ไสหัวไปซะพระชายาบ้านนอก

ตอนที่ 36 : ส่งตัวเข้าหอ ( 2 )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,249
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 803 ครั้ง
    3 เม.ย. 64

ยามห้าย ( 21.00- 22.59 น.) ในห้องที่อยู่ฝั่งทางปีกซ้ายของตำหนักเป่าชางอัน สตรีในชุดเจ้าสาวสีแดงมีผ้าคลุมหน้าสีเดียวกันปิดบังใบหน้านั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้หวางฮวาหลีที่มีราคาสูงลิ่ว ประกายสีเหลืองทองที่วาววับในเนื้อไม้ทำให้เก้าอี้ตัวนี้ดูจะมีราคาสูงมากยิ่งขึ้นไปอีก หลานฮุ่ยเจินพยายามนั่งให้นิ่งที่สุด อย่างไรก็ตามสายตาของนางนั้นหาได้หยุดนิ่งไม่ นางกวาดสายตามองไปรอบๆห้องอันกว้างใหญ่และหรูหรานี้ ถ้าจะให้พูดกันตรงๆ ห้องนี้ก็คือห้องหอของนางกับเจ้าบ่าวนั่นเอง

ภายในห้องเงียบกริบ บุรุษที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างฝั่งตรงข้ามกับหญิงสาวนั้นไม่มีท่าทีว่าจะลุกขึ้นมาเปิดผ้าคลุมหน้า มาโอบกอดและจุมพิตเจ้าสาว หลานฮุ่ยเจินรอแล้วรอเล่า เวลาผ่านไปราวๆสองก้านธูป นางทนอยู่ในสถานการณ์ที่อึดอัดไม่ไหวจึงเอ่ยวาจาทำลายความเงียบขึ้น

 

“เฮ้อ! ท่านอ๋องแปด นี่ท่านไม่คิดจะเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวหรือไร?” 

 

“หึ!” ไป๋เฟยหมิงทำเสียงขึ้นจมูก

 

“ถ้าท่านไม่เปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว เช่นนั้นข้าจะเปิดเอง อึดอัดจะแย่ หายใจก็ลำบากเต็มที น่ารำคาญไปเสียหมด”

 

“มิใช่ว่าเจ้าได้ทำการเปิดผ้าคลุมหน้าเองไปแล้วหรือ ที่ห้องโถงพิธีการนั่นอย่างไรล่ะ”

 

หลานฮุ่ยเจินถอนหายใจ ตาเหลือบมองบน

 

“นี่ท่านอ๋องยึดถือธรรมเนียมพวกนี้อย่างเคร่งครัดด้วยหรือ ฝ่าบาทเพิ่งจะตรัสออกมาเองในวันนี้ว่าธรรมเนียมปฏิบัติทุกอย่างสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ หากท่านไม่เปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวให้ข้า ข้าก็จะเปิดเอง และในเมื่อข้าเปิดผ้าคลุมหน้าแล้ว ท่านเองก็ควรจะเปิดด้วย เพื่อเป็นการไม่เอาเปรียบสตรี”

 

“เจ้าว่าอย่างไรนะ ไม่เอาเปรียบสตรีเช่นนั้นหรือ ข้า…เอาเปรียบเจ้าด้วยเรื่องอันใด?”

 

“ท่านอ๋อง…ข้าอยากเห็นหน้าท่านชัดๆ อย่างน้อยข้าก็ได้ชื่อว่าเป็นพระชายา มีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะได้เห็นหน้าผู้เป็นสามีอย่างเต็มตา”

 

ไป๋เฟยหมิงรู้สึกว่าสตรีที่กำลังอ้างว่าตนเป็นพระชายานั้นช่าง…แปลก ประหลาด วิปลาส ดื้อด้านและใจกล้าบ้าบิ่นเสียจริงๆ

 

“หึ! ข้ากลัวเสียแต่ว่าพอเจ้าเห็นหน้าข้าเต็มๆแล้วเจ้าจะเก็บไปนอนฝันร้ายหรือไม่ก็เสียสติไปเลย”

 

“ท่านอ๋องอย่าได้กังวล ข้าเพียงแต่อยากจะดูให้แน่ชัดว่าท่านคือ…เอ่อ…” หลานฮุ่ยเจินชะงัก เพราะหากนางเอ่ยวาจาออกไปว่า เขาคือเยี่ยหลงหยวน เดี๋ยวเขาจะหาว่านางเพ้อเจ้อ เสียสติไปอีก

 

“หากเจ้ายังดื้อด้านอยากจะดูนัก ข้าก็จะเปิดให้เจ้าดู แล้วอย่าหาว่าข้าไม่เตือน” พูดจบไป๋เฟยหมิงก็กระชากผ้าสีแดงที่เขาใช้สำหรับปิดใบหน้าตั้งแต่ส่วนของจมูกลงมาจนถึงคางออก

 

       หลานฮุ่ยเจินนั้นเมื่อเห็นไป๋เฟยหมิงกระชากผ้าที่ใช้ปกปิดส่วนที่เป็นจุดด้อยบนใบหน้าของเขาทิ้งไป นางก็ดึงเอาผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงนั้นออกบ้าง นางไม่ถือเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติอยู่แล้วนี่ จะเปิดผ้าคลุมหน้าเองสักกี่รอบจะเป็นไรไป

 

       ไป๋เฟยหมิงที่แต่ก่อนนั่งห่างๆอยู่อีกฝั่งของห้องหออันกว้างใหญ่นั้น บัดนี้เขาลุกขึ้นและเดินตรงเข้ามาหาเจ้าสาวของเขาอย่างช้าๆ หลานฮุ่ยเจินเห็นดังนั้นก็ลุกจากเก้าอี้แล้วเดินเข้าหาบุรุษหนุ่มผู้เป็นเจ้าบ่าวของนางอย่างไม่หวั่นเกรง

 

“หึ! เป็นอย่างไรล่ะ ใบหน้าของพระสวามีของเจ้า พระชายาหลาน เจ้ายังนึกภูมิใจที่ได้เป็นพระชายาอยู่ไหม หรือว่าตกอกตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ?” ไป๋เฟยหมิงเย้ย ภายใต้แสงนวลๆของตะเกียงดวงใหญ่ ใบหน้าของเขาฉายชัดขึ้นจนหลานฮุ่ยเจินตะลึง ปากอ้า ตาค้าง ไป๋เฟยหมิงคิดว่านางก็คงจะเป็นเหมือนคนอื่นๆที่หวาดกลัวและรังเกียจเขา

 

“พิ…พี่…พี่หลงหยวนจริงๆด้วย” นางอุทานกับตัวเองเบาๆ

 

“หลงหยวนอันใดกัน เจ้าพูดถึงผู้ใด?” ท่านอ๋องอัปลักษณ์รู้สึกไม่สบอารมณ์นัก

 

หลานฮุ่ยเจินสะบัดศรีษะเบาๆเพื่อรวบรวมสติ ตอนนี้เขายังคงเป็นท่านอ๋องแปดอัปลักษณ์ ชาติต่อไปนั่นต่างหากล่ะเขาถึงจะเป็นเยี่ยหลงหยวน หนุ่มในฝันของสาวๆทั่วประเทศ

 

“ข้าขอถามเจ้าตรงๆ เหตุใดเจ้าจึงยอมมาแต่งงานกับข้า ซึ่งเจ้าก็คงจะพอได้ยินชื่อเสียงในทางไม่ดีของข้ามาบ้าง ผู้ใดบังคับขู่เข็ญเจ้า?”

 

หลานฮุ่ยเจินเดินไปด้านหน้าช้าๆเข้าหาบุรุษหนึ่งเดียวในห้อง

 

“ท่านอ๋อง…ท่านอ๋องแปด  ชื่อเสียงที่ท่านว่าเป็นชื่อเสียงในทางไม่ดีของท่านนั้นคือเรื่องรูปโฉมที่ผู้คนกล่าวว่า อัปลักษณ์ เท่านั้น แต่นั่นหาใช่ความผิดของท่าน คนเราไม่มีใครเลือกเกิดได้” หลานฮุ่ยเจินเอ่ยอย่างช้าๆ เนิบนาบ กิริยาท่าทางบ่งบอกว่านางรู้สึกผ่อนคลาย ไม่ได้ตึงเครียดแต่อย่างใด

 

“อย่าบอกนะว่า…จะ…เจ้า เจ้าไม่รังเกียจที่ข้าเป็นอย่างนี้”

 

ไป๋เฟยหมิงราวกับไม่เชื่อว่านางจะคิดหรือรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ

หลานฮุ่ยเจินส่ายหน้าเบาๆ

 

“ท่านอ๋อง นอกจากว่าข้าจะไม่รังเกียจที่ท่านเป็นแบบนี้ ข้ายังดีใจที่ได้เจอคนแบบท่าน ที่ข้าตัดสินใจยอมแต่งงานกับท่านก็เพราะใบหน้าที่เป็นอย่างนี้ของท่าน หากท่านอ๋องแปดนั้นมีรูปโฉมที่งดงามเป็นหนึ่งเหมือนกับองค์รัชทายาทและอ๋ององค์อื่นๆ ข้าเห็นทีว่าจะปฏิเสธไป แม้จะขัดราชโองการก็ตาม” หลานฮุ่ยเจินพูดไปก็เดินต่อไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ไป๋เฟยหมิงเองซะอีกที่เป็นฝ่ายถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว รู้ตัวอีกทีหลังเขาก็ชนกับฝาผนังซะแล้ว

 

“จะ…เจ้า เจ้าเสียสติไปแล้วหรือไร คงจะมีก็แต่สตรีวิปลาสเท่านั้นแหละที่อยากแต่งกับข้า”

 

หลานฮุ่ยเจินแอบหัวเราะคิกๆ ก่อนที่จะขยับเข้าไปประชิดตัวเจ้าบ่าวของนางให้มากขึ้น ตอนนี้ระยะห่างระหว่างนางและไป๋เฟยหมิงแค่คืบเดียวเท่านั้น หญิงสาวจ้องหน้าเขาตาเป็นมัน นางมองสำรวจเครื่องหน้าของชายหนุ่มอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไป๋เฟยหมิงเองนั้นให้รู้สึกอึดอัด เขาไม่ต้องการให้ผู้ใดได้เห็นความบกพร่องของเขาซึ่งๆหน้าแบบนี้

 

“ถอยไป” ไป๋เฟยหมิงออกคำสั่ง

 

หลานฮุ่ยเจินยอมถอยออกมาสามก้าวเพื่อให้ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพระสวามีไม่รู้สึกเกร็งและเครียดจนเกินไป

 

“หม่อมฉันต้องขออภัยท่านอ๋องหากหม่อมฉันกระทำสิ่งใดที่เป็นการเสียมารยาท แต่มีสิ่งหนึ่งที่หม่อมฉันต้องการบอกท่านอ๋อง คือ ใบหน้าของท่านอ๋องนั้น….”

 

“พอ…ไม่ต้องพูด” ไป๋เฟยหมิงไม่อยากทนฟังนางพูดวิจารณ์ใบหน้าของเขาอีกต่อไป มันคือจุดด้อย มันคือปมด้อย มันคือความเจ็บปวดที่สุดของเขา

 

“หม่อมฉันสามารถผ่าตัดแก้ไขใบหน้าให้ท่านอ๋องได้ ต่อจากนี้ไปท่านอ๋องก็จะมีใบหน้าที่ปกติเหมือนกับบุรุษอื่นๆ ไม่ต้องทนให้ผู้ใดมาดูถูกเหยียดหยามอีกต่อไป”

 

ไป๋เฟยหมิงไม่เชื่อสิ่งที่นางพูด เขาคิดว่านางพูดจาเหลวไหลเพราะเสียสติ สตรีที่สติดีๆที่ไหนจะยอมแต่งงานกับอ๋องแปดอัปลักษณ์กัน

 

“เพ้อเจ้อ เหลวไหล”

 

หลานฮุ่ยเจินลอบถอนหายใจเบาๆ อันที่จริงแล้วท่านอ๋องแปดไป๋เฟยหมิงนั้นน่าจะเป็นแค่โรคปากแหว่ง ไม่ได้เป็นเพดานโหว่ร่วมด้วย เพียงแต่ลักษณะของปากที่แหว่งนั้นอาจจะดูแหว่งมากไปสักหน่อย หน้าตาของเขาจึงกลายเป็นตัวประหลาดน่าเกลียดน่ากลัว แต่เคสแบบนี้ผ่าตัดแก้ไขได้ไม่ยาก ถึงแม้ว่าอะไรต่อมิอะไรจะไม่ง่ายเหมือนในโลกยุค 2021 ที่นางจากมา แต่สำหรับศัลยแพทย์มือหนึ่งอย่างอาจารย์หมอหลานแล้วนั้นมันง่ายกว่าผ่าตัดคลอดก็แล้วกัน

 

“ท่านอ๋องเพคะ หม่อมฉันพูดเรื่องจริงนะเพคะ วันนี้เกิดเรื่องไม่คาดคิดกับพระสนมหุยผิน  หากท่านอ๋องทรงได้ยินข่าวมาบ้างคงจะพอทราบว่า….” 

 

ก๊อกๆๆๆ

 

“พระชายา พระชายาหลานพะย่ะค่ะ นี่ก็ครบหนึ่งชั่วยามที่ท่านและท่านอ๋องแปดเข้าหอแล้ว ไม่ทราบว่า เอ่อ…เอ่อ…” ขันทีที่อยู่เวรในตำหนัก เป่าชางอันมาเคาะประตูเรียกด้วยความเกรงอกเกรงใจ หากว่าคู่บ่าวสาวกำลังอยู่ในห้วงของอารมณ์วาบหวามอยู่ล่ะ เขาจะมิได้ชื่อว่าได้กระทำการที่ไร้มารยาทหรอกหรือ

 

“ข้าไม่ได้มีอะไรทำหรอก พระสนมทรงตื่นแล้วหรือ เดี๋ยวขอเวลาข้าเปลี่ยนชุดสักหน้อย ข้าจะรีบตามไป”

 

“ขอบพระทัยพระชายา”

 

ไป๋เฟยฉีจัดให้คู่บ่าวสาวบรรลือโลกคู่นี้เข้าหอวันแรกที่พระตำหนัก เป่าชางอันเพราะเป็นสถานที่ที่อยู่ไม่ไกลจากตำหนักโม่ลี่ฮวาของหุยผินนัก หลานฮุ่ยเจินเป็นคนเสนอเองว่านางจะใช้เวลาอยู่ในห้องหอกับเจ้าบ่าวซึ่งก็คือท่านอ๋องแปดเพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้น จากนั้นจะขอออกจากห้องหอเร็วสักหน่อยเพื่อไปดูแลพระสนมหุยผินทั้งคืนโดยขอให้ขันทีในตำหนักคอยเตือนนางเรื่องเวลาด้วย เพราะธรรมเนียมการเข้าหอนั้นมิควรละเว้น อย่างน้อยเจ้าสาวกับเจ้าบ่าวก็ควรมีเวลาอยู่ด้วยกันสองต่อสอง หลานฮุยเจินนั้นไม่วางใจให้หมอหลวงหรือหมอหญิงคนใดดูแลสตรีคนแรกในไป๋ซ่านลี่ที่คลอดบุตรด้วยการผ่าตัดคลอด เพราะพวกเขาล้วนไร้ซึ่งประสบการณ์  ไป๋เฟยฉีเองก็เช่นกัน เขาเองก็ไม่รู้ตัวเองว่าเขาได้แอบยกย่องลูกสะใภ้คนนี้ว่าเป็นยอดสตรี

 

เพล้ง!

ถ้วยชากระเบื้องซึ่งทำจากวัสดุชั้นดีที่ประเมินค่ามิได้ถูกปาลงไปบนพื้นห้องอย่างแรงด้วยอารมณ์โทสะจนแตกกระจัดกระจายไปทั่วห้อง

 

“เจ้าว่าอย่างไรนะ เมื่อคืนเสด็จพ่อทรงให้พี่เก้าเข้าหอที่ตำหนักเป่าชางอันเช่นนั้นรึ?” องค์รัชทายาทแผดเสียงลั่น

 

       ใครๆต่างก็รู้ว่าพระตำหนักเป่าชางอันนั้นเป็นที่ส่วนพระองค์ของโอรสสวรรค์ แม้แต่ฮองเฮาและองค์รัชทายาทเองก็ไม่เคยมีโอกาสได้พักค้างคืนที่นั่น แต่นี่มันอันใดกัน เหตุใดเจ้าสัตว์ประหลาดอัปลักษณ์นั่นจึงได้รับสิทธิพิเศษเช่นนี้

 

“ทูลองค์รัชทายาท มีเสียงร่ำลืออย่างหนาหูว่า พระสนมหุยผินทรงคลอดลูกแฝดเองไม่ได้ เหล่าหมอหลวงนับร้อยต่างก็จนปัญญาที่จะช่วยได้ แต่พระชายาของท่านอ๋องแปดได้แสดงปาฏิหาริย์โดยการผ่าท้องคลอดให้ ตอนนี้ทั้งพระสนมหุยผินและพระโอรสแฝดนั้นต่างก็ปลอดภัย ฝ่าบาทเลยเห็นควรที่จะให้พระชายาอยู่ดูแลพระสนมให้ผ่านเมื่อคืนไปก่อน จึงทรงให้จัดห้องหอให้ท่านอ๋องแปดและพระชายาที่พระตำหนัก เป่าชางอันซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตำหนักโม่ลี่ฮวา พะย่ะค่ะ” ขันทีคนสนิทของไท่จื่อหนุ่มกราบทูลรายงานด้วยเสียงที่สั่นระริก เหล่าข้าราชบริพารในตำหนักต่างก็รู้ดีว่า เวลาที่องค์รัชทายาททรงกริ้วหรือไม่สบอารมณ์นั้นอย่าได้เข้าไปใกล้เด็ดขาด หากไม่จำเป็น

 

“บัดซบ!”

 

ไป๋เฟยหลงคำรามดังลั่น พระตำหนักเป่าชางอันนั้นมันเป็นที่ของโอรสสวรรค์ มันคือที่ที่เขาจะได้ครอบครอง เหตุใดเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นจึงได้ไปนอนค้างที่พระตำหนักนั้นก่อนเขาเสียอีก

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 803 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

694 ความคิดเห็น

  1. #348 แก้ว (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 19 เมษายน 2564 / 13:35

    คำก็สัตว์ประหลาด สองคำก็สัตว์ประหลาด ย้อนดูจิตใจและคำพูดตัวเองซักนิ๊ด ไม่เอาค่ะ ไม่พูดน้าาา(~_^)

    #348
    0
  2. #165 munmun (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 8 เมษายน 2564 / 09:15
    แค่ปากแหว่งไม่เห็นจะน่ากลัวอะไรเลย
    #165
    0
  3. #106 pennyZte (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 5 เมษายน 2564 / 18:37
    ไม่งงค่ะ พี่แปดตายแล้ว น้องเก้า เลยได้เป็นอ๋องที่8
    #106
    1
    • #106-1 ๋J.A.J.K.(จากตอนที่ 36)
      7 เมษายน 2564 / 21:49
      ขอบคุณมากๆค่ะ กำลังใจมาเต็ม
      #106-1
  4. #89 Winchaya (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 4 เมษายน 2564 / 22:08
    อยากจะบอกไรท์ว่าบางทีไรท์ก็เรียกพระเอกว่าอ๋องแปดบางทีก็เรียกอ๋องเก้า จนรีดงงแล้วนะคะ
    #89
    2
    • #89-1 pennyZte(จากตอนที่ 36)
      5 เมษายน 2564 / 18:31
      พี่แปด ตายแล้ว น้องเก้า เลยได้เป็น อ๋องที่8
      #89-1
    • #89-2 ๋J.A.J.K.(จากตอนที่ 36)
      7 เมษายน 2564 / 21:50
      ขอบคุณมากๆค่ะ
      #89-2