ไสหัวไปซะพระชายาบ้านนอก

ตอนที่ 37 : ตำหนักหลันเป่าหลือที่ทรุดโทรม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,458
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 793 ครั้ง
    3 เม.ย. 64

พระสนมหุยผินแข็งแรงขึ้นในทุกๆวันที่ผ่านไป หลานฮุ่นเจินต้องเข้าวังไปดูแลนางทุกวันตามรับสั่งของฮ่องเต้ พอครบเจ็ดวันก็ถึงวันที่ต้องตัดไหม 

 

“พระสนม แผลแห้งดีแล้ว หม่อมฉันจะตัดไหมให้ วันนี้ก็จะอาบน้ำได้แล้วนะเพคะ หากสังเกตเห็นว่ารอยแผลกลับมามีรอยแดง มีอาการปวด บวม ให้รีบส่งคนไปบอกหม่อมฉันนะเพคะ” 

 

หลานฮุ่ยเจินเห็นว่าแผลหน้าท้องของหุยเยี่ยฮวานั้นขอบแผลแห้งชิดติดกันดีแล้ว ไม่มีอาการ ปวด บวม แดง ร้อน จึงใช้กรรไกรขนาดเล็กปลายแหลมที่ไป๋เฟยฉีรับสั่งให้ขันทีทั้งพระตำหนักไปควานหามาให้ตัดไหมที่เย็บแผลรวมทั้งหมดแปดเข็มทีละปมทีละปมจนครบ

 

“พระชายา ข้าจะมีแผลเป็นหรือไม่?” หุยเยี่ยฮวามีสีหน้าท่าทางกังวล นางเกรงว่าหากร่างกายของตนมีตำหนิแล้ว จะไม่เป็นที่โปรดปรานของพระสวามีที่มีนางในเป็นร้อยเป็นพันในวังหลังแห่งนี้

เมื่อความโปรดปรานของโอรสสวรรค์คือมั่นคงของฐานะเหล่าสตรีทั้งหลายในวังหลัง เป็นที่รู้กันว่า วังหลังมีบุรุษเพียงหนึ่งกับสตรีนับร้อยนับพัน การแก่งแย่ง ชิงดี ชิงเด่น ย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มีสตรีจำนวนไม่น้อยปรารถนาที่จะได้เข้าวังและถวายการรับใช้องค์จักพรรดิ หากไม่โดดเด่นจนเป็นที่โปรดปราน พวกนางก็จะเหมือนต้นไม้ที่เหี่ยวเฉาและค่อยๆตายจากไปจากความทรงจำของฮ่องเต้  ชีวิตย่อมมีทั้งขึ้นและลง หุยเยี่ยฮวารู้สัจธรรมข้อนี้ดี หากต่อไปนับจากนี้ไม่เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้อีก อย่างน้อยนางก็มีพระโอรสฝาแฝดสองพระองค์ บั้นปลายชีวิตคงไม่ต้องอาศัยที่อารามชีเฉกเช่นนางในที่ไร้ทายาทให้โอรสสวรรค์

 

“พระสนมอย่าได้กังวล แผลหน้าท้องของพระสนมอีกไม่นานก็จะหายดีและไม่ทิ้งร่อยรอยใดๆไว้ หม่อมฉันได้ให้ยาสำหรับทารอยแผลเหล่านี้ไว้แล้ว” หลานฮุ่ยเจินยิ้มอย่างพอใจกับผลงานของตน ถึงแม้ว่านางจะไม่มีเข็มเย็บแผลรูปโค้งครึ่งวงกลมคล้ายเคียวเหมือนที่แพทย์ใช้ในโลกยุค 2021 ก็ตาม ในเวลานี้นางมีเพียงเข็มเย็บผ้าเท่านั้น แต่ฝีมือการเย็บของหมอศัลกรรมพลาสติกมือหนึ่งมีหรือจะทิ้งร่องรอยไว้ให้เป็นแผลเป็น  หลังจากตัดไหมแล้วนางแนะนำให้หุยเยี่ยฮวาใช้ว่านหางจระเข้ทารอยแผลนั้นวันละสองถึงสามครั้ง

 

‘ว่านหางจระเข้นี้ดีทีเดียว ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหนก็ยังคงเป็นสมุนไพรในดวงใจ โชคดีที่ในวังมีว่านหางจระเข้ปลูกไว้มากมาย’ หลานฮุ่ยเจินนึกขอบคุณที่อย่างน้อยไป๋เฟยฉีก็จัดให้ส่วนหนึ่งของสวนอุทยานเป็นพื้นที่สำหรับปลูกพืชสมุนไพรจำนวนหนึ่ง

 

“พระชายา ข้าขอขอบใจเจ้ามาก หากในวันข้างหน้าข้ามีโอกาสที่จะได้ตอบแทนบุญคุณของเจ้าบ้าง จงอย่าได้ลังเลที่จะบอก” 

 

“ขอบพระทัยพระสนมเพคะ และหากพระสนมมีสิ่งใดที่จะให้หม่อมฉันรับใช้สามารถเรียกหาหม่อมฉันได้ตลอดเวลา” หลานฮุ่ยเจินคิดว่านางจำเป็นต้องเริ่มหาพันธะมิตรได้แล้ว

 

ยามเซิน( 15.00-16.59) หลานฮุ่ยเจินเดินทางกลับมาถึงตำหนักหลันเป่าสือโดยรถม้าจากวังหลวงที่ไป๋เฟยฉีสั่งให้ไปรับไปส่งนางทุกวันเพื่อให้นางมาตรวจดูอาการของพระสนมหุยผิน วันนี้เป็นวันแรกที่หญิงสาวมีโอกาสได้เดินสำรวจตำหนักหลันเป่าสือซึ่งเป็นจวนของอ๋องแปดอย่างทั่วถึง เพราะหลายวันที่ผ่านมานางแทบจะไม่มีเวลาหายใจ ต้องออกจากตำหนักตั้งแต่เช้ามืด กว่าจะกลับมาก็มืดค่ำเข้าไปแล้ว

 

หลานฮุ่ยเจินใช้เวลาสำรวจตำหนักหลันเป่าสือจนทั่วโดยใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งชั่วยามเท่านั้น ตำหนักนี้ฮ่องเต้ทรงพระราชทานให้แก่ไป๋เฟยหมิงเพื่อเป็นจวนส่วนตัวของเขา  ตำหนักหลันเป่าสือแต่กาลก่อนเป็นจวนของขุนนางระดับล่างผู้หนึ่ง ต่อมาขุนนางผู้นั้นถูกจับได้ว่าฉ้อโกงจึงถูกปลดและถูกเนรเทศไปใช้แรงงานเยี่ยงทาส อาณาบริเวณของจวนไม่กว้างขวางมากนัก ภายในมีสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นเรือนหลักหนึ่งหลัง ตัวเรือนเป็นอาคารชั้นเดียวขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ประกอบด้วยห้องนอนทั้งหมดสี่ห้อง ห้องรับรองแขกอีกหนึ่งห้อง ห้องหับต่างๆอีกสามห้องที่ไป๋เฟยหมิงใช้เป็นห้องหนังสือและห้องเก็บของๆเขา  ไม้ที่ใช้ทำตัวบ้านด้านนอกบางส่วนผุพังตามกาลเวลา พ่อบ้านของจวนเคยจะให้ช่างมาทำการซ่อมแซมเสียหลายครั้ง แต่เจ้าของจวนกลับบอกว่า…ไม่จำเป็น แต่ครั้งนี้มันน่าจะจำเป็นแล้วเพราะเขารับสตรีซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพระชายาเข้ามาอยู่ร่วมชายคาด้วยนางหนึ่ง ตามด้วยสาวรับใช้ของนางอีกสองคน

 

“คุณหนูเจ้าคะ เอ๊ย…พระชายา ที่นี่คือตำหนักของท่านอ๋องจริงๆหรือเจ้าคะ?” หลิงหลิงเอ่ยถามผู้เป็นนายอย่างไม่แน่ใจ  มองไปทางไหนก็ไม่เห็นความศิวิไลซ์เอาเสียเลย เรือนหลังหลักที่เป็นที่อยู่ของผู้เป็นนายทั้งเก่าทั้งโทรม ผาผนังที่ทำจากไม้นั้นผุพังตามกาลเวลา ซึ่งบ้านหลังนี้น่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปี ส่วนเรือนของบ่าวรับใช้ทั้งชายหญิงนั้นแยกเป็นสองฝั่ง ฝั่งชายมีคนสนิทของอ๋องแปดอาศัยอยู่ห้องหนึ่ง พ่อบ้านอีกห้องหนึ่ง บ่าวรับใช้ชายอีกสามคนอยู่คนละห้อง ส่วนเรือนพักของบ่าวรับใช้หญิงนั้นมีหลิงหลิงและเม่ยฟูอยู่ห้องเดียวกันห้องหนึ่ง บ่าวรับใช้หญิงคนอื่นๆที่อยู่มาก่อนอีกสามคน แม่ครัวหนึ่งคน  สรุปแล้วที่ตำหนักหลันเป่าสือซึ่งก็คือจวนของท่านอ๋องแปดในเวลานี้นั้นก็คือบ้านหลังเก่าๆหลังหนึ่งซึ่งมีอายุนับร้อยปี ทั้งความเก่าแก่และความทรุดโทรมของบ้านนั้นไม่ต่างจากบ้านผีสิง จนมีผู้คนเอาไปพูดเล่นสนุกปากว่า ‘จวนผีสิงของอ๋องอัปลักษณ์’ ตอนนี้ตำหนักหลันเป่าสือนั้นมีบ่าวรับใช้อยู่สิบเอ็ดคน

 

“หลิงหลิง เม่ยฟู เวลาอยู่ตามลำพังให้พวกเจ้าพูดกับช้าเช่นเดิมเถิด ข้ารู้สึกไม่คุ้นอย่างไรก็ไม่รู้หากพวกเจ้าเรียกข้าว่าพระชายา หึหึ” หลานฮุ่ยเจินหัวเราะอย่างอารม์ดี

 

“คุณหนู นี่คุณหนูไม่รู้สึกว่าจวนนี้ไม่เหมาะสมกับผู้ที่มีตำแหน่งเป็นถึงอ๋องเลยหรือเจ้าคะ?” หลิงหลิงถามต่อ ส่วนเม่ยฟูนั้นสงบปากสงบคำ

 

“พวกเราต่างก็รู้กันดีว่าท่านอ๋องแปดนั้นมีความบกพร่องของใบหน้าทำให้ไม่เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ ดังนั้นแล้วตำหนักที่ได้รับพระราชทานให้เป็นจวนอ๋องก็คงมีสภาพไม่ดีนัก แต่…พวกเจ้าลองดูสิ ตรงนั้นเหมือนเป็นคอกม้าขนาดใหญ่ใช่หรือไม่”

 

“ใช่เจ้าค่ะคุณหนู น่าจะเป็นคอกม้า หรือไม่ก็คอกวัว” เม่ยฟูเอ่ยปากพูดบ้าง

 

หลานฮุ่นเจินพาสองสาวรับใช้เดินเข้าไปสำรวจคอกสัตว์นั้นใกล้ๆ เห็นมูลสัตว์ที่แห้งสนิทแล้วอยู่เป็นจำนวนมาก นี่แสดงว่าที่แห่งนี้เคยใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์มาก่อนแน่ๆ อาจจะเป็นม้า หรือวัว แต่ดูจากลักษณะของมูลแล้วน่าจะเป็นวัวมากกว่า

 

“เป็นคอกวัวเก่าพะย่ะค่ะ พระชายา” เป็นเสียงของพ่อบ้านตำหนักหลันเป่าสือนั่นเอง เขาคือ พ่อบ้านโย่ว โย่วสือฟง 

 

โย่วสือฟงเคยเป็นบ่าวรับใช้ในจวนของบิดาพระสนมเหลียงกุ้ยเฟย พระมารดาของอ๋องแปดนั่นเอง เขาเป็นบุรุษหนุ่มวัยห้าสิบปี ทำงานรับใช้ไป๋เฟยหมิงด้วยความซื่อสัตย์และจงรักภักดีมาตลอด ครั้งนี้เขาได้รับคำสั่งจากผู้เป็นนายให้ติดตามดูแลพระชายาของเขาอย่างใกล้ชิด ไม่ว่านางจะทำสิ่งใดให้รีบรายงานเขาทุกอย่าง หรือจะเรียกว่า…ให้คอยจับตามองก็ไม่ผิด

 

“อ้อ…ท่านผู้นี้คือ…”

 

“หม่อมฉัน พ่อบ้านโย่ว เป็นพ่อบ้านของจวนท่านอ๋องแปดพะย่ะค่ะ หากพระชายาทรงประสงค์สิ่งใดขอให้บอกกระหม่อม กระหม่อมจะรีบจัดหามาให้”

 

หลานฮุ่ยเจินยิ้มอย่างเป็นมิตร ลุงพ่อบ้านคนนี้ท่าทางซื่อๆ น่าจะพอไว้ใจได้อยู่กระมัง

 

“พ่อบ้านโย่ว นี่คือคอกวัวหรอกหรือ?”

 

“ถูกแล้วพะย่ะค่ะ แต่ก่อนจวนแห่งนี้เคยเป็นของขุนนางเล็กๆผู้หนึ่ง หลังจากถูกจับได้ว่าเขาทำการทุจริตฉ้อโกงเงินหลวง จวนแห่งนี้ก็ถูกยึด และกลายเป็นที่เลี้ยงวัวหลวงจำนวนมาก เพราะด้านหลังจวนด้านนู้นติดกับชายป่าและมีลำธารเล็กๆไหลผ่าน  ถึงแม้ว่าไป๋ซ่านลี่จะแห้งแล้งมาหลายปี แต่เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจที่ลำธารแห่งนี้นั้นไม่เคยแห้งเลย ทุกวันนี้ยังคงมีน้ำไหลรินตลอดเวลา และที่สำคัญน้ำใสและเย็นมากพะย่ะค่ะ”

 

หลานฮุ่ยเจินตาเป็นประกาย

 

“เป็นจริงเช่นนั้นหรือ ด้านหลังจวนมีลำธาร มีป่า หากข้าอยากจะไปเที่ยวชมท่านจะนำทางได้หรือไม่?” 

 

โย่วสือฟงทำท่าทางลังเล ไป๋เฟยฉีสั่งให้เขาจับตาดูนาง ไม่ได้สั่งให้พานางเที่ยว แต่การพานางเดินไปชมลำธารก็เป็นการจับตามองอีกวิธีหนึ่งนี่นะ

 

“เอ่อ…พระชายา เช่นนั้นเชิญเสด็จทางนี้พะย่ะค่ะ” พ่อบ้านโย่วผายมือไปทางด้านหลังของจวนซึ่งมองจากตรงที่หลานฮุ่ยเจินและสาวรับใช้ทั้งสองยืนอยู่นั้นพวกนางสามารถมองเห็นความเขียวขจีของต้นไม้นานาพันธุ์ได้

 

“วันนี้ท่านอ๋องเสด็จที่ใดหรือ ท่านพ่อบ้าน?” หลานฮุ่ยเจินรู้ข่าวจากสาวรับใช้ทั้งสองนางว่าไป๋เฟยหมิงมักจะหายตัวออกไปจากจวนตั้งแต่เช้าพร้อมกับ ลู่เฟย คนสนิทเพียงหนึ่งเดียวของเขา

 

“เอ่อ…ท่านอ๋องทรงมีภารกิจและความรับผิดชอบมากมาย กระหม่อมเองก็มิอาจทราบได้ว่าวันนี้ท่านอ๋องเสด็จไหนพะย่ะค่ะ”

 

“ท่านอ๋องมีภารกิจและความรับผิดชอบมากมายเช่นนั้นหรือ ข้า…ในฐานะภรรยาก็ไม่ควรที่จะนิ่งดูดายสินะ ข้าควรช่วยงานท่านอ๋องให้มากที่สุด ท่านว่าจริงหรือไม่ พ่อบ้านโย่ว” หลานฮุ่ยเจิน ยอดสตรีจากปี 2021 คิดว่า ความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ของนางน่าจะทำประโยชน์ได้ไม่น้อย

 

โย่วสือฟงอึกอัก จู่ๆเขาก็หยุดก้าวขาซะอย่างนั้น  สตรีที่แต่งเข้าราชวงศ์ล้วนเป็นสตรีจากสกุลขุนนางระดับสูง พวกนางต่างเป็นสตรีในห้องหอ นอกจากวาดภาพ ดีดพิณ เขียนอักษร เล่นหมากล้อมแล้ว พวกนางไม่น่าจะอยากทำสิ่งอื่นใดอีก

 

“เอ่อ…พระชายาพะย่ะค่ะ ท่านอ๋องเห็นควรว่าให้พระชายาอยู่ดูแลจวนให้เรียบร้อยจะดีกว่าพะย่ะค่ะ”

 

“ใครบอกว่าข้าจะไม่ทำล่ะ หากท่านอ๋องอนุญาตให้ข้าทำอะไรก็ได้เพื่อเป็นการดูแลคนในจวนนี้ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดี ข้าย่อมต้องทำให้ดีที่สุด แต่ท่านรู้อะไรหรือไม่ ท่านพ่อบ้านโย่ว ข้า…หลานฮุ่ยเจินเป็นคนไม่ชอบอยู่นิ่ง ข้าอยากทำสิ่งต่างๆมากมายนอกจากดูแลจวนแล้วข้ายังอยากช่วยงานท่านอ๋องด้วย วันหลังท่านช่วยพาข้าแอบตามไปดูว่าท่านอ๋องไปที่ไหน และทำอะไรบ้างจะได้หรือไม่ รับรอง ข้าจะไม่ให้ท่านอ๋องรู้เรื่องนี้ หลิงหลิง…” หลานฮุ่ยเจินหันไปส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้กับสาวใช้ของนาง

 

“เพคะ พระชายา” หลิงหลิงรู้งาน นางยื่นถุงผ้าส่งให้พ่อบ้านโย่วพลางพยักหน้าบอกเป็นนัยๆว่าให้รับไป

 

โย่วสือฟงทำหน้าอึดอัด เขาอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะรับถุงผ้านี้ไว้ก็ไม่ดี จะไม่รับก็ไม่ได้

 

“รับไว้เถอะ เห็นแก่ที่ท่านทำงานให้ท่านอ๋องด้วยความซื่อสัตย์ตลอดมา ท่านกับข้าต่างก็รู้กันดี จวนท่านอ๋องนี้ก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร คนในจวนก็มีไม่มาก ฉะนั้นก็ไม่มีงานอะไรให้ทำมากมายนักหรอก สู้เราเอาเวลาไปช่วยท่านอ๋องทำงานนอกจวนไม่ดีกว่าหรือ ไปเถอะ พาข้ากับสองสาวนี่ไปชมลำธารด้านหลังจวนหน่อย” หลานฮุ่ยเจินระบายยิ้มก่อนจะเดินนำพ่อบ้านโย่วไปทางด้านหลังจวนที่ติดกับชายป่า

 

โย่วสือฟงได้แต่ทำหน้างุนงง นี่เขาควรจะเป็นฝ่ายเดินนำทางนางไปมิใช่หรือ เห็นดังนั้นพ่อบ้านวัยกลางคนก็รีบวิ่งตามนายหญิงหนึ่งเดียวของจวนไป

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 793 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

702 ความคิดเห็น

  1. #248 Pop_zaza (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 11 เมษายน 2564 / 14:17
    นางจะทำอะไรหนอ
    #248
    0