ไสหัวไปซะพระชายาบ้านนอก

ตอนที่ 35 : ส่งตัวเข้าหอ ( 1 )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,842
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 762 ครั้ง
    3 เม.ย. 64

 

“ขอแสดงความยินดีด้วยเพคะฝ่าบาท องค์ชายน้อยทั้งสองล้วนร่างกายแข็งแรง อีกทั้งหน้าตายังน่าเกลียดน่าชัง” หลานฮุ่ยเจินที่ล้างมือเสร็จแล้วเดินออกมาสมทบกับเหล่าบรรดาหมอหลวงทั้งสามและหมอหญิงทั้งสองที่เอาแต่ก้มหน้าทีเหลือบมองกันที

 

“เจ้า…เจ้าทำได้อย่างไร เจ้า…เจ้าเป็นหมอรึ   เออ…เจ้า  แล้วเจ้าชื่ออะไร?” ฮ่องเต้ไป๋เฟยฉียิงคำถามรัวๆ พระองค์ไม่รู้ว่าจะถามคำถามไหนก่อนดี ในหัวของโอรสสวรรค์ตอนนี้นั้นอัดแน่นไปด้วยคำถาม

 

“ฝ่าบาท…อยากจะทรงทราบคำตอบข้อไหนก่อนดีเพคะ?” หุยเยี่ยฮวาเอ่ยถามยิ้มๆ ถึงแม้ว่าใบหน้านางยังดูซีดเซียวไปบ้างแต่กลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขของผู้ที่เพิ่งได้รู้จักกับรักแรกพบ พระโอรสแฝดของนางนั้นช่างเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุด

 

“เอ่อ…เจ้า…ชื่ออะไร?”

 

“หม่อมฉัน หลานฮุ่ยเจิน บุตรสาวคนโตของนายอำเภอเมืองโจวถิง หลานยี่หลงเพคะ”

 

“อืม…พระชายาอ๋องแปดเป็นบุตรสาวของนายอำเภอจากโจวถิงเช่นนั้นรึ โจวถิงตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ข้าเองยังไม่เคยได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนราษฎรที่นั้นเลย”

 

“โจวถิงตอนนี้แห้งแล้ง มีปัญหาเรื่องข้าวยากหมากแพงเช่นเดียวกับพื้นที่อื่นๆในแคว้นไป๋กว๋อเพคะ แต่เพราะพระบารมีของฝ่าบาท ราษฎรยังคงมีความสุขดีแม้ว่าจะลำบากไปบ้าง”

 

“หือ…นี่เจ้าเป็นพระชายาของท่านอ๋องแปดเช่นนั้นรึ?” หุยผินเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ

 

หลานฮุ่ยเจินพยักหน้าเบาๆพลางยิ้มน้อยๆ

 

“ทูลฝ่าบาท ตอนนี้ร่างกายของพระสนมหุยผินยังไม่ทันเข้าที่เข้าทางนัก อีกทั้งถ้าหม่อมฉันเดาไม่ผิดนี่คงเป็นการผ่าท้องคลอดรายแรกในไป๋ซ่านลี่ ฉะนั้น…หม่อมฉันอยากจะขอประทานอนุญาตอยู่ดูแลพระสนมจนกว่าร่างกายจะแข็งแรงขึ้นจะได้หรือไม่เพคะ?"

 

"ได้…ได้สิ ยิ่งดี หากเจ้าอยู่คอยดูแลเยี่ยฮวาข้ายิ่งจะอุ่นใจมากขึ้น”

 

หลานฮุ่ยเจินยิ้มอย่างอิ่มเอมใจ วันนี้นางได้ช่วยชีวิตคนได้ถึงสามชีวิต

 

“แต่…วันนี้เป็นวันอภิเษก พระชายาหลานต้องเข้าหอกับท่านอ๋องแปดตามฤกษ์มิใช่หรือเพคะ?” พระสนมหุยผินทักท้วง อันที่จริงนางก็รู้สึกอุ่นใจและวางใจหากว่าจะมีหลานฮุ่ยเจินมาอยู่คอยดูแล แต่นางก็เป็นกังวลเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติ

 

หลานฮุ่ยเจินยิ้มกว้าง

 

“ไม่เป็นไรหรอกเพคะพระสนม ฝ่าบาททรงเคยตรัสเอาไว้ว่า ธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆนั้นให้เป็นไปตามสถานการณ์และยุคสมัย อย่าได้ถือจนเคร่งครัดเกินไป ให้ปฏิบัติตามเท่าที่เรารู้สึกว่าสะดวกเป็นพอ คืนนี้หม่อมฉันไม่จำเป็นต้องเข้าหอก็ได้ หม่อมฉันเป็นห่วงพระสนมมากกว่าธรรมเนียมประเพณีซะอีก”

 

ไป๋เฟยฉีครุ่นคิดไปชั่วอึดใจก่อนจะถอนหายใจเบาๆออกมา

 

“แต่อย่างไรธรรมเนียมเรื่องการส่งตัวเข้าหอก็มิอาจละเว้น” โอรสสวรรค์เอ่ยเสียงเรียบๆ แววตาล้ำลึก

 

“แต่ว่า…ตำหนักของท่านอ๋องแปดอยู่นอกรั้ววังหลวง พระสนมเองก็เพิ่งผ่าท้องคลอดไป หม่อมฉันอยากจะอยู่ดูเพื่อความสบายใจว่าไม่มีการตกเลือดหรือมีอาการผิดปกติใดๆเพคะ” 

 

“อืม…เรื่องนั้นข้าเห็นดีด้วย เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน  ฉูกงกง…” โอรสสวรรค์หันไปเรียกขันทีคนสนิท

 

“พะ…พะย่ะค่ะฝ่าบาท” ฉูกงกงเป็นต้องสะดุ้ง วันนี้เหตุการณ์และเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวข้องกับพระชายาของอ๋องแปดทำให้สติของเขาไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

 

“จัดห้องทางปีกซ้ายของตำหนักเป่าชางอันให้เป็นห้องหอสำหรับส่งตัวท่านอ๋องแปดและพระชายาหลานสำหรับคืนนี้”

 

“หา! ว่า…ทรงว่าอย่างไรนะพะย่ะค่ะฝ่าบาท ?” ฉูกงกงตกอกตกใจ แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีผู้ใดแม้แต่ฮองเฮามาค้างคืนที่พระตำหนักเป่าชางอัน ซึ่งเป็นที่ประทับของโอรสสวรรค์ หรือว่า…ทิศทางลมได้เปลี่ยนทางแล้ว

 

“เอ๊ะ! ฉูกงกง วันนี้ท่านเป็นอะไรไปนี่ ดูตกอกตกใจง่าย ดูป้ำๆเป๋อๆ ไม่ได้ยินที่เราสั่งรึยังไง?”

 

“ฝ่าบาท…ก็วันนี้ล้วนแต่มีเรื่องที่เหนือความคาดหมายตั้งหลายเรื่อง กระหม่อมปรับตัวแทบไม่ทัน”

 

ไป๋เฟยฉีถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะออกคำสั่ง

 

“นำเรื่องเปลี่ยนสถานที่เข้าหอไปแจ้งแก่อ๋องแปด และให้เขามาที่ตำหนักเป่าชางอันให้ทันฤกษ์เข้าหอด้วย”

 

“รับด้วยเกล้าพะย่ะค่ะ”

 

หลานฮุ่ยเจินเห็นว่าการบริหารจัดการเรื่องต่างๆของฮ่องเต้ผู้มีศักดิ์เป็นพ่อสามีนั้นถือว่าไม่เลว แต่…พระองค์ทรงลืมอะไรไปหรือไม่

 

“ทูลฝ่าบาท เรื่องเปลี่ยนสถานที่ส่งตัวเข้าหอนั้น…เอ่อ…หม่อมฉันไม่มีปัญหา แต่…แต่….” หลานฮุ่ยเจินทำท่าอ้ำอึ้ง

 

“แล้วเจ้ามีปัญหาอะไรรึ?”

 

“คือ…ฝ่าบาททรงลืมสัญญาอะไรบางอย่างแล้วหรือเพคะ?” หลานฮุ่ยเจินลอยหน้าถาม

 

“สัญญา สัญญาอันใด?” ไป๋เฟยฉีทำหน้างุนงง เขานึกไม่ออกจริงๆ ช่วงหนึ่งถึงสองชั่วยามที่ผ่านมาในหัวของเขามีแต่ความตึงเครียด

 

“สัญญาที่ว่า…หากผู้ใดสามารถช่วยพระสนมหุยผินได้ ฝ่าบาททรงสัญญาว่าจะให้ทุกอย่างที่ต้องการอย่างไรล่ะเพคะ” หญิงสาวที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกสะใภ้หมาดๆทวงสัญญาพ่อสามีที่มีศักดิ์เป็นถึงฮ่องเต้อย่างไม่ครั่นคร้าม

 

ไป๋เฟยฉีทำหน้าเหมือนว่าเพิ่งจะนึกขึ้นได้ แต่จู่ๆก็มีประกายวูบหนึ่งฉายชัดบนดวงตา และหลานฮุ่นเจินก็ทันสังเกตเห็นได้ มันคือประกายวูบไหวที่บ่งบอกถึงความลังเล ไป๋เฟยฉีหันไปสบตากับขันทีคู่ใจอย่างมีนัยสำคัญ

 

“เอ่อ…พระชายา ตอนนี้ท่านก็ทราบดีแล้วว่า…ท้องพระคลังกำลังจะติดลบ” ฉูกงกงขยับเข้าไปใกล้หลานฮุ่ยเจินและพูดกับนางเบาๆพอให้ได้ยินแค่สองคน

 

“หม่อมฉันมิได้ต้องการเงิน ข้าวของมีค่า หรือว่าลาภยศใดๆเพคะ”

 

ไป๋เฟยฉีพอได้ยินแล้วก็อดที่จะลอบสบตากับฉูกงกงอีกครั้งไม่ได้ ทั้งคู่ต่างอยากรู้ว่าสตรีเหนือสตรีผู้นี้ต้องการสิ่งใดกัน

 

“เจ้าอยากได้สิ่งใดก็ว่ามา”

 

“หม่อมฉันเคยได้ยินมาว่า เมื่อหลายปีก่อนแคว้นต้าถังส่งโสมพันปีมาเป็นเครื่องบรรณาการ หากว่าฝ่าบาททรงมีโสมพันปีหลายหัว จะทรงพระกรุณาพระราชทานแก่หม่อมฉันบ้างสักเล็กน้อยจะได้หรือไม่?”

 

“ฮ่าๆๆๆ เรื่องแค่นี้เอง ย่อมได้ เราจะให้โสมพันปีเจ้าสองหัวก็แล้วกัน ”

 

“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท” หลานฮุ่ยเจินดีใจจนหน้าบาน โสมพันปีที่มีสรรพคุณว่าเป็นยิ่งกว่ายาวิเศษ นางจะได้มันมาครอบครองแล้ว

 

“ตะ…แต่ ทูลฝ่าบาท โสมพันปีจากต้าถังนั้นนับว่าเป็นของล้ำค่าและหายากยิ่ง ผู้ที่มีสิทธิ์ได้ใช้โสมพันปีมีเพียงฝ่าบาทเท่านั้น การที่พระองค์จะทรงพระราชทานให้แก่พระชายาหลานนับว่า….เอ่อ…” หลู่หย่งอู๋นั้นรู้สึกขัดเคืองใจอย่างยิ่งที่โสมพันปีที่ว่าเป็นยาวิเศษนั้นจะตกไปอยู่ในมือของสตรีวิปลาศผู้ซึ่งได้ฉีกหน้าเขาไปหมาดๆ

 

“จะเป็นไรไป ในคลังหลวงมีโสมพันปีตั้งสิบหัว ข้ายกให้พระชายาอ๋องแปดไปแค่สองหัว ก็ยังเหลือตั้งแปดหัว ท่านหมอหลู่อย่ายึดติดธรรมเนียมอะไรมากนักเลย อีกอย่าง…พระชายานั้นก็ถือว่ามีความดีความชอบอยู่มาก พวกท่านคงจะยังจำได้ว่านางมีผลงานอันใด” 

 

หลู่หย่งอู๋เป็นต้องยอมสงบปากสงบคำ เขาก้มหน้านิ่งซ่อนแววตา เห็นทีว่าคงต้องให้คนไปตามสืบประวัติพระชายาอ๋องแปดอัปลักษณ์ผู้ที่มาจากบ้านนอกคนนี้ซะแล้ว

 

‘ฮื่ย!…คิดๆแล้วมันเจ็บใจนัก จะมีผู้ใดบ้างไม่อยากครอบครองโสมพันปี นี่ฝ่าบาททรงบ้าไปแล้วหรือไรถึงได้พระราชทานของล้ำค่าที่ประเมินราคามิได้เช่นนั้นให้นางไป’ หัวหน้าหมอหลวงได้แต่คิดคั่งแค้นในใจ

 

‘เฮ้อ! ยังดีหน่อยที่นางไม่เอ่ยปากขอรางวัลเป็นเงินทอง ไม่เช่นนั้นเราก็ไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ตอนนี้ใครๆก็รู้ไปทั่วไป๋ซ่านลี่แล้วว่าท้องพระคลังกำลังจะติดลบ โชคดีที่นางขอแค่โสมพันปีที่ตอนนี้ทั้งเราและไทเฮายังไม่จำเป็นต้องใช้’ ไป๋เฟยฉีลอบสบตากับฉูกงกงและถอนหายใจเบาๆอย่างโล่งอก

 

“คืนนี้ข้าจะอยู่ดูแลหุยผินที่นี่ ฉูกงกงท่านให้คนไปยกฎีกาบนโต๊ะในห้องหนังสือมา แล้วอย่าลืมสั่งคนให้รีบจัดการห้องหอสำหรับคู่บ่าวสาวคืนนี้ล่ะ เอาเป็นว่าคืนนี้ตำหนัก เป่าชางอันเป็นของพวกเจ้าแล้วกัน” ไป๋เฟยฉีหันไปกล่าวทีเล่นทีจริงกับลูกสะใภ้  ฉูกงกงรู้สึกร้อนๆหนาวๆขึ้นมา แต่ไหนแต่ไรฮ่องเต้ของพวกเขาเป็นคนยิ้มยาก เคร่งครัดและเคร่งเครียด แต่คราวนี้ดูเหมือนจะทรงโปรดปรานพระชายาของอ๋องแปด พระโอรสที่พระองค์ทรงมองข้ามและเหินห่างมากที่สุด บางที…ทิศทางลมในวังหลวงอาจจะถึงคราวเปลี่ยนทิศแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 762 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

645 ความคิดเห็น

  1. #433 DinDumm (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 24 เมษายน 2564 / 23:57
    มีคนรักมีคนเกลียดแต่น้องทำได้อยู่แล้ว
    #433
    0
  2. #247 Pop_zaza (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 11 เมษายน 2564 / 14:07
    หมอหลวงขี้อิจฉา
    #247
    0
  3. #164 munmun (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 8 เมษายน 2564 / 09:10
    ศัลยแพทย์มือหนึ่งนิ ไม่เป็นไรในนิยายต้องทำได้ สู้ๆ
    #164
    1
    • #164-1 ๋J.A.J.K.(จากตอนที่ 35)
      8 เมษายน 2564 / 14:16
      ในนิยายมันก็ต้องมีไรเกินจริงบ้าง จริงมะคะ อิอิ
      #164-1
  4. #51 PookSaisamon (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 3 เมษายน 2564 / 06:55
    ขอบคุณจ้าไรต์สนุกจ้าน้องทรูมากชอบๆ
    #51
    0
  5. #49 joom999 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 3 เมษายน 2564 / 04:08

    กำลังสนุกเลย
    #49
    0