกมาไม่เหมือนกับว่าเป็นการทำข้อสอบ แต่เป็นการเดาข้อสอบเสียมากกว่า


ในใจของอาจารย์ช่างลี่ มีอคติต่อหยางหลิวเป็นอย่างมาก เขาไม่คิดว่าหยางหลิวจะเป็นเด็กที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งแห่งนี้ได้ แต่เขาก็ยังจดจำท่าทาง ลักษณะรูปร่างหน้าตาของหยางหลิวได้เป็นอย่างดี เพราะตั้งแต่เรื่องเมื่อวานที่มาสาย หรือลักษณะการทำข้อสอบล้วนเป็นเอกลักษณ์ แม้ว่าจะผ่านไปอีกสิบปีช่างลี่ก็คงไม่ลืมหยางหลิว


...


หลังจากสอบเสร็จหยางหลิวก็ถูกปลุกขึ้นมาโดยอาจารย์ช่างลี่


อาจารย์ช่างลี่เห็นท่าทางงัวเงียของหยางหลิวขณะตื่นขึ้นมา จิตใจของเขาก็เริ่มพลุ่งพล่านไปด้วยความรู้สึกโกรธ และไม่พอใจ


ใจหนึ่งช่างลี่รู้สึกอยากจะอบรมสั่งสอนหยางหลิว ทว่าอีกใจหนึ่งเขาก็รู้สึกไม่ถูกต้อง การจะอบรมสั่งสอนหยางหลิวในตอนนี้ค่อนข้างที่จะไม่เหมาะสมอยู่หลายประการ หนึ่งหยางหลิวเป็นเพียงนักเรียนที่เข้ามาสอบไม่ใช่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง สองเขาไม่มีสิทธิ์ในการสั่งสอนหยางหลิวเพราะมันไม่ใช่หน้าที่ของเขา และสามในเวลานี้เป็นช่วงของการสอบซึ่งขณะนี้สมควรเป็นเวลาพักและรอเตรียมตัวสอบในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า ถ้าเขารั้งตัวหยางหลิวไว้นั่นจึงไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง


พอช่างลี่คิดได้ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะจากไป โดยไม่ได้พูดอะไร


ส่วนทางด้านหยางหลิวเองนั้นก็ไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกติอะไร ทั้งสองคนจึงเสมือนคนที่เดินสวนทางกันและไม่ได้รู้จักกัน


“ นี่ ! ออกไปข้างนอกได้แล้ว ” เสียงสดใสของผู้หญิงเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหน้าของหยางหลิว ลู่เอินชวนเขาออกไปข้างนอกห้องสอบ


“ ตกลง ! จะว่าไปวันนี้ผมเตรียมข้าวกล่องมาให้เรียบร้อยแล้วนะ ” หยางหลิวเห็นลู่เอินเดินมา เขาจึงพูดเรื่องข้าวกล่องและทำท่าทางชวนเธอไปกินข้าวด้วยกัน


“ จริงเหรอ !? ” ท่าทีที่ลู่เอินแสดงออกมาไม่ผิดจากที่หยางหลิวคาดคิดไว้ ลู่เอินค่อนข้างตื่นเต้น และดีใจ เธอรู้สึกว่าหยางหลิวเอาใจใส่เธอไม่น้อย ทำให้เธอรู้สึกว่าหน้าตัวเองเกิดอาการแดงขึ้นมาบ้างเล็กน้อย


หนึ่งหนุ่ม หนึ่งสาวเดินไปยังสถานที่พักผ่อนซึ่งไม่ค่อยมีผู้คนมากนัก


หยางหลิวนำข้าวกล่องออกมา แม้ว่าจะสูญเสียความร้อนไปแล้ว แต่ทว่าเรื่องกลิ่น และรสชาติยังดีดังเดิม แม้แต่ลู่เอินที่ไม่ค่อยจะชอบพูดชมหยางหลิวตรง ๆ แต่พอได้ทานอาหารฝีมือหยางหลิว ก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกมา ทำให้หยางหลิวรู้สึกเคอะเขินมีความสุขเป็นอย่างมาก


ตั้งแต่หยางหลิวได้พบกับลู่เอิน เธอได้ส่งอิทธิพลมายังหยางหลิวหลายเรื่อง โดยเฉพาะเมื่อลองคิดถึงลักษณะนิสัยของหยางหลิว อันที่จริงเขาไม่ใช่คนประเภทที่มีความทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูงสักเท่าไหร่ หยางหลิวเพียงแค่หวังอยากจะมีชีวิตเรียบ ๆ ง่าย ๆ มีความสุขกับคนที่เขารัก มีความสุขกับครอบครัวของเขา


ดังนั้นถ้าสมมติว่าในชีวิตนี้ หยางหลิวไม่ได้เจอลู่เอิน เขาก็คงไม่ต้องดิ้นรนที่จะเป็นเชฟชั้นสูง ไม่ต้องดิ้นรนพยายามให้มีชื่อเสียงเงินทอง เพียงแค่ใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ มีความสุขอยู่กับครอบครัว นั่นก็นับว่าเขาประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว


แต่ทว่าชีวิตของคนเราไม่ได้มีอะไรง่ายดายขนาดนั้น โชคชะตาชอบเล่นตลกกับชีวิตคนเราเสมอ ในวันที่หยางหลิวสิ้นหวังในทุกอย่าง จู่ ๆ ก็มีความหวังใหม่ปรากฏขึ้นมา ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปเมื่อหยางหลิวมีโอกาสได้ย้อนเวลากลับมายังวัยหนุ่มสาวอีกครั้ง และนั่นทำให้มุมมองชีวิตของเขาเปลี่ยนไป


มุมมองของหยางหลิวที่มีต่อโลกใบนี้ค่อนข้างแตกต่างกับช่วงที่เขายังเป็นเด็กหนุ่ม


แต่ก่อนสิ้นหวัง เดี๋ยวนี้มีหวัง


ทว่ายังมีต้องมีเงื่อนไขหนึ่งที่สำคัญต่อหยางหลิวอยู่


นั่นคือลู่เอิน !


ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม หยางหลิวจะตั้งใจเต็มที่เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลู่เอินเท่านั้น


นี่นับเป็นปัญหาอยู่บ้าง การยึดถือบุคคลหนึ่ง ๆ ให้เป็นศูนย์กลางของจิตใจมีทั้งผลดี และผลเสีย


ซึ่งคล้ายกับเรื่องราวของศาสนา หรือลัทธิต่าง ๆ


เมื่อมองไปยังหยางหลิว จะพบว่าเขาค่อนข้างงมงายยึดติดกับลู่เอิน ไม่ว่าอะไร ๆ ก็มีแต่ลู่เอิน มองลู่เอินเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ เหมือนเป็นลัทธิลู่เอินก็มิปาน


แต่ทว่าการยึดติดเช่นนี้ก็ไม่ใช่ว่าไม่ดี เพียงแต่ถ้าวันหนึ่ง ลู่เอินหายไป หยางหลิวจะทำเช่นไร ?



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 792 ครั้ง

11 ความคิดเห็น

  1. #719 karn1236789 (@karn1236789) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 01:55
    หวังว่าคงไม่หักมุมให้ลู่เอินออกจากชีวิตหยางหลิวหรอกนะครับ.ถ้าเป็นแบบนั้ยเศร้าแย่เลย😂😂😂
    #719
    0
  2. #591 Jonhsamit (@Jonhsamit) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2561 / 01:38

    ขอโทษคราบลืมเม้นเลยอ่านเพีน

    #591
    0
  3. #581 29212990 (@29212990) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2561 / 19:45
    ขอถามหน่อยหยางหลิว พ่อแม่&ผู้หญิงเอ็งจะเลือกใคร เอ๊ะ...ถามไรท์ดีกว่า หุหุหุ5555
    #581
    2
    • #581-1 wotrasit (@wotrasit) (จากตอนที่ 57)
      12 เมษายน 2562 / 21:51
      จากที่อ่านมาผู้หญิง1000% ขนาดอายุ30
      #581-1
    • #581-2 Black_centaur (@Black_centaur) (จากตอนที่ 57)
      21 เมษายน 2562 / 03:56
      เลือกพ่อแม่ครับ ลองไล่ไปอ่านช่วงหลัง ๆ จะเห็นว่าหยางหลิว... นั่นแหละครับ
      #581-2
  4. #580 29212990 (@29212990) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2561 / 19:38
    หยางลี่ทำไมเป็นคนอย่างนี้นะ
    #580
    0
  5. #539 jacquie96 (@jacquie96) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2561 / 20:39
    อยู่กับอาหารมานานน่าจะมีความรักให้อาหานมากกว่านี้นะ
    #539
    5
    • #539-1 Black_centaur (@Black_centaur) (จากตอนที่ 57)
      25 กรกฎาคม 2561 / 20:49
      แล้วแต่คนครับ
      ถ้าหากคนที่ไม่ได้ชอบอาหารจริง ๆ แต่ทำเพราะจุดประสงค์อื่น ก็ไม่ได้รักในอาหารขนาดนั้นครับ
      เหมือนคนที่ไปเรียนเชฟหลายปี แต่จู่ ๆ ก็เปลี่ยนสายงาน
      หรือบางคนเรียนสายวิทย์ แต่จบไปทำงานด้านศิลป์-ภาษาก็มีเยอะครับ
      #539-1
  6. #477 น้องพริกหวาน (@2228314) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2561 / 18:12
    อืมลู่เอินแค่เพื่อนจริงรึป่าวเนี้ย ถ้าติดแบบนี้ขนาดสอบในหัวไม่มีพ่อแม่พี่น้องเลยว่าจะให้เค้าภูมิใจ มีแต่หญิงจ้า
    #477
    1
    • #477-1 Black_centaur (@Black_centaur) (จากตอนที่ 57)
      3 กรกฎาคม 2561 / 21:54
      ผมแค่ไม่ได้เอ่ยถึงในช่วงแรกเฉย ๆ ครับ อีกอย่างที่เขียนเพราะโฟกัสในเรื่องความรักก็เท่านั้น ซึ่งมันก็เป็นความรักคนละแบบไม่ได้เกี่ยวข้องกัน

      ถ้าอ่านดี ๆ พระเอกค่อนข้างผูกพันกับครอบครัวพอสมควรนะครับ ย้ำว่าแค่ไม่ได้กล่าวถึงเท่านั้น เพราะที่หยางหลิวคิดมันคือเป้าหมายของมันเองก็เท่านั้น เรื่องครอบครัวก็เข้าใจกันดีอยู่แล้ว
      #477-1
  7. #469 linggaz (@linggaz) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2561 / 09:43
    ไม่คิดจะทำเพื่อพ่อแม่เลย?? ลู่เอินคงคลอดออกมามั่ง ติดขนาดนั้น โอ้โหห
    #469
    1
    • #469-1 Black_centaur (@Black_centaur) (จากตอนที่ 57)
      2 กรกฎาคม 2561 / 11:03
      อ่านไปเรื่อย ๆ ก่อนก็ดีครับ
      ในนี้ตัวเอกให้ความสำคัญกับลู่เอินมากก็จริง แต่สำหรับครอบครัว เขาก็ให้ความสำคัญมากเหมือนกัน

      ความรักของครอบครัว กับความรักแบบคนรักมันคนละอย่างกันครับ
      #469-1
  8. #436 Gnuh (@Gnuh) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2561 / 16:30

    ขอบคุณครับ

    #436
    0
  9. #358 PKO-PonGNengZ (@PKO-PonGNengZ) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2561 / 16:37
    หยางหลิว: ฮี!! ฮี!! ไม่มีฮีกุต้องตายแน่ๆ 😭😭😭
    #358
    0
  10. #165 Fikusa (@famedragonoy) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2561 / 11:24
    ก็กลับบ้านไปอยู่กินกับพ่อแม่นั่นแหละ
    #165
    0
  11. #159 Skiita (@Skiita) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2561 / 04:27

    บ้าหิ ดีๆนี้้เอง

    #159
    0